สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 683 อรรถาธิบายเรื่องพลังเทพ
เขิงเหลียนเอ๋อร์จ้องมองลูกกลมแสงในมือของจั่วม่ออยู่ครึ่งค่อนวัน
ก่อนจะถามอย่างอดไม่ได้ “เจ้าไฉนต้องฝึกปรือเวทวิชาด้วย?”
ไม่กี่วันมานี้จั่วม่อจู่ ๆ ก็เริ่มฝึกปรือเวทวิชาอย่างคร่าเคร่ง เขิงเหลียน
เอ๋อร์แม้ไม่ค่อยล่วงรู้เกี่ยวกับเวทวิชามากนัก แต่นางทราบดีว่าด้วยนิสัยใจ
คอของจั่วม่อ มันไม่เคยกระทำเรื่องราวที่ไม่มีประโยชน์
จู่ ๆ เปลี่ยนจากการฝึกปรือพลังเทพไปฝึกปรือพลังปราณ ไม่ว่าจะ
มองอย่างไรนางก็เห็นว่าแปลกประหลาดยิ่ง
จั่วม่อเหงื่อไหลท่วมกาย ดูท่ามันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่
ยังคงไม่หยุดมือ เพียงฝึกไปพลาง กล่าวตอบนางไปพลาง “พลังทั้งสาม
ล้วนเป็นกิ่งก้านสาขาที่แตกแยกออกมาจากพลังเทพ การฝึกปรือพลังทั้ง
สาม สามารถช่วยพัฒนาพลังเทพของเราได้”
เขิงเหลียนเอ๋อร์สีหน้าสับสนงุนงง
นางถือครองมรดกเคล็ดวิชาจากชนเผ่าเทพจันทรา ความเข้าใจใน
ด้านพลังเทพของนางแตกต่างจากของจั่วม่ออย่างสิ้นเชิง
จั่วม่อไม่ได้อธิบายว่ามันมาถึงข้อสรุปนี้ได้อย่างไร แต่ผูเยากับเว่ย
ค้นพบหลักฐานที่สนับสนุนข้อสรุปนี้ ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยวาจาเพียง
ไม่กี่ประโยค
แต่มันยังคงอธิบายเพิ่มเติมว่า “พลังเทพที่หายสาบสูญไปจากหน้า
ประวัติศาสตร์ สมควรมีสาเหตุอื่นนอกเหนือจากการขาดการสืบทอด”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “สาเหตุใด?”
การสูญหายของพลังเทพเป็นหนึ่งในปริศนาที่ลี้ลับที่สุดมาโดยตลอด
จนถึงบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ชัดแจ้ง ยุคบรรพกาลอยู่ในอดีตที่
ห่างไกลเกินไป บันทึกที่เหลือรอดมาจากยุคสมัยนั้นมีเพียงน้อยนิด
มิหนำซ้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้กล่าวไว้อย่างชี้เฉพาะเจาะจง ควรทราบว่าพลัง
เทพนั้นแข็งแกร่งกว่าพลังทั้งสาม อากุ่ย จั่วม่อและเขิงเหลียนเอ๋อร์เพิ่งจะ
อยู่ในด่านมนุษย์ขั้นเริ่มต้นเท่านั้น แต่เมื่อพวกมันผนึกกำลังกัน กลับ
สามารถสังหารฝ่านซูผู้หนึ่ง ความเหนือล้าของพลังเทพย่อมเป็นที่
ประจักษ์ชัด
แต่พลังเทพที่ร้ายกาจถึงเพียงนั้น กลับยังคงสาบสูญไปจากหน้า
ประวัติศาสตร์ ส่วนพลังทั้งสามที่ไม่ได้ทรงพลังอำนาจเท่า กลับพัฒนา
รุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่นิยมใช้งานไปทั่วหล้า จวบจนกระทั่งกลับ
กลายเป็นวิถีหลักไปแทน นี่เป็นเรื่องที่ผู้คนยากจะเข้าใจได้ ไม่ว่าจะเป็นซิว
เจ่อ อสูรหรือปิศาจล้วนแสวงหาคำตอบเรื่อยมา
เขิงเหลียนเอ๋อร์พอฟังว่าจั่วม่ออาจค้นพบสาเหตุดังกล่าวแล้ว ย่อม
รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างสุดจะสะกดกลั้นเอาไว้ได้
“ศรัทธา” จั่วม่อตอบเสียงราบเรียบ ขณะที่เวทวิชาในมือไม่ได้ยุ่ง
เหยิงแม้แต่น้อย
“ศรัทธา… …” เขิงเหลียนเอ๋อร์งงงันวูบ
“นักรบแห่งชนเผ่าโบราณนั้นมีอัตลักษณ์อีกประการหนึ่ง นั่นคือพวก
มันเป็นสัญลักษณ์ของชนเผ่าของตน พวกมันเป็นตัวแทนของศรัทธาความ
เชื่อ ดุจดั่งเทพเทวาในชนเผ่าของพวกมัน เป็นตัวตนที่ชนเผ่าเซ่นสรวง
บูชา นั่นคือเหตุผลที่ไฉนชนเผ่าโบราณล้วนมีวิหารเทพ และปัจจุบันนี้
พวกเราไม่ว่าจะเป็นซิวเจ่อ อสูรหรือปิศาจ ล้วนไม่มีสัญลักษณ์ศึกหรือ
วิหารเทพอีกแล้ว”
เขิงเหลียนเอ๋อร์เริ่มครุ่นคิดตรึกตรองตามแนวคิดนี้
“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การฝึกปรือพลังเทพในปัจจุบันนี้แตกต่างจาก
เมื่อครั้งกระโน้น พวกเราแม้สืบทอดมรดกพลังเทพ แต่ไม่อาจเป็นเทพเท
วาที่ผู้คนสักการะบูชาเหมือนในยุคบรรพกาล ดังนั้นพวกเราไม่มีทางเป็น
นักรบสัญลักษณ์ศึกได้ ไม่สามารถรวบรวมศรัทธาความเชื่อ หรือให้ผู้อื่น
เซ่นสรวงบูชา แต่พวกเราสามารถใช้การฝึกปรือพลังทั้งสามเข้าแทนที่
พลังทั้งสามแม้ไม่แข็งแกร่งเท่าพลังเทพ แต่ระบบการฝึกปรือละเอียด
ซับซ้อนและเข้มงวด พวกมันยังพัฒนามาจากพลังเทพ ดังนั้นพลังทั้งสาม
เป็นตัวช่วยชั้นเลิศในการฝึกปรือพลังเทพ”
จั่วม่อพอกล่าวไปกล่าวไป ประกายแสงบนฝ่ามือของมันเริ่มเผย
สัญญาณของการสั่นไหว จนมันต้องรีบรั้งสติกลับคืนมา
เขิงเหลียนเอ๋อร์เป็นโฉมสะคราญผู้ปราดเปรื่องนางหนึ่ง มิหนำซ้ายัง
สืบทอดมรดกเคล็ดวิชาที่สมบูรณ์จากเผ่าเทพจันทรา หลังจากครุ่นคิด
ไตร่ตรอง นางพลันตระหนักว่าที่จั่วม่อว่ามาคงไม่ผิดพลาดแล้ว ในมรดก
เคล็ดวิชาของชนเผ่าเทพจันทราที่นางถือครอง มักจะมีเนื้อหามากมายที่
เกี่ยวพันกับวิหารเทพ เดิมทีนางไม่เคยเอะใจในความหมายที่แอบแฝง แต่
บัดนี้เมื่อใคร่ครวญตามคำอธิบายของจั่วม่อ นางก็เข้าใจแจ่มแจ้งในบัดดล
วิหารเทพมีไว้เพื่อรวบรวมศรัทธาความเชื่อ
“เจ้าสามารถสอนศาสตร์อสูรและเวทวิชาให้แก่ข้าหรือไม่?” เขิง
เหลียนเอ๋อร์ถามโดยพลัน
จั่วม่อชะงักกึก มันคิดไม่ถึงว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์จะร้องขอเช่นนี้ สำหรับ
ปิศาจเที่ยงแท้ตนหนึ่ง การร่าเรียนเวทวิชาหรือศาสตร์อสูรตั้งแต่แรกเริ่ม
เรียกได้ว่าเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญประการหนึ่ง
มันมองดูเขิงเหลียนเอ๋อร์อย่างอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง “หากเริ่มตั้งแต่ต้น
เกรงว่าจะยากลำบากไม่น้อย”
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้ม” อย่างน้อยที่สุด คงไม่ยากเท่ากับการฝึกปรือ
พลังเทพกระมัง”
จั่วม่ออับจนถ้อยคำ ใช่แล้ว ถูกของนาง การฝึกปรือพลังทั้งสามไหน
เลยจะยากเย็นแสนเข็ญเท่ากับฝึกปรือพลังเทพ แต่จะอย่างไรมันก็ไม่
ปฏิเสธนางอยู่แล้ว หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่ ค่อยล้วงม้วนหยกออกมาสอง
ม้วน “สังขารปิศาจของเจ้าดีเลิศไม่น้อย ‘เวทวิชากระดูกหยก’ นี้ ใช้พลัง
ปราณขัดเกลากระดูก จะมีส่วนช่วยต่อสังขารปิศาจของเจ้า ส่วน ‘ศาสตร์
บูชายัญกระดูกคุกโลกันตร์’ ก็เหมาะสมกับเจ้าเช่นกัน เจ้าสมควรทดลอง
ฝึกปรือจากสองวิชานี้ก่อน”
ก่อนหน้านี้ผูเยามอบศาสตร์อสูรและเวทวิชาทั้งหมดที่เก็บสะสม
เอาไว้ให้แก่จั่วม่อ ส่วนจู่เหยินคนก่อนของเว่ย ก็เป็นยอดยุทธ์ที่คลั่งไคล้
การต่อสู้ นางเที่ยวท้าประลองกับผู้คนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ยังเยาว์วัย ส่งผลให้
เว่ยเองก็กลับกลายเป็นมีความรู้ความเข้าใจในทักษะปิศาจอย่างลึกล้า
และเช่นเดียวกันกับผูเยา ทักษะปิศาจร้อยชนิดพันประเภทที่มันถือครอง
เว่ยไม่ได้สงวนสิ่งใดไว้อีกเลย
เหล่ายอดวิชาที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผูเยากับเว่ยได้ ย่อมมิใช่
ธรรมดาสามัญ นอกเหนือจากช่วงเวลาที่ใช้ในการฝึกปรือ หลายวันมานี้
จั่วม่อยังใช้เวลาพลิกอ่านดูเวทวิชา ศาสตร์อสูรและทักษะปิศาจนับไม่ถ้วน
ยอดวิชาเหล่านี้แม้ว่าเทียบกับเทพวิชาแล้วจะอ่อนด้อยกว่ามาก เนื่อง
เพราะพวกมันไม่ได้ทรงพลังอำนาจเหมือนกับเทพวิชา แต่ในด้านบังคับ
ควบคุมพลังนั้น นับว่ามีความต้องการที่ละเอียดอ่อนกว่ามาก
‘เริ่มต้นจากพลังทั้งสาม’ นี่เป็นผลลัพธ์ที่จั่วม่อ ผูเยาและเว่ยสรุปได้
จากการถกเถียงหารือในเรื่องการรังสรรค์พลังเทพใหม่
พวกมันล้วนเห็นพ้องต้องกันว่าวิถีของพลังเทพในปัจจุบันนั้น
แตกต่างจากพลังเทพของชนเผ่าโบราณในยุคบรรพกาลอย่างสิ้นเชิง
เมื่อวิถีทางนี้ถูกพิสูจน์ยืนยันแล้ว จั่วม่อก็ฝังตัวเองลงไปใน ‘หอคัมภีร์
ผูเว่ย’ ซึ่งอาจเป็นตัวตนที่เทียบเคียงได้กับหอคัมภีร์ของสี่มหาสำนัก
ในแต่ละวัน มันนอนหลับพักผ่อนเพียงวันละสองชั่วยามเท่านั้น เวลา
ทั้งหมดใช้ไปกับการอ่านเคล็ดวิชาหรือฝึกฝีมือ ผูเยากับเว่ยยังผนึกกำลัง
กัน ช่วยมันออกแบบตารางการฝึกปรือที่เข้มงวดยิ่ง ตารางการฝึกปรือนี้
แจกแจงอย่างละเอียดยิบย่อยจนถึงหน่วยหนึ่งในยี่สิบของชั่วยาม และ
เข้มงวดเคร่งครัดราวกับว่าเป็นบันทึกวิชาหลอมสร้างก็มิปาน
จั่วม่อกระทำตามแผนการฝึกปรือนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อใดที่มันเหน็ดเหนื่อยจนแทบอยากตาย จั่วม่อจะหันไปมองอากุ่ย
ซึ่งนั่งเงียบๆ อยู่ไม่ห่างจากมัน แล้วมันจะอัดแน่นไปด้วยพลังอีกครั้ง
มันไม่เคยมุ่งมั่นจดจ่อและพากเพียรพยายามถึงเพียงนี้มาก่อน
กระทั่งผูเยากับเว่ยยังลอบอัศจรรย์ใจ ซึ่งความจริงตารางการฝึกปรือ
ที่พวกมันคิดค้นออกมา มีเพียงความเป็นไปได้ในทางทฤษฏีเท่านั้น เมื่อ
ยามที่พวกมันคิดวางแผนออกมา ไม่ได้คาดคิดว่าจั่วม่อจะทำสำเร็จเสร็จ
สิ้นจริง ๆ
แต่รอจนจั่วม่อฝึกปรือเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งแรก พวกมันถึงกับลอบ
ประหวั่นใจ
เสี่ยวม่อเกอที่อยู่ต่อหน้าพวกมันนี้ ช่างดูแปลกตาอย่างน่าประหลาด
ใจเสียเหลือเกิน
วันแล้ววันเล่า จั่วม่อยังคงคร่าเคร่งฝึกปรืออย่างมุ่งมั่นขันแข็ง ไปตาม
แผนการฝีกฝีมือที่พวกมันทั้งสองวางไว้ให้อย่างสมบูรณ์แบบ
คราวนี้แม้แต่ผูเยากับเว่ยยังนิ่งขึงตะลึงงัน ถึงขั้นที่พวกมันไม่ทราบ
จะกล่าวกระไรออกมา แต่ในสายตาของจั่วม่อ เพียงเท่านี้ยังไม่พอต่อ
ความต้องการของมัน
พลังฝีมือของมันรุดหน้าช้าเกินไป!
ผูเยากับเว่ยเห็นว่าระดับการรุดหน้าในยามนี้ หากไม่มีการกระตุ้น
จากสถานการณ์ภายนอก เกรงว่าใกล้จะถึงขีดจำกัดสูงสุดแล้ว สำหรับเรื่อง
การศึกษาค้นคว้าพลังเทพ พวกมันสมควรจัดอยู่ในแถวหน้าสุดของทั่วทั้ง
สามภพ
ในเมื่อวิธีการทั่วไปใช้การไม่ได้แล้ว เช่นนั้นพวกมันก็ต้องใช้วิธีการอัน
รุนแรง
ยกตัวอย่างเช่น การต่อสู้พิสูจน์เป็นตาย
จั่วม่อกำลังเฝ้ารอให้กำลังเสริมจากวัดเสวียนคงเดินทางมาถึง วัด
เสวียนคงผู้ยิ่งใหญ่จะต้องไม่ยอมละทิ้งโอกาสอันดีงามที่จะได้ครอบครอง
พลังเทพ ดูจากการที่พวกมันยินยอมส่งยอดคนด่านฝ่านซูออกมาคราว
เดียวถึงสองคน ก็เป็นที่เห็นได้ชัดเจน ว่าวัดเสวียนคงปรารถนาจะคร่ากุม
พวกจั่วม่อให้จงได้
ทันใดนั้นจั่วม่อหยุดการผนึกเวทวิชาในมือ สีหน้าแปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง
คิดถึงโจโฉ โจโฉก็มา!
หนึ่ง สอง สาม … …
สามสิบคน แต่ละคนล้วนเป็นหยวนอิง!
จั่วม่อตะลึงลานอยู่บ้าง วัดเสวียนคงช่างประเมินมันเอาไว้สูงนัก!
ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้มันหวาดหวั่น
พรั่นพรึง ตรงกันข้าม มันรู้สึกเลือดลมเดือดพล่าน จิตวิญญาณการต่อสู้ลุก
โชนอยู่เต็มอก มันปรารถนาจะโถมเข้าเข่นฆ่าฟาดฟันกับฝูงโจรหัวโล้นใน
บัดดล
จั่วม่อสงบใจลงอย่างรวดเร็ว คิดเอาชัยสามสิบหยวนอิงจากวัดเสวียน
คงย่อมมิอาจใช้แต่กำลัง มันต้องใช้กลอุบาย
ชั่ววูบต่อมา เขิงเหลียนเอ๋อร์พลันหยุดฝึกฝีมือ หันมามองจั่วม่อด้วยสี
หน้าเคร่งขรึม จั่วม่อไม่กล่าวคำใด เพียงผงกศีรษะต่อนาง เขิงเหลียนเอ๋อร์
รู้ใจมัน ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศในบัดดล จั่วม่อหันไปคว้าตัวอากุ่ย แล้ว
ดีดกายเหินตามขึ้นไป
“พวกมันอยู่ที่นั่น!”
เหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงระบุตำแหน่งของคนทั้งสามได้ในทันที พา
กันไล่ตามมาอย่างเร็วรี่
แต่แล้วเหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงกลับค้นพบในบัดดล ว่าคนทั้งสาม
ยังรวดเร็วยิ่งกว่าพวกมันมาก ภายในชั่วพริบตา ก็หลงเหลือเพียงรอยสี
ขาวจาง ๆ ทิ้งไว้ในท้องฟ้า ไม่มีร่องรอยของคนทั้งสามอีก
“รวดเร็วกระไรปานนี้!”
ผู้อาวุโสหลายคนอดทอดถอนชมเชยไม่ได้ อาศัยระดับความเร็วเช่นนี้
แทบจะทัดเทียมกับเซียนกระบี่แห่งคุนหลุนเลยทีเดียว
“นี่คือวิชา ’รอยฟ้า’!”ผู้อาวุโสที่รอบรู้กว้างขวางผู้หนึ่งอุทานด้วยสี
หน้าประหลาดใจ
“รอยฟ้า?”
ผู้อาวุโสหลายคนงงงันวูบ พวกมันคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยได้ยิน
นามนี้จากที่ใดมาก่อน แต่ยามกะทันหันยังนึกไม่ออก
“มันมาจากมหาสงครามพันปี เคล็ดวิชาลับของสำนักเทพเดินหน!”
ประโยคนี้สะกิดความทรงจำของผู้อาวุโสที่เหลือทันที อย่างไรก็ตาม
มิใช่ผู้อาวุโสทุกคนที่มีความสนใจศึกษาเรื่องของสำนักที่คงอยู่ตั้งแต่ครั้ง
มหาสงครามพันปี ดังนั้นมีคนร้องบอกว่า “เหล่าหลิน บอกกล่าวให้ละเอียด
กว่านี้ได้หรือไม่”
เหล่าหลินรีบขยายความอย่างไม่เกี่ยงงอน “สำนักเทพเดินหนเป็น
สำนักระดับกลางในยุคก่อนมหาสงครามพันปี พวกมันมีสองยอดวิชาที่
ทรงอานุภาพยิ่ง หนึ่งเรียกว่า ‘วิชาสังหารกลางหาว’ อีกหนึ่งเป็น ‘วิชารอย
ฟ้า’ นี้เอง รอยฟ้าเป็นยอดวิชาเหินหาวชั้นสูงสุดในยุคนั้น เมื่อผู้คนใช้ยอด
วิชานี้ออกมา จะทิ้งร่องรอยจาง ๆ ไว้บนท้องฟ้า ดังนั้นมันเรียกว่ารอยฟ้า
เมื่อใช้ออกพร้อมวิชาสังหารกลางหาว อานุภาพก็กลับกลายเป็นที่เลื่องลือ
ไปทั่ว แต่ทว่าสำนักเทพเดินหนล้วนตกตายในมหาสงครามพันปี หรือว่า
เซี่ยวม่อเกอจะเป็นผู้สืบทอดของสำนักเทพเดินหน?”
รอจนกล่าวมาจนถึงตอนจบ เหล่าหลินเผยสีหน้างุนงงสงสัยเล็กน้อย
“ทารกน้อยผู้นี้ประวัติความเป็นมาแปลกพิสดารยิ่ง ผู้อาวุโสไต้เทา
บอกว่ามันฝึกปรือทั้งสามวิถี ดูท่าจะไม่ผิดพลาดแล้ว อย่างไรก็ตาม พวก
เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสนใจเรื่องเหล่านี้ รอจนคร่ากุมมันได้ ยังกลัวว่า
มันจะไม่คายออกมาจนหมดเปลือกอีกหรือ” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งแค่นเสียง
อย่างเย็นชา
“ผู้อาวุโสผางกล่าวถูกต้อง!”
ผู้อาวุโสอื่น ๆ พากันพยักหน้าเห็นพ้อง
อาจเห็นได้ว่าผู้อาวุโสผางมีอำนาจอิทธิพลอยู่ท่ามกลางผู้อาวุโสกลุ่ม
นี้ มันกวาดตามองแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “ผู้อาวุโสสวี่ ผู้อาวุโสอู๋ ผู้
อาวุโสฮ่าว พวกเจ้าทั้งสามรวดเร็วที่สุดในสำนัก โปรดล่วงหน้าไปก่อน เมื่อ
ไล่ตามพวกมันทัน อย่าได้ปะทะหักหาญกับพวกมัน เพียงแค่ไล่ติดตาม
อย่าให้คลาดสายตาก็พอ คอยส่งตำแหน่งของพวกมันกลับมา เด็กน้อยผู้นี้
กลอกกลิ้งยิ่ง จงระมัดระวังให้มาก!”
สามผู้อาวุโสที่ถูกเอ่ยนามพยักหน้ารับคำ พวกมันไม่กล่าวมากความ
แยกย้ายทะยานออกไปกลางอากาศในบัดดล
สมแล้วที่พวกมันทั้งสามเป็นผู้มีฝีมือทางเวทวิชาเหินหาว อาศัยอาวุธ
เวทคู่ใจ พวกมันพลันเปลี่ยนเป็นลำแสงต่างสีสันสามสาย พุ่งหายวับไปใน
เส้นขอบฟ้า
ผู้อาวุโสที่เหลือก็ไม่ชักช้า แต่ละคนนำอาวุธเวทเหินหาวของตน
ออกมา ไม่ว่าจะเป็นดอกบัว เมฆวิเศษหรือสัตว์ปราณ ผิดแผกแตกต่าง
ละลานตาไปหมด
วัดเสวียนคงแม้ไม่มีฝีมือทางการเหินหาว แต่จะอย่างไรเป็นหนึ่งในสี่
มหาสำนัก ผู้อาวุโสแต่ละคนมั่งคั่งสมบูรณ์ ทั้งอาวุธเวทและสัตว์ปราณที่
พวกมันใช้ล้วนแล้วแต่เลิศล้า เปล่งประกายละลานตา เต็มไปด้วยกลิ่นอาย
น่าอัศจรรย์ ทั้งหมดไล่ตามไปอย่างไม่รีรอ
เวทวิชาที่จั่วม่อใช้ออก เป็นยอดวิชา ‘รอยฟ้า’ จริง ๆ
นับตั้งแต่ที่มันคิดแผนการต่อสู้เพื่อหล่อเลี้ยงพลังเทพ มันก็คาด
คำนวณรายละเอียดทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เค้าพนันที่มันวางเดิมพันในครั้งนี้
ขึ้นอยู่กับว่าพลังฝีมือของมันต้องรุดหน้าได้เร็วพอที่จะเอาชีวิตรอดจาก
การต่อสู้ เรื่องความอันตรายไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีก หากมันพ่ายแพ้
เกรงว่าแม้แต่โอกาสจะสำนึกเสียใจยังไม่มี
ความเร็ว เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญในการต่อสู้เดิมพันชีวิต หากปล่อย
ให้เหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงล้อมกักมันเอาไว้ได้ มันมีแต่หนทางตายสถาน
เดียว
เมื่อเทียบกับเหล่าผู้อาวุโสวัดเสวียนคงที่ร่ารวยอย่างล้นเหลือ อาวุธ
เวทเหินหาวของมันก็เรียกได้ว่าอ่อนด้อยกว่ามาก ดังนั้นเมื่อมันค้นพบ
เคล็ดวิชารอยฟ้าในกองเวทวิชาที่ผูเยาสะสมไว้ มันก็รีบฝึกปรืออย่าง
ลิงโลดยินดี
‘รอยฟ้า’ รวดเร็วสุดเปรียบปาน สมแล้วที่เป็นยอดวิชาเหินหาวชั้น
สูงสุดเมื่อสามพันปีที่แล้ว
ระหว่างที่ดื่มด่าไปกับความสุขสบายในการเหาะเหินด้วยความเร็วสูง
จั่วม่อเริ่มลำดับขั้นตอนก้าวต่อไปในแผนการของมัน
เหล่าโจรหัวโล้นเอ๋ย จงเพลิดเพลินไปกับการต้อนรับขับสู้ของเกอเสีย
เถอะ!