สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 684 ดักเชือด
“ตรงนี้ละ”
คนทั้งสามหยุดยั้งลงทันควัน ริ้วแสงหลายสายพวยพุ่งออกจากมือ
ของจั่วม่ออย่างพร้อมเพรียง พุ่งลงไปบนพื้น จากนั้นละลายหายไปใน
พื้นดินโดยปราศจากสุ้มเสียง
จั่วม่อเผยสีหน้าพึงพอใจ ทั้งสามทะยานร่างไปข้างหน้าอีกช่วงหนึ่ง
จากนั้นหันกลับมา รอให้อีกฝ่ายติดตามมาถึง
ชั่วไม่กี่อึดใจให้หลัง เห็นจุดแสงสามสายปรากฏขึ้นในระยะไกล ชั่ว
พริบตาก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วพลันหยุดลงอย่างกะทันหัน ในตำแหน่ง
ไม่ห่างไกลจากคนทั้งสาม
สามผู้อาวุโสวัดเสวียนคงจ้องมองสามสหายอย่างระแวงระวัง พวก
มันทราบจากผู้อาวุโสไต้เทาว่าคนทั้งสามนี้ร้ายกาจยิ่ง ชนชั้นหยวนอิง
ทั่วไปมิใช่คู่มือของพวกมัน กระทั่งมหาสมณะจี้เจิ้งผู้มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ยัง
ตกตายภายใต้เงื้อมมือมารของคนทั้งสาม
สามอาวุโสไม่รุดหน้าอีก แต่เปลี่ยนตำแหน่งตั้งเป็นรูปขบวนป้องกัน
ไม่ว่าจะอย่างไร หน้าที่ของพวกมันก็มีแค่เกาะติดคนทั้งสามเอาไว้ ป้องกัน
ไม่ให้หลบหนีลอยนวลไปได้เท่านั้น
จั่วม่อดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ สาดร่างพุ่งทะยานเข้าหาสามผู้
อาวุโสเป็นคนแรก พร้อมเปล่งเสียงตวาดดังกึกก้อง
“ฆ่า!”
เขิงเหลียนเอ๋อร์กับอากุ่ยหายวับไปกลางอากาศแทบจะพร้อมเพรียง
กัน
สามผู้อาวุโสตะลึงงันวูบหนึ่ง พวกมันรีบหมุนตัวหลบหนีทันที แต่แล้ว
ทันใดนั้นปรากฏลำแสงหลายสายสาดส่องออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของพวก
มันโดยไม่คาดคิด
ผิดท่าแล้ว!
นี่เป็นกับดัก!
สามผู้อาวุโสสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง เห็นประกายแสงชั้นแล้ว
ชั้นเล่าสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว แทบจะยึดครองม่านสายตา
ของพวกมันไปทั้งหมด ค่ายกลยันต์! ถึงกับเป็นค่ายกลยันต์! ออกจะ
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้ประเมินฝ่ายตรงข้ามต่าทราม
ไปเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ตัดสินจากประกายแสงพร่างพราวตรงหน้าพวก
มันนี้ ก็บอกได้ทันทีว่านี่เป็นค่ายกลยันต์ มิหนำซ้ายังเป็นค่ายกลยันต์ใน
ระดับชั้นที่สามารถเทียบเคียงได้กับค่ายกลป้องกันสำนักของสำนักเล็ก ๆ
แห่งหนึ่งเลยทีเดียว
เซี่ยวม่อเกอมีฝีมือทางค่ายกลยันต์ด้วย!
การค้นพบนี้ทำให้สามผู้อาวุโสตัวสั่นระริกด้วยความพรั่นพรึง เรื่องที่
เซี่ยวม่อเกอเชี่ยวชาญทั้งวิชาอสูร ปิศาจและเซียนมิใช่ความลับอีกต่อไป
แต่หากบอกว่ามันยังมีฝีมือทางค่ายกลยันต์ด้วย สามผู้อาวุโสก็ได้แต่
แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อแล้ว ควรทราบว่าศาสตร์วิชาทางด้านค่ายกลยันต์
นั้นลึกล้าซับซ้อนสุดหยั่งคำนวณ เป็นสาขาวิชาที่กว้างไพศาลจนแม้แต่
เซียนยันต์เองยังยากจะฝึกปรือสำเร็จ ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่อสูรปิศาจผู้หนึ่ง
จะร่าเรียนจนแตกฉานได้?
แต่ฝีมือเชิงค่ายกลยันต์ที่เซี่ยวม่อเกอสำแดงออกมา หาใช่สิ่งที่
สามารถดูถูกดูแคลนได้ไม่
หากเป็นเซี่ยวม่อเกอลอบเตรียมการไว้ล่วงหน้า ขุดหลุมพรางกับดัก
รอคอยให้พวกมันแล่นมาติดร่างแหตาข่ายเอง เช่นนั้นพวกมันคงต้อง
ประสบชะตากรรมเลวร้ายแล้ว!
แต่หากเป็นค่ายกลกับดักที่เซี่ยนม่อเกอเพิ่งจะก่อตั้งขึ้นเมื่อชั่วไม่กี่อึด
ใจก่อนหน้า เช่นนั้นฝีมือทางค่ายกลยันต์ของเซี่ยวม่อเกอก็นับว่าน่า
แตกตื่นสะท้านโลกแล้ว!
แต่ไม่ว่าจะเป็นทางใด ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ลางดีสำหรับพวกมันแน่
ทว่าในยามนี้ไหนเลยจะใช่เวลามาไตร่ตรองข้อปลีกย่อยเหล่านี้ การ
หลบหนีออกจากหลุมพรางกับดักจึงจะเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด
สามผู้อาวุโสระเบิดแสงเจิดจ้าออกจากร่างอย่างพร้อมเพรียง หนึ่งใน
สามปรากฏอักขระพระสูตรเปล่งประกายรายล้อมทั่วร่าง อักขระพระสูตร
เหล่านั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นกงล้อแสงวงหนึ่งที่กลางอากาศ พุ่งจู่โจมเข้า
หาค่ายกลยันต์อย่างหักโหม!
สมณะเฒ่าอีกผู้หนึ่งปรากฏดอกบัวทองขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้า เพียงชั่ว
พริบตาเดียว ดอกบัวทองนับไม่ถ้วนก็ผุดขึ้นจากพื้นดินอย่างพรักพร้อม
แผ่ขยายกว้างออกไปด้วยความเร็วอันน่าตระหนก เมื่อดอกบัวทอง
เหล่านั้นสัมผัสถูกม่านแสงของค่ายกลยันต์ พลันเริ่มเติบโตขึ้นอย่าง
รวดเร็ว เลื้อยปราดไปตามชั้นม่านแสงอย่างพิสดาร
ผู้อาวุโสคนสุดท้ายซัดสร้อยประคำสีอำพันออกมาพวงหนึ่ง สร้อย
ประคำพอตกกระทบพื้น พลันแปรเปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปแปดองค์ แต่ละ
องค์สูงแปดจั้ง สีหน้าท่าทีผิดแผกแตกต่าง รายล้อมรอบกายมันเป็นวงกลม
จากนั้นพระพุทธรูปสามองค์บุกจู่โจมไปเบื้องหน้า
ภายในชั่วพริบตาเดียว สามผู้อาวุโสล้วนงัดทุกอย่างออกมาใช้โดยไม่
ออมรั้ง ด้วยหวังว่าพวกมันจะสามารถบุกฝ่าออกจากค่ายกลยันต์โดยเร็ว
ที่สุดเท่าที่จะทำได้
จั่วม่อเองก็ทราบดีว่าค่ายกลยันต์ชุดนี้คงไม่อาจทนรับการโจมตีของ
สามผู้อาวุโสได้
ค่ายกลยันต์ชุดนี้ก่อตั้งขึ้นจากแผ่นจานค่ายกล ซึ่งในช่วงหลายวันมา
นี้มันทยอยหลอมสร้างขึ้นจากวัตถุดิบที่มีอยู่ในมือ วัตถุดิบเหล่านั้นล้วน
แล้วแต่เป็นวัตถุดิบชั้นสูง ดังนั้นแผ่นจานค่ายกลจึงทรงอานุภาพไม่เบา แต่
ต่อหน้าการจู่โจมอย่างสุดกำลังของสามผู้อาวุโสด่านหยวนอิงแห่งวัด
เสวียนคง พวกมันไม่มีคุณค่าความหมายอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อก็ไม่เคยคาดหวังว่าอาศัยแผ่นจานค่ายกลที่สร้าง
ขึ้นอย่างลวก ๆ จะสามารถล้อมกักสามผู้อาวุโสด่านหยวนอิงเอาไว้ได้อยู่
แล้ว แต่จุดมุ่งหมายในการถ่วงเวลาชั่วแวบของมัน นับว่าสำเร็จลุล่วงไป
ด้วยดี
แต่สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจ ก็คือสามผู้อาวุโสถึงกับลงมือจู่โจม
ทำลายค่ายกลอย่างพร้อมเพรียง ทันใดนั้นมันค่อยตระหนัก ว่าเฒ่าหัวโล้น
ทั้งสามนี้หวาดระแวงต่อพวกมันเป็นอย่างยิ่ง!
เผชิญหน้ากับการจู่โจมสุดกำลังของสามยอดคนด่านหยวนอิง แผ่น
จานค่ายกลของจั่วม่อป่นสลายเป็นผุยผงราวกับสร้างจากแผ่นกระดาษ
บึม!
เห็นพื้นดินบริเวณใต้ฝ่าเท้าของสามผู้อาวุโสระเบิดหายเป็นวงกว้าง
ชั้นม่านแสงจากค่ายกลยันต์อันตรธานไปสิ้น
สามผู้อาวุโสยังไม่ทันจะได้ปิติยินดี เห็นเงาร่างสองสายปรากฏขึ้น
ตรงหน้าพวกมันอย่างกะทันหัน
เป็นอากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์!
ผนวกกับจั่วม่อที่ยังคงรั้งอยู่ด้านหลังพวกมันทั้งสาม ก็ประกอบเป็น
ขบวนรูปสามเหลี่ยม ล้อมกักพวกมันเอาไว้ตรงกลาง
อย่างไรก็ตาม คนทั้งสามเมื่อสามารถบุกบั่นขึ้นมาจนกลายเป็นผู้
อาวุโสแห่งวัดเสวียนคง พลังฝีมือของพวกมันย่อมไม่รวบรัดธรรมดา
เห็นผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหน้าสุด อักขระพระสูตรรอบกายพลันผสาน
รวมเข้ากับร่างของมันในบัดดล คล้ายมีชั้นทองคำหลอมเหลวอาบย้อม
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า พร้อมกันนั้นร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างเร็วรี่ รอ
จนสูงใหญ่กว่าสามจั้งค่อยหยุดยั้งลง
พุทธะร่างทอง!
ไม้เท้าพระธรรมสีทองด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของร่างจำแลงพระ
โพธิสัตว์ ดูโอ่อ่าอาจหาญอย่างบอกไม่ถูก
เสียงแค่นอย่างเย็นชาดังกึกก้องดั่งอัสนีบาตฟาดทลาย ผู้อาวุโสใน
ร่างจำแลงเงื้อไม้เท้าพระธรรมขึ้นสุดล้า แล้วหวดฟาดใส่อากุ่ยอย่างหัก
โหม
ห่วงทองแดงบนยอดไม้เท้าพระธรรมพลันลุกไหม้ด้วยเปลวไฟ
ร้อนแรง ประหนึ่งว่ามีวิญญาณคับแค้นมากมายเหลือคนานับกรีดร้อง
โหยหวนอยู่ภายในเปลวไฟประหลาดนี้ ชวนให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนแทบ
ตาย นี่คือเพลิงนรกอเวจี!
ชั่วพริบตานั้น ไม้เท้าไม้ไผ่ด้ามหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือของอากุ่ย นี่
ก็คือไผ่ทะเลศพที่จั่วม่อมอบให้แก่นาง ทว่าไผ่ทะเลศพที่อยู่ในมือของนาง
ดูแตกต่างจากก่อนหน้านี้อยู่บ้าง เนื่องเพราะมีแก่นแกนภูตผียมโลกถูกฝัง
ลงไปยังข้อปล้องที่สามของท่อนไม้ไผ่ ดูผิวเผินเหมือนดวงตาอันน่าขน
พองสยองเกล้าดวงหนึ่ง แก่นแกนภูตผียมโลกนี้ถือกำเนิดจากชนเผ่าภูตผี
ยมโลก จั่วม่อนับตั้งแต่เก็บกลับมาจากสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ก็ไม่
ทราบจะใช้มันอย่างไรดี นึกไม่ถึงว่าพอตกอยู่ในมือของอากุ่ย จะกลายเป้น
สิ่งของที่ใช้การได้ดีไปแล้ว
เมื่ออากุ่ยโคจรพลังเทพเข้ามาภายในไม้เท้าไม้ไผ่ แก่นแกนภูตผี
ยมโลกพลันเปล่งแสงลี้ลับน่าขนลุก อากุ่ยสะบัดโบกไม้เท้าไม้ไผ่อย่าง
ปลอดโปร่งคราหนึ่ง
ตัวประหลาดใบหน้าเขียวเขี้ยวยาวโง้งปรากฏขึ้นขวางตรงหน้าอากุ่ย
มันดูคล้ายเป็นส่วนผสมของครึ่งวานรครึ่งมนุษย์ สองมือสองเท้าเต็มไป
ด้วยกรงเล็บยาวเฟื้อย สิ่งที่สะดุดตาที่สุด คือแถวหนามแหลมยาวที่เรียง
รายตั้งแต่หลังศีรษะลงไปจนจรดปลายหาง ดวงตาของมันเปล่งแสงสีม่วง
น่าขนพองสยองเกล้าชนิดหนึ่ง
เมื่อตัวประหลาดผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวออกมา พลันแหงนหน้ากู่คำราม
ดังสะเทือนฟ้า พลังอันดุดันไพศาลกวาดวาบออกเป็นวงกว้าง ประหนึ่ง
ภูเขาไฟระเบิดก็มิปาน!
พืชพรรณในละแวกใกล้เคียง เหี่ยวแห้งสลายเป็นผุยผงด้วยระดับ
ความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา
เพลิงอเวจีที่หวดฟาดใส่อากุ่ยไหววูบในบัดดล ตัวประหลาดยื่นมือ
ออกคว้าหัวไม้เท้าของไม้เท้าพระธรรมอย่างแม่นยำ
มันยังปล่อยให้เพลิงนรกอเวจีเผาผลาญฝ่ามือของตนอย่างปลอด
โปร่ง ทีท่าคล้ายไม่ได้รู้สึกรู้สาอันใดกับเปลวไฟเลื่องชื่อนี้เลย
ทันใดนั้นในดวงตาดุร้ายของอมุษย์สาดประกายสีม่วงวูบ เพลิงนรก
อเวจีที่หัวไม้เท้าพระธรรมพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสเพลิงสายหนึ่ง ถูก
ดูดหายไปเข้าไปในฝ่ามือของมัน! ในเวลาเดียวกัน บนแขนขวาของมัน
พลันปรากฏลวดลายสีแดงเพลิงขึ้น
มหาสมณะสูงศักดิ์แห่งวัดเสวียนคงสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
ตัวประหลาดอันร้ายกาจนัก!
มันย่อมรู้จักไม้ไผ่ทะเลศพในมือของอากุ่ยเป็นอย่างดี ไผ่ทะเลศพ
สามารถฟูมฟักเลี้ยงดูตัวประหลาดที่ดุร้าย แต่ไม่สมควรให้กำเนิดตัว
ประหลาดที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ นี่สมควรเป็นฝีมือของเจ้าสิ่งที่คล้ายดวงตา
บนข้อไม้ไผ่ ซึ่งมอบพลังงานสีม่วงให้แก่อมุษย์!
มันนับว่าคาดเดาไม่ผิดพลาดไปเลย หากผู้เฒ่าไม้ไผ่ผู้เป็นเจ้าของไผ่
ทะเลศพอยู่ที่นี่ด้วย ต้องไม่อาจจดจำไผ่ทะเลศพที่มันเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูได้
อย่างแน่นอน แก่นแกนภูตผียมโลกถือกำเนิดจากชนเผ่าภูตผียมโลก
นับเป็นของวิเศษที่จับคู่กับไผ่ทะเลศพได้เหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุด และ
ภายใต้พลังอำนาจของพลังเทพมิดับสูญของอากุ่ย ไผ่ทะเลศพ
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
อย่าได้เห็นว่าตัวประหลาดนี้ดูไม่ต่างไปจากในกาลก่อนมากนัก แต่
พลังของมันเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
เขิงเหลียนเอ๋อร์ต่อสู้กับผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งอย่างคู่คี่ก้ากึ่ง ท่าร่างของ
นางลี้ลับสุดหยั่งคาด พลังเทพจันทรายังพันเปลี่ยนหมื่นแปร ยากจะหยั่ง
คำนวณถึงที่สุด ส่วนฝ่ายตรงข้ามนั้นวิชาแนวทางพุทธของมันกล้าแข็งยิ่ง
อาวุธเวทคู่ใจก็เลิศล้าอย่างที่ยากจะพบพาน ยามกะทันหันจึงไม่มีผู้ใด
เหนือกว่าผู้ใด
จั่วม่อปะทะหักหาญกับศัตรูคนสุดท้าย
มันไม่ได้ใช้ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ โอกาสในการต่อสู้อันดีงามถึงเพียง
นี้ หาใช่สิ่งที่เพียงแค่ร้องขอก็จะพบพานไม่
สำหรับมัน ลำพังแค่ชัยชนะเพียงอย่างเดียวไม่มีคุณค่าความหมายอีก
ต่อไป กำแพงมหึมาปานภูเขาเลากาที่ขวางรั้งอยู่เบื้องหน้ามัน กระทั่งยอด
คนด่านฝ่านซูยังมิอาจข้ามผ่านไปได้
หาทางทำลายทัณฑ์เทวะมิดับสูญ จุดมุ่งหมายนี้เพียงพอจะกระหน่า
ฟาดผู้คนทั่วหล้าให้จมอยู่ในความสิ้นหวัง
จั่วม่อไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย สมาธิจิตใจจดจ่อรวมรั้งถึงที่สุด พาตัวเองเข้า
สู่การต่อสู้ที่ไม่เคยทำมาก่อน
ถึงที่สุดแล้ว พลังเทพทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นพลังยุทธ์ชนิดหนึ่ง
เช่นกัน
คิดค้นพบการเปลี่ยนแปลงทั้งมวลที่บังเกิดขึ้นในพลังเทพ มีแต่ต้อง
เรียนรู้ผ่านการต่อสู้เท่านั้น
มันทั้งไม่ใช้เทพวิชา ไม่ใช้ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ ทั้งทักษะปิศาจ
ศาสตร์อสูรหรือเวทวิชาล้วนแต่ไม่ใช้ออก มันเพียงโคจรพลังเทพใส่หมัด
เท้าฝ่ามือ ใช้เพียงพลังเทพกับกำปั้นลุ่น ๆ โรมรันพันตูกับผู้อาวุโสแห่งวัด
เสวียนคงที่อยู่เบื้องหน้า
ต่อหน้าพุทธะร่างทองสูงแปดจั้ง จั่วม่อดูเล็กกระจ้อยร่อยไปถนัดตา
ร่างเล็กจ้อยของมัน คล้ายว่าจะสามารถจมหายไปภายใต้ร่างมหึมา
ของพุทธะร่างทองได้ทุกเมื่อ
สิ่งที่มันใช้ต่อกรคือกระบวนท่าที่เรียบง่ายรวบรัดที่สุด ผนึกพลังเทพ
รวมรั้งอยู่ในหมัด แล้วต่อยออกไปอย่างทื่อด้าน
แต่ละหมัดที่ปะทะกับพุทธะร่างทอง ร่างใหญ่โตมโหฬารถึงกับ
สั่นสะเทือนเป็นระลอก
นี่คืออานุภาพแห่งพลังเทพ!
จั่วม่อเพิ่งจะเคยใช้พลังเทพอย่างทื่อด้านตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นครั้ง
แรก
ประสบการณ์ที่ไม่เคยผ่านพบมาก่อน ไหลเวียนผ่านเข้ามาในใจมัน
ไม่ขาดสาย
พลังทั้งสามภายในร่างมัน คล้ายโซ่เหล็กสามเส้นที่แยกจากกันเป็น
เอกเทศ ทว่าแข็งแกร่งทนทานและยืดหยุ่นอย่างเหลือเชื่อ แต่ละหมัดที่มัน
โหมต่อยออกไป โซ่เหล็กทั้งสามจะกระหวัดรัดพันเข้าด้วยกัน กลายเป็น
สายโซ่เส้นเดียวที่ทั้งหนาหนักและทรงอานุภาพกว่าเดิมหลายเท่า!
ความรู้แจ้งไหลผ่านเข้ามาในใจมันไม่หยุดยั้ง
“ซือฟู่!” หลินเชียนคารวะอย่างนอบน้อม
เจ้าสำนักคุนหลุนคิ้วขาวโพลนหลุบต่า ทีท่าคล้ายกำลังหลับตา
พักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ แต่เอ่ยปากว่า “ฟังว่าหมู่นี้เจ้าคล้ายจะมุ่ง
ความสนใจไปที่เรื่องของเหวยเสิ้งใช่หรือไม่?”
หลินเชียนสะท้านใจเล็กน้อย ก้มศีรษะพลางกล่าว “ใช่แล้วซือฟู่
เหวยเสิ้งนิสิยใจคอเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ อุทิศตนให้แก่กระบี่โดยไม่เสียดาย
ชีวิต ศิษย์สังหรณ์ใจว่ามันจะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของคุนหลุนเราในภาย
ภาคหน้า”
“ฮึ่ม!”
เจ้าสำนักคุนหลุนแค่นเสียงอย่างเย็นชา บ่งบอกความไม่พอใจอย่าง
ชัดแจ้ง สุ้มเสียงปานอัสนีบาตฟาดผ่านฟ้า ประหนึ่งค้อนเหล็กอันหนัก
หน่วงหวดฟาดใส่หัวใจของหลินเชียนอย่างถนัดถนี่
หลินเชียนยิ่งก้มศีรษะต่ากว่าเดิม
“ครั้งนี้เจ้าลำดับความสำคัญไม่ถูกต้อง!” เจ้าสำนักคุนหลุนลืมตาขึ้น
ช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นดุจมหาสมุทรกว้างไพศาล ทะลักล้นไปด้วยเจตจำนง
กระบี่ เสียงกล่าวเนิบนาบคล้ายกึ่งตำหนิกึ่งสั่งสอน “เจ้าเป็นศิษย์ลำดับ
แรกแห่งคุนหลุน แต่กลับตื่นตกใจไปกับแค่ศิษย์สำนักเล็ก ๆ ที่แทบไม่มี
ผู้ใดรู้จัก เจ้าต้องจดจำไว้ให้มั่นว่าเจ้าคือว่าที่เจ้าสำนักคุนหลุนในอนาคต
เจ้าก็คือคุนหลุน! เป็นภูเขาสูงสุดยอดที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจข้ามผ่าน มีแต่
ต้องแหงนหน้ามองตลอดไป!”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” หลินเชียนตอบเสียงเบาต่า
เจ้าสำนักคุนหลุนสุ้มเสียงผ่อนคลายลง “ข้าทราบว่าเจ้าต้องดูแล
เรื่องราวในสำนักแทบทั้งหมด สำหรับเจ้าคงจะยากลำบากไม่น้อย”
หลินเชียนสั่นศีรษะระรัว “นี่เป็นหน้าที่ของศิษย์”
“นี่ก็คือสิ่งที่ข้าต้องการจะบอกต่อเจ้า เราคือคุนหลุน เซียนกระบี่แห่ง
คุนหลุน! เจ้าสำนักคุนหลุนจะต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก! จงละ
วางทุกอย่างลง มุ่งเน้นไปที่การฝึกฝีมือของเจ้า เจ้าที่หวั่นวิตกต่อเหวยเสิ้ง
เพียงเพราะเจ้าไม่มีความเชื่อมั่นในพลังฝีมือของตนมากพอ หากพลังฝีมือ
ของเจ้ากล้าแข็งพอ กับแค่เหวยเสิ้ง ไยมิใช่เป็นเพียงมดปลวกในสายตา
ของเจ้าเท่านั้น?”
เจ้าสำนักคุนหลุนเพ่งตามองหลินเชียน แล้วกล่าวเน้นย้าทีละคำว่า
“จดจำไว้ โลกนี้ถูกปกครองภายใต้กระบี่!”
หลินเชียนสะท้านขึ้นทั้งร่าง “ศิษย์จะจดจำให้ขึ้นใจ!”
“จงไปพบอาจารย์อาเว่ยของเจ้าที่หอกระบี่ นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้า
จะต้องฝึกฝีมืออยู่กับมัน เจ้าจะออกจากหอกระบี่ได้ก็ต่อเมื่อพลังเทพของ
เจ้าบรรลุเข้าสู่ด่านพลังขั้นปฐพี”
หลินเชียนเงยหน้าขึ้นในบัดดล สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
“พลังเทพ? หมายความว่า… …”
เจ้าสำนักคุนหลุนเหลือบมองหลินเชียน กล่าวเสียงเย็นชา “มิผิด
เคล็ดฝึกปรือพลังเทพของสำนักเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว แม้ว่ายังมี
รายละเอียดปลีกย่อยอีกมากยังต้องขัดเกลาให้สมบูรณ์ แต่สามารถเริ่ม
ฝึกปรือได้แล้ว เรื่องครั้งนี้นับเจ้ามีความดีความชอบมากที่สุด ดังนั้นเจ้าจะ
เป็นคนแรกที่จะได้ฝึกปรือพลังเทพแห่งคุนหลุน นอกจากเจ้าแล้ว ผู้อาวุโส
ทั้งหมดก็จะเริ่มฝึกปรือเช่นกัน เพื่อที่จะได้ช่วยกันขัดเกลาเคล็ดฝึกปรือ
พลังเทพให้สมบูรณ์ไปด้วย รอจนเมื่อเคล็ดวิชาสำเร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง
จึงจะอนุญาตให้เหล่าศิษย์เอกคนอื่น ๆ เริ่มฝึกปรือด้วย”
ข่าวอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกนี้ ทำเอาหลินเชียนตะลึงงันจนไร้วาจา
จะกล่าว
เจ้าสำนักคุนหลุนมองดูสีหน้างุนงงของหลินเชียน อดแย้มยิ้มเล็กน้อย
ไม่ได้ มันรักใคร่ศิษย์ผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง สุดท้ายยังอดกระตุ้นเตือนไม่ได้ “เรื่อง
นี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไป แต่จงตั้งใจฝึกปรือให้ดี”
สุ้มเสียงของมันจู่ ๆ กลับกลายเป็นเลื่อนลอย ราวกับรำพึงรำพันมา
จากสถานที่อันห่างไกลสุดแสน
“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะเป็นยุคสมัยของพลังเทพ!”
-จบเล่ม 7 มรสุมแดนปิศาจ-
ติดตามตอนต่อไปใน มหาศึกสามภพ เล่ม 8 ยุคใหม่
มหาศึกสามภพ
เล่ม 8 ยุคใหม่