สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 688 ก้อนหิน
เพื่อที่จะได้มีเวลาฝึกฝีมือมากกว่าเดิม พวกจั่วม่อเลือกที่จะโดยสาร
พาหนะปิศาจขนาดใหญ่
ฉลามเวหาที่เติบโตเต็มที่มีความยาวร่วมเก้าร้อยจั้ง ร่างกายภายนอก
แข็งแกร่งทนทาน สามารถต้านทานกระแสลมรุนแรงบนท้องฟ้า ในบาง
แว่นแคว้นยังใช้ฉลามเวหาเป็นกำลังรบเสียด้วยซ้า นิสัยใจคอดุร้ายรุนแรง
ของมันทำให้เหมาะต่อการทำศึกสงคราม ฉลามชนิดนี้เป็นสัตว์ปิศาจที่
อาศัยอยู่ได้ทั้งในท้องฟ้า ห้วงความว่างเปล่าและห้วงความโกลาหลด้าน
นอกภพทั้งสาม ยากจะมีสิ่งใดข่มขู่คุกคามพวกมันได้
ร่างกายที่ใหญ่โตมหึมาหมายความว่าภายในกายของมัน กว้างขวาง
มากพอที่จะใช้เป็นที่พำนักชั่วคราว เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ
การเดินทางไกล
จั่วม่อไม่ขาดแคลนเงินทอง ดังนั้นเช่าบ้านทั้งหลังสำหรับพวกมันทั้ง
สาม
แต่แทนที่จะบอกว่าเป็นบ้านทั้งหลัง นี่เป็นที่พำนักที่สร้างขึ้นด้วยบ้าน
น้อยสามหลังประกอบกัน และเพื่ออำนวยความสะดวกในการฝึกฝีมือของ
เหล่านักเดินทาง ภายในลานบ้านยังมีบ่อเลือดสำหรับใช้ฝึกปรือสังขาร
ปิศาจอีกด้วย
น่าเสียดายที่บ่อเลือดไม่มีประโยชน์ใดกับจั่วม่อในตอนนี้อีก มันเพียง
หวังว่าจะไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกมันเท่านั้น
หากมีเพียงเขิงเหลียนเอ๋อร์ลำพังผู้เดียว ต่อให้นางชมชอบฝึกปรือ
มากเพียงใด ก็คงจะไม่โหมฝึกปรืออย่างบ้าคลั่งถึงปานนี้อย่างแน่นอน ทว่า
นางกลับต้องรั้งอยู่ข้างกายจั่วม่อ เมื่อใดที่จั่วม่อเริ่มฝึกปรือพลังเทพสุริยัน
กระแสพลังในร่างของนางจะเคลื่อนไปด้วยตัวเองอย่างไม่อาจควบคุม
พลังเทพจันทราของนางก็จะโคจรหมุนเวียนไปด้วย นางต้องไล่ตามจังหวะ
การฝึกปรือของจั่วม่อให้ทัน มิเช่นนั้นอาจต้องเสี่ยงอันตรายจากอาการ
ธาตุไฟเข้าแทรก
จนถึงตอนนี้นางค่อยเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าจั่วม่อเป็นตัวประหลาดถึง
เพียงไหน
มันดูคล้ายไม่มีวันอ่อนล้าสิ้นเรี่ยวแรง แทบจะใช้เวลาทุกวินาทีเพื่อ
การฝึกฝีมือ เคราะห์ดีที่จั่วม่อมีเรื่องที่จำเป็นต้องฝึกปรืออยู่หลายสิ่ง
อย่างเช่นพลังทั้งสาม ดังนั้นนางจึงพอมีเวลาให้พักหายใจหายคอได้บ้าง
แต่ถึงกระนั้นนางยังรู้สึกแทบทานทนไม่ได้
แต่เมื่อในที่สุดนางก็ได้หยุดพัก และมีเวลาตรวจสอบตัวเอง กลับ
ค้นพบอย่างตื่นตะลึงว่าภายในชั่วเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วัน พลังเทพของ
นางถึงกับกล้าแข็งขึ้นอีกหนึ่งในสิบส่วน!
ตลอดทั้งวันแห่งการพักผ่อนหย่อนใจ นางจ่อมจมลงไปในความตื่น
ตะลึงอย่างลึกล้า
ดวงตาคู่งามที่ลึกล้าดุจบ่อน้าโบราณเอ่อท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
นานัปการ
จั่วม่อกลับไม่มีเวลาจะจ่อมจมอยู่กับห้วงอารมณ์ความคิด เวลา
ทั้งหมดของมันล้วนรีดเค้นทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มี ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับ
การต่อสู้ มันจะทุ่มเทอย่างสุดกำลัง
จั่วม่อหอบหายใจหนัก ๆ ทั้งร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อราวกับว่าเพิ่งขึ้น
จากบ่อน้า สิบนิ้วที่ทิ้งห้อยอยู่ข้างตัวสั่นกระตุกไม่หยุดยั้ง
มันเพิ่งเสร็จสิ้นจากการฝึกปรือกระบวนท่าดรรชนีที่ยากเย็นแสนเข็ญ
อย่างยิ่งยวด พลังปราณในกายแทบถูกผลาญไปจนเกลี้ยงฉาด ถึงตอนนี้
มันสามารถควบคุมการแปรเปลี่ยนระหว่างพลังเทพและพลังทั้งสามได้
ดั่งใจปรารถนา
ในหมู่พลังทั้งสาม พลังที่อ่อนด้อยที่สุดของมันคือพลังปราณ และนี่
คือเป้าหมายหลักในการฝึกปรือของมันในช่วงนี้
ในแผนการฝึกฝีมือที่ผูเยามอบให้แก่มัน การฝึกปรือเวทวิชาเป็นส่วน
ที่สำคัญมากที่สุด ‘เวทวิชาดรรชนีน้าวเกาทัณฑ์’ ‘เคล็ดห้าธาตุร่วม
สัมพันธ์’ ‘เพลงกระบี่หมอกพิรุณโปรย’ ‘คัมภีร์พระสูตรร้อยโพธิสัตว์’… …
เคล็ดวิชาเหล่านี้ล้วนมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนท่า จั่วม่อ
เดิมทียังเข้าใจว่ากระบวนท่าดรรชนีของมันนับว่าดีเลิศไม่น้อย แต่รอจน
มันพบเห็นข้อกำหนดสำหรับ ‘เวทวิชาดรรชนีน้าวเกาทัณฑ์’ ต้องรู้สึก
ศีรษะพองโต ใบหน้าเผือดขาวไร้สีเลือด
ทุกครั้งที่ฝึกฝนเวทวิชาสุดวิปลาสนี้ ไม่ต่างจากการถูกทรมาน
แต่จั่วม่อยังคงยืนหยัดฝึกปรือไม่หยุดยั้ง พลังปราณของมันเติบโต
อย่างก้าวกระโดด ยิ่งมายิ่งบริสุทธิ์หมดจด ยิ่งนานยิ่งทรงอานุภาพ และ
ควบคุมได้อย่างสะดวกดายขึ้นทุกขณะ
แม้ว่ายังคงห่างไกลจากความพอใจของผูเยา แต่จั่วม่อยังคงรู้สึกถึง
ความก้าวหน้าได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุดหน้าในด้านพลัง
เทพของมัน
พลังเทพของมันกลับกลายเป็นเชื่องเชื่อมากขึ้น ควบคุมบังคับได้ราว
กับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตน หลายสิ่งที่เคยไม่ชัดเจนคล้ายเปิดเผย
ออกมาด้วยตัวเอง ราวกับสายน้าไหลลงสู่ที่ต่าตามธรรมชาติ มันในยามนี้
สามารถกระทำท่วงท่าบางอย่างออกมาได้โดยไม่ต้องตั้งใจ
จั่วม่อ ผูเยาและเว่ยพากันคึกคักขึ้นอักโข ความรุดหน้าอย่างรวดเร็วนี้
แสดงให้เห็นว่าความคิดของพวกมันดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว
ในการสำรวจวิถีฝึกฝีมือที่ไม่รู้จัก สิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือเส้นทางที่
ถูกต้อง หากทิศทางผิดพลาดแต่แรก รอจนแล่นไปเผชิญอุปสรรค นี่มิ
เพียงแต่หลงทิศจนไม่รู้เหนือรู้ใต้ ยังอาจก่อเกิดอันตรายร้ายแรงตามมา
สถานเบาก็คือรับบาดเจ็บบอบช้าภายใน แต่หากทิศทางโดยคร่าว ๆ นั้น
ถูกต้องแม่นยำแล้ว เช่นนั้นรายละเอียดที่หลงเหลือก็เป็นเพียงเรื่องของ
การมุมานะบากบั่นและสั่งสมประสบการณ์เท่านั้น
หลังจากผ่านไปชั่วสิบอึดใจ ลมหายใจของจั่วม่อค่อยสงบลง เหงื่อที่
อาบท่วมใบหน้าระเหยหายไป ความสามารถในการฟื้นตัวของจั่วม่อนับว่า
เข้มแข็งเป็นที่สุด เนื่องเพราะสังขารปิศาจอันทรงพลังอำนาจของมัน นี่
เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้มันยังยืนหยัดอยู่ได้จนถึงบัดนี้
พอเบือนหน้ากลับมา มันก็เห็นอากุ่ยนั่งเงียบ ๆ ไม่ห่างจากมัน สายตา
ของจั่วม่อเปลี่ยนเป็นนุ่มละมุนลง
ในเวลานี้เอง บังเกิดเสียงเอะอะดังออกมาจากนอกประตู
จั่วม่ออดขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ได้
ศาสตร์วิชาในการปิดกั้นเสียงของเผ่าปิศาจนั้น หากเทียบกับซิวเจ่อ
แล้วเรียกได้ว่าอ่อนด้อยกว่ามาก วิธีใช้งานแผนผังปิศาจล้าหลังกว่าค่ายกล
ยันต์ไม่น้อย มิหนำซ้าปิศาจที่เข้าใจการใช้งานแผนผังปิศาจก็มีอยู่ไม่มาก
นัก
จั่วม่อกวาดตามองไปยังห้องทางซ้าย ผนึกพลังใส่สองตา พบว่าเขิง
เหลียนเอ๋อร์กำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการฝึกฝีมือของนาง
เสียงเอะอะที่ภายนอกไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งลงเลย กลับยิ่งโหวกเหวก
โวยวายเสียงดังกว่าเดิม
จั่วม่อตวัดมือวูบ ซัดเวทวิชาผนึกเสียงไปยังห้องหับของเขิงเหลียน
เอ๋อร์ จากนั้นก้าวเดินออกไปชมดู
เปิดประตูด้านหน้า มันเห็นกลุ่มคนรายล้อมเป็นวงอยู่ภายนอก ตรง
กลางวงคล้ายมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง กับผู้คนกลุ่มใหญ่
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ขายให้แก่เจ้า!” เด็กหนุ่มร้องตวาดด้วยสีหน้าโกรธ
ขึ้ง ขยุ้มจับก้อนหินที่อยู่ในมือแนบแน่น
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าไม่ขายเช่นนั้นรึ? เหยียมิได้มีความอดทนพอที่จะมา
หยอกล้อเล่นกับเจ้า ต่อให้เจ้าไม่อยากขาย เจ้าก็ต้องขาย!” ผู้กล่าววาจา
เป็นบุรุษหนุ่มในอาภรณ์หรูหรา สีหน้าเย่อหยิ่งลำพอง หมุนควงไม้เท้าสั้น
ด้ามหนึ่งเล่นอยู่ในมือ ไม้เท้าสั้นด้ามนั้นฝังไว้ด้วยอัญมณีล้าค่าละลานตา
มองปราดเดียวก็ทราบว่ามีค่าควรเมือง
นักบู๊องครักษ์กลุ่มหนึ่งห้อมล้อมเด็กหนุ่มที่ขายก้อนหินไว้ตรงกลาง
ในสายตามีแต่ความดุร้ายหมายขวัญ
จั่วม่อไม่มีความคิดผดุงความยุติธรรม หากเป็นเวลาอื่น มันก็คร้านจะ
เหลือบตามองซ้าสอง จนใจที่ยามนี้เขิงเหลียนเอ๋อร์อยู่ในช่วงขั้นตอน
สำคัญ หากปล่อยให้นางถูกรบกวน อาจเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นได้
แต่รอจนสายตาของมันกวาดผ่านก้อนหินเจ้าปัญหาก้อนนั้น จั่ว
ม่อม่านตาพลันหดแคบลงทันควัน
หินก้อนนั้นมีขนาดประมาณตะกร้าใบหนึ่ง เป็นสีฟ้าหมดจดทั้งก้อน
ทว่ามีเส้นสีแดงเลือดแผ่กระจายไปทั่ว ดูน่าขนลุกขนพองอยู่บ้าง
ก้อนหินนี้… …น่าสนใจจริง ๆ!
มันสัมผัสได้ถึงกระแสพลังเทพจากก้อนหินที่ว่า เป็นคลื่นพลังเทพที่
อ่อนจางยิ่ง หากมิใช่ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้พลังเทพของจั่วม่อกลายเป็นหมดจด
และทรงอานุภาพกว่าเดิม บางทีมันอาจตรวจจับคลื่นพลังเทพจาง ๆ สาย
นี้ไม่พบ
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อพบเห็นบางสิ่งที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังเทพตาม
ธรรมชาติ หรือว่าเจ้าสิ่งนี้จะเก็บกักพลังเทพไว้เหมือนเช่นจิงสือที่เก็บกัก
พลังปราณธรรมชาติเอาไว้?
ในเวลานี้เอง เห็นนักบู๊องครักษ์ผู้หนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าดำทะมึน
“สหาย เพื่อก้อนหินโง่ ๆ นี่ พวกเราจะให้เจ้ามากถึงสองหมื่นม๋อเป้ย! เจ้า
ควรสำนึกตัวบ้าง หากทำให้นายน้อยของเรามีโทสะ เจ้าอาจไม่ได้รับม๋อ
เป้ยแม้แต่ชิ้นเดียว!”
เด็กหนุ่มเจ้าของก้อนหินหน้าแดงก่า “ข้าแค่บอกว่าข้าจะขอ
แลกเปลี่ยน ไม่ได้ขาย ข้าเพียงแลกกับศาสตรามารเท่านั้น! ศาสตรามาร
ด่านถงหลิ่ง!”
“ศาสตรามารด่านถงหลิ่ง? ฮ่า เจ้าเพ้อฝันอันใด! ต่อหน้าเหยียยังกล้า
กล่าวเพ้อเจ้อเรียกราคาเกินจริง ใช่รำคาญในการมีชีวิตแล้วหรือไม่… …”
นายน้อยผู้นั้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงหนึ่งกล่าวขัดขึ้นกลางคัน “ข้าจะแลกเปลี่ยนกับ
เจ้าเอง”
ทุกผู้คนเงียบกริบลงในบัดดล
เด็กหนุ่มที่เร่ขายก้อนหินไม่ได้มีทีท่าตื่นเต้นยินดีนัก กลับมองอย่าง
กังขา พลางเน้นย้าว่า “ศาสตรามารด่านถงหลิ่ง ข้าต้องการเพียงศาสตรา
มารด่านถงหลิ่งเท่านั้น!”
คนผู้นี้สวมใส่อาภรณ์พื้นเพธรรมดา ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา ผู้ที่มี
สารรูปเช่นนี้ดูไม่คล้ายคนที่จะครอบครองศาสตรามารด่านถงหลิ่งแม้แต่
น้อย ควรทราบว่าศาสตรามารด่านถงหลิ่ง แม้แต่ระดับต่าสุดตาม
ท้องตลาดก็มีราคาค่างวดไม่น้อยกว่าสามหมื่นม๋อเป้ย
จั่วม่อไม่เปลืองวาจามากความ ล้วงหยิบศาสตรามารหลายเล่ม
ออกมาทันที
“เคียวดำเล่มนี้จัดอยู่ด่านถงหลิ่ง หลอมสร้างขึ้นจากพลังงานฆ่าฟัน
ฆ่าหนึ่งคน พลังงานฆ่าฟันจะเพิ่มพูนขึ้นหนึ่งส่วน เมื่อสั่งสมพลังงานฆ่า
ฟันได้ถึงระดับหนึ่ง จะสามารถให้กำเนิดวิญญาณภูต ส่วนนี่คืออาวุธเกอ
สวรรค์คราม จัดอยู่ในด่านถงหลิ่งเช่นกัน เบาดั่งขนนก เหมาะสำหรับการ
โจมตีที่อาศัยความเร็วสูง สามารถตัดผ่านช่องว่างมิติ ส่วนนี่คือขวานภูต
โลหิต น้าหนักหกพันจิน เหมาะสำหรับสังขารปิศาจประเภททรงพลัง ยาม
เมื่อฟาดฟันออกไปจะก่อเกิดภูตขวานทำร้ายผู้คน เจ้าต้องการศาสตรา
มารแบบใดเล่า?”
จั่วม่อเมื่อสาธยายถึงศาสตรามารเล่มหนึ่ง ก็นำขึ้นมาโบกสะบัดฟาด
ฟันให้ดูรอบหนึ่ง มันมีศาสตรามารมากมาย ล้วนแล้วแต่ริบมาจากบรรดา
ยอดยุทธ์ปิศาจที่ถูกมันฆ่าทิ้งระหว่างทาง
ฝูงปิศาจมุงรอบด้านปั่นป่วนทันที หลายคนดวงตาเริ่มร้อนผ่าว
กระทั่งนักบู๊องครักษ์เหล่านั้นยังหวั่นไหวใจ ทุกใบหน้าล้วนทอแววละโมบ
โลภมาก
ศาสตรามารสามเล่มนี้ ไม่ว่าเล่มใดก็ล้วนเป็นยอดศาสตราที่มีราคาค่า
งวดไม่น้อยกว่าห้าหมื่นม๋อเป้ย ทั้งสามเล่มรวมกันเป็นมูลค่ากว่าหนึ่งแสน
ห้าหมื่นม๋อเป้ย ความตื่นตะลึงที่พวกมันได้รับย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
เด็กหนุ่มที่เร่ขายหินตะลึงงัน นับตั้งแต่มันเก็บได้หินก้อนนี้ ก็คิด
แลกเปลี่ยนกับศาสตรามารด่านถงหลิ่งมาโดยตลอด แต่รอจนผ่านเลยมา
กว่าครึ่งปี จนแล้วจนรอดมันไม่ได้ทำการค้ารายนี้เสียที หลายครั้งมันถึงกับ
สงสัยว่าตนเองเรียกราคาสูงเกินไปหรือไม่ และเมื่อศาสตรามารชั้นยอดทั้ง
สามอยู่ตรงหน้ามันจริง ๆ กลับไม่ทราบจะทำอย่างไรดี
เห็นอีกฝ่ายเอาแต่เหม่อมองอย่างโง่งม จั่วม่อได้แต่กระตุ้นเตือน “ว่า
อย่างไร เจ้าต้องการศาสตรามารเล่มใด?”
เด็กหนุ่มที่เร่ขายหินคล้ายสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝัน รีบร้องบอกว่า “ข้า
ต้องการอาวุธเกอสวรรค์คราม!”
จั่วม่อไม่เปลืองวาจาอีก โบกมือคราหนึ่ง อาวุธเกอสวรรค์ครามลอย
ไปหยุดตรงหน้าเด็กหนุ่ม แล้วโบกมืออีกวูบหนึ่ง ก้อนหินก็หลุดลอยออก
จากอ้อมแขนของเด็กหนุ่ม ตรงดิ่งเข้าสู่มือของมัน
“หินก้อนนี้เจ้าได้มาจากที่ใด?” จั่วม่อถามต่อ
“เหวลึกแห่งหนึ่งในอาณาจักรร้อยปราณ” เด็กหนุ่มกอดรัดอาวุธ
เกอสวรรค์ครามอย่างลิงโลด พลางตอบตามตรงด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ศาสตรามารด่านถงหลิ่ง! นี่คือศาสตรามารด่านถงหลิ่งจริง ๆ!
ได้รับศาสตรามารดั่งที่เคยใฝ่ฝันไว้ เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับว่าฝันไป
อาณาจักรร้อยปราณ!
จั่วม่อรู้จักชื่อนี้ นี่เป็นหนึ่งในอาณาจักรซึ่งเป็นทางผ่านไปยัง
อาณาจักรน้าพุปรโลก มันจดจำเส้นทางทั้งหมดได้ขึ้นใจ อาณาจักรร้อย
ปราณอยู่ในหมู่อาณาจักรเหล่านั้นเอง
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงยะเยียบเย็นชากรีดร้องขึ้น
“นายน้อย ผู้น้อยนึกออกแล้ว หลายวันก่อนคฤหาสน์ของเราถูกโจร
ลักเล็กขโมยน้อยลอบเข้าไปขโมยของ ศาสตรามารมากมายหายสาบสูญ
ไป อาวุธเกอสวรรค์ครามเป็นหนึ่งในศาสตรามารเหล่านั้น!”
ผู้ที่เอ่ยออกมาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักบู๊องครักษ์ของนายน้อยผู้นั้น
ดวงตามันทอแววละโมบซึ่งไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้
นายน้อยที่กำลังพิโรธเดือดดาลพลันเข้าใจความนัย รีบแค่นเสียง
อย่างเย็นชา “ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าข้าไฉนรู้สึกว่าศาสตรามารเหล่านี้ดูคุ้น
ตานัก ที่แท้เป็นสมบัติในคฤหาสถ์ของข้าเอง! พวกเรา รีบจับโจร!”
เหล่านักบู๊องครักษ์เข้ารายล้อมจั่วม่อโดยพลัน
จั่วม่อสีหน้ายังคงสงบราบเรียบ แต่ลอบประหลาดใจอยู่บ้าง นึกไม่ถึง
ว่าจะต้องมาเผชิญกับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ ในตอนนี้เองมันพลันตรวจพบ
การเคลื่อนไหวภายในบ้าน เขิงเหลียนเอ๋อร์เสร็จสิ้นการฝึกฝีมือของนาง
ด้วยดี
จั่วม่อละวางศีลธรรมส่วนเสี้ยวสุดท้ายในใจลงทันที
มันยิ้มกว้าง เผยฟันขาวสะอาดสองแถว กล่าวปนหัวร่อว่า “ไม่กี่วัน
ก่อน หัวขโมยบางคนที่ลอบเข้าไปในที่พักของข้า หยิบฉวยทรัพย์สินของ
ข้าไปมากมายทีเดียว ที่แท้เป็นเจ้านี่เอง!”
เหล่านักบู๊องครักษ์ล้วนมีสีหน้าตะลึงลาน พวกมันเคยแต่วางแผนใส่
ร้ายป้ายสีผู้อื่นหลายครั้งหลายหน ไหนเลยมีผู้ใดกล้าใส่ร้ายป้ายสีพวกมัน
ด้วย นี่ถือเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว
ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้มีปฏิกิริยาใด ร่างเบื้องหน้าพวกมันพลันหาย
วับไป
นักบู๊ผู้หนึ่งยังไม่ทันจะรู้ตัว พลันถูกตบใส่ใบหน้าอย่างถนัดถนี่ เพียะ
ร่างปลิวลิ่วไปราวกับถูกแรดคลั่งพุ่งชนเข้าเต็มรัก ก่อนจะร่วงฟาดฟื้นสติ
ดับวูบไปทันควัน
ความสามารถในการควบคุมพลังทั้งสามของจั่วม่อรุดหน้าก้าวไกล
เช่นเดียวกันกับการควบคุมสังขารปิศาจที่เหนือล้ากว่าเดิมมาก
ร่างของมันหายวับดุจเงาผี แล้วปรากฏขึ้นตรงหน้านักบู๊องครักษ์อีกผู้
หนึ่ง มือซ้ายตวัดตบ เงาฝ่ามือประดุจแส้ หวดฟาดใส่ใบหน้าตะลึงงันอย่าง
ถนัดถนี่
อีกร่างหนึ่งปลิวลิ่วไปดุจว่าวสายป่านขาด!
ร่างของจั่วม่อวูบไหวไปมาไม่หยุดยั้ง รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ
เพียงชั่วกะพริบตาเดียว ไม่มีนักบู๊องครักษ์คนใดยังยืนอยู่ได้ ทั่ว
บริเวณเงียบสงัดเสมือนตาย การต่อสู้ที่ยังไม่ทันจะเห็นชัดตาเมื่อครู่ ขู่ขวัญ
ผู้คนจนตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า
นายน้อยผู้นั้นหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ “ข้า… … ข้ามาจาก
ตระกูลจี้แห่งอาณาจักรเวิ้งฟ้า … … เจ้า เจ้า… …เจ้า… …”
“เจ้าล่วงรู้ฉายานามของข้าหรือไม่?” จั่วม่อกลับถามอย่างไม่มีปี่มี
ขลุ่ย พลางเดินตรงเข้าหานายน้อยผู้นั้น
“ฉายานาม… …ฉายานามอันใด?” นายน้อยที่เวทนาทำท่าราว
กระต่ายตื่นกลัว
“ผีดิบจอมลอกคราบ!” จั่วม่อแสยะยิ้ม
อ๊าก!
นายน้อยเป็นลมล้มพับไปด้วยความหวาดกลัวเกินเหตุ
ถึงกับขวัญอ่อนปานนี้เชียว จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างระอาใจ แล้วสืบเท้า
เข้าไปหยุดอยู่ข้างกายนายน้อยตระกูลจี้ ด้วยฝีมือที่หมดจดและชำนาญ
การ ทำการปลดทรัพย์สินของพวกมันจนเกลี้ยงเกลา
ไม่ว่าจะเมื่อใด การลอกคราบผู้อื่นทำให้มันเบิกบานใจได้เสมอ