สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 689 เสินจิง1
ซึ่งความจริงทรัพย์สินที่ลอกคราบมาจากคนเหล่านี้ จั่วม่อไม่ได้เห็น
อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย สิ่งที่มันต้องการคือหวนกลับไปลิ้มรสความรู้สึก
เมื่อครั้งที่ยังอยู่บนภูเขาสุญตาเสียมากกว่า แน่นอนว่ากาลเวลาผันผ่าน
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันได้แต่ทอดถอนอย่างหวนหาอาวรณ์อยู่บ้าง
ครั้งหนึ่งอาศัยเพียงจิงสือไม่กี่ชิ้น ก็สามารถทำให้มันอิ่มเอมใจไปเป็นนาน
หลายวัน ความสุขซึ่งปราศจากสิ่งเจือปนนั้น กลับกลายเป็นเพียงความ
ทรงจำอันสวยสดงดงามซึ่งผ่านล่วงไปนานแล้ว
จั่วม่อหลังจากทอดถอนปลงอนิจจัง ก็เตรียมจะกลับเข้าไปในบ้าน แต่
กลับถูกใครบางคนเรียกรั้งเอาไว้
“ต้าเหริน ขอบังอาจเรียนถาม ขวานภูตโลหิตเล่มนั้นมิทราบว่าขาย
หรือไม่?”
ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก้าวล้าออกมาจากฝูงชน จ้องมองจั่วม่อด้วยสายตา
ร้อนผ่าว
1 ผลึกเทวะ
จัวม่อชะงักกึก หันกลับไปมองดูผู้กล่าวาจาแวบหนึง แล้วพลัน
กระจ่างแจ้งทันที ปิศาจหนุ่มผู้นี้มีพลังฝึกปรืออยู่ในด่านถงหลิ่ง ทั้งยังกำยำ
ล่าสัน ดูแกร่งกร้าวทรงพลังไม่น้อย นับว่าเหมาะเจาะพอดีกับศาสตรามาร
ที่ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ศาสตรามารในมือจั่วม่อส่วนมากได้มาจากบรรดา
ยอดฝีมือใต้ร่มธงของอวี่ไสว้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศาสตรามารด่านเจียง
ทั้งสิ้น แต่ในบรรดาศาสตรามารเหล่านั้น ยังมีศาสตรามารด่านถงหลิ่งซึ่ง
เลิศพิสดารอยู่หลายชิ้น
แน่นอนว่าศาสตรามารด่านถงหลิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยมีคุณประโยชน์อัน
ใดต่อจั่วม่อนัก แต่มันเองก็มีม๋อเป้ยอยู่มากมายแล้ว ดังนั้นกล่าวว่า “เพียง
แลกเปลี่ยนเท่านั้น”
อีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที แต่พอเหลือบเห็นก้อนหินในมือ
ของจั่วม่อ ค่อยคึกคักขึ้นอักโข บางทีต้าเหรินท่านนี้อาจชมชอบสิ่งของ
แปลก ๆ กระมัง?
มันเคยพเนจรไปตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย แม้ว่าไม่มีสมบัติล้าค่า
แต่มีสิ่งของแปลกประหลาดไม่น้อย
มันรีบขนย้ายทุกสิ่งที่มีออกมาวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า จากนั้นกล่าว
อย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ ว่า “ต้าเหริน ทั้งหมดที่ผู้น้อยมีล้วนอยู่ที่นี่แล้ว”
ความคิดอ่านอันประเปรียวของอีกฝ่ายทำให้จั่วม่อรู้สึกทึ่งอยู่บ้าง คน
ผู้นี้ตอบสนองได้รวดเร็วไม่เลว
มันแม้ลอบชื่นชมฝ่ายตรงข้าม แต่อาศัยความเขี้ยวลากดินในการทำ
มาค้าขายของเสี่ยวม่อเกอ มันย่อมต้องพินิจดูสิ่งละอันพันละน้อยตรงหน้า
มันอย่างจริงจัง
ชายฉกรรจ์นี้ไม่ร่ารวย สิ่งของเกือบทั้งกองล้วนเป็นเศษชิ้นส่วนของ
สิ่งต่าง ๆ ศาสตรามารไม่มีชิ้นใดที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม
จั่วม่อยังคงดวงตาเป็นประกายในบัดดล
นั่นเป็นเศษกระบี่หักชิ้นหนึ่ง เกรอะกรังไปด้วยสนิมทั่วทั้งชิ้น
จั่วม่อเมื่อสัมผัสถูกเศษกระบี่หัก พลังเทพภายในกายคล้ายถูกกระตุ้น
ทันควัน
สมบัติโบราณ!
จั่วม่อฉุกใจวูบ เลือกหยิบเศษกระบี่หักชิ้นนั้นออกมา และที่เหนือ
ความคาดหมายก็คือ เศษกระบี่เบาราวกับขนนก มีเลศนัย! ไม่น่าแปลกใจ
ที่ชายฉกรรจ์นี้เก็บรักษาไว้กับตัว คนผู้นี้แม้ไม่ล่วงรู้ที่มาของวัตถุนี้ แต่
เพียงแค่น้าหนักกระบี่ที่เบาบางดั่งขนนกก็เพียงพอให้ผู้คนพิศวงสงสัยไม่รู้
วาย
“ข้าขอแลกกับสิ่งนี้”
จั่วม่อบอกอย่างไม่ลังเล มันโบกมือวูบ ขวานภูตโลหิตกลับกลายเป็น
ลำแสงสีแดงสายหนึ่ง ปักลงบนพื้นตรงหน้าบุรุษร่างใหญ่
ชายฉกรรจ์ลิงโลดยินดียิ่ง “ขอบคุณท่านมาก ต้าเหริน!”
หลังจากกล่าวจบคำ มันคล้ายกริ่งเกรงว่าจั่วม่อจะสำนึกเสียใจกับ
การค้ารายนี้ รีบหยิบฉวยขวานภูตโลหิต กวาดเก็บทรัพย์สินบนพื้นอย่าง
ลวก ๆ แล้วแล่นหายลับไปในทันที เศษกระบี่หักเล่มนั้นมันได้รับมาโดย
บังเอิญ นอกเหนือจากความเบาอย่างคาดไม่ถึงแล้ว ก็ไม่ได้มีอันใดพิเศษ
แรกเริ่มเดิมทีมันยังเสาะหาคนช่วยตรวจสอบดู แต่นอกจากน้าหนักที่เบา
อย่างน่าประหลาดแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถบอกอื่นใดได้อีก
คราครั้งนี้สามารถใช้เศษกระบี่หักที่ไม่มีประโยชน์ต่อมันแลกเปลี่ยน
กับศาสตรามารชั้นเลิศเล่มหนึ่ง นับว่าคุ้มค่าเหลือที่จะกล่าว!
ด้วยศาสตรามารเล่มนี้ พลังฝีมือของมันจะโลดทะยานดุจติดปีกบิน!
คนอื่น ๆ พอเห็นชายร่างใหญ่นั้นใช้เศษกระบี่หักสนิมเขรอะแลกกับ
ศาสตรามารชั้นยอดเล่มหนึ่ง ล้วนตาแดงฉาน
“ต้าเหริน ต้าเหรินขอรับ กรุณาดูที่นี่ มีสิ่งที่ท่านต้องการบ้างหรือไม่?”
“ต้าเหริน ลองดูนี่ด้วยเถิด!”
แต่ละคนล้วนนำสิ่งที่พวกมันมีออกมาวางเรียงราย หวังให้จั่วม่อ
แลกเปลี่ยนสิ่งของกับพวกมันสักชิ้นหนึ่ง เช่นนั้นพวกมันจะได้รับศาสตรา
มารด่านถงหลิ่งเล่มหนึ่ง ราคาแลกเปลี่ยนเช่นนี้หาไม่ได้จากที่ใดอีกแล้ว!
เพียงหินที่ไม่มีใครรู้จักก้อนหนึ่ง เศษกระบี่หักสนิมเกรอะชิ้นหนึ่ง ของ
ไร้ค่าในสายตาคนทั่วไปเหล่านี้ถึงกับแลกได้ศาสตรามารด่านถงหลิ่งชั้น
ยอดสองเล่ม
ผู้โดยสารฉลามเวหาคนอื่น ๆ พอได้ฟังเรื่องนี้ พากันแห่มาไม่ขาดสาย
โอกาสอันดีเลิศเช่นนี้ จะให้พวกมันพลาดไปได้อย่างไร?
มหกรรมที่อึกทึกครึกโครมนี้ ย่อมต้องร้อนไปถึงเหล่านักบู๊องครักษ์
ของฉลามเวหา ราคาค่าโดยสารของฉลามเวหานั้นไม่อาจบอกว่าย่อมเยา
ดังนั้นตลอดการเดินทางจึงว่าจ้างนักบู๊องครักษ์คอยรักษาความสงบ
เรียบร้อยเป็นอย่างดี
แต่พวกมันพอเร่งรุดมาถึง พอดีเห็นภาพเหตุการณ์อันร้อนระอุ
ราคาค่าโดยสารฉลามเวหานั้นนับว่าแพงไม่น้อย ดังนั้นอาคันตุกะ
ทั้งหลายที่นี่ล้วนแล้วแต่พอมีฐานะไม่มากก็น้อย พวกมันค้นพบอย่าง
รวดเร็ว ต้าเหรินท่านนี้ไม่มีความสนใจต่อสิ่งที่พวกมันคิดว่าดีเลยแม้แต่
น้อย แต่ข้าวของจิปาถะที่ไม่ทราบที่มา มักจะดึงดูดใจมันได้ง่ายดายกว่าสิ่ง
อื่น
หลังจากหลายคนแลกเปลี่ยนศาสตรามารได้สมดังใจหมาย ฝูงชนยิ่ง
เดือดพล่านขึ้นมาทันที
ต้าเหรินท่านนี้ดูท่ามีรสนิยมแปลกพิลึก
จั่วม่อมีศาสตรามารด่านถงหลิ่งอยู่ไม่น้อย ในเมื่อมันไม่ได้ใช้งาน
เช่นนั้นแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่นที่มีประโยชน์จะคุ้มค่ากว่า ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยว
ม่อเกอมีดวงตาแหลมคม ล่วงรู้วิธีการทำการค้า แน่นอนว่ามีแต่ได้กำไร หา
ได้ขาดทุนดังที่คนทั่วไปคาดคิดไม่
รอจนหัวหน้านักบู๊พิทักษ์ฉลามเวหาก้าวเดินเข้าไป ก็พบเห็นภาพการ
แลกเปลี่ยนอย่างคึกคัก ในถุงย่ามของอาคันตุกะท่านนี้ดูคล้ายมีศาสตรา
มารมากมายไม่รู้จักหมดสิ้นอยู่ภายใน แต่ละเล่มล้วนแล้วแต่มีคุณภาพโดด
เด่นเลิศล้า
หลังจากตะลึงลาน กระทั่งมันเองยังต้องครุ่นคิด แม้ว่าตัวมันจะบรรลุ
ด่านเจียงมาเป็นเวลานาน ศาสตรามารด่านถงหลิ่งไม่มีประโยชน์อันใดต่อ
มันอีก แต่มันก็น่าจะขอแลกเปลี่ยนดูสักเล่มสองเล่ม จะได้ใช้เป็นของขวัญ
อันล้าค่าให้แก่ลูกหลานของมัน ศาสตรามารหลายเล่มที่เพิ่งแลกเปลี่ยนกัน
ไปนั้นล้วนแล้วแต่เลอเลิศ ไม่ต้องแปลกใจว่ากระทั่งบรรดานักบู๊องครักษ์
ลูกน้องของมันยังหวั่นไหวใจ
โชคดีที่หัวหน้านักบู๊อารักขาไม่ถึงกับหลงลืมหน้าที่ของตน รีบสะกด
กลั้นความปรารถนาในใจ สิ่งที่มันต้องทำคือรักษาความสงบเรียบร้อย
ป้องกันเหตุวุ่นวาย
“หัวหน้า ดูนั่น!” สมุนผู้หนึ่งพลันตะโกนก้อง
หัวหน้านักบู๊องครักษ์งงงันวูบ แล้วหันมองไปตามปลายนิ้วของ
ลูกสมุนที่ชี้บอก มันเห็นคนที่แทบจะเปลือยเปล่าทั้งร่างนอนแผ่หลาอยู่บน
พื้น รอประเดี๋ยว …นั่นมิใช่นายน้อยจี้หรอกรึ?
หัวหน้านักบู๊องครักษ์หลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
จบสิ้นแล้ว!
มันย่อมล่วงรู้ถึงความเย่อหยิ่งจองหองของนายน้อยจี้เป็นอย่างดี แต่
ตระกูลจี้แห่งอาณาจักรเวิ้งฟ้าทรงอำนาจอิทธิพล ให้การปกป้องนายน้อย
ของพวกมันโดยไม่สนใจเหตุผล ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้านแข็งขืน แต่…นายน้อย
จี้ผู้นั้น…ถึงกับถูกลอกคราบจนเกลี้ยงเกลา… …
หัวหน้านักบู๊พิทักษ์ฉลามเวหาไม่อยากจะคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
อีก ในใจลอบฝืนยิ้มขมขื่น เรื่องนี้เมื่อเกิดขึ้นบนฉลามเวหาที่มันดูแล เกรง
ว่ายากจะหนีความรับผิดชอบแล้ว
อย่างไรก็ตาม มันไม่คิดออกหน้าทวงถามความยุติธรรมให้แก่นาย
น้อยจี้ในทันที มันเมื่อสามารถฝ่าฟันมาถึงระดับชั้นนี้ย่อมมีประสบการณ์
โชกโชน มันทราบดีว่าผู้ที่กล้าลงมือกระทำเช่นนี้ต่อนายน้อยจี้แห่ง
อาณาจักรเวิ้งฟ้าและบริวาร หากมิใช่ว่าตนเองมีพลังฝีมือแกร่งกร้าวเกรียง
ไกร ก็ต้องมีฉากหลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรคนผู้นี้ก็มิใช่ผู้ที่มัน
สมควรไปตอแยด้วย
แต่ครั้นจะปล่อยให้กลุ่มของนายน้อยจี้นอนกางแขนกางขาล่อนจ้อน
อยู่บนท้องถนน ก็เกรงว่าจะไม่ดีนัก จึงได้แต่กัดฟัน กล่าวว่า “หาเสื้อผ้ามา
คลุมให้พวกมันก่อน”
นักบู๊อารักขาฉลามเวหาบางคนถอดเสื้อชั้นนอกของตนออกมา คลุม
ร่างของเหล่าคนตระกูลจี้อย่างลวก ๆ
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดลงมือขัดขวาง หัวหน้านักบู๊รักษาการณ์ค่อยถอน
หายใจอย่างโล่งอก ซึ่งความจริงการหาผ้าผ่อนปิดกายให้แก่นายน้อยจี้
เป็นการทดลองหยั่งดูจิตเจตนาของต้าเหรินท่านนี้ เมื่อผู้อื่นไม่ได้ห้าม
ปรามมัน หมายความว่าไม่คิดสืบสาวราวเรื่องอีก จึงหันไปสั่งการว่า
“ประคองพวกมันกลับไปยังห้องหับ”
ซึ่งความจริง หาได้มีผู้ใดให้ความสนใจกับการกระทำของเหล่านักบู๊
พิทักษ์ฉลามเวหาไม่ ทุกผู้คนล้วนตื่นเต้นกระตือรือร้นต่อการแลกเปลี่ยน
กับจั่วม่อ แน่นอนว่าจั่วม่อล่วงรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมด แต่คร้านจะแยแส
สนใจ สำหรับมันนี่เป็นเพียงการลงโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่หากอีก
ฝ่ายยังไม่รู้ดีรู้ชั่ว กลับมารังควานหาเรื่องมันอีก มันก็ไม่รังเกียจที่จะมอบ
บทเรียนให้แก่ตระกูลจี้แห่งอาณาจักรเวิ้งฟ้าอย่างสาสม
ในไม่ช้า หัวหน้านักบู๊องครักษ์ก็ได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
จากคนในเหตุการณ์ สายตาที่มองไปยังจั่วม่อกลับกลายเป็นทั้งนับถือ
เลื่อมใส ทั้งครั่นคร้ามยำเกรง
การค้าของจั่วม่อจบลงอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของมันช่าชองชำนาญ จิตสำนึกของมันยังสามารถกวาดผ่าน
สิ่งของทั้งหมดแทบจะในทันทีที่ผู้อื่นนำออกมา หากมีสิ่งใดน่าสนใจ มันจะ
ค้นพบในบัดดล
วันนี้มันเก็บเกี่ยวได้ของดีหลายชิ้น ดังนั้นอารมณ์เบิกบานใจไม่น้อย
แต่จะให้เสียเวลาฝึกปรืออันล้าค่าของมันไปมากกว่านี้ก็ไม่คู่ควรแล้ว
มันบอกเลิกการค้าขาย หมุนตัวกลับเข้าไปในลานบ้าน เพิกเฉยต้องเสียง
ร้องเรียกของเหล่าผู้โดยสารที่ติดตามมาทางด้านหลังของมัน
หัวหน้านักบู๊พิทักษ์ฉลามเวหาอ้าปากอึกอัก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้
กล่าวสิ่งใดออกมา
เมื่อกลับเข้าไปในลานบ้าน จั่วม่อก่อตั้งอาคมหวงห้ามชุดใหญ่ในทันที
จากนั้นค่อยนำก้อนหินที่มีลายโลหิตออกมา เงยหน้าขึ้นกล่าวต่อเขิง
เหลียนเอ๋อร์ผู้กำลังจ้องมองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น “ขอยืมกระบี่ลิ้นปลา
หลีเขียวให้ข้าสักครู่”
เขิงเหลียนเอ๋อร์รีบส่งกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวให้แต่โดยดี
จั่วม่อถือกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียว เริ่มเฉือนผิวหน้าของก้อนหินอย่าง
เบามือ
ก้อนหินถูกตัดเฉือนออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่าราวกับขนมเปี๊ยะ เขิง
เหลียนเอ๋อร์มีสีหน้าตื่นตะลึง ก้อนหินยิ่งถูกเฉือนเล็กลง ความประหลาดใจ
ของนางยิ่งเพิ่มพูน อากุ่ยเองก็สัมผัสได้ถึงพลังเทพ ต้องขยับกายเข้ามา
เพ่งพิศดูก้อนหินในมือจั่วม่อโดยไม่รู้ตัว
พลังเทพ!
ก้อนหินนี้เก็บกักพลังเทพเอาไว้จริง ๆ!
การตัดเฉือนของจั่วม่อชะลอช้าลง เห็นได้ชัดว่ามันต้องใช้ความ
พยายามควบคุมกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวอย่างกินแรงอยู่บ้าง ยิ่งเฉือนลึกลง
ไปเท่าใด พลังเทพที่ประจุอยู่ในชั้นหินยิ่งหนาแน่นเข้มข้นขึ้นเท่านั้น ก้อน
หินก็ยิ่งแข็งแกร่งทนทานขึ้นกว่าเดิม จั่วม่อถึงกับต้องโคจรพลังเทพเข้า
หนุนเสริม เพื่อที่จะตัดเฉือนลึกลงไปอีก
และยิ่งตัดลึกลงไป สีเลือดก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ
จั่วม่อในที่สุดก็ตัดเฉือนส่วนสุดท้ายของผิวหน้าก้อนหินออกไปจน
หมด เห็นลูกบาศก์สีแดงพิสุทธิ์กระจ่างจ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าคนทั้งสาม
เสินจิง! (ผลึกเทวะ)
ชั่วพริบตานั้น จั่วม่อกับเขิงเหลียนเอ๋อร์แทบจะหยุดหายใจโดยพร้อม
เพรียง
เสินจิงก้อนนั้นมีขนาดเท่าผลเหอเถา เป็นสีแดงสดทั้งก้อน กระจ่างใส
และเป็นประกายแวววาม หมดจดงดงามยิ่ง สิ่งที่ชวนลุ่มหลงงมงายยิ่งไป
กว่านั้น คือคลื่นพลังเทพที่แผ่ซ่านออกมาเป็นระลอก ทั้งพิสุทธิ์และ
นุ่มนวลอย่างบอกไม่ถูก เอ่อท้นไปทั้งลานบ้าน หากมิใช่ว่ามีอาคมหวงห้าม
ที่จั่วม่อจัดตั้งเอาไว้ล่วงหน้า ทุกผู้คนบนฉลามเวหาจะต้องถูกคลื่นพลังเทพ
นี้สะกิดความสนใจอย่างแน่นอน
“ที่แท้ในโลกนี้มีเสินจิงอยู่จริง ๆ… …” จั่วม่อพึมพำแผ่วเบา สีหน้า
เคร่งขรึม มันย่อมทราบกระจ่างแก่ใจว่านี่หมายถึงสิ่งใด
ในภพเซียนของซิวเจ่อ เหมืองจิงสือเป็นแหล่งรายได้หลักของทุก
สำนัก เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญสูงสุดในบรรดาทรัพยากรทั้งมวล
และเป็นเส้นชีวิตของสำนักทั้งหมด
ประตูสู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพได้บังเกิดรอยแตกร้าวขึ้นแล้ว รอจนถึง
ยามนั้น การค้นพบเสินจิงจะมีคุณค่าหาใดเทียบ!
ถือเสินจิงอยู่ในมือ พลังเทพของจั่วม่อคล้ายถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
คล้ายลิงโลดพลุ่งพล่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แทบจะในทันทีที่ความคิด
บังเกิด พลังเทพสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากเสินจิง แล่นผ่านฝ่ามือ แทรกซึม
เข้าไปในร่างกายของจั่วม่อในบัดดล
พลังเทพสายนี้เมื่อผ่านเข้าไปในร่างของจั่วม่อ พลันผสมรวมเข้ากับ
พลังเทพภายในกายมัน จั่วม่อรู้สึกแช่มชื่นสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
เสินจิงในมือของมันหม่นแสงลงเล็กน้อย
จริงดังคาด เสินจิงสามารถช่วยเหลือมันฝึกปรือพลังเทพ!
จั่วม่อลืมตาขึ้นทันควัน สองตาทอประกายเจิดจ้า มันส่งเสินจิงให้แก่
เขิงเหลียนเอ๋อร์โดยไม่กล่าวคำใด เพียงชั่วอึดใจต่อมา ก็เห็นเขิงเหลียน
เอ๋อร์สีหน้าแปรเปลี่ยน
พลังเทพของเขิงเหลียนเอ๋อร์เป็นขั้วตรงข้ามกับมันอย่างสิ้นเชิง แต่
นางก็สามารถใช้งานเสินจิงเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นว่าพลังเทพที่อยู่ภายใน
เสินจิงมีคุณสมบัติเป็นกลาง ไม่สังกัดคุณลักษณะใดโดยเฉพาะเจาะจง
ของวิเศษนี้จะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ต่อการฝึกปรือพลังเทพ
ทุกชนิด
หากมันมีเสินจิงคอยช่วยเหลืออีกแรง การฝึกปรือของมันจะยิ่ง
รวดเร็วดุจติดปีกบิน และหากมันสามารถเสาะหาเสินจิงได้มากพอ
ความเร็วในการฝึกปรือของมันจะทวีคูณขึ้นหลายเท่า!
นี่หมายความว่าระยะเวลาที่มันต้องใช้ในการรุดหน้าจะลดน้อยลงไป
มาก
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญของอากุ่ยอาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!
จั่วม่อตกลงใจโดยแทบไม่มีอาการลังเล
“เราจะต้องไปสำรวจดูหุบเหวลึกในอาณาจักร้อยปราณสักครา!”