สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 690 สัตย์สาบานต่อป้ายศิลาสุสาน
“ช่างเป็นเหล่าเศษสวะโดยแท้!” บุรุษวัยกลางคนดวงตาทอประกาย
โทสะ “พวกมันทำให้ตระกูลจี้ต้องเสื่อมเสียหน้านัก! หากเจ้าบัดซบนั้นมิใช่
บุตรชายข้าละก็ ฮึ่ม!”
เสียงแค่นคำสุดท้ายเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน อุณหภูมิภายในห้องเย็น
เยือกลงโดยพลัน
จี้เหิง2 ประมุขคนปัจจุบันแห่งตระกูลจี้ มันแม้มิใช่บุตรชายคนโตของ
ตระกูล แต่ด้วยพลังฝึกปรือด่านไสว้ของมันหนุนส่งให้มันขึ้นเป็นประมุข
ตระกูลจี้โดยไร้ข้อโต้แย้ง ในรอบสิบกว่าปีที่มันรั้งตำแหน่งประมุข อำนาจ
อิทธิพลของตระกูลจี้แห่งอาณาจักรเวิ้งฟ้าแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว
“องครักษ์ของนายน้อยมีอยู่ห้าคนที่เป็นปิศาจด่านเจียง คนผู้นี้เมื่อ
จัดการพวกมันทั้งหมดในชั่วพริบตาเดียว สมควรไม่รวบรัดธรรมดา” ผู้
กล่าววาจาเป็นบุรุษวัยกลางคนไว้เคราะแพะ มันเรียกว่าจี้ซี เดิมทีเป็นคน
จากตระกูลสาขาของตระกูลจี้ แต่รับตำแหน่งหัวหน้าพ่อบ้านตระกูลจี้
ได้รับความไว้วางใจจากจี้เหิงอย่างลึกล้า
“ให้อาเหิง3ไปจัดการ นำตัวเจ้าเศษสวะนั้นกลับมา ทุกครั้งที่เจ้าลูกไม่
รักดีนี้ออกจากบ้าน ล้วนแล้วแต่ต้องทำเรื่องเสื่อมเสียหน้าให้แก่พวกเรา!
หลังจากมันกลับมาคราวนี้ ให้โยนมันลงไปในโพรงปิศาจลึกล้า” จี้เหิง
กล่าวเสียงเย็นเยียบ
2 เหิง – คำนี้แปลว่ามั่นคง ถาวร ตลอดไป
3 เหิง – เป็นคนละคำกับชื่อประมุขตระกูล เหิงคำนี้แปลว่า แนวนอน ตามขวาง
จี้ซีใจสั่นสะท้าน โพรงปิศาจลึกล้าเป็นสถานที่ฝึกปรืออันโหดเหี้ยม
อำมหิตที่สุดเท่าที่มีอยู่ในตระกูลจี้ เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดชั่วร้าย หลาย
ปีมาแล้วที่ไม่มีผู้อาจหาญลงไปในโพรง การถูกส่งไปที่นั่นบัดนี้กลับ
กลายเป็นรูปแบบการลงทัณฑ์ชนิดหนึ่งของตระกูล ผู้ที่กระทำผิดร้ายแรง
จะถูกโยนลงไปในโพรงปิศาจนั้น หากพวกมันสามารถเอาชีวิตรอดกลับมา
ได้ จะไม่ต้องรับโทษตายอีก
“นายน้อยอาจทระนงถือดีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้กระทำผิดหนักหนาสาหัส
อันใด… …” จี้ซีอดกระตุ้นเตือนผู้เป็นนายไม่ได้ มันทราบดีว่าหากนายน้อย
ถูกโยนลงไปในโพรงปิศาจลึกล้า ไม่มีทางเอาชีวิตรอดกลับมาได้ด้วยพลัง
ของตนเป็นแน่
จี้เหิงเหยียดยิ้มเย็นชา เผยฟันขาวสะท้อนประกายดุร้ายอำมหิต
“หากมันไม่มีปัญญาตะเกียกตะกายออกมา ก็ไม่มีคุณสมบัติจะเป็น
บุตรชายข้า”
จี้ซีนิ่งเงียบงันไป มันหยั่งทราบนิสัยใจคอของผู้เป็นนายเป็นอย่างดี
สิ่งที่ประมุขผู้นี้ตกลงใจแล้ว ไม่ว่าจะพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้
ประโยชน์
จี้เหิงไม่มองดูจี้ซี กล่าวคล้ายรำพึงกับตัวเอง “ส่วนเจ้าคนที่ลงมือต่อ
พวกเรา ให้อาเหิงตอบแทนมันให้ดี”
จี้ซีพยักหน้ารับทราบ จากนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “นายท่าน เราไม่ได้รับ
ข่าวคราวจากคนที่ส่งไปยังวิหารเทพปิศาจอีก เกรงว่าทั้งหมดคงจบสิ้น
แล้ว”
จี้เหิงดวงตาทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงอย่างเย็น
ชา “วิหารเทพปิศาจถึงกับก่อกำเนิดพลังเทพสำเร็จ นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง มี
ข่าวของเซี่ยวม่อเกอหรือไม่?”
วิหารเทพปิศาจสร้างแรงกดดันต่อมันไม่น้อย เพียงไม่กี่วันก่อน จอม
ปิศาจด่านไสว้ยังเป็นขุมกำลังอันแกร่งกร้าวเกรียงไกรที่สุดในแดนปิศาจ
แต่บัดนี้กลับไม่ใช่แล้ว
วิหารเทพปิศาจนับเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในยามนี้!
“ไม่มีขอรับ” จี้ซีสั่นศีรษะ “มันคล้ายหายสาบสูญไปอย่างกะทันหัน
เท่าที่เราสืบเสาะมาได้ ขบวนผู้อาวุโสวัดเสวียนคงมาครั้งนี้เพื่อคร่ากุมตัว
เซี่ยวม่อเกอ สามผู้อาวุโสตายใต้เงื้อมมือของพวกเซี่ยวม่อเกอ แต่แล้ว
ระหว่างการไล่ล่าติดพัน คนจากวิหารเทพปิศาจพลันปรากฏตัวออกมา ที่
น่าแปลกคือวิหารเทพปิศาจกับเซี่ยวม่อเกอกลับไม่ลงมือต่อกัน”
จี้เหิงมีสีหน้าครุ่นคิด ชั่วอึดใจหนึ่ง ค่อยเงยหน้ากล่าวว่า “มุ่งเน้นไปที่
เซี่ยวม่อเกอให้มาก พลังเทพของมันแม้ไม่ร้ายกาจเท่าวิหารเทพปิศาจ แต่
มันไม่มีวิหารเทพ ดังนั้นสมควรฝึกปรือพลังเทพด้วยวิธีการอื่น”
“ขอรับ!” จี้ซีรับคำ จากนั้นออกจากห้องไป
จี้เหิงจมลงไปในภวังค์ความคิด หลายอึดใจให้หลังค่อยผุดลุกขึ้น เปิด
ประตูออกจากห้อง พลิ้วกายขึ้นกลางอากาศ
ไม่นานหลังจากนั้น มันมาถึงหุบเขาที่อำพรางไว้เป็นอย่างดีแห่งหนึ่ง
รอบบริเวณอยู่ภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนา
มันคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มาก ลึกเข้าไปในหุบเขา เห็นวิหารเทพ
หลังหนึ่งตั้งเด่นเป็นสง่า
วิหารเทพหลังนั้นแม้เห็นได้ว่ายังคงไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่แท่นบวงสรวง
และตัววิหารหลักเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพิ่งจะก่อสร้าง
ขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อย่างน้อยสมควรกินเวลาเป็นสิบปี จี้เหิงเดินเข้าไปยัง
ใจกลางแท่นบวงสรวงอย่างเชื่องช้า จากนั้นกางสองแขนแผ่กว้าง
ความรู้สึกแปลกพิสดารชนิดหนึ่งผุดพลุ่งขึ้น
ไม่มีผู้ใดทราบว่านับตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน มันก็เริ่มศึกษาค้นคว้าเรื่อง
พลังเทพแล้ว
แต่สิบปีมานี้ ความก้าวหน้าของมันเชื่องช้ายิ่ง กล่าวถึงพลังเทพ
นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุดในยุคนี้ เพื่อรักษาความลับเอาไว้ มันไม่เคย
แพร่งพรายเรื่องวิหารเทพออกไป
แต่ที่แท้นั่นกลับเป็นข้อผิดพลาด การปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันทันใด
ของวิหารเทพปิศาจ ราวกับหวดฟาดใส่กลางแสกหน้ามันอย่างถนัดถนี่
ที่แท้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือศรัทธาความเชื่อจากผู้คน!
ดวงตาเย็นชาของมันทอประกายเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ คล้ายเพิ่งทำการ
ตัดสินใจเสี่ยงอันตรายประการหนึ่ง
ขณะที่จั่วม่อโหมฝึกปรือไม่เคยหยุดหย่อน ระดับฝีมือทางเวทวิชา
ของมันก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในหมู่พลังทั้งสามนับพลังปราณของมัน
อ่อนด้อยที่สุด เมื่อพลังปราณรุดหน้าไปส่วนหนึ่ง ฝีมือในการควบคุมบังคับ
ใช้พลังเทพของจั่วม่อก็เพิ่มพูนขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หากจำแนกตามวิธีการจัดหมวดหมู่แบบใหม่ของผูเยา ฝีมือสังขาร
ปิศาจของมันแทบบรรลุถึงชั้นหนึ่ง ศาสตร์อสูรของมันจัดอยู่ชั้นสอง ส่วน
ระดับฝีมือทางเวทวิชาที่อ่อนด้อยที่สุด แม้ว่าจะโหมฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง
แต่เพิ่งบรรลุถึงชั้นสามเท่านั้น
ดังนั้นผูเยาตัดสินว่าฝีมือการควบคุมพลังเทพของจั่วม่อจัดอยู่ชั้นสาม
ด้วย สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือฝีมือทางเวทวิชาของมันเป็นตัวถ่วงฝีมือ
โดยรวมทั้งหมด
และหากจะหาคนมาเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจน ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็
คือเทพปิศาจแรดที่มันเคยเผชิญ ผูเยาประเมินว่าเทพปิศาจตนนั้นมีระดับ
พลังเทพอยู่ในด่านปฐพี และมีฝีมือเทพวิชาอยู่ในชั้นหนึ่ง!
สามารถเห็นได้ว่าความห่างชั้นของพวกมันนั้นกว้างใหญ่ไพศาลปาน
ใด นี่ไม่เพียงแต่เป็นความห่างชั้นทางพลังฝึกปรือของพลังเทพ แต่กระทั่ง
ด้านเทพวิชาก็ห่างไกลกันสุดกู่
แต่นี่ไม่ได้ทำให้จั่วม่อท้อแท้หดหู่ ตรงกันข้ามกลับยิ่งเต็มไปด้วยขวัญ
กำลังใจ
พลังเทพภายในร่างกายมันเติบโตกล้าแข็งขึ้นทุกวัน ฝีมือทางเทพ
วิชาก็รุดหน้าไม่เว้นแต่ละวัน มือขวาของมันยังให้กำเนิดพลังเทพอย่างไม่
รู้จักหมดสิ้น ประหนึ่งว่ามันมีเสินจิงตามธรรมชาติอยู่ในร่างกาย นับเป็น
ข้อได้เปรียบที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
สำหรับด้านฝีมือเทพวิชา ผูเยาได้จัดเตรียมรายการให้แก่มันแล้ว ขอ
เพียงมันสามารถฝึกปรือเวทวิชาอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ได้จนช่าชอง
ชำนาญ มันเชื่อมั่นว่าจะสามารถพิชิตพลังเทพได้ในที่สุด
ในแบบจำลองที่ผูเยาสร้างขึ้น หากเทพวิชาของจั่วม่อสามารถบรรลุ
ถึงชั้นหนึ่ง และพลังเทพของมันบรรลุถึงด่านมนุษย์ขั้นกลาง หรือมิฉะนั้น
หากฝีมือเทพวิชาของมันบรรลุถึงชั้นสอง และพลังเทพอยู่ในด่านมนุษย์
ขั้นสุดท้าย ถึงยามนั้นต่อให้ไม่ใช้ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ มันยังคงสามารถ
ต่อกรกับจอมปิศาจด่านไสว้ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้า
จั่วม่อไม่มีความสนใจในระดับพลังด่านไสว้
แต่มันลุ่มหลงงมงายอยู่กับการศึกษาเคล็ดฝึกปรือพลังเทพ สิ่งเหล่านี้
จะช่วยให้มันค้นพบความลับของพลังเทพได้ง่ายดายขึ้น และอาจหนุนส่ง
ให้มันเข้าใจหลักการอันเป็นรากฐานของพลังเทพ
สำหรับผู้อื่น พลังยุทธ์สำหรับต่อสู้ฆ่าฟันจึงจะเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
แต่สำหรับจั่วม่อ สิ่งที่มันปรารถนาอย่างสุดจิตสุดใจ คือการจำแนก
แยกแยะแก่นแท้ของพลังเทพออกมาให้จงได้
หากมันสามารถเข้าใจหลักการอันเป็นรากฐานของพลังเทพ เช่นนั้น
มันอาจหาทางแก้ไขทัณฑ์เทวะมิดับสูญที่เคี่ยวกรำอากุ่ยได้
วิชาบางอย่างเมื่อฝึกปรือจนสูงล้าสุดยอด พลังอำนาจที่ได้รับอาจ
ช่วยให้ท่านตั้งอยู่ในสถานะได้เปรียบในการต่อสู้ นี่คือสิ่งที่มักจะกล่าวกัน
ว่า ‘หนึ่งวิชาสยบทั่วหล้า’ และเมื่อท่านมีวิชาเหล่านี้อยู่หลายกระบวนท่า
สักหน่อย โอกาสได้ชัยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
แต่หากท่านต้องการสืบเสาะถึงแก่นแท้แห่งพลัง จำเป็นต้องล่วงรู้
ทักษะวิชาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องเพราะทุกทักษะวิชา ล้วน
แล้วแต่เป็นตัวแทนของพลังที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไป
ยิ่งเชี่ยวชาญทักษะวิชามากชนิดเท่าใด ท่านก็ยิ่งเข้าใกล้แก่นแท้ของ
พลังมากเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เอง วิถีทางที่มันเลือกเดินจึงเป็นวิถีทางที่ยากลำบากที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น การจะฝึกปรือแต่ละทักษะวิชาจนเชี่ยวชาญไม่มีหนทาง
ลัด ล้วนขึ้นอยู่กับความมานะบากบั่นอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่คิดบรรลุถึงขั้นนั้น
จำต้องทุ่มเทฝึกปรือซ้า ๆ ซาก ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกว่าจะ
กลายเป็นสัญชาตญาณไปเอง
มีแต่เพียงกระทำเช่นนี้ จวบจนกระทั่งทักษะวิชาเหล่านี้ หรือ
คุณลักษณะของพลังเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งตั้งแต่รากฐาน
มิได้เพียงเข้าใจตามตัวอักษรเหมือนเช่นในตอนแรกอีก
ระดับชั้นนี้คือสิ่งที่จั่วม่อเสาะแสวงหา และด้วยมือขวาซึ่งสามารถให้
กำเนิดพลังเทพอย่างไม่หมดสิ้น ช่วยให้มันมีต้นทุนที่จะฝึกปรือด้วยวิธีการ
ที่ทั้งน่าเบื่อหน่ายและยืดยาวจนสุดประมาณนี้ได้
จั่วม่อทดลองใช้เสินจิงที่ได้มาโดยบังเอิญจนเสร็จสิ้น มันประมาณ
การโดยคร่าว ๆ ว่าพลังเทพที่เก็บกักอยู่ภายในเสินจิง สมควรมีปริมาณ
ใกล้เคียงกับพลังเทพที่มือขวาของมันให้กำเนิดออกมาเป็นเวลายี่สิบวัน
ช่างเป็นปริมาณอันน่าทึ่งนัก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากมันถือครองเสินจิงมากพอ การฝึกปรือพลัง
เทพของมันจะรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
ก่อนจะไปถึงอาณาจักรร้อยปราณยังมีเวลาอีกช่วงหนึ่ง มันตัดสินใจ
พักเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว จนกว่าจะถึงที่หมาย
มันบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่ค้นพบในระหว่างการศึกษาพลังเทพอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน จากนั้นส่งบันทึกเหล่านี้กลับไปยังอาณาจักรทะเลเมฆผ่าน
ทางผูเยา บันทึกประสบการณ์เหล่านี้จะถูกเรียบเรียงเป็นพิเศษ จากนั้น
บรรจุเข้าไปในหอคัมภีร์ผูเว่ย
ทุกอย่างที่มันล่วงรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพ จั่วม่อไม่ได้
ปกปิดซ่อนเร้นแม้สักส่วนเสี้ยว มันยังไม่มีเวลากลับคืนไปยังอาณาจักร
ทะเลเมฆ ได้แต่ใช้วิธีการเช่นนี้สร้างคุณูปการเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แก่
อาณาจักรทะเลเมฆ
แต่จั่วม่อกลับไม่เคยคาดคิดแม้แต่น้อย ว่าการกระทำที่มันเห็นว่า
เล็กน้อยเป็นอย่างยิ่งเหล่านี้ จะช่วยหนุนส่งให้อาณาจักรทะเลเมฆก้าวเข้า
สู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพโดยตรง
หอคัมภีร์ผูเว่ยมีกฏเกณฑ์อันเข้มงวดกวดขันยิ่ง ยามนี้ผู้ที่สามารถเข้า
ไปในหอคัมภีร์มีแต่บรรดาผู้ที่ติดตามมันมาตั้งแต่เริ่มแรก ลุกสมุนของ
จั่วม่อเหล่านี้เลื่อมใสศรัทธาในตัวจั่วม่อจนแทบถึงขั้นดวงตามืดบอด ม้วน
บันทึกประสบการณ์ของจั่วม่อแม้จะอยู่ท่ามกลางม้วนหยกเคล็ดวิชาน้อย
ใหญ่มากมาย ก็ยังคงเป็นม้วนบันทึกที่ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม
เสมอ
ในอาณาจักรทะเลเมฆปัจจุบันนี้ การฝึกปรือพลังทั้งสามพร้อมกัน
กลายเป็นค่านิยมใหม่เอี่ยมอ่องที่ทุกคนล้วนปรารถนา
เนื่องจากทำเลที่ตั้งอันเปลี่ยวร้างห่างไกล พวกมันไม่ค่อยล่วงรู้ข่าว
คราวของโลกภายนอกมากนัก แต่พวกมันล้วนเชื่อมั่นศรัทธาในตัวจั่วม่อ
อย่างสุดจิตสุดใจ แต่ละคนพากันเริ่มฝึกปรือพลังทั้งสามโดยไม่รีรอลังเล
เรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้ จั่วม่อไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย
ในทะเลแห่งจิตสำนึก คนทั้งสามกำลังสุมหัวปรึกษาหารืออย่าง
คร่าเคร่ง
“ความคืบหน้าช้าเกินไป” ผูเยาขมวดคิ้วนิ่วหน้า มันไม่พึงพอใจกับ
กระบวนการคืบหน้าของจั่วม่อ “ดูจากระดับความเร็วนี้ ลำพังเวทวิชาของ
เจ้าหากคิดบรรลุถึงชั้นหนึ่ง ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าห้าปี! อย่าลืมว่าเจ้ายัง
ต้องยกระดับศาสตร์อสูรของเจ้าให้ขึ้นเป็นชั้นหนึ่งอีกด้วย”
จั่วม่อไม่ทราบจะทำอย่างไร พรสวรรค์ด้านเวทวิชาของมันอ่อนด้อย
ที่สุดในบรรดาสามวิถีพลัง มันก้มหน้าฝึกปรือตามแผนการฝึกของผูเยา
อย่างขยันขันแข็ง แต่ผูเยายังคงไม่พึงใจต่อระดับการรุดหน้าของมัน คิด
ยกระดับจากชั้นสามไปชั้นสองนับว่ายากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว ยังไม่ต้อง
เอ่ยการการยกระดับจากชั้นสองไปชั้นหนึ่ง ซึ่งยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่านั้น
อีกหลายเท่าตัว
ผูเยาเองก็จนปัญญา มันก็เห็นอยู่ตำตาว่าจั่วม่อฝึกหนักเกินกว่าที่มัน
จะคาดคิดไปถึงเสียอีก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร จั่วม่อไม่เพียงแต่ไร้ฝีมือ
พรสวรรค์ด้านเวทวิชายังย่าแย่ยิ่งกว่าที่ผูเยาคิด ไม่ว่าเมื่อไร จั่วม่อมักจะ
โดดเด่นทางด้านทักษะปิศาจและศาสตร์อสูรมากเป็นพิเศษ
บัดซบ เวทวิชากลับกลายเป็นจุดอ่อนของจั่วม่อ!
ผูเยาสีหน้าขัดตาอยู่บ้าง หากฝีมือทางเวทวิชายังคงถ่วงรั้งให้
เสียเวลาไปมากกว่านี้จริง ๆ นั่นหมายความว่าวิถีการฝึกปรือที่มันจำลอง
ขึ้นมามีข้อบกพร่องร้ายแรงเสียแล้ว
ในเวลานี้เอง เว่ยโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน “บางทีเจ้าอาจทดลอง
สัตย์สาบานต่อป้ายศิลาสุสานดู”
“ป้ายศิลาสุสาน?” จั่วม่องงงันวูบ “หมายความว่าอย่างไร?”
ที่เหนือคาดหมายคือผูเยาที่มักจะมองเหยียดเว่ยยามเอ่ยถึงเรื่องนี้ ซ้า
ยังคอยคัดค้านหัวชนฝา ยามนี้กลับกล่าวว่า “บางทีเจ้าอาจทดลองดู”
จั่วม่อเหม่อมองสองคู่หูอย่างสับสนงุนงง
เว่ยกล่าวเนิบช้า “สัตย์สาบานต่อป้ายศิลาสุสาน เป็นวิธีใช้งานชุด
เกราะป้ายศิลาสุสาน”
“ชุดเกราะป้ายศิลาสุสาน?” จั่วม่อสีหน้าว่างเปล่า เรื่องที่กำลัง
ถกเถียงกันกับชุดเกราะป้ายศิลาเกี่ยวพันกันอย่างไร มันไม่อาจเชื่อมโยงได้
จริง ๆ
“ซึ่งความจริงวิธีใช้งานชุดเกราะป้ายศิลาสุสานเป็นการสละตนชนิด
หนึ่ง โดยแก่นแท้แล้วมันคือการค้าประเภทหนึ่ง เสียสละตัวเอง เพื่อแลก
กับพลังในการปกป้อง” เว่ยสีหน้าเคร่งขรึม เปี่ยมล้นไปด้วยความน่า
เลื่อมใสศรัทธาอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ “เจ้าหมายความว่าจะให้ข้ากลายเป็น
ชุดเกราะป้ายศิลาสุสานกระนั้นรึ?”
“อาจกล่าวได้ว่าเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กัน แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว” เว่ย
กล่าวด้วยสีหน้าเยือกเย็น “เมื่อครั้งกระโน้น เพื่อที่ข้าจะได้รับพลังสำหรับ
ปกป้องชนเผ่าของข้า ข้าเลือกสังเวยตนเองอย่างหนักหน่วงที่สุด เพื่อที่จะ
ได้รับพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เจ้าไม่ได้ต้องการพลังมากมายถึงเพียงนั้น นั่น
ก็คือเจ้าไม่จำเป็นต้องสังเวยสิ่งที่ใหญ่โตนัก นี่ก็คือกฎของป้ายศิลาสุสาน”
จั่วม่อคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ
“การสัตย์สาบานต่อป้ายศิลาสุสานมักจะถูกผู้สืบทอดชุดเกราะป้าย
ศิลาใช้งานอยู่เป็นประจำ เพื่อที่จะไล่ตามการฝึกปรือที่หนักหน่วงรุนแรง
มากยิ่งขึ้น พวกมันมักจะเปล่งสัตย์สาบานบางประการอยู่เสมอ”
จั่วม่อซักถามว่า “เจ้าหมายความว่าข้าต้องยอมรับการสืบทอดมรดก
ของเจ้ารึ?”