สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 691 เมืองปู้โจว
“พลังเพื่อปกป้อง ย่อมต้องมาพร้อมกับค่าตอบแทน” เว่ยกล่าวอย่าง
มีความหมาย ดวงตาลึกล้าทอประกายดื้อรั้นดึงดันและเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
ชนิดหนึ่ง
จั่วม่อตะลึงงัน ทันใดนั้นมันก็นึกถึงอากุ่ย
หากจะกล่าวถึงการปกป้อง คงไม่มีผู้ใดเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ไปกว่าอากุ่ย
อีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีการปกป้องใดที่ต้องที่ต้องจ่าย
ค่าตอบแทนหนักหนาสาหัสถึงเพียงนั้นอีก
นี่คือความหมายของการปกป้องใครสักคนเช่นนั้นหรือ?
ความคิดของจั่วม่อหมุนเร็วรี่
เว่ยไม่เอ่ยปากเร่งรัด ผูเยาเองก็ยังคงนิ่งเงียบ ในทะเลแห่งจิตสำนึกมี
เพียงเสียงแตกปะทุของเปลวไฟอันน่าขนพองสยองเกล้า
ชั่วอึดใจให้หลัง จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมอง พลางแสยะปากเผยรอยยิ้มไม่
ยี่หระ “คิดขู่ขวัญข้าหรือ? ฮ่า! ไม่ว่ามองจากมุมใด นี่ก็เป็นการค้าที่ได้กำไร
ไยข้าจะไม่กระทำเล่า? รีบบอก รีบบอก ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง?”
เว่ยเพ่งตามองจั่วม่ออย่างลึกซึ้ง “เจ้าแน่ใจแล้วรึ”
“อย่ามัวพิรี้พิไรมากความน่า รีบลงมือเร็ว ๆ จะเป็นการดีที่สุด เกอ
ต้องรีบไปฝึกฝีมือต่อ เจ้าคิดถ่วงรั้งให้เกอเสียเวลาหรือไร?” จั่วม่อถลึงตา
ใส่
เว่ยยิ้มบาง ๆ “นี่ง่ายดายยิ่ง”
ทันทีที่มันกล่าวจบคำ ป้ายศิลาสุสานที่ตั้งตระหง่านอยู่ในทะเลแห่ง
จิตสำนึกของจั่วม่อพลันแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ แต่ละชิ้นแปรเปลี่ยนเป็น
พลังงานสีดำดุจอสรพิษทมิฬ ทะลวงเข้าไปในร่างจั่วม่อไม่ขาดสาย
จากนั้นพลังงานสีดำก่อตัวเป็นป้ายศิลาสุสานอันเล็ก ๆ ภายในร่าง
ของจั่วม่อ
บนพื้นผิวของป้ายศิลาสุสานที่ก่อตัวขึ้นใหม่เต็มไปด้วยลวดลายสีเทา
ละเอียดซับซ้อนจำนวนมาก แต่หากไม่เพ่งมองให้ดี ยากที่จะสังเกตเห็น
พวกมันอยู่บ้าง
พอถึงตอนนี้ จั่วม่อคล้ายเริ่มเข้าใจอยู่บ้าง
“ปฏิบัติตามวิถีของเจ้า กระทำการตามประสงค์ของเจ้า เปล่งคำสัตย์
สาบานของเจ้า เจ้ายินยอมหรือไม่?”
สุ้มเสียงเก่าแก่โบราณสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของจั่วม่อ ฉากเบื้อง
หน้านี้ชวนให้หวนรำลึกถึงความทรงจำมากมาย แต่จั่วม่อค้นพบข้อ
แตกต่างในทันที ฮะ มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
มันจดจำได้ว่าครั้งแรกที่มันพบพานกับผูเยา สมควรเป็นประโยค
‘ปฏิบัติตามวิถีแห่งข้า กระทำการตามประสงค์ของข้า สืบทอดสัตย์สาบาน
แห่งข้า เจ้ายินยอมหรือไม่?’
แต่จั่วม่อมิได้รีรอลังเลนานนัก มันเมื่อตกลงใจเป็นมั่นเหมาะ ในจิตใจ
มันก็เต็มไปด้วยถ้อยคำของเว่ย พลังเพื่อปกป้อง ย่อมต้องมาพร้อมกับ
ค่าตอบแทน
สูดลมหายใจลึก ๆ คำหนึ่ง รอยยิ้มไม่ยี่หระบนใบหน้าของจั่วม่อ
อันตรธานหายไป สีหน้ากลับกลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง กล่าวอย่างสำรวม
“ข้ายินดี!”
ถ้อยคำพอหลุดพ้นจากริมฝีปาก ลวดลายอันละเอียดซับซ้อนบน
ผิวหน้าของป้ายศิลาสุสานพลันสว่างวาบดุจตาข่ายแสงผืนหนึ่ง
จั่วม่อคล้ายสติดับวูบไปในบัดดล
ชั่วอึดใจให้หลัง เมื่อมันฟื้นคืนสติจากห้วงความมึนงง ดวงตาค่อยรวม
รั้งอีกครา สิ่งแรกที่มันกระทำคือยกมือขึ้นแตะแผ่นอกของตน
ในอกของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดประการหนึ่ง
เมื่อครั้งนั้น แม้ป้ายศิลาสุสานเข้ามาอยู่ในจิตใจของมันพร้อมกับการ
มาของผูเยา มันยังรู้สึกว่าสิ่งประหลาดนี้จับต้องไม่ได้ ทั้งยังคล้ายมีคล้าย
ไม่มี แต่บัดนี้ป้ายศิลาสุสานยังคงเป็นป้ายศิลาสุสานต้นเดิม แต่กลับดู
คล้ายหยั่งรากฝังลึกลงไปในหัวใจของมัน
“เพียงเท่านี้หรือ?” จั่วม่อถามอย่างงุนงง
เว่ยสีหน้าดูเหนื่อยล้าอยู่บ้าง แต่ยังคงยิ้มพลางกล่าว “ถูกต้อง เจ้า
ไม่ได้ต้องการมากนัก ดังนั้นค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายก็ไม่นับว่าหนักหนา
สาหัสเท่าใด นับจากนี้ไป ผลการฝึกฝนเวทวิชาของเจ้าจะเพิ่มขึ้นสามเท่า
จากในกาลก่อน ส่วนราคาที่เจ้าต้องจ่ายนั้นก็คือ… …”
“อา?” จั่วม่อมองเว่ยอย่างใจจดใจจ่อ
“คือ… …” เว่ยลากเสียง
เส้นเลือดบนขมับจั่วม่อเริ่มเต้นตุบ ๆ
“นั่นก็คือ… …” เว่ยยิ้มกว้าง
“นั่นก็คือมารดาเจ้าเถอะ!” จั่วม่อคำรามใส่หน้าเว่ยอย่างเหลืออด
เว่ยแย้มยิ้มจาง ๆ โบกนิ้วไปมาอย่างใจเย็น สีหน้าสูงส่งสง่างาม “ย่อม
มิใช่มารดาข้า”
จั่วม่อแทบคลั่ง “ข้าจะฆ่าเจ้า! ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้ละ!”
จุดสำคัญที่สุดกลับถูกแกล้งอมพะนำอาไว้ จั่วม่อโมโหจนแทบคลั่ง
หากสวรรค์ประทานแท่งเหล็กมาให้ มันจะเสียบร้อยตัวบัดซบน่ารังเกียจนี้
ไปเผาไฟ! ยังไม่พอ จะแล่เนื้อเอาเกลือเอาพริกทาด้วย!
เว่ยชายตามองจั่วม่อด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน รอยยิ้มนั่น สีหน้าเช่นนั้น
คล้ายมีประโยคที่ว่า ‘ขอร้องข้าสิ จงคุกเข่าขอร้องให้ข้าบอกสิ’ เขียนชัด
อยู่บนใบหน้า
จั่วม่อขบกรามแน่น เพื่อจัดการกับเจ้าคนต่าช้านี้ ดูท่ามันจะต้องใช้
ท่าไม้ตายสุดยอดของมันเสียแล้ว!
โทสะบนใบหน้าจั่วม่อเลือนหาย ขณะที่กล่าวด้วยวีหน้าชั่วร้าย “เว่ย
ข้าว่าเราสมควรมาคิดคำนวณค่าเช่ากันดี ๆ สักครา เจ้าอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้ง
นาน แต่ไม่เคยจ่ายค่าเช่าเลย! ใช่แล้ว เกอรับเฉพาะจิงสือเท่านั้น ไม่รับ
สกุลเงินอื่น นอกจากนี้อย่าได้คิดใช้เวทวิชา ทักษะปิศาจหรือสิ่งอื่นใดมา
ชดเชยหนี้สินของเจ้า เกอรับเพียงจิงสือเท่านั้น!”
รอยยิ้มของเว่ยแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
ผูเยาซึ่งเฝ้าดูเงียบมาตั้งแต่แรกค่อย ๆ ถอยหลังไปโดยไร้สุ้มเสียง
ซ่อนตัวกลืนหายไปในเปลวไฟ หากเสนอหน้าไปให้จั่วม่อพบเห็นในเวลานี้
คงไม่ดีแน่
ประตูเมืองพอถูกผลาญเพลิง ปลาเล็กปลาน้อยในคูเมืองไหนเลยจะ
ไม่ประสบไฟลามได้
ปัญหาเรื่องค่าเช่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของพวกมัน… …
เว่ยกลืนน้าลายอย่างฝืดคอ “อ้อ ใช่ ๆ ซึ่งความจริงสัตย์สาบานต่อ
ป้ายศิลาของเจ้าง่ายดายยิ่ง ในแต่ละเดือนจะมีอยู่หนึ่งวันที่เจ้าสูญเสียพลัง
ทั้งหมด จนกว่าพลังเทพของเจ้าจะสามารถทำลายพลังเทพมิดับสูญในร่าง
ของอากุ่ยได้สำเร็จ เพื่อที่จะได้เงื่อนไขอันดีงามเช่นนี้มาให้เจ้า ข้าต้อง
สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปไม่น้อย การเลือกคำสัตย์สาบานเป็นศาสตร์วิชาที่ลึก
ล้าแขนงหนึ่ง ต้องมีประสบการณ์อันโชกโชน มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทำ
ได้… …”
มันกล่าวราวกับว่ามันมีความดีความชอบอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งกระทำ
หน้าที่อันยากลำบากสำเร็จ
“ฮึ่ม!” จั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชา มันหมุนตัวสะบัดแขนเสื้อ เดิน
ส่ายอาด ๆ ออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไปโดยไม่เสียเวลากล่าวคำใดอีก
ด้านหลังมัน เว่ยกำลังปาดเหงื่อเย็นบนใบหน้า เกือบไปแล้ว ผู้คนช่าง
หลงลืมตัวได้ง่ายดายจริง ๆ… …
ผูเยาเดินออกมาจากกองเพลิงด้วยสีหน้าสมน้าหน้า
จั่วม่อพอออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก ต้องครุ่นคิดใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน
การที่ต้องสูญเสียพลังฝีมือทั้งหมดเป็นเวลาหนึ่งวันในแต่ละเดือน
เพื่อแลกกับความสามารถในการฝึกฝนเวทวิชาเพิ่มขึ้นสามเท่า นับเป็น
การค้าที่ได้กำไรดีงาม แต่นี่ก็กลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ซ่อนเร้น หากมันต้อง
เผชิญกับอันตรายในวันที่สูญเสียพลังฝีมือทั้งหมด เช่นนั้นก็จบสิ้นแล้ว
ดูเหมือนว่ามันต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าที่เหมาะสม
แม้ว่าคำสัตย์สาบานจะสร้างจุดอ่อนแฝงเร้นให้แก่มัน จั่วม่อก็ยังคง
พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ความสามารถในการฝึกฝนเพิ่มขึ้นสามเท่า นั่น
หมายความว่าเวลาในการฝึกปรือของมันสมควรหดสั้นลงสองสามเท่าด้วย
ภายในลานบ้าน จั่วม่อเริ่มฝึกฝนเวทวิชาทันที
มันกำลังร่ายกระบวนท่าดรรชนี ‘เวทวิชาดรรชนีน้าวเกาทัณฑ์’ นี่เป็น
เวทวิชาดรรชนีที่ทั้งลึกซึ้งและซับซ้อนยิ่ง มีต้นกำเนิดมาจากกระบวนท่า
ดรรชนีอันผิดแผกแตกต่างหลายกระบวน คิดค้นขึ้นโดยสำนักจากยุคก่อน
มหาสงครามพันปี เป็นวิชาสร้างชื่อของสำนักที่ว่านั้นเอง ในยุคปัจจุบัน
เวทวิชาดรรชนีระดับสูงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ที่หลงเหลือก็มีเพียงเคล็ด
วิชาอันหยาบกระด้างเช่นเคล็ดเมฆฝนหล่นริน ซึ่งแฝงเร้นไว้ด้วยกระบวน
ท่าดรรชนีอันหยาบกร้าน
ซิวเจ่อในยุคสมัยนี้เชื่อว่าเมื่อความสามารถในการควบคุมพลังปราณ
บรรลุถึงระดับชั้นหนึ่ง พวกมันสามารถละทิ้งกระบวนท่าดรรชนีไปตลอด
กาล
ซึ่งหากว่ากันตามหลักการ สิ่งนี้นับไม่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์
แต่เวทวิชาดรรชนีที่มันกำลังฝึกปรือนี้ขัดแย้งกับหลักการที่ว่าอย่าง
สิ้นเชิง จิตเจตนาของการใช้กระบวนท่าดรรชนีนี้ ก็เพื่อช่วยให้ซิวเจ่อซึ่งมี
ด่านพลังฝึกปรือต่า สามารถใช้เวทวิชาระดับสูงกว่าด่านพลังของตนได้
นับตั้งแต่ที่จั่วม่อเริ่มฝึกปรือเวทวิชาดรรชนีน้าวเกาทัณฑ์ มันก็ค้นพบ
ข้อแตกต่างนี้ในทันที
พลังปราณของมันคล้ายกลับกลายเป็นเฉียบไวกว่าเดิม หลายส่วนที่
มันไม่เข้าใจก่อนหน้านี้ ยิ่งมายิ่งกระจ่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากฝึกฝน
ไปอีกช่วงหนึ่ง กระบวนท่าดรรชนีของจั่วม่อกลายเป็นลื่นไหลดุจเมฆล่อง
น้าริน ไม่เงอะงะติดขัดเหมือนเช่นก่อนหน้านี้อีก
มีประสิทธิภาพมากตามที่คาด!
จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข การฝึกปรือพลังปราณมักจะเป็นเรื่องเจ็บปวด
สำหรับมันเสมอ แตกต่างจากยามฝึกปรือศาสตร์อสูรและทักษะปิศาจ ที่
มันทั้งสุขใจและลุ่มหลงงมงาย แต่บัดนี้ความเจ็บปวดที่ว่านั้นปลิวหายวับ
จั่วม่อในที่สุดก็ค้นพบความรู้สึกสุขสบายที่คล้ายคุ้นเคยคล้ายไม่คุ้นเคย
หลังจากโหมฝึกปรืออย่างบ้าคลั่งติดต่อกันถึงหกชั่วยาม จั่วม่อยังไม่
ชะลอช้าลงแม้แต่น้อย มันยังคงกระหายมากกว่าเดิมเสียอีก
ความรู้สึกนี้ช่างเลอเลิศนัก!
ด้วยระดับความเร็วเช่นนี้ จั่วม่อเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าภายใน
ระยะเวลาอันสั้น มันสามารถยกระดับเวทวิชาของตนขึ้นเป็นชั้นหนึ่งได้
อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นมันรู้สึกว่าฉลามเวหาเริ่มดิ่งลงต่า
พร้อมกันนั้น มีใครบางคนเคาะประตูที่ด้านนอกอย่างเกรงอกเกรงใจ
จิตสำนึกของจั่วม่อกวาดวาบออกไปในบัดดล ภาพของผู้มาปรากฏ
ขึ้นในจิตใจของมันอย่างชัดเจน คนผู้นั้นคือหัวหน้านักบู๊พิทักษ์ฉลามเวหา
มันโบกมือวูบ ประตูพลันเปิดออกด้วยตัวเอง
“ต้าเหรินผู้สูงส่ง ฉลามเวหาของเราบรรลุถึงเมืองปู้โจวแล้ว ตาม
กำหนดการเดิม เราจะหยุดพักที่เมืองนี้เป็นเวลาสามวัน หากต้าเหรินรู้สึก
ว่าการอุดอู้อยู่แต่ในนี้น่าเบื่อหน่าย บางทีท่านอาจลองไปพักผ่อนหย่อนใจ
ในเมืองปู้โจว” หัวหน้านักบู๊พิทักษ์กล่าวอย่างนอบน้อม
มีวิธีการมากมายที่จะแจ้งต่ออาคันตุกะทุกท่านบนเรือ แต่หัวหน้า
นักบู๊พิทักษ์ฉลามเวหายังคงตัดสินใจมาด้วยตัวเองเพื่อเป็นการให้เกียรติ
ยอดคนท่านนี้
ผู้ที่แกร่งกร้าวเกรียงไกรถึงเพียงนี้ คู่ควรที่จะได้รับการเทิดทูนบูชาใน
ลักษณะนี้
จั่วม่อพยักหน้ารับรู้ “เข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามาก”
หัวหน้านักบู๊พิทักษ์เมื่อเห็นเช่นนี้ ก็ไม่กล่าวอันใดอีก ค้อมกายคารวะ
แล้วล่าถอยไปเงียบ ๆ
“ฟังว่าเมืองปู้โจวเป็นแหล่งผลิตกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ สิ่งนั้นมี
ประโยชน์ต่อข้า” เขิงเหลียนเอ๋อร์พลันกล่าวขึ้น
“กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์?” จั่วม่อเข้าใจทันที “เกี่ยวข้องกับสังขาร
ปิศาจของเจ้าเช่นนั้นรึ?”
“อา” เขิงเหลียนเอ๋อร์พยักหน้าพลางอธิบายว่า “นี่เป็นความลับของ
ตระกูลเขี้ยวขาวของเรา ข้าล่วงรู้มาจากบิดาของข้า กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์
สามารถช่วยเสริมสร้างสังขารปิศาจเขี้ยวขาวของพวกเรา แต่ทว่ากระดูกงู
สันเขาพิสุทธิ์นั้นหาได้ยากยิ่ง มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถผลิต
ได้ เมืองปู้โจวเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งนั้นเอง”
จั่วม่อพอฟัง จึงพยักหน้าพลางกล่าว “เช่นนั้นลองไปดูกันเถอะ หวัง
ว่าครั้งนี้เจ้าจะมีโชคลาภพอที่จะเสาะพบสักชิ้นสองชิ้น”
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มเบิกบาน กระทั่งภายใต้รูปโฉมที่แปรเปลี่ยน
เป็นธรรมดาสามัญ รอยยิ้มนี้ยังคงงดงามสุดเปรียบปาน
“อาเหิง ฆ่ามันให้แก่ข้า!” นายน้อยตระกูลจี้แค่นเสียงอย่างขุ่นแค้น
มันไหนเลยจะเคยต้องอับอายขายหน้าถึงเพียงนี้มาก่อน ทั้งถูกทุบตีและ
ลอกคราบจนเปลือยเปล่า เรื่องบัดซบเช่นนี้ถึงกับบังเกิดขึ้นกับตัวมันเอง
ไม่ว่าเมื่อใดที่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น มันปรารถนาจะหารอยแตกบน
พื้นดินมุดลงไปหลบหน้าผู้คน
ช่างอัปยศอดสูยิ่งนัก!
บุรุษที่ถูกเรียกว่าอาเหิงไม่สูงไม่ต่าเตี้ย ร่างผอมบาง ผิวคล้า ผมสั้น
เกรียน มันสวมอาภรณ์แขนสั้น ดูคล้ายกรรมกรตามท่าเรือ ไม่มีท่วงท่า
สภาวะของยอดฝีมือแม้แต่น้อย
แต่คนเช่นนี้ กลับเป็นบุคคลที่กระทั่งคนในตระกูลจี้เองยังหวาดกลัว
อาเหิงทอดตามองนายน้อยอย่างเวทนาอยู่บ้าง ชะตากรรมที่รอคอย
อยู่ในยามที่หวนกลับไปยังตระกูล ตัวโง่งมนี้ไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เบื้องหน้ามันไม่แสดงสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น เพียงหัวร่อเบา ๆ
“นายน้อยไม่ต้องกังวล ผู้ที่ทำให้ตระกูลจี้เราต้องอับอาย คิดลอยนวลไปยัง
ไม่ง่ายดายนัก”
นายน้อยตระกูลจี้มีสีหน้าลิงโลดยินดี “ฮ่าฮ่า มิผิด! ข้าจะรอจนถึงวัน
นั้น ข้าอยากชมดูด้วยสายตาตัวเองว่าเจ้าบัดซบนั้นจะต้องตายอย่างน่า
อนาถเพียงไร!”
ท้ายประโยคสุ้มเสียงของมันอัดแน่นไปด้วยความกระหายเลือดและ
เคียดแค้นชิงชัง
อาเหิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก ในสายตาของมัน การแสดงทีท่าดุร้าย
เช่นนี้เป็นเพียงการกระทำที่ไร้ประโยชน์
“ตอนนี้มันกำลังจะออกจากฉลามเวหา” ลูกสมุนผู้หนึ่งเข้ามารายงาน
อาเหิงดวงตาสาดประกายวูบโดยพลัน มันผุดลุกขึ้น เดินออกไปทันที
นายน้อยตระกูลจี้คล้ายยิ่งตื่นเต้นฮึกเหิมกว่าเดิม ดวงตาแดงฉาน รีบ
ตามหลังอาเหิงไปไม่ห่าง
อาเหิงไม่แยแสสนใจนายน้อยไม่ได้ความผู้นี้ ร่างของมันสาดพุ่งดุจ
สายฟ้า ตรงไปยังตำแหน่งที่ลูกสมุนชี้บอก ผู้คนตามรายทางพากันแตกตื่น
ตกใจ รีบหลบหลีกเป็นพัลวัน
แทบจะในเวลาเดียวกัน จั่วม่อคล้ายรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่
สายตาของมันกวาดมองไปยังอีกฟากหนึ่งของถนน สีหน้าเผยแววอัศจรรย์
ใจอย่างปิดไม่มิด
อืมม์ นั่นมัน… …