สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 692 ฟงซิ่นจื่อ
อสูร!
มีชนชาวอสูรขบวนใหญ่กำลังมุ่งหน้ามาทางด้านนี้อย่างช้า ๆ การพบ
เห็นชาวอสูรในแดนปิศาจถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ยากนักที่จะพบเห็น
อสูรเดินทางเป็นขบวนใหญ่โตเช่นนี้ มิหนำซ้ายังห้อมล้อมไปด้วยองครักษ์
ปิศาจชั้นสูงจำนวนมาก จั่วม่อลอบรำพึงอยู่ในใจ หรือว่าจะเป็นขบวนทูต
จากเผ่าอสูร?
โครงสร้างทางสังคมของอสูรและปิศาจนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เผ่าอสูรแม้มีตระกูลใหญ่มากมาย แต่สภาผู้อาวุโสเป็นผู้ถือครองพลัง
อำนาจสูงสุดแห่งภพอสูร ปกครองภายใต้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ส่วนชนเผ่าปิศาจนั้นแบ่งแยกแผ่นดินออกเป็นแคว้นใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน
เหล่าวีรบุรุษนำพาตระกูลของตนปกครองแว่นแคว้นต่าง ๆ โดยไม่ขึ้นแก่
กัน
ชาวอสูรกลุ่มใหญ่ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดีเลิศถึงเพียงนี้ จั่วม่อ
เพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก เมืองปู้โจวอยู่ในขอบเขตอำนาจของ
ตระกูลทัง ยอดฝีมือที่มีชื่อเลื่องลือที่สุดของตระกูลทังเรียกว่าทังเฉิน อาศัย
พลังฝีมือด่านไสว้ของมันปกครองอาณาจักรมากมาย มิหนำซ้าตระกูลทัง
ยังเป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สามารถสืบย้อนไป
ถึงยุคมหาสงครามพันปี
ตระกูลทังถือเป็นตระกูลที่มีแนวทางรักสงบตระกูลหนึ่ง พวกมัน
มุ่งเน้นการพัฒนาเขตปกครองของตนเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้เอง จึง
เป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนชาวเผ่าปิศาจในแว่นแคว้นแถบนี้
หรือว่าตระกูลทังกำลังจะเป็นพันธมิตรกับพวกอสูร?
ความคิดนี้วาบผ่านในใจจั่วม่อ แต่ก็ปัดทิ้งออกจากใจอย่างรวดเร็ว
ตระกูลทังจะเป็นพันธมิตรกับอสูรหรืออย่างไร หาได้เกี่ยวข้องกับมันไม่ มัน
เพียงหยุดพักเท้าในเมืองปู้โจวช่วงสั้น ๆ ย่อมไม่ต้องกังวลสนใจกับเรื่อง
เหล่านี้มากไป
ทันใดนั้นเอง พลังสภาวะสุดแหลมคมชนิดหนึ่งครอบคลุมลงบนท้อง
ถนนรอบกายมันอย่างฉับพลัน
จั่วม่อเงยหน้ามองอย่างประหลาดใจ หรือว่ามีคนจดจำพวกมันออก?
มันดึงรั้งอากุ่ยโดยที่ร่างท่อนบนไม่ขยับเคลื่อนไหว คนทั้งสองคล้าย
ไถลบนแผ่นน้าแข็ง ลอยเลื่อนกลับไปทางด้านหลังตรง ๆ ท่าร่างของมัน
ปลอดโปร่งตามสบาย คล้ายไม่ลำบากกินแรงแม้แต่น้อย เขิงเหลียนเอ๋อร์
ตามติดด้านหลังโดยไร้เสียง ท่าร่างของนางลี้ลับเลื่อนลอย คล้ายมีคล้ายไม่
มี ประดุจเงาภูตพรายที่วูบไหวไม่หยุดยั้ง
“ฮะ!” อาเหิงสีหน้าทอแววตื่นตะลึง
ท่าร่างของฝ่ายตรงข้ามปลอดโปร่งลื่นไหลเหนือธรรมดา สามารถบุก
ฝ่าออกจากพลังสภาวะของมันอย่างสะดวกดาย ยากนักที่มันจะได้เผชิญ
กับสถานการณ์เช่นนี้
แต่จากนั้นมันแค่นเสียงอย่างเย็นชา ร่างกลายเป็นพร่าเลือนอย่าง
ฉับพลัน แล้วแยกออกเป็นร่างจำลองหกร่าง ร่างจำลองเปลี่ยนเป็นเงาสี
เทาหกสาย โถมทะยานเข้าหาคนทั้งสามจากทั่วสี่ทิศแปดทาง
สังขารปิศาจที่มีเอกลักษณ์พิเศษเช่นนี้ จั่วม่อเพิ่งจะเคยพบพานเป็น
ครั้งแรก อดรู้สึกสนใจอยู่บ้างไม่ได้
มันผายมือออกเล็กน้อย นิ้วทั้งห้ากรีดกรายด้วยจังหวะจะโคนอันลึก
ล้าพิสดาร กลางฝ่ามือพลันบังเกิดพลังดูดรั้งอันกร้าวแกร่งขุมหนึ่ง เงาสี
เทาสายหนึ่งถูกแรงดูดนี้ฉุดรั้งตรึงติด เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ไม่มีปัญญา
ขยับเคลื่อนไหวอีก
‘ศาสตร์ผนึกสายลม’ แม้ไม่ใช่ศาสตร์อสูรชั้นสูง แต่ใช้รับมือภายใต้
สถานการณ์เช่นนี้ นับว่ามีความสามารถอื่นที่เหมาะเจาะพอดี
ทักษะปิศาจของจั่วม่อนับเป็นชั้นหนึ่ง ศาสตร์อสูรจัดอยู่ชั้นสอง ส่วน
เวทวิชารั้งท้ายสุด ยังอยู่ในชั้นสาม ดังนั้นยามเผชิญศัตรู เวทวิชาของมัน
อ่อนด้อยเกินไป ทักษะปิศาจนับว่าดีที่สุด เพียงพอให้มันเอาชัยในการต่อสู้
นี้ได้อย่างไม่ยากเย็น แต่มันจะสูญเสียโอกาสในการฝึกปรือไป ประโยชน์ที่
ได้รับจากการต่อสู้จริงมีประสิทธิภาพมากกว่า และชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งกว่า
การฝึกฝนตามปกติมาก
ศาสตร์อสูรของมันกล้าแข็งพอที่จะใช้รับศึก ทั้งยังจำเป็นต้อง
ปรับปรุงแก้ไข ย่อมเหมาะที่จะใช้งานในตอนนี้เป็นที่สุด
เห็นจั่วม่อใช้ศาสตร์อสูรออกมาโดยไม่คาดคิด เขิงเหลียนเอ๋อร์
ตระหนักรู้ในบัดดล นางรู้ใจจั่วม่อดีจึงไม่ลงมือ อากุ่ยเองก็คล้ายเข้าใจจิต
เจตนาของจั่วม่อ นางเพียงปล่อยให้จั่วม่อดึงรั้งไปตามสบาย ไม่ได้ลงมือจู่
โจมเช่นกัน
สำหรับจั่วม่อแล้ว การใช้ศาสตร์อสูรระดับต่าเช่นศาสตร์ผนึกสายลม
มันแทบไม่ต้องขบคิดเสียด้วยซ้า เพียงยกมือร่ายดรรชนี พลังศาสตร์อสูรก็
ก่อเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
เงาสีเทาที่มันคร่ากุมเอาไว้คล้ายสร้างขึ้นจากกลุ่มหมอก รูปโฉมดู
คล้ายคลึงกับคนผู้นั้นมาก เพียงแต่โฉมหน้ารางเลือนพร่ามัว พวกมันแต่ละ
ตนแม้ท่าร่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ แต่จั่วม่อพบว่าการเคลื่อนไหวของ
พวกมันยังคงแข็งกระด้างอยู่บ้าง
เห็นศาสตร์ผนึกสายลมได้ผลเกินคาด จั่วม่อกรีดดรรชนีไม่หยุดยั้ง
ศาสตร์ผนึกสายลมอีกหลายขุมพุ่งเป้าไปยังเงาสีเทาที่เหลือ
ชั่วพริบตาที่ศาสตร์ผนึกสายลมของจั่วม่อใช้ออกมา อาเหิงอดขมวด
คิ้วไม่ได้ … อสูร!
หากอยู่ในสถานการณ์อื่น มันไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลอันใด และจะลง
มือฆ่าอีกฝ่ายโดยไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า จนใจที่ข่าวการมาเยือนของคณะจีลี่
อวี่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยามนี้ เรื่องแต่เก่าก่อนเช่นการจับมือ
เป็นพันธมิตรอสูรปิศาจ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาสนทนากันอีกรอบ
เผ่าปิศาจใกล้ชิดกับเผ่าอสูร เป็นเรื่องธรรมดาที่ทั้งสองเผ่าพันธุ์จะ
กระชับความสัมพันธ์ขึ้นไปอีกขั้นผ่านการสมรส แต่เมื่อเทียบกับการคบหา
สมาคมอันสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างผู้คนทั่วไปของทั้งสองเผ่าพันธุ์
มุมมองและท่าทีของชนชั้นปกครองกลับไม่ได้ลงรอยกันถึงเพียงนั้น เพียง
เพราะว่าทั้งสองเผ่าพันธุ์มีศัตรูกล้าแข็งร่วมกัน พวกมันจึงจำต้องยืนอยู่ฝั่ง
เดียวกันโดยคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นหลักใหญ่ แน่นอนว่ายังมีสาเหตุอีกประการ
หนึ่งที่ไม่อาจมองข้าม นั่นก็คือเผ่าปิศาจแบ่งออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย
ไม่มีจอมราชันผู้ถือครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่แท้จริง
แต่การมาอย่างเอิกเกริกของจีลี่อวี่ เป็นเหตุให้เรื่องความสัมพันธ์
ระหว่างอสูรปิศาจถูกหยิบยกออกมาวางไว้ตรงหน้าผู้คนอีกครั้ง ในช่วง
เวลาอันอ่อนไหวเช่นนี้ กลับปรากฏยอดยุทธ์เผ่าอสูรผุดขึ้นอย่างกะทันหัน
อาเหิงไหนเลยจะไม่ระวังป้องกันได้
ตระกูลจี้กับตระกูลทังมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด แม้แต่การ
แต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองตระกูลก็ยังมีการเสริมส่งอย่างแข็ง
ขัน แต่อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถก่อเรื่องใน
อาณาจักรของผู้อื่นได้ตามใจชอบ หากตระกูลทังถือสาขึ้นมา อาจกระทบ
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้
ความคิดเหล่านี้วาบผ่านในใจของอาเหิงในชั่วพริบตา แต่เงาร่างสี
เทาที่เหลือบุกจู่โจมเข้าถึงระยะประชิดติดพันแล้ว ท่าร่างของพวกมันแม้
แข็งทื่ออยู่บ้าง แต่รังสีฆ่าฟันที่แผ่ทะลักออกมาไม่ใช่เรื่องหลอกลวงเลย
แม้แต่น้อย
ในเวลานี้เอง มืออีกข้างหนึ่งของจั่วม่อพลันยกขึ้น กรีดวาดเป็น
วงกลมวงหนึ่ง
เป็นวงแหวนแสงสีเงินเจิดจรัสวงหนึ่ง!
ซู่ว เปรี้ยง!
เหล่าเงาร่างสีเทาคล้ายพุ่งชนถูกกำแพงสายฟ้าผืนใหญ่ เห็นประจุ
สายฟ้านับไม่ถ้วนระเบิดออกมาอย่างพร้อมเพรียง อสรพิษสายฟ้าแล่น
พล่านไปทั่ว ห่าพิรุณสายฟ้ากลืนกินกลุ่มเงาร่างสีเทาลงไปในบัดดล ไม่
หลงเหลือสิ่งใดทิ้งไว้เบื้องหลังแม้แต่เศษธุลี
อาเหิงม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน ศาสตร์อสูรอันร้ายกาจ!
“ฮะ! วงแหวนสายฟ้าแกนสวรรค์!”
สุ้มเสียงสดใสกระจ่างเสียงหนึ่งอุทานออกมาอย่างกะทันหัน อาเหิงใจ
สั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม คนผู้นี้เข้ามาใกล้ตัวมันตั้งแต่เมื่อใด มันถึงกับไม่ทัน
รู้สึกตัวแม้แต่น้อย รีบหันขวับไปมองด้วยสีหน้าแตกตื่นลนลานอยู่บ้าง แต่
รอจนโฉมหน้าของอีกฝ่ายปรากฏชัดในม่านสายตา ต้องแตกตื่นตะลึงลาน
เป็นคำรบสอง … อสูร!
“เจ้าเป็นใคร?” ผู้มามองจั่วม่อ พลางถามอย่างสนอกสนใจ “กล่าว
กันว่าวงแหวนสายฟ้าแกนสวรรค์หายสาบสูญไปนานปี นึกไม่ถึงว่าจะ
ยังคงมีผู้ที่ฝึกวิชานี้อยู่ด้วย ช่างน่าสนใจนัก”
จั่วม่อกวาดตามองผู้มา ลอบประหลาดใจอยู่บ้าง คนผู้นี้ปรากฏกาย
อย่างเงียบเชียบดุจเงาผี หากมิใช่ว่าสัมผัสรับรู้ของจั่วม่อกล้าแข็งกว่าคน
ทั่วไป เกรงว่ายากจะตรวจพบการคงอยู่ของคนผู้นี้ได้
ผู้มามิเพียงไม่แก่ชรา ซ้ายังหนุ่มแน่นยิ่ง สวมใส่อาภรณ์โอ่อ่าภูมิฐาน
เพียงมองปราดเดียวก็สามารถบ่งบอกศักดิ์ฐานะ รอยยิ้มอบอุ่นกระจ่างจ้า
คล้ายมากล้นด้วยไมตรีจิต
แต่จั่วม่อไม่ปริปากตอบแม้สักครึ่งคำ อย่าได้เห็นว่าผู้อื่นดูมากน้าใจ
ไมตรี จั่วม่อสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยียบชนิดหนึ่งแผ่ซ่าน
ออกมาจากร่างของคนผู้นั้น กลิ่นอายนี้เบาบางยิ่ง ทั้งยังปิดซ่อนอย่าง
แนบเนียน ทว่าสัมผัสรับรู้ของจั่วม่อเหนือล้ากว่าคนทั่วไป มีความเฉียบไว
ต่อกลิ่นอายของอันตรายมากเป็นพิเศษ กลิ่นอายเย็นเยือกนี้บันดาลให้มัน
รู้สึกถึงอันตรายอย่างแรงกล้า ประหนึ่งอสรพิษที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด
ตระเตรียมคร่าชีวิตผู้คน ทั้งอำมหิตและเลือดเย็นสุดบรรยาย
ที่สำคัญที่สุด คือกลิ่นอายอำมหิตเลือดเย็นนี้กลับซ่อนอยู่ภายใต้
รอยยิ้มอบอุ่นดั่งแสงตะวัน จั่วม่อไหนเลยจะไม่ขนหัวลุกเกรียวได้
“ท่านที่นับถือคือ?” อาเหิงเผยรอยยิ้มถ่อมตน ขณะที่กวาดมอง
สำรวจตรวจตราอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
“ข้าฟงซิ่นจื่อ” บุรุษหนุ่มแย้มยิ้มน้อย ๆ
อาเหิงสีหน้าแปรเปลี่ยน “ที่แท้ท่านที่นับถือคือฟงซิ่นจื่อ ล่วงเกินแล้ว
ล่วงเกินแล้ว! โปรดให้อภัยผู้น้องที่มีตาแต่ไร้แวว! ได้ยินนามของพี่ฟงมา
นาน ฟังว่าในบรรดายอดฝีมือรุ่นใหม่ทั่วหล้า พี่ฟงจัดอยู่แถวหน้าสุด!”
ในใจมันเต็มไปด้วยความอับจนปัญญา ยิ่งไม่อยากพบเจอสิ่งใด กลับ
ต้องเผชิญพบกับสิ่งนั้นในทันที ฟงซิ่นจื่อคือผู้นำหน่วยองครักษ์ในขบวน
ของจีลี่อวี่ ทั้งยังเป็นยอดฝีมือนามกระเดื่องในหมู่อสูร พลังฝีมือของมันลึก
ล้าสุดหยั่งถึง หากต้องประมือกันอาเหิงไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะได้ชัยแม้แต่
น้อย
ฟงซิ่นจื่อยิ้มพลางกล่าว “ความสามารถน้อยนิดไม่คู่ควรต่อการเอ่ย
ถึง ท่านทั้งสองมีข้อบาดหมางอันใด ใช่สามารถเห็นแก่หน้าผู้น้อง ยินยอม
เลิกราสักคราได้หรือไม่?”
อาเหิงใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม “พี่ฟงในเมื่อออกปากเช่นนี้ ผู้
น้องก็ไม่มีข้อขัดข้อง”
ในเวลานี้เอง จั่วม่อค่อยพบเห็นนายน้อยตระกูลจี้รีบรุดเข้ามาสมทบ
พลันเข้าใจกระจ่างว่าเป็นเรื่องราวใด มุมปากเผยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก “ผู้
น้องก็ไม่มีความเห็นอื่น”
ฟงซิ่นจื่อยินดียิ่ง “ประเสริฐ! ในเมื่อสามารถแก้ปัญหาอย่างสันติ พวก
เราไฉนไม่ร่าดื่มกันสักครา?”
นายน้อยตระกูลจี้ทำท่าคล้ายคิดกล่าวอันใดออกมา แต่อาเหิงปราย
ตาห้ามปรามอย่างเฉียบขาด สายตาเย็นเยียบของมันทำเอานายน้อย
ตระกูลจี้รีบกลืนคำบริภาษกลับลงไปแทบไม่ทัน จากนั้นอาเหิงหันกลับมา
ปั้นรอยยิ้มอีกครั้ง “ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น”
ฟงซิ่นจื่อหันมามองจั่วม่อ
จั่วม่อกลับสั่นศีรษะ “ขออภัยด้วย ผู้น้องยังมีเรื่องราวรัดตัว เกรงว่า
จะไม่มีเวลาร่าดื่มกับพี่ท่าน โปรดอย่าได้ถือสา”
กล่าวจบคำ มันก็พาอากุ่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์จากไปโดยไม่เหลียวมา
มองอีก
ฟงซิ่นจื่อดวงตาทอประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง แต่ไม่รอดพ้นไปจาก
สายตาของอาเหิง ซึ่งริมฝีปากจุดเป็นรอยยิ้มบางเบาแทบมองไม่เห็น ก่อน
จะเลือนหายไปทันควัน “พี่ฟง เช่นนั้นเราก็ไปร่าดื่มกันเถิด ไม่เมามายไม่
เลิกรา!”
ฟงซิ่นจื่อใบหน้ากลับมาแย้มยิ้มสดใสเจิดจ้าอีกครั้ง “ประเสริฐ!”
ฟงซิ่นจือ จั่วม่อแน่ใจว่าเคยได้ยินนามนี้จากที่ใดสักแห่ง แต่ไม่ว่าจะ
เค้นสมองขบคิดเท่าใด กลับนึกไม่ออกแม้แต่น้อยนิด
มันในที่สุดก็ยอมแพ้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่มันแน่ใจเป็นอย่างยิ่ง ฟงซิ่นจื่อผู้
นี้พลังฝีมือกล้าแข็งสุดเปรียบปาน จั่วม่อสังเกตเห็นว่าฟงซิ่นจื่อมาจาก
ขบวนอสูรกลุ่มใหญ่นั่น มันเพียงต้องการฝึกฝีมือ ไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอื่น
ใด ดังนั้นปฏิเสธคำเชื้อเชิญของฟงซิ่นจื่อโดยไม่ลังเล
“ไปกันเถอะ ลองเสาะหาดูว่าจะสามารถซื้อกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์
จากที่ใด” จั่วม่อปัดความคิดอื่นทิ้งไป หันไปชักชวนเขิงเหลียนเอ๋อร์
พวกจั่วม่อยกขบวนเข้าไปในร้านรวงหลายแห่ง แต่ไม่มีความคืบหน้า
ใด เจ้าของร้านที่มีน้าใจผู้หนึ่งบอกต่อพวกมันตามตรง ว่าสิ่งที่ร้านค้าทั่วไป
ขายนั้นยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็นกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ จึงแนะนำให้
พวกมันไปลองหาดูที่ศาลาสมบัติหายากแทน
ทั้งสามทำตามคำชี้แนะของเจ้าของร้านผู้มีน้าใจ มุ่งหน้าไปยังศาลา
สมบัติหายาก
ศาลาสมบัติหายากที่ว่านั้น โถงทางเข้าสามัญธรรมดายิ่ง แทบจะ
เรียกได้ว่าทรุดโทรม ดูคล้ายร้านรวงเล็ก ๆ ทั่วไป ไม่ได้มีสภาพสมกับที่เป็น
ร้านค้าชั้นดีที่สุดของเมืองปู้โจวแม้แต่น้อย
จั่วม่อกับเขิงเหลียนเอ๋อร์สบตากันวูบ ต่างคนต่างประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่พวกมันในเมื่อมาถึงที่แล้ว จั่วม่อก็ตัดสินใจเข้าไปลองชมดูสักครา
แต่พอพวกมันก้าวล่วงผ่านเข้าสู่ด้านใน ภาพเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป
เห็นศาสตรามารรูปลักษณ์แปลกพิสดารมากมายแขวนค้างอยู่ใน
ความว่างเปล่าตรงหน้าพวกมัน ศาสตรามารแต่ละเล่มแผ่ซ่านกลิ่นอายที่
ผิดแผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บ้างอ่อนโยน บ้างดุดัน บ้างเย็นยะเยือก…
ศาสตรามารเหล่านี้แตกต่างกันทั้งหมด แต่จัดเรียงเข้าด้วยกัน เป็น
เสมือนขั้นบันไดที่สร้างขึ้นจากศาสตรามารล้วน ๆ
ก้าวเดินขึ้นไปบนบันได พวกมันสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพิเศษ
เฉพาะของศาสตรามารแต่ละเล่มใต้ฝ่าเท้าของพวกมันอย่างชัดเจน
ความรู้สึกนี้แปลกพิสดารยิ่ง
จั่วม่ออดทอดถอนชมเชยไม่ได้ ช่างมือเติบนัก
อย่าได้เห็นว่าศาสตรามารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงขั้นบันได แท้ที่
จริงแล้วพวกมันแต่ละเล่มล้วนเป็นศาสตรามารด่านเจียง หากสุ่มโยนสัก
เล่มลงไปในท้องตลาด รับรองว่าจะสร้างความครึกครื้นขนานใหญ่ แต่อยู่
ในสถานที่นี้ พวกมันเป็นได้แค่เพียงขั้นบันไดให้ผู้คนเหยียบย่าขึ้นไป
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ลำพังแค่ขั้นบันได ก็
พอจะเห็นได้ว่าศาลาสมบัติหายากนี้เป็นขุมพลังเช่นไร
เมื่อพวกมันเดินขึ้นไปจนสุดทางบันได เห็นชายชราผู้หนึ่งยืนรอคอย
อยู่ตรงนั้น