สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 695 การปรากฏกายของศาสตรามารชั้นปฐพี
บนผิวแม่น้าอันกว้างใหญ่ซึ่งเคยสงบราบคาบจู่ ๆ บังเกิดริ้วสีเลือดขึ้น
อย่างฉับพลัน ผืนน้าสีดำใสกระจ่างถูกกลบกลืนด้วยสีแดงดุจโลหิตภายใน
ชั่วพริบตาเดียว ผิวน้าราบเรียบกลับกลายเป็นพลุ่งพล่านปั่นป่วนอย่าง
รุนแรง ราวกับว่ามีสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวซ่อนตัวอยู่ใต้แม่น้า
เลือด ก่อกวนคลื่นน้าให้ยิ่งมาสูงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ สาดซัดกระทบฝั่งไม่ขาด
สาย
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารที่ล่องลอยอยู่เหนือแม่น้าไหนเลยจะเคย
พบเห็นแม่น้านรกใต้พิภพมีสภาพเช่นนี้มาก่อน ล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึงสุด
ระงับ
“ทางนั้น! ดูทางนั้นเร็ว!”
ทันใดนั้นอาจารย์ศาสตรามารที่มีสายตาแหลมคมพลันชี้ไปทางบ่อ
น้าศาสตรามารแห่งหนึ่ง ร้องอุทานด้วยสุ้มเสียงตื่นตระหนก สะกิดความ
สนใจของทุกผู้คน พวกมันล้วนหันไปมองตามทิศทางที่คนผู้นั้นชี้บอกเป็น
ตาเดียว
ซี๊ด!
เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บดังระงมเหนือแม่น้าแทบเป็นเสียง
เดียวกัน
เห็นเมฆหมอกดำหนาทึบกำลังรวมตัวกันอยู่เหนือบ่อศาสตรามาร
แห่งนั้น ควรทราบว่าแม่น้านรกใต้พิภพอยู่ลึกลงมาสามลิบลี้ใต้พื้นดิน การ
หลอมสร้างศาสตรามารจะก่อเกิดกลุ่มเมฆขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
ทว่าหมู่เมฆดำหนาทึบก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกมันชัด ๆ
ครืน ครืน!
ทันใดนั้นเสียงฟ้าคำรามต่าลึกดังกึกก้องอยู่ภายในชั้นเมฆ
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารเหนือแม่น้าข้ามองดูเจ้าเจ้ามองดูข้า สุ้ม
เสียงอัสนีคำรนไม่มีอันตรายใด แต่พวกมันล้วนทราบว่านี่หมายความว่า
อย่างไร มีตำนานเล่าขานกันมานาน เมื่อศาสตรามารอันยิ่งใหญ่ถือกำเนิด
ในโลกหล้าจะก่อให้เกิดนิมิตแห่งฟ้าดินที่ยิ่งใหญ่เสมอกัน
ยามนี้กำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้น ย่อมไม่มีข้อกังขาอีกแล้ว… …
“นั่นมันบ่อน้าชั้นสวรรค์! เป็นบ่อน้าชั้นสวรรค์แห่งนั้น!” อาจารย์
ศาสตรามารอีกผู้หนึ่งตะโกนก้อง
“เป็นคนผู้นั้น!”
“ที่แท้เป็นมันเอง!”
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารพากันระเบิดเสียงดังอึงอล นั่นคือคนลึกลับ
ที่ใช้จ่ายสองล้านห้าแสนม๋อเป้ยในรวดเดียว ผู้เช่าบ่อน้าศาสตรามารชั้น
สวรรค์ที่เคยตกเป็นเป้าให้พวกมันวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อคนเหล่านี้เห็นว่า
สถานที่ที่นิมิตแห่งฟ้าดินกำลังบังเกิดขึ้น ที่แท้เป็นบ่อน้าชั้นสวรรค์แห่งนั้น
ไหนเลยจะไม่แตกตื่นตกใจจนสุดระงับได้?
ครืน ครืน!
เสียงฟ้าคำรามยิ่งมายิ่งถี่กระชั้น บางครั้งอาจมองเห็นสายฟ้าแลบ
แปลบปลายอยู่ภายในชั้นเมฆหนา
ในเวลานี้เอง บังเกิดไข่มุกสีเลือดค่อย ๆ ลอยขึ้นจากแม่น้านรกใต้
พิภพ ไข่มุกสีเลือดแต่ละเม็ดสุกใสเป็นประกาย กลมเกลี้ยงสมบูรณ์พร้อม
นี่เป็นภาพอันตื่นตาตื่นใจอย่างสุดจะบรรรยาย เห็นกลุ่มไข่มุกสีเลือด
แน่นขนัดล่องลอยเหนือพื้นผิวแม่น้า ไข่มุกสีโลหิตน้อยใหญ่เหล่านี้แม้มี
ขนาดแตกต่างหลากหลาย แต่ล้วนกลมเกลี้ยงสมบูรณ์อย่างน่าประหลาด
อาจารย์ศาสตรามารที่มีจิตใจละเอียดอ่อนบางคนยังสังเกตพบว่า เมื่อ
ไข่มุกสีเลือดลอยขึ้นมา แม่น้านรกใต้พิภพที่เดิมทีถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่ง
โลหิต ได้กลับคืนสู่สีสันดำสนิทกระจ่างใสดังเดิม
พื้นน้าค่อย ๆ กลับสู่สภาพสงบราบคาบเหมือนเช่นปกติ จนกระทั่งไม่
มีสีโลหิตหลงเหลืออยู่ในน้าอีก
ไข่มุกสีเลือดเหล่านี้มัน… …
ขณะที่ทุกผู้คนยังจมอยู่ในห้วงสับสนตะลึงลาน เหล่าไข่มุกสีโลหิตที่
ลอยนิ่งอยู่เหนือแม่น้า จู่ ๆ ลอยไปรวมกันในทิศทางของบ่อน้าศาสตรามาร
ชั้นสวรรค์อย่างพร้อมเพรียง
แทบจะในเวลาเดียวกัน สายฟ้าเจิดจ้าลำมหึมาพลันสาดแสงบาดตา
ในหมู่เมฆ ส่องสว่างไปทั่วแม่น้านรกใต้พิภพ
ภาพเหตุการณ์ที่ชั่วชีวิตไม่อาจลืมเลือนฉายชัดอยู่ตรงหน้าของทุก
ผู้คน พวกมันแทบลืมหายใจโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้นเอง เหล่าไข่มุกโลหิตซึ่งล่องลอยปกคลุมน่านฟ้า พลันสาด
พุ่งเป็นลูกธนูสีโลหิตส่องสว่าง พาดผ่านแม่น้าอย่างพร้อมเพรียง
ลูกธนูโลหิตหนาแน่นประดุจห่าพิรุณ กรีดเป็นทางยาวเหนือแม่น้า
ราวกับจะตัดแบ่งแม่น้านรกใต้พิภพออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
ลูกธนูโลหิตทุกดอกล้วนพุ่งตรงไปยังบ่อน้าศาสตรามารชั้นสวรรค์
แห่งนั้นอย่างเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกัน!
หลายคนยามนี้ใจจดใจจ่อจนลืมหายใจไปแล้ว!
รอจนไข่มุกโลหิตเม็ดสุดท้ายหายลับเข้าไปในบ่อศาสตรามาร พลัน
บังเกิดเสาลำแดงดุจกระบี่เล่มมหึมาแทงทะลุชั้นเมฆ พวยพุ่งขึ้นสู่ด้านบน
ในบัดดล
ครืน ครืน!
พื้นปฐพีคล้ายไหววูบ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง
ภาพเสาลำแสงสีเลือดพุ่งทะลวงฟ้าประหนึ่งกระบี่หยาบหนาหลาย
สิ้บจั้งเล่มหนึ่ง บันดาลให้ทุกผู้คนแตกตื่นตระหนกจนปากอ้าตาค้าง
สววรค์!
กระบี่แสงมหายักษ์เล่มนั้น… …ถึงกับแทงผ่านชั้นหินหนาสามสิบกว่า
ลี้ ทะลวงขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือศีรษะของพวกมันจริง ๆ!
สามสิบลี้! แม่น้านรกใต้พิภพแห่งนี้อยู่ลึกลงมาจากพื้นผิวโลกถึง
สามสิบลี้!
ภาพเหตุการณ์เขย่าขวัญสะท้านวิญญาณเบื้องหน้านี้ บันดาลให้ทั่ว
ทั้งแม่น้านรกใต้พิภพล้วนหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะกล่าววาจา ดินแดนใต้ดิน
แห่งการหลอมสร้างศาสตราอันกว้างใหญ่กลับกลายเป็นเงียบสงัดดุจป่าช้า
ยามเที่ยงคืน
และในเวลาเดียวกันนี้เอง เมืองปู้โจวที่เบื้องบนกำลังตกอยู่ในสภาพ
โกลาหลอลหม่าน
กระบี่แสงสีโลหิตเล่มมหึมาจู่ ๆ ระเบิดออกมาจากใต้พื้นพิภพ แทง
ทะลวงชั้นเมฆ จู่โจมท้องนภา ไม่ว่าอยู่ในซอกมุมใดของเมือง ล้วนสามารถ
มองเห็นได้แต่ไกล
มีเพียงคนตาบอดเท่านั้นที่มองไม่เห็นภาพอันตระการตานี้
จีลี่อวี่เพ่งตาคู่งามมองดูฟงซิ่นจื่อผู้มีท่าทีผ่อนคลายสบายใจ แล้ว
กล่าวเสียงเย็นชาอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไฉนดูคล้ายมีเวลาว่างด้วย
เป็นไร วันนี้ไม่ออกไปดื่มสุรากับผู้คนแล้วหรือ?”
ฟงซิ่นจื่อหัวร่อเสียงดังกังวาน “บางครั้งข้าก็ต้องพักผ่อนถนอม
ร่างกายบ้าง”
“อย่าได้ลืมเลือนภาระหน้าที่ของเรา” จีลี่อวี่ยิ้มเย็น “พวกเรายัง
เสาะหาเซี่ยวม่อเกอไม่พบเลย!”
“ไม่ต้องร้อนใจไป” ฟงซิ่นจื่อโบกมืออย่างเกียจคร้าน
“ไม่ต้องร้อนใจ?” จีลี่อวี่สุ้มเสียงแหลมสูงขึ้นทันที บนใบหน้างาม
พิลาสสุดเปรียบปานปรากฏเพลิงโทสะรุนแรง “เจ้ากำลังบอกให้ข้าไม่ต้อง
ร้อนใจ? จะไม่ให้ข้าร้อนใจได้อย่างไร นี่มันตั้งกี่วันเข้าไปแล้ว หน่วยข่าว
กรองมิใช่บอกว่าเซี่ยวม่อเกอกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้แน่ ๆ หรอกหรือ? แล้ว
เหตุใดจนกระทั่งถึงบัดนี้ พวกเรายังไม่พบร่องรอยของมันเลยเล่า!”
ฟงซิ่นจื่อเริ่มรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้าง มันย่อมล่วงรู้ว่าภารกิจ
ครั้งนี้จีลี่อวี่ไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างยิ่ง ได้แต่ปลอบโยนว่า “ร้อนใจไป
ก็ไม่มีประโยชน์อันใด นี่จะอย่างไรเป็นแดนปิศาจ หาใช่ภพอสูรของพวก
เราไม่”
“ดังนั้นพวกเราก็ได้แต่รอคอยอยู่เช่นนี้หรือ?” จีลี่อวี่เขม้นมองฟง
ซิ่นจื่อพลางกล่าวกระแทกแดกดัน
ฟงซิ่นจื่อเริ่มขุ่นเคืองใจเล็กน้อย แต่ไม่แสดงออกมาทางสีหน้า “หาก
เจ้ามีวิธีแก้ไขด้วยจะเป็นการดีที่สุด”
“แล้วสามคนนั้นเล่า? เจ้าไม่สงสัยพวกมันบ้างหรือ?” จีลี่อวี่หันเหหัว
เรื่อง
แน่นอนว่าฟงซิ่นจื่อย่อมต้องสงสัยว่าพวกจั่วม่อทั้งสามคือกลุ่มของ
เซี่ยวม่อเกอ แม้ว่ารูปลักษณ์จะไม่เหมือนกัน แต่สตรีสองนางเดินทาง
ร่วมกับบุรุษหนึ่งคนพอดีสอดคล้องกับรายละเอียดของพวกเซี่ยวม่อเกอ
วันนั้นบุรุษนั้นยังใช้ศาสตร์อสูรอีกด้วย ฟงซิ่นจื่อทราบว่าเซี่ยวม่อเกอมี
ฝีมือทางศาสตร์อสูรถึงขั้นลึกล้าสุดหยั่งคาด ผู้ที่สามารถเอาชัยในศึกทลาย
คุก ไหนเลยเพียงแค่อธิบายว่า ‘มีฝีมือทางศาสตร์อสูร’ เท่านั้นได้?
ผู้ที่ทั้งสอดคล้องกับรายละเอียด ทั้งยังปรากฏตัวในช่วงจังหวะเวลาที่
เหมาะเจาะพอดีถึงเพียงนี้ ฟงซิ่นจื่อไหนเลยจะไม่สงสัยได้?
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลังทำให้ฟงซิ่นจื่อแปลกใจไม่น้อย
คนทั้งสามนั้นเริ่มแรกไปยังศาลาสมบัติหายาก จากนั้นไปที่แม่น้านรก
ใต้พิภพ ฟงซิ่นจื่อยังทราบด้วยว่าคนทั้งสามถึงกับเช่าบ่อศาสตรามารชั้น
สวรรค์ ใช้จ่ายเงินทองรวดเดียวถึงสองล้านห้าแสนม๋อเป้ย
เงื่อนงำทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกว่าคนผู้นี้เป็นอาจารย์ศาสตรามารผู้หนึ่ง
ทั้งยังมีฝีมือในเชิงหลอมสร้างศาสตราไม่น้อย
ฟงซิ่นจื่อผิดหวังอยู่บ้าง แต่ไม่เผยออกมา เพียงกล่าวว่า “แน่นอนว่า
มันผู้นั้นน่าสงสัยที่สุด ฝีมือศาสตร์อสูรของมันเลิศล้าจนน่าหวั่นเกรง แต่
เวลานี้มันกำลังทำท่าว่าจะหลอมสร้างศาสตรามาร นี่อาจเป็นหนึ่งในวิธี
ปิดบังตัวตนของมัน”
“ปิดบังตัวตน?” จีลี่อวี่แค่นเสียงเย้ยหยัน “มันไฉนต้องปิดบังตัวตน
ด้วยเล่า?”
ฟงซิ่นจื่อนิ่งงันไป
นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มันไม่อาจเข้าใจได้ เซี่ยวม่อเกอชื่อเสียงระบือลือ
ลั่นทั่วแดนปิศาจ มีสองแม่ทัพชั้นยอดอยู่ภายใต้ร่มธงของมัน เชื่อว่า
บรรดาขุมกำลังปิศาจไม่ว่าฝ่ายใดล้วนไม่กล้าตอแยมันโดยไม่จำเป็น
กระทั่งสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรยังมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ขุมกำลังของ
เซี่ยวม่อเกอสมควรเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่กล้าแข็งที่สุดในใต้หล้า
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เซี่ยวม่อเกอไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง
ตัวเอง จะอย่างไรไม่มีผู้ใดกล้าตอแยมัน
ในช่วงเวลาที่ฟงซิ่นจื่อยังขบคิดไม่ตกนี้เอง พลังสภาวะอันยิ่งใหญ่
ไพศาลและข่มขวัญวิญญาณขุมหนึ่งพลันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่มีเค้า
ลางล่วงหน้า
ฟงซิ่นจื่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวนัก
มันหัวใจกระตุกวูบ ร่างหายวับไปในบัดดล!
ชั่วพริบตาถัดมา ฟงซิ่นจื่อปรากฎร่างขึ้นบนท้องฟ้า มันเห็นเสา
ลำแสงสีโลหิตต้นมหึมาแทงทะลวงท้องนภาอย่างโอ่อ่าอาจหาญ ต้องสูด
ลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ สายตาถึงกับเลื่อนลอยไปชั่ววูบหนึ่ง
ศาสตรามารปฐพี!
ถ้อยคำเหล่านี้วาบผ่านในใจมันดุจสายฟ้าฟาด
ฟงซิ่นจื่อถือเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะที่มีความสำเร็จสูงสุดในหมู่อสูร
รุ่นเดียวกันทั้งหมด มันได้รับการอบรมบ่อเพาะจากตำหนักศาสตร์อสูรอัน
เที่ยงแท้และเลิศล้า ภูมิปัญญาความรู้ของมันไม่ใช่สิ่งที่อสูรรุ่นราวคราว
เดียวกันจะสามารถเปรียบเทียบได้ เพียงพบเห็นกลิ่นอายอันน่า
สะพรึงกลัวนี้ชั่ววูบเดียว ก็สามารถตัดสินได้โดยไม่ลังเลใจว่าสิ่งนั้นคือ
อะไร!
มีเพียงศาสตรามารปฐพี จึงจะถือครองรัศมีกลิ่นอายอันน่าประหวั่น
พรั่นพรึงถึงเพียงนี้ได้!
มันเคยได้ยินว่าเซี่ยวม่อเกอถือครองศาสตรามารนภาเล่มหนึ่ง นั่นคือ
กรงเล็บพิฆาตมังกรอันกระเดื่องดัง ทว่านั่นก็เป็นเพียงคำร่าลือ มันยังไม่
เคยได้พบเห็นกับตาตนเองมาก่อน แต่หากเป็นกลิ่นอายสภาวะแห่ง
ศาสตรามารปฐพี มันกลับเคยผ่านพบมาบ้าง กลิ่นอายสภาวะอันไม่มีผู้ใด
เสมอเหมือนของศาสตรามารปฐพีอัดแน่นอยู่ในบรรยากาศ คล้ายกดทับ
โลกหล้าจนแทบไม่อาจหายใจ
ศาสตรามารปฐพี เป็นศาสตรามารปฐพีจริง ๆ!
หรือว่ามีคนหลอมสร้างศาสตรามารชั้นปฐพีขึ้นมา?
ฟงซิ่นจื่อเหม่อมองเสาลำแสงสีเลือดซึ่งคล้ายเชื่อมฟ้าดินเข้าด้วยกัน
ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
เมื่อเสาลำแสงสีเลือดระเบิดออกมาจากใต้พื้นโลก พ่อบ้านปิศาจวัย
กลางคนแห่งศาลาสมบัติหายากผู้กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์ต้องสี
หน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ร่างหายวับไปจากที่ในชั่วพริบตาเดียว
“ศาสตรามารปฐพี!”
มันพอเห็นเสาลำแสงสีเลือดแทงทะลวงขึ้นสู่ท้องนภา อดร้องตะโกน
อย่างตื่นตะลึงไม่ได้
หากนับจากประสบการณ์รอบรู้ในด้านศาสตรามาร พ่อบ้านผู้นี้ยัง
เหนือล้ากว่าฟงซิ่นจื่อไม่รู้ว่ากี่ขุม ศาสตรามารที่เคยผ่านมือของมันมี
จำนวนนับไม่ถ้วน ตั้งแต่แวบแรกที่มองเห็นเสาลำแสงสีโลหิตต้นนั้นก็บอก
ได้ทันทีว่าเป็นเรื่องราวใด มันยังช่าชองชำนาญเกี่ยวกับศาสตรามารปฐพี
ทั้งหนึ่งร้อยแปดเล่มเป็นอย่างดี ยอดศาสตรามารทั้งหนึ่งร้อยแปดเล่ม
แม้ว่ามันไม่เคยพบเห็นครบถ้วนด้วยสายตาตัวเอง แต่นับว่าจดจำ
ลักษณะเฉพาะและกลิ่นอายสภาวะของศาสตรามารปฐพีแต่ละเล่มได้ขึ้น
ใจ
กลิ่นอายสภาวะอันแปลกพิสดารที่มาจากเสาลำแสงสีโลหิตต้นนี้ ผิด
แผกแตกต่างจากศาสตรามารปฐพีทั้งหมดที่มันรู้จักอย่างสิ้นเชิง
มันอาศัยอยู่ในเมืองปู้โจวยี่สิบกว่าปี สนิทสนมคุ้นเคยกับทุกสิ่งทุก
อย่างในที่แห่งนี้ดี ดังนั้นเมื่อสังเกตเห็นตำแหน่งที่บังเกิดเสาลำแสงสีโลหิต
ต้นนั้น ถึงกับตะลึงงันไปทันที
นั่นมิใช่ตำแหน่งที่ตั้งของแม่น้านรกใต้พิภพหรอกหรือ?
ทันใดนั้นจู่ ๆ มันก็นึกถึงใบหน้าอ่อนเยาว์อันสามัญธรรมดาซึ่งเต็มไป
ด้วยสีหน้าเชื่อมั่น ควาดคิดหนึ่งวาบขึ้นในใจดุจสายฟ้าฟาด ถึงกับอ้าปาก
ค้างด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
หรือว่า… …หรือว่าคนผู้นั้นหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีขึ้นมาจริง ๆ?
… …
… …
ในฐานะเจ้าแห่งเมืองปู้โจว ตระกูลทังเองก็บังเกิดความตื่นตัวขึ้น
เช่นกัน
เสาลำแสงสีเลือดนั้นโดดเด่นสะดุดตาเกินไปจริง ๆ ทั้งยังน่าอัศจรรย์
เกินไป! ยอดฝีมือตระกูลทังแทบทั้งหมดพากันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ละ
คนพอพบเห็นเสาสีเลือดต้นมหึมาดุจกระบี่ยักษ์ทะลวงฟ้า ล้วนหน้าเผือด
สีอย่างตื่นตะลึง
“ศาสตรามารปฐพี! กลินอายเช่นนีมีเพียงศาสตรามารปฐพีเท่านัน!”
ผู้อาวุโสตระกูลทังผู้หนึ่งตื่นเต้นลิงโลดเสียจนริฝีปากสั่นระริก “หรือว่ามี
ศาสตรามารปฐพีซ่อนตัวอยู่ใต้ดินของตระกูลทังเรา?”
“มิใช่ มีคนหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี!” ทังเฉินกล่าวออกมาอย่าง
ฉับพลัน ประมุขตระกูลทังผู้นี้ร่างสูงยิ่ง ทั้งยังหยาบหนา ดูแกร่งกร้าวดุร้าย
ไปทั้งตัว แต่สองตาแคบเรียวและยาวดุจคมมีด ขณะที่ระบุต้นเหตุของ
นิมิตแห่งฟ้าดินอย่างมั่นอกมั่นใจ สองตาทอประกายปัญญา
“หลอมสร้างศาสตรามารปฐพี?”
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลทังพากันตะลึงลาน
อย่าได้เห็นว่าตระกูลทังนั้นรักสงบ ไม่มุ่งมาดปรารถนาในการขยาย
เขตแดน ซึ่งความจริงตระกูลทังมิใช่ตระกูลบ้านนอกคอกนา พวกมันถึงกับ
ถือครองศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่งเสียด้วยซ้า เป็น ‘ค้อนดาวตกพิรุณ
เพลิง’ ซึ่งจัดอยู่ในสี่สิบอันดับแรก! ศาสตรามารอันเกรียงไกรนี้อยู่ในมือ
ของประมุขทังเฉินแห่งตระกูลทัง ในการต่อสู้ครั้งที่ระบือลือลั่นที่สุดของ
ทังเฉิน มันใช้ ‘ค้อนดาวตกพิรุณเพลิง’ ด้ามนี้พิชิตประมุขหม่าเยวียนฉีแห่ง
ตระกูลหม่า ผู้ซึ่งมีพลังฝึกปรือด่านไสว้เช่นเดียวกัน
นี่เป็นการศึกที่สร้างชื่อให้แก่ทังเฉิน นอกจากนี้ยังเป็นศึกที่ทำให้
ตระกูลหม่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว พวกมันในเวลานี้ไม่
ต่างจากล่มสลายไปแล้วทั้งตระกูล
ศาสตรามารปฐพีมีคุณค่ามากเท่าใด ไม่มีผู้ใดทราบแน่แก่ใจไปกว่า
ตระกูลทังอีกแล้ว!
มีเพียงศาสตรามารปฐพี จึงเป็นยอดศาสตราที่เหมาะมือต่อจอม
ปิศาจด่านไสว้มากที่สุด เนื่องเพราะมีแต่ศาสตรามารปฐพี จึงจะทนรับ
พลังอันน่าสะพรึงกลัวของจอมปิศาจด่านไสว้ได้อย่างสมบูรณ์!
ว่ากันว่าศาสตรามารปฐพีมีทั้งสิ้นหนึ่งร้อยแปดเล่ม แต่จำนวนนี้ไม่ได้
หมายถึงศาสตรามารปฐพีที่คงอยู่ในปัจจุบัน ทว่านับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
จัดรวมศาสตรามารปฐพีที่เคยมีอยู่ทั้งหมดเข้าเป็นทำเนียบหนึ่งร้อยแปด
ศาสตรามารปฐพี ซึ่งความจริงในหมู่ศาสตรามารปฐพีทั้งร้อยแปด มี
มากมายที่หายสาบสูญไปนานปี ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพวกมันอยู่ที่ใด จนถึง
บัดนี้หลงเหลือศาสตรามารปฐพีเพียงยี่สิบกว่าเล่มที่ผู้คนทราบว่าอยู่ในมือ
ผู้ใด
และหากเอ่ยถึงศาสตรามารนภา พวกมันเปรียบประดุจตำนานหรือ
เทพนิยาย ผู้คนมากมายยากจะแยกแยะว่าจริงเท็จประการใด
ดังนั้นศาสตรามารปฐพีนับเป็นยอดศาสตราอันเลิศล้าที่สุด ซึ่งชนเผ่า
ปิศาจทั่วหล้าให้การยอมรับนับถือ!
มีใครบางคนกำลังหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีในเมืองปู้โจว!
ทุกผู้คนสายตากลายเป็นเขียวเจิดจ้าด้วยประกายละโมบโลภมาก