สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 696 หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง
เสาลำแสงสีโลหิตสำแดงรัศมีอยู่ร่วมครึ่งชั่วยามเต็ม
ทั่วทั้งเมืองปู้โจวกำลังเดือดพล่าน เสาลำแสงที่โดดเด่นสะดุดตาถึง
เพียงนั้นย่อมสามารถมองเห็นได้จากทุกซอกทุกมุมภายในเมือง ไม่ว่าจะ
เป็นเสาลำแสงที่ตั้งตรงเชื่อมฟ้าดิน หรือจะเป็นกลิ่นอายสภาวะอันน่าพรั่น
พรึง ล้วนสำแดงชัดถึงพลังอำนาจที่สามารถสั่นสะเทือนฟ้าดิน!
คนทั่วไปอาจเพียงคาดเดาว่าเป็นศาสตรามารปรากฏ แต่มีเพียงผู้ที่
รอบรู้กว้างขวางเท่านั้น จึงจะทราบว่ามีใครบางคนกำลังหลอมสร้าง
ศาสตรามารชั้นปฐพี!
หากเป็นประการนี้ยังน่าตื่นตะลึงเสียยิ่งกว่าการคาดเดาแรกเสียอีก
ทั้งยังมีคุณค่าความหมายยิ่งกว่า!
อาจารย์ศาสตรามารซึ่งสามารถหลอมสร้างศาสตรามารชั้นปฐพี
แน่นอนว่าจัดอยู่ลำดับต้น ๆ ในบรรดาอาจารย์ศาสตรามารทั้งมวลในยุคนี้
ปรมาจารย์เหล่านี้ไม่ว่าคนใดก็นั่งอยู่ในตำแหน่งสำคัญในแดนปิศาจ พวก
มันล้วนเป็นเป้าหมายที่ทุกขุมกำลังไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใด ก็จะต้องช่วง
ชิงตัวมาให้จงได้
ศาสตรามารปฐพีมีคุณค่าในทางปฏิบัติระดับสูงสุดในบรรดาศาสตรา
มารทั้งปวง อย่าได้เห็นว่าศาสตรามารนภาทรงพลานุภาพมากกว่า แต่อัน
ที่จริงไม่ได้หมายความว่าฝีมือหลอมสร้างศาสตรามารนภาจะสูงส่งหรือล้า
หน้ากว่าศาสตรามารปฐพี นี่เป็นเพียงปัญหาความแตกต่างของวัตถุดิบที่
ใช้
หากจะให้ยกตัวอย่างก็เช่นกรงเล็บพิฆาตมังกร กรงเล็บพิฆาตมังกร
นั้นสร้างขึ้นจากกรงเล็บคู่หน้าของมังกรดุร้ายตัวหนึ่ง มังกรนี้โหดเหี้ยม
อำมหิต เข่นฆ่าสังหารผู้คนนับไม่ถ้วน ดังนั้นกรงเล็บคู่หน้าของมันถูกย้อม
จนกลายเป็นสีแดงฉานด้วยโลหิตของบรรดาผู้เคราะห์ร้าย แต่เพียงเท่านี้
ยังไม่มากพอที่จะหลอมสร้างให้มันกลายเป็นศาสตรามารนภา สิ่งที่ทำให้
กรงเล็บข้างนี้มีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นศาสตรามารนภาอยู่ที่ศึกสุดท้าย
ระหว่างสองราชันมังกรด้วยกัน ในศึกสุดท้ายที่ตายตกไปตามกันครั้งนั้น
กรงเล็บข้างนี้ได้ทะลวงหัวใจของมังกรที่ร้ายกาจสุดเปรียบปานอีกตัวหนึ่ง
ประจวบเหมาะกับที่อาจารย์ศาสตรามารผู้หนึ่งผ่านมาโดยบังเอิญ จึง
รีบตัดกรงเล็บข้างนั้นลงมา และเมื่อทำเช่นนั้น หัวใจของจ้าวมังกรอีกตน
หนึ่งยังคงติดคาอยู่ในกรงเล็บ ว่ากันว่าหัวใจมังกรในยามนั้นถึงกับยังเต้น
อยู่ด้วยซ้า
และด้วยเหตุบังเอิญทั้งหลายทั้งปวงนี้เอง ได้ก่อให้เกิดวัตถุดิบที่
เหมาะสมสำหรับกรงเล็บพิฆาตมังกรอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินในกาล
ต่อมา
หากไม่มีวัตถุดิบหายากที่หลายพันปีจะได้พบเห็นสักคราวเช่นดังที่ว่า
ศาสตรามารปฐพีก็เรียกได้ว่าเป็นศาสตรามารขั้นสูงสุดในบรรดาศาสตรา
มารทั้งปวงแล้ว
ศาสตรามารปฐพีแต่ละเล่มที่หลอมสร้างสำเร็จ ล้วนบ่งบอกถึงฝีมือที่
แท้จริงอันเลิศล้าของปรมาจารย์ศาสตรามารผู้หลอมสร้าง
มีแต่ชนชั้นที่บรรลุถึงขั้นนี้จึงนับเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริง ปรมาจารย์
นี่เป็นนามอันยิ่งใหญ่และมีหน้ามีตาที่สุด ซึ่งเพียงมอบให้แก่ยอดคนในหมู่
อาจารย์ศาสตรามารมากมายดุจดวงดาวบนท้องฟ้า
คุณค่าของพวกมันไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกมันอาจหลอมสร้างศาสตรามาร
ปฐพีขึ้นมาอีกเป็นหนที่สอง ซึ่งความจริงปรมาจารย์ศาสตรามารส่วนใหญ่
ตลอดชั่วชีวิตไม่เคยหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีได้อีกเป็นชิ้นที่สอง แต่
พวกมันยังคงได้รับความเคารพเทิดทูน เป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายล้วนแย่งชิง
เนื่องเพราะพวกมันสามารถช่วยอบรมสอนสั่ง เพื่อยกระดับฝีมือของ
อาจารย์ศาสตรามารอื่น ๆ ได้อีกมากโข
ความก้าวหน้าในรูปแบบนี้จึงจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเป็นรากฐาน
อำนาจให้แก่ขุมกำลังนั้น ๆ อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุฉะนี้เอง เมืองปู้โจวยามนี้จึงเดือดพล่านปานจะบ้าคลั่ง!
… …
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยืนอารักขาอยู่ที่หน้าประตู สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่น
ตะลึง เสาลำแสงสีโลหิตอันน่าอัศจรรย์นี้มิเพียงขู่ขวัญทุกผู้คนจนแตกตื่น
ตระหนก กระทั่งนางเองยังต้องตะลึงลานจนอ้าปากค้าง
ศาสตรามารปฐพี!
มันถึงกับหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีขึ้นมาจริง ๆ!
จนกระทั่งถึงยามนี้ เขิงเหลียนเอ๋อร์ยังมีสีหน้าเลื่อนลอยอยู่บ้าง นี่เป็น
ศาสตรามารปฐพีอย่างแท้จริง! นางเป็นผู้ถือครองกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียว
ชั้นปฐพีเช่นกัน ไฉนเลยจะไม่ทราบได้ ซึ่งความจริงนางไม่มีฝีมือทางกระบี่
ดังนั้นเมื่อจั่วม่อโยนกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวให้แก่นางอย่างง่าย ๆ ทำเอานาง
ต้องประหลาดใจไม่น้อย นางรักใคร่หวงแหนกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียวเป็น
อย่างยิ่ง
เนื่องเพราะมันเป็นศาสตรามารปฐพี!
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีศาสตรามารปฐพีเพียงหนึ่งร้อยแปดเล่ม
เท่านั้นที่เคยปรากฏขึ้นในแดนปิศาจ!
ดังนั้นเมื่อนางฟังข้อเรียกร้องของศาลาสมบัติหายาก นางจึงยอมตัด
ใจโดยไม่มีเงื่อนไข นี่มิใช่เพราะว่าชุดกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ที่สมบูรณ์ทั้ง
ชุดไม่มีค่ามากพอ แต่เป็นเพราะราคานั้นแพงเกินไป
ศาสตรามารปฐพีไม่อาจตีราคาค่างวดเป็นม๋อเป้ยได้ เนื่องเพราะไม่
เคยมีศาสตรามารปฐพีชิ้นใดผ่านเข้าสู่ท้องตลาดมาก่อน
รอจนเสาลำแสงระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้า นางรู้สึกสมองขาวว่างเปล่าไป
หมด
นางอดเหลือบมองอากุ่ยอย่างนับถือเลื่อมใสไม่ได้ นับตั้งแต่ต้นจนจบ
อากุ่ยยังคงสงบเยือกเย็นผิดธรรมดา สุ้มเสียงอึกทึกที่ก่อกวนฟ้าดินแทบ
ถล่มทลายนี้มิได้ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ราวกับว่านาง
คุ้นชินกับเรื่องน่าอัศจรรย์เยี่ยงนี้เป็นอย่างดี
ทันใดนั้นเอง อากุ่ยเงยหน้าขวับ ดวงตาไร้ประกายพลันเปล่งแสงสี
ม่วงเจิดจ้า
เขิงเหลียนเอ๋อร์งงงันวูบ แต่นางก็ตอบสนองรวดเร็วยิ่ง ดวงตาสาด
ประกายคมกล้า ตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “ออกมา!”
เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเหมือนเงาผี
“ฮ่าฮ่า แม่นางน้อย ๆ ช่างเข้มแข็งนัก… …”
ผู้มายังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค อากุ่ยร่างหายวับไปจากที่อย่าง
ฉับพลัน ลงมือจู่โจมโดยไม่รีรอลังเลแม้สักแวบ
เขิงเหลียนเอ๋อร์ฝืนยิ้มเจื่อน อากุ่ยลงมือรวดเร็วเกินไปแล้ว! แต่นาง
เองแม้เป็นโฉมสะคราญล่มเมืองนางหนึ่ง ทว่ามิใช่คนขลาดเขลาลังเล พอ
อากุ่ยลงมือ นางดวงตาสาดประกายเจิดจ้า ลงมือจู่โจมประสานอย่าง
พร้อมเพรียง!
พวกนางอยู่ร่วมกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เขิงเหลียนเอ๋อร์ทราบดีว่า
อากุ่ยมีความรู้สึกเฉียบไวต่อจิตมุ่งร้ายเป็นอย่างมาก หากนางจู่ ๆ ก็ลงมือจู่
โจมโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ย่อมหมายความว่านางตรวจพบจิตมุ่งร้าย
ของฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน!
อย่างไรก็ตาม เขิงเหลียนเอ๋อร์ยังคงไม่ลืมเลือนว่าพวกนางไม่อาจ
เปิดเผยตัวตน ดังนั้นไม่ได้ใช้พลังเทพ แต่ใช้ทักษะปิศาจออกมา
ทักษะปิศาจของนางก็มิใช่ว่าจะอ่อนด้อย หลังจากหลายวันมานี้
ฝึกปรือตามแนวทางของจั่วม่อ พลังทักษะปิศาจของนางก็รุดหน้าอย่าง
ก้าวกระโดด
นางยกมือขวาขึ้นเล็กน้อย แผนผังปิศาจสีขาวนวลปรากฏขึ้นบนท่อน
แขนดุจรอยสัก แผ่คลุมทั่วแขนของนางอย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งห้าแผ่กางออก
เล็กน้อย ทำท่าคว้าจับไปทางฝ่ายตรงข้ามอย่างพิสดาร
ฟ่อ!
สุ้มเสียงแผ่วเบาแต่แหลมคมแล่นฝ่าอากาศประหนึ่งเสียงขู่ของฝูง
อสรพิษ บันดาลให้ผู้คนขนหัวลุกชี้ชัน
สายลมกวาดซัดเป็นระลอก
เห็นเงาสีขาวสายหนึ่งฉกวูบดุจงูขาวจู่โจมเหยื่อ
ศัตรูผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าหวาดระแวงเงาสีขาวนี้เป็นอย่างยิ่ง พลันบิด
ร่างกลางอากาศอย่างพิสดาร ช่วยให้มันหลบรอดพ้นจากเงาสีขาวเหล่านี้
ได้อย่างฉิวเฉียด
แต่ก่อนที่มันจะได้ทันได้ปิติยินดี พลันบังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่าง
แรงกล้า ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย สองแขนปกคลุมด้วยแสงสีเขียว
อย่างฉับพลัน ร่างบิดเป็นเกลียวคล้ายเชือกถัก สองแขนฟาดจู่โจมกลับ
หลังโดยไม่ออมรั้งยั้งมือ
เพียะ!
เสียงปะทะแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันคล้ายถูกหวดฟาดอย่าง
รุนแรง พลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง พลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจสายหนึ่ง
ทะลวงผ่านประกายแสงสีเขียวบนฝ่ามือของมันเข้ามาอย่างลี้ลับ
ก่อนที่มันจะทันได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ม่านสายตาพลันพร่าเลือนวูบ
ร่างฟาดลงบนฟื้นเสียงดังสนั่น!
ชั่วพริบตานั้น ความเจ็บปวดมหาศาลที่จู่โจมเข้ามาอย่างฉับพลัน
ทันใด ทำเอามันแทบสติดับวูบ
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด มันค่อยฟื้นตื่นจากความงุนงง รู้สึกกระดูก
ทั่วร่างแทบหลุดเป็นชิ้น ๆ ไม่มีเรี่ยวแรงกระทั่งจะลุกขึ้นยืน
ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ปลิดชีวิตมัน!
นี่ทำให้มันขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง เต็มไปด้วยความรู้สึก
เหลือเชื่อ การโจมตีของอีกฝ่ายร้ายกาจยิ่ง ทั้งยังลี้ลับสุดจะหยั่งคะเน มัน
ไม่อาจต้านรับแม้แต่กระบวนท่าเดียว ก่อนที่จะสูญเสียความสามารถใน
การต่อสู้แข็งขืน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ มันต้องหน้าแดงก่าขึ้นมา มันมักทระนงถือดีในพลัง
ฝีมือของตนมาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่พ่ายแพ้อย่างน่าอนาถถึง
เพียงนี้… …
คนลึกลับตะเกียกตะกายขึ้นจากหลุม การโจมตีเมื่อครู่ถึงกับกระแทก
มันจมลึกลงไปในพื้นหิน
หากมิใช่ว่าสังขารปิศาจของมันกล้าแข็งพอ เกรงว่าเมื่อครู่คงต้องดับ
ดิ้นคาที่ไปแล้ว
เขิงเหลียนเอ๋อร์มองดูคนผู้นั้นอย่างสนอกสนใจ นางที่หยุดมือ ก็เนื่อง
เพราะอากุ่ยพอโจมตีหนึ่งฝ่ามือแล้วกลับล่าถอย ไม่ลงมือสืบต่อ นี่ทำให้
นางประหลาดใจไม่น้อย อย่าได้เห็นว่าอากุ่ยปกติแข็งทื่อเหมือนหุ่นไม้ แต่
ยามเมื่อนางฆ่าคนไม่เคยมือไม้อ่อนมาก่อน
ยากนักที่จะเห็นนางไม่สังหารศัตรูตายคามือ หรือว่าเพราะจิตมุ่งร้าย
ของศัตรูพลันสลายไปกลางคัน?
ในเมื่ออากุ่ยยั้งมือไว้ไมตรี เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ยินดีจะกระทำตาม เนื่อง
เพราะนางล่วงรู้จิตเจตนาของจั่วม่อดี หากลงมือเข่นฆ่าผู้คนในที่แห่งนี้
เกรงว่าจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม บุรุษที่มาโดยไม่รับเชิญนี้ค่อนข้างน่าสนใจอยู่บ้าง
จั่วม่อมองดูศาสตรามารในมือของมันอย่างลิงโลดยินดี
นี่เป็นหอกยาวเล่มหนึ่ง หรือหากจะกล่าวให้ถูกต้องไปกว่านั้น นี่เป็น
หอกงูสองหัวเล่มหนึ่ง ด้ามหอกคล้ายสร้างขึ้นจากอสรพิษหลากสีบิดพัน
กันเป็นเกลียว ลำตัวอสรพิษแบ่งออกเป็นลวดลายสีสันที่แตกต่างกันอย่าง
ชัดเจน หากมีคนนับดูอย่างถี่ถ้วน จะพบว่าสีสันลวดลายที่แตกต่างกันบน
ด้ามหอกนี้มีถึงสิบชนิด กึ่งกลางศีรษะงูแต่ละด้านมีจุดสีแดงที่โดดเด่น
สะดุดตายิ่ง สิ่งที่พิเศษพิสดารที่สุดก็คือ ศีรษะอสรพิษที่ปลายทั้งสองด้าน
สามารถแปลงเป็นอาวุธสิบชนิดที่ไม่ซ้ากัน
จั่วม่อใช้ศาสตรามารเล่มหนึ่งเป็นแกน และใช้ศาสตรามารที่แตกต่าง
กันสิบเล่มทบซ้อนเข้าไป ศาสตรามารที่สามารถแปลงร่างได้สิบรูปแบบ
นับว่าแสดงฝีมือแท้จริงอันเลิศพิสดารของจั่วม่อออกมาอย่างเต็มที่
ซึ่งความจริงศาสตร์งานฝีมือศาสตราทบซ้อนแม้สามารถหลอมสร้าง
ศาสตรามารปฐพีออกมา แต่คุณสมบัติดั้งเดิมของศาสตรามารแต่ละชิ้นจะ
ถูกลบล้างไปสิ้น ทว่าจั่วม่อกลับหลอมรวมวิชาค่ายกลยันต์และแผนผัง
ปิศาจบางส่วนเข้าด้วยกัน ประสบความสำเร็จในการรักษาคุณสมบัติที่เป็น
เอกลักษณ์ของศาสตรามารทั้งสิบเอาไว้ได้
มันตกลงใจขนานนามยอดศาสตรามารเล่มนี้ว่า หอกอสรพิษฟ้าสิบ
แปลง
หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงนับเป็นศาสตรามารชั้นปฐพีชิ้นแรกที่มัน
หลอมสร้างขึ้น ในกระบวนการทั้งหมดไม่มีข้อตำหนิใด ๆ ถึงกับสมบูรณ์
แบบจนเกินความคาดหมายของมันเสียอีก พลานุภาพของหอกอสรพิษฟ้า
สิบแปลงยังเหนือล้ากว่าที่มันคำนวณเอาไว้มาก
กระทั่งในหมู่ศาสตรามารปฐพีด้วยกัน หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงยัง
นับว่าเป็นสินค้าชั้นเลิศที่ยากจะหาศาสตรามารเล่มใดเทียบเทียม
ชั่ววูบหนึ่งมันแทบไม่อาจหักใจขายทิ้งไปเช่นนี้
แต่จั่วม่อสงบใจลงโดยพลัน มันสั่นศีรษะพลางหัวร่อ ตลอด
กระบวนการหลอมสร้างนี้มันก็นับว่าทำกำไรได้มากมายมหาศาลแล้ว มัน
ไม่เพียงได้เรียนรู้ศาสตร์งานฝีมือศาสตราทบซ้อน ยังได้รับการรู้แจ้ง
มากมายเกี่ยวกับการหลอมสร้างศาสตรามาร อีกทั้งยังบรรลุความเข้าใจ
ใหม่ ๆ ในด้านแผนผังปิศาจหลายประการ ต่อไปในภายหน้ามันจะสามารถ
หลอมสร้างศาสตรามารที่ทรงพลังอำนาจยิ่งกว่านี้อีก
ที่สำคัญไปกว่านั้น มันยังถือครองสุดยอดศาสตราไร้ผู้ต้านดังเช่นกรง
เล็บพิฆาตมังกรและสายใยสามพันอาวรณ์อยู่แล้ว หากมันละโมบไปเสีย
ทุกอย่าง สักวันอาจต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด
หลักจากขบคิดอย่างรอบคอบแล้ว มันก็จัดระเบียบสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้
สำเร็จ แล้วส่งข้อมูลทั้งหมดกลับไปยังอาณาจักรทะเลเมฆผ่านทางผูเยา นี่
เป็นความเคยชินที่มันเพาะสร้างขึ้นในระยะหลัง เมื่อใดก็ตามที่มันได้
เรียนรู้เข้าใจสิ่งใหม่ ๆ มันจะจัดเรียงและแบ่งปันกับค่ายจินวูโดยเร็วที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้
มันเพียงต้องการให้การสนับสนุนเล็ก ๆ น้อย ๆ แก่อาณาจักรทะเล
เมฆ
หลังจากเสร็จสิ้นธุระเหล่านี้ จั่วม่อก็ถือหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงเดิน
ออกจากบริเวณบ่อศาสตรามาร
เพิ่งจะเดินออกมา มันเห็นบุรุษประหลาดผู้หนึ่งกำลังเพียร
ประจบประแจงเขิงเหลียนเอ๋อร์อย่างเอาเป็นเอาตาย
เขิงเหลียนเอ๋อร์พอเห็นจั่วม่อ ดวงตาคู่งามก็เป็นประกาย ทันใดนั้น
หางตาเห็นร่างหนึ่งพุ่งวาบเข้ามา เป็นอากุ่ยปรากฏตัวขึ้นข้างตัวจั่วม่อ
อย่างฉับพลัน จั่วม่อลูบศีรษะอากุ่ยอย่างรักใคร่ กล่าวด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน
ว่า “ลำบากอากุ่ยแล้ว”
อากุ่ยสีหน้ายังคงแข็งทื่อดุจท่อนไม้
จั่วม่อหันไปมองเขิงเหลียนเอ๋อร์ และคนประหลาดนามฮวาหรูไห่ที่
อยู่ไม่ห่างจากนางด้วยสายตาฉงนสนเท่ห์
“คนผู้นี้ลอบเข้ามาด้อม ๆ มอง ๆ พวกเราจับมันได้” เขิงเหลียนเอ๋อร์
กล่าวด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย สายตาของนางจับแน่นอยู่ที่หอกอสรพิษฟ้า
สิบแปลงไม่คลาดคลา
จั่วม่อยื่นส่งหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงให้แก่นาง
เมื่อศาสตรามารเล่มใหม่เข้ามาอยู่มือ เขิงเหลียนเอ๋อร์อดโห่ร้อง
ออกมาไม่ได้ “ศาสตรามารปฐพี!”
นางถือครองกระบี่ลิ้นปลาหลีเขียว คุ้นชินกับศาสตรามารปฐพีเป็น
อย่างดี เมื่อศาสตรามารเข้ามาอยู่ในมือ นางก็สามารถประเมินได้อย่าง
ถูกต้องแม่นยำทันที แม้ว่าลำพังกลิ่นอายสภาวะที่สำแดงออกมาในทีแรก
นางก็ล่วงรู้แล้วว่าเป็นศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง แต่มือเห็นกับตา ถืออยู่
กับมือ นางยังคงตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก นางยกขึ้นกวัดแกว่งสองสามรอบ
แล้วโห่ร้องชมเชย “ศาสตรามารอันยอดเยี่ยม! มิทราบขนานนามว่า
อะไร?”
ฮวาหรูไห่ผู้นั้นจ้องมองหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงในมือเขิงเหลียนเอ๋อร์
ด้วยดวงตาลุกวาว น้าลายแทบไหลหยดย้อยลงมา
“หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง” จั่วม่อตอบอย่างยิ้มแย้ม ร่างผ่อนคลาย
ลง
“นามอันประเสริฐ!” เขิงเหลียนเอ๋อร์เผยรอยยิ้มเบิกบานใจ จากนั้น
ยื่นส่งศาสตรามารเล่มใหม่คืนให้แก่จั่วม่อ
จั่วม่อทันใดนั้นค่อยพบว่าสายตานับไม่ถ้วนล้วนจับจ้องมาที่มันเป็น
ตาเดียว ต้องแปลกใจอยู่บ้าง มันเงยหน้าขึ้นมอง เห็นผู้คนมากมาย
ล่องลอยอยู่เหนือแม่น้านรกใต้พิภพและบริเวณโดยรอบบ่อศาสตรามาร
ทั้งหลาย
นี่มัน… …
จั่วม่อยังไม่ทันจะได้ตอบสนอง ทั่วบริเวณคล้ายเดือดพล่านขึ้นมาใน
บัดดล
คนเหล่านี้จู่ ๆ โถมทะยานมาทางนี้ราวกับเสียสติ พวกมันแย่งชิงกัน
เสนอหน้าเป็นคนแรกด้วยสีหน้าตื่นเต้นระทึกใจ เสียงกู่ร้องตะโกนถาโถม
เข้ามาพร้อมกันดุจคลื่นยักษ์ลูกมหึมา
“ท่านปรมาจารย์! ท่านปรมาจารย์!”
“ท่านปรมาจารย์ โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย! โปรดรับข้าเป็นศิษย์
ด้วย!”
ฉากเบื้องหน้านี้โกลาหลอลหม่านสุดจะบรรยาย