สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 697 ทังเฉินผู้วางอำนาจบาตรใหญ่
สำหรับภาพเบื้องหน้านี้ จั่วม่อคุ้นเคยเป็นอันมาก
มันไม่เอ่ยปากกล่าววาจา เพียงแย้มยิ้มน้อย ๆ อย่างเยือกเย็น ภายใน
ชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ฝูงชนที่โหวกเหวกโวยวายก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
บรรดาอาจารย์ศาสตรามารพากันมองดูจั่วม่ออย่างเทิดทูนบูชา
ในเวลาเช่นนี้ ความเงียบสงบยังมีผลสะท้อนมากกว่าร้อยพันวาจา
แต่มันยังคงปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้าง มันจะอยู่ในเมืองปู้โจวชั่ว
ระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ที่หลอมสร้างหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง
ขึ้นมาก็เพียงเพื่อแลกเปลี่ยนกับกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์สำหรับเขิงเหลียน
เอ๋อร์ ไม่ได้คาดคิดว่าการหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่มเดียวจะก่อเกิด
คลื่นลมโกลาหลได้ถึงปานฉะนี้
เหตุที่มันต้องปลอมตัวเปลี่ยนแปลงรูปโฉม ก็เนื่องเพราะไม่ต้องการ
ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากเกินไป มันจะได้เข้าถึงอาณาจักรน้าพุ
ปรโลกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่คราครั้งนี้ก่อกวนเรื่องราวใหญ่โต คิดหลบลี้หนีหน้าจากไปเกรงว่า
ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
สำหรับบรรดาอาจารย์ศาสตรามารที่มองดูมันอย่างครั่นคร้ามยำเกรง
เหล่านี้ย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่คิดรับมือเหล่าตระกูลสูงส่งในเมืองปู้โจว
คงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย จั่วม่อล่วงรู้พฤติการณ์ของเหล่าชาติตระกูลสูงส่งเป็น
อย่างดี
หากมันเปิดเผยตัวตน ฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่กล้าหาเรื่องตอแยมัน แต่
เมื่อเป็นเช่นนั้น ร่องรอยของมันก็จะถูกเปิดเผยออกไป และจะติดตามมา
ด้วยปัญหามากมายไม่รู้จักจบสิ้น เรื่องที่มันถือครองพลังเทพไม่ใช่
ความลับอีกต่อไป หากก่อนหน้านี้ผู้คนยังลังเลสงสัยในการคงอยู่ของพลัง
เทพ เช่นนั้นหลังจากที่เทพปิศาจสังหารขบวนผู้อาวุโสวัดเสวียนคงทั้ง
ขบวน ก็ได้สำแดงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพลังเทพให้ได้ประจักษ์กันไป
ทั่วหล้าแล้ว
คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก
อมตะวาจานี้จั่วม่อย่อมเห็นซึ้งกระจ่างดี พวกมันทั้งสามไม่ได้อ่อน
ด้อย หากลอบเคลื่อนไหวเป็นการลับ พวกมันจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหา
ใหญ่ ศัตรูเข้มแข็งเดียวที่พวกมันอาจต้องพบเจอก็คือยอดฝีมือโดดเดี่ยว
ทระนงที่มักชมชอบกระทำการตามลำพัง ซึ่งไม่ยากที่พวกมันทั้งสามจะ
ผนึกกำลังกันรับมือ แต่หากร่องรอยของพวกมันถูกเปิดเผย เชื่อแน่ว่าเหล่า
ตระกูลสูงศักดิ์ทั้งหลายจะพากันทุ่มเทกำลังออกมาทั้งรัง เพื่อที่จะรีดเค้น
เอามรดกพลังเทพไปจากพวกมันโดยไม่เลือกวิธีการ
ไม่ว่ามองจากมุมใด การเปิดเผยตัวตนของพวกมันก็ไม่ใช่ความคิดที่ดี
อย่างแน่นอน
พอคิดได้เช่นนี้ จิตใจที่สงบเยือกเย็นของจั่วม่อเริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วน
ขึ้นมาทันที รีบลดเสียงลงกระซิบถามเขิงเหลียนเอ๋อร์ “มีคนล่วงรู้เรื่อง
ประโยชน์ใช้งานของกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์มากน้อยเท่าใด?”
เขิงเหลียนเอ๋อร์งงงันวูบ แต่นางเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง พลันเข้าใจ
ความหมายของจั่วม่อทันที นางตอบด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน “มี
น้อยยิ่ง กระทั่งในตระกูลก็มีเพียงท่านพ่อกับข้าที่ล่วงรู้”
จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย ข้อบกพร่องเดียวที่อาจเป็นไปได้ของพวก
มันมีเพียงเรื่องกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์เท่านั้น หากมีคนล่วงรู้ประโยชน์ใช้
สอยที่กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์มีต่อเผ่าปิศาจงูเขี้ยวขาว ย่อมจะต้องเพ่งเล็ง
สงสัยตัวตนของพวกมันได้โดยง่าย เรื่องที่มันมีสหายหญิงเป็นปิศาจงูเขี้ยว
ขาวยิ่งไม่ใช่ความลับอันใด
น้ามาก่อทำนบกั้น ทหารมาตั้งทัพสู้ จะอย่างไรมันก็ได้แต่เดินไป
พลางคิดอ่านไปพลางเท่านั้น
จั่วม่อเมื่อคิดตก ก็พลันแย้มยิ้มเป็นปกติ
ทันใดนั้นเอง ฝูงชนที่ด้านหลังจู่ ๆ ปั่นป่วนรวนเรขึ้นมา
“ขอแสดงความยินดี! ขอแสดงความยินดี! นึกไม่ถึงว่าท่านที่นับถือจะ
ถึงกับหลอมสร้างศาสตรามารชั้นปฐพีขึ้นมาเล่มหนึ่งจริง ๆ!” พ่อบ้าน
ปิศาจวัยกลางคนเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยสีหน้าปลาบปลื้มยินดี มีองครักษ์
กลุ่มใหญ่คอยติดตามอารักขาอยู่ที่เบื้องหลัง
จั่วม่อไม่ได้คาดคิดว่าพ่อบ้านใหญ่แห่งศาลาสมบัติหายากจะมาเยือน
ถึงบ่อน้าศาสตรามารด้วยตัวเอง ต้องประหลาดใจอยู่บ้าง แต่มันสีหน้าสงบ
ราบเรียบ ไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย เพียงกล่าวอย่างใจเย็น “ล้วนพึ่งพา
บารมีของท่านพ่อบ้านช่วยส่งเสริม ทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น
ศาสตรามารปฐพีเล่มนี้เรียกว่าหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง สามารถแปลง
เป็นศาสตรามารที่ผิดแผกแตกต่างกันสิบเล่ม ศาสตรามารแต่ละเล่มล้วนมี
พลังพิเศษเฉพาะของตนเอง”
กล่าวจบคำ มันก็หยิบฉวยหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง เริ่มสำแดงการ
เปลี่ยนแปลงบางประการ
บรรดาอาจารย์ศาสตรามารรอบด้านไหนเลยจะเคยพบเห็นศาสตรา
มารปฐพีของแท้มาก่อน พากันทำคอยืดคอยาว เฝ้าจ้องมองด้วยดวงตา
เบิกกว้างแทบถลนออกมา ด้วยเกรงว่าจะพลาดรายละเอียดใดไป รอจน
พวกมันเห็นหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงทำการแปลงเป็นศาสตรามารทั้งสิบ
ไล่ไปทีชนิด ต้องแตกตื่นตะลึงลานจนปากอ้าตาค้างกันไปหมด
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนจ้องมองหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงในมือของ
จั่วม่อด้วยดวงตาร้อนผ่าว มันปรารถนาจะหยิบฉวยศาสตรามารปฐพีเล่ม
ใหม่นี้ไปเสียเดี๋ยวนี้เลย ในฐานะพ่อบ้านใหญ่แห่งศาลาสมบัติหายาก มัน
ย่อมมีวิจารณญาณที่ดีกว่าคนทั่วไปมาก มิหนำซ้ามันยังเคยสัมผัสศาสตรา
มารปฐพีของแท้มาก่อน
เพียงมองปราดเดียว มันก็ล่วงรู้ทันทีว่าหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงเล่มนี้
ยังเหนือล้ากว่าศาสตรามารที่มันเคยสัมผัสในอดีตมาก
สายตาของมันยิ่งมายิ่งร้อนแรง แต่มันก็เป็นบุคคลอันชาญฉลาดผู้
หนึ่ง ดังนั้นกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้านำกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ติดตัวมา
ด้วยแล้ว”
อันที่จริงด้วยนิสัยใจคอของเสี่ยวม่อเกอ หากไม่ฉวยโอกาสฟันกำไร
มหาศาลก็ไม่ใช่เสี่ยวม่อเกอแล้ว แต่คราครั้งนี้ อารามรีบร้อนอยากหลบลี้
หนีหน้าโดยไวที่สุด ดังนั้นมันไม่ต่อรองแม้สักครึ่งคำ พยักหน้าพลางกล่าว
“ตกลง นี่เป็นของเจ้า”
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนสีหน้าทอแววปิติยินดีมากกว่าเดิม
ชุดกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ครบชุดสมบูรณ์พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
จั่วม่อ เสียงทอดถอนอย่างตื่นตะลึงดังก้องไปทั่วบริเวณเป็นคำรบสอง ชุด
กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ ยากยิ่งนักที่จะได้พบเห็น
ด้วยสายตาตนเอง
“ช้าก่อน!” เสียงหนึ่งดังขัดขึ้นกลางคัน เป็นคนประหลาดฮวาหรูไห่ผู้
นั้นเอง อารมณ์ร้อนใจบนใบหน้ามันเลือนหายไป แทนที่ด้วยความสงบ
เยือกเย็นชนิดหนึ่ง “ผู้น้อยฮวาหรูไห่แห่งตระกูลฮวาอ่าวใต้ ข้าต้องการขอ
ซื้อศาสตรามารเล่มนี้… …”
ยังไม่ทันที่มันจะได้กล่าวจนครบถ้วนกระบวนความ จั่วม่อคว้ากระดูก
งูสันเขาพิสุทธิ์ แล้วยัดหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงใส่มือของพ่อบ้านปิศาจวัย
กลางคนอย่างไม่แยแสสนใจ ฮวาหรูไห่ถึงกับสีหน้าแข็งค้าง
เจ้าผู้นี้ใช่สมองผิดปกติหรือไม่? หรือมันไม่เข้าใจว่านี่เป็นโอกาสให้
โก่งราคาแล้ว?
ฮวาหรูไห่เลือดสูบฉีดขึ้นหน้าจนร้อนผ่าว ต้องถลึงตามองจั่วม่ออย่าง
ขุ่นเคือง
จั่วม่อไม่แยแสสนใจมัน เมื่อถือครองกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์อยู่ในมือ
มันชายตามองเขิงเหลียนเอ๋อร์แวบหนึ่ง ส่วนตัวมันคว้ามืออากุ่ย รีบแหวก
ทางออกไปอย่างรวดเร็ว
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนยังคงจมอยู่ในความปลาบปลื้นยินดีที่ได้รับ
ศาสตรามารชั้นปฐพี ไม่ทันสังเกตว่าคนทั้งสามกำลังทำอะไร
“อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ ไยต้องรีบร้อนเช่นนี้เล่า ตระกูลทังเราไม่ได้
ให้การต้อนรับขับสู้อย่างเหมาะสม ทำให้อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติต้องขุ่น
เคืองใจแล้ว นี่ถือเป็นความผิดพลาดของเรา ผู้น้อยทังเฉินขอน้อมรับผิด
ทุกประการ!”
สุ้มเสียงลุ่มลึกสบายหูดังกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกผู้คน ฉาก
เอะอะอึกทึกพลันเงียบกริบลงในบัดดล ทุกผู้คนล้วนคาดการณ์ไว้แล้วว่า
ตระกูลทังจะไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้ปรมาจารย์ศาสตรามารผู้หนึ่งหลุด
ลอยไปต่อหน้าต่อหน้า แต่เมื่อทังเฉินมาถึงกลับเกรงอกเกรงใจถึงเพียงนี้
นับว่าเหนือความคาดหมายจนไร้วาจาจะกล่าวแล้ว
ชั่วอึดใจถัดมา สรรพเสียงจ้อกแจ้กจอแจระเบิดเป็นวงกว้าง
ทังเฉินเป็นใคร? มันก็คือประมุขคนปัจจุบันแห่งตระกูลทัง ยากนักที่
จะเห็นมันปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน ไม่ว่าผู้ใดก็นึกว่าถึงว่าคนผู้นี้จะมาด้วย
ตัวเอง นับเป็นการให้เกียรติปรมาจารย์หนุ่มเป็นอย่างสูงโดยแท้!
จั่วม่อแม้สีหน้าเป็นปกติ แต่ในใจลอบฝืนยิ้มขื่น คราครั้งนี้คิดจากไป
เกรงว่าจะไม่ง่ายแล้ว
อย่าได้เห็นว่าอีกฝ่ายกล่าววาจาเกรงอกเกรงใจ แต่ตำแหน่งแห่งที่
ของมันพอดีปิดสกัดเส้นทางของพวกจั่วม่ออย่างสมบูรณ์ จั่วม่อได้แต่
ชะงักเท้า จากนั้นค้อมกายคารวะอย่างไม่เป็นทางการ “ไม่กล้ารับ ไม่กล้า
รับ ข้ามีเรื่องราวรัดตัว ต้องรีบร้อนเดินทาง ขอทังเซียนเซิงโปรดให้อภัย
ด้วย”
ทังเฉินพอฟังต้องแย้มยิ้มวูบหนึ่ง ลากเสียงกล่าวว่า “ท่านปรมาจารย์
เกรงใจเกินไปแล้ว มีเรื่องราวเร่งด่วนอันใดเพียงบอกต่อตระกูลทังเราก็พอ
ได้รับใช้ท่านปรมาจารย์ถือเป็นเกียรติต่อตระกูลทัง ปรมาจารย์ให้เกียรติ
มาเยือนที่นี่ นับเป็นโชควาสนาของเมืองปู้โจว ท่านปรมาจารย์กรุณารั้งอยู่
สักสองสามวัน ให้พวกเราได้ทำหน้าที่เป็นผู้เหย้าที่ดีสักครา”
เป็นบุคคลซึ่งยากจะรับมือดังที่คาด!
จั่วม่อในใจก่นด่าสาปแช่งทังเฉินไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันรอบ ใคร่หยิบฉวย
ถ้วยสมบัติของเสี่ยวม่อออกมาเชือดเจ้าผู้นี้ทิ้งเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
จากนั้นลอยนวลจากไป ดูท่าทางของทังเฉินแล้วจั่วม่อทราบว่าวันนี้อย่า
หมายจะจากไป ฝ่ายตรงข้ามตระเตรียมบังคับให้พวกมันรั้งอยู่ให้จงได้
จั่วม่อความคิดหมุนเร็วรี่ แล้วตกลงใจแสร้งทำเป็นคล้อยตามไปก่อน
หลังจากนั้นค่อยมองหาโอกาสเหมาะ ๆ ลอบหลบหนีจากไป
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว มันก็แสร้งทำเป็นอึกอักลังเล แล้วตอบกลับไปว่า
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนประมุขทังสักหลายวันแล้ว”
ทังเฉินแผยรอยยิ้มพึงพอใจ “ท่านปรมาจารย์ เชิญ!”
ทังเฉินกวาดตามองหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงในมือของพ่อบ้านใหญ่
ศาลาสมบัติหายากแวบหนึ่ง แล้วโห่ร้องชมเชยออกมา “ศาสตรามารปฐพี
อันประเสริฐ!”
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนไม่หลบเลี่ยงสายตาแหลมคมของทังเฉิน ยิ้ม
อย่างเยือกเย็นพลางกล่าว “ศาสตรามารนั้นย่อมประเสริฐ แต่ปรมาจารย์
กลับประเสริฐยิ่งกว่า”
ทังเฉินเป็นชนชั้นใด ไหนเลยจะไม่เข้าใจวาจายอกย้อนของอีกฝ่าย
แต่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสีย มันแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ตระกูลทัง
เราพอดีต้องการศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง เชิญระบุราคาเถอะ”
สุ้มเสียงของมันเย็นเยียบ แต่เปล่งรัศมีของผู้ครองอำนาจออกมา
อย่างเต็มที่
ทว่าพ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนหาได้หวั่นเกรงไม่ เพียงกล่าวด้วยสุ้ม
เสียงเฉื่อยชาทว่าแฝงไว้ด้วยเหลี่ยมคู “ผู้น้อยไหนเลยกล้ากระทำเกินเลย
กว่าอำนาจที่มี ต้าเหรินหากต้องการสอบถามราคา ผู้น้อยจะเรียนบอกต่อ
เหล่าป่านให้เอง”
“เจ้าประเสริฐยิ่ง” ทังเฉินเขม้นมองพลางกล่าวทิ้งท้าย แล้วสะบัด
หน้าจากไป
จั่วม่อเผยสีหน้าครุ่นคิด
ดูท่าฉากหลังของศาลาสมบัติหายากมิได้อ่อนด้อยเลยแม้แต่น้อย
พวกจั่วม่อทั้งสามถูกจัดให้อยู่ในบ้านหลังหนึ่ง นับเป็นคฤหาสน์หลัง
ใหญ่ที่มีทิวทัศน์งามเลิศ สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมมูล พรั่งพร้อมด้วย
บ่าวไพร่หญิงรับใช้มากกว่าร้อยคน ในบริเวณอันใหญ่โตมโหฬารนี้มีเพียง
พวกมันสามคนพำนักอยู่ภายใน
พื้นที่รอบนอกคฤหาสน์จัดกำลังป้องกันอย่างแน่นหนา เต็มไปด้วย
ยอดยุทธ์ด่านเจียงหรือเหนือล้ากว่าของตระกูลทังมากกว่ายี่สิบคน มาทำ
หน้าที่เป็นองครักษ์อย่างแข็งขัน ทั้งยังมีแผนผังปิศาจมากมายจัดวางไว้
รอบด้าน หากคิดก่อตั้งค่ายกลยันต์เช่นค่ายกลเคลื่อนย้าย เรียกได้ว่าเพ้อ
ฝันไป
นี่ทำให้จั่วม่อได้แต่ฝืนยิ้มอย่างขมขื่น ฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่ามี
ประสบการณ์อย่างโชกโชน หลังจาก ‘เชื้อเชิญ’ พวกมันเข้าพำนักใน
ตระกูลทัง ก็ทำการจำกัดบริเวณไว้ภายในเคหะสถาน สถานการณ์ของพวก
มันในยามนี้ไม่ต่างจากถูกคุมขังไว้ภายในบ้าน แม้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้จำกัดการ
เคลื่อนไหวของพวกมันก็ตามที
จั่วม่อยังได้รู้ซึ้งถึงแบบฉบับการวางอำนาจบาตรใหญ่ของประมุข
ตระกูลทังผู้นี้
ภายใต้การอารักขาอย่างหนักแน่นเข้มแข็งถึงปานนี้ ยากจะหลบรอด
ออกไปได้โดยไม่ถูกพบเห็น หากพวกมันใช้กำลังฝืนบุกฝ่าออกไป เป็นไป
ได้มากว่าความลับทั้งหมดของพวกมันจะถูกเปิดเผยออกมา ถึงตอนนั้น
เกรงว่าตระกูลทังไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด ก็จะต้องรั้งตัวพวกมัน
เอาไว้ให้จงได้
เขิงเหลียนเอ๋อร์ใบหน้างามสะคราญเต็มไปด้วยแววสำนึกเสียใจและ
ขออภัย “หากมิใช่เพราะกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์… …”
จั่ม่อสั่นศีรษะ กล่าวขัดกลางประโยค “นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ผู้ใด
จะไปคาดคิดว่าศาสตรามารชั้นปฐพีเล่มเดียว จะก่อเกิดคลื่นลมใหญ่โตถึง
เพียงนี้”
จั่วม่อมองดูอากุ่ย รู้สึกร้อนใจเป็นกำลัง หากพวกมันต้องติดอยู่ที่นี่
เมื่อใดจะสามารถไปถึงอาณาจักรน้าพุปรโลกกันเล่า
ในเวลานี้เอง ความคิดหนึ่งพลันวาบขึ้นในใจ
มันคิดว่าเป็นความคิดอันประเสริฐทีเดียว
… …
… …
“ว่ากระไร มันจะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี?” ทังเฉินถามเสียง
หนัก ๆ
“ใช่ขอรับ! มันบอกว่ามันต้องการหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่ม
ใหม่” บ่าวไพร่ที่มารายงานสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างสุด
ซึ้ง
“ศาสตรามารปฐพี!” กระทั่งทังเฉินยังหน้าเปลี่ยนสี แต่จากนั้นมัน
ต้องขมวดคิ้ว มันย่อมทราบดีว่าการหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีแต่ละ
เล่มนั้นลำบากยากเข็ญเพียงใด ปรมาจารย์ผู้นี้เพิ่งจะหลอมสร้างศาสตรา
มารปฐพีสำเร็จเล่มหนึ่ง ยามนี้ยังคิดหลอมสร้างอีกเล่มหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้ทำให้มันรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
ศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกชั่วชีวิตของ
อาจารย์ศาสตรามารผู้หนึ่ง
ปรมาจารย์ศาสตรามารส่วนใหญ่ชั่วชีวิตเพียงหลอมสร้างศาสตรา
มารปฐพีเล่มเดียว ผู้ที่สามารถหลอมสร้างสำเร็จถึงสองเล่มแทบนับได้ด้วย
นิ้วมือข้างเดียว มันไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดสามารถหลอมสร้างสำเร็จถึงสาม
เล่มมาก่อน
ทังเฉินที่บีบบังคับจั่วม่อมา มิใช่ว่าต้องการให้มันหลอมสร้างศาสตรา
มารปฐพีอีกเล่มหนึ่ง แต่ด้วยความหวังว่ามันจะยินดีรับหน้าที่เป็นเหล่าซือ
ช่วยฝึกอบรมค่ายศาสตรามารของตระกูลทัง
เมืองปู้โจวแม้อุดมไปด้วยทรัพยากร แต่ฝีมือหลอมสร้างของเหล่า
อาจารย์ศาสตรามารไม่ได้สูงส่งนัก หากสามารถยกระดับฝีมือของอาจารย์
ศาสตรามารเหล่านี้ขึ้นมาได้ ทรัพยากรมหาศาลที่มีก็จะสามารถ
แปรเปลี่ยนเป็นศาสตรามารชั้นดีอย่างไม่รู้จักจบสิ้น พลังของตระกูลถังจะ
ทวีคูณขึ้นอีกขั้นในระยะเวลาอันสั้น
หรือว่าปรมาจารย์หนุ่มผู้นั้นได้แนวคิดใหม่ ๆ จากการหลอมสร้างครั้ง
ก่อน?
แม้ว่ามันจะไม่เชื่อว่าจั่วม่อจะสามารถหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี
เล่มที่สองได้จริง ๆ ทังเฉินยังคงนึกยินดีที่จั่วม่อทุ่มเทให้กับการหลอมสร้าง
ศาสตรามารอย่างขยันขันแข็ง
“อา ให้ความร่วมมือกับมันอย่างเต็มที่” ทังเฉินสั่งการอย่างไม่ลังเล
“ไม่ว่ามันต้องการสิ่งใด จงตอบสนองความพึงพอใจของมันให้มากที่สุด”
“ขอรับ!” บ่าวไพร่ผู้นั้นตอบอย่างรู้ความ อย่างไรก็ตาม สีหน้าของมัน
เปลี่ยนเป็นแปลกพิกลอยู่บ้าง “แต่…แต่ท่านปรมาจารย์มีคำขอแปลก ๆ
เรื่องหนึ่ง… …”
“คำขอแปลก ๆ … …” ทังเฉินงงงันวูบ