สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 698 อาคันตุกะที่ไม่คาดฝัน
เมืองปู้โจว ตำหนักทังเหวิน
นี่เป็นงานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของปู้โจว ทั้งอึกทึกคึกคัก
และคลาคล่าไปด้วยผู้คน โฉมสะคราญมากมายเดินกรีดกรายอวดโฉม
กลิ่นสุราหอมหวนตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ผู้คนบ้างสนทนาปราศรัย บ้าง
ประสานมือคารวะทักทายอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
ผู้ที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างในละแวกเมืองปู้โจวล้วนได้รับเทียบเชิญ
จากตระกูลทัง เหล่ายอดยุทธ์ลือนามในบริเวณโดยรอบรีบรุดเข้าร่วมงาน
โดยไม่บ่ายเบี่ยง
นอกเหนือจากอำนาจอิทธิพลของตระกูลทังซึ่งในละแวกนี้ไม่มีผู้
เทียบเทียมแล้ว ผู้คนมากมายที่มาร่วมงานยังมาเพื่อบุคคลอีกผู้หนึ่ง นั่น
คือปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่4 สำหรับปรมาจารย์หนุ่มผู้ซึ่งเพิ่งจะประสบ
ความสำเร็จในการหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี การที่จะเนื้อหอมถึงเพียง
นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
จากนั้นพวกมันยังได้ยินว่าปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ร้องขอให้จัดงาน
เลี้ยงครั้งนี้ หลายคนอดไม่ได้ต้องหันมาขบคิดใคร่ครวญสถานการณ์อีก
ครั้ง
แม้ว่าปรมาจารย์เซียวจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบีบบังคับของตระกูล
ทัง แต่หากมีโอกาสพบหน้าสักครั้งสองครั้ง เพาะสร้างความสัมพันธ์อันดี
ต่อกัน ยังทำให้หลายคนต้องหวั่นไหวใจขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา
ยอดยุทธ์ผู้มีฝีมือกล้าแข็ง หากทว่าขาดศาสตรามารคู่ใจ พวกมันไม่ต่าง
จากแมลงวันที่กระสากลิ่นเนื้อสด รีบแห่แหนกันมาอย่างพร้อมหน้า
ฟงซิ่นจื่อใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงตะวัน มันปฏิเสธ
การทอดสะพานของดรุณีโฉมสะคราญเผ่าปิศาจนับไม่ถ้วน เพียงถือสุรา
จอกหนึ่ง รั้งอยู่ข้างกายจีลี่อวี่
“เจ้าผิดพลาดแล้ว” สุ้มเสียงหวานเสนาะของจีลี่อวี่ติดจะเย้ยหยันอยู่
บ้าง “มันเป็นปรมาจารย์หลอมสร้างศาสตรามารคนใหม่”
4 เซียว – คำนี้แปลว่าเงียบเหงา หมดอาลัยตายอยาก เป็นการเล่นเสียงกับเซี่ยวของเซี่ยวม่อเกอและเสี่ยวของ
เสี่ยวม่อเกอ อวิ๋นไห่แปลว่าทะเลเมฆ มีที่มาจากชื่ออาณาจักรทะเลเมฆ
ฟงซิ่นจื่อยักไหล่ “อาจบางทีเซี่ยวม่อเกอก็ล่วงรู้วิชาหลอมสร้าง
ศาสตรามารกระมัง”
ปากแม้เอ่ยล้อเลียนอย่างไม่อินังขังขอบ แต่ในใจมันเองยังไม่เชื่อ
วาจาผีสางเหล่านี้ เซี่ยวม่อเกอเป็นยอดอัจฉริยะผู้หนึ่ง ความจริงข้อนี้
กระทั่งฟงซิ่นจื่อผู้ถูกผู้อื่นเรียกขานว่าอัจฉริยะมาโดยตลอดยังต้องยอมรับ
นับถือในพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ของอีกฝ่าย หากทว่า แม้แต่ยอดอัจฉริยะ
ที่มีพรสวรรค์สูงสุดยังไม่อาจแตกฉานในทุกด้าน อย่าว่าแต่ศาสตร์แห่งการ
หลอมสร้างศาสตรามารยังลึกซึ้งคลุมเครือ คิดประสบความสำเร็จใน
ศาสตร์วิชาด้านนี้ นอกจากมีพรสวรรค์แล้ว จำต้องสั่งสมฝีมือและ
ประสบการณ์อย่างยาวนาน ประสบการณ์ในอดีตจะช่วยหนุนเสริม
พรสวรรค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทั้งสิ้น ไม่ใช่สิ่งที่จะบรรลุถึง
ได้ด้วยพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว
“จะว่าไปแล้ว เจ้าไม่คิดว่านี่มันแปลกประหลาดบ้างหรือไร?
ปรมาจารย์ศาสตรามารซึ่งสามารถหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี อย่าง
น้อยที่สุดก็สมควรมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมาก่อนอยู่บ้าง แต่นี่อะไร กระทั่ง
นามของมันยังไม่มีผู้ใดเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนด้วยซ้า ไม่แปลกเกินไป
หน่อยรึ?” ฟงซิ่นจื่อกล่าวราวรำพึงกับตัวเอง พลางเพ่งมองจั่วม่อจาก
ระยะไกล
“มีผู้คนมากมายที่จากไม่มีอะไร แล้วทะยานขึ้นโด่งดังคับฟ้าในชั่ว
ข้ามคืน นี่ไม่เห็นมีอันใดน่าแปลก” จีลี่อวี่ไม่เห็นพ้อง
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น” ฟงซิ่นจื่อไม่ถกเถียงเรื่องนี้ต่อ
ในเวลานี้เอง คนผู้หนึ่งเบียดเสียดผู้คนตรงเข้ามา เรียกเสียงสบถด่า
เบา ๆ มาตลอดทาง พอเข้ามาถึงคนทั้งสองก็กล่าวอย่างคึกคักกระตือรือร้น
“ฮ่าฮ่า วันนี้ได้พบพานแม่นางโฉมงามถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นโชควาสนาของ
ข้านัก! แม่นางผู้งามเลิศจนหัวใจข้าแทบหยุดเต้น มิทราบสามารถประทาน
บอกนามอันไพเราะของเจ้าได้หรือไม่?”
จีลี่อวี่ในใจรังเกียจเดียดฉันท์อยู่บ้าง แต่บนใบหน้าไม่แสดงสิ่งใด
ออกมา เพียงแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน “คิดสอบถามชื่อผู้อื่น เจ้าไม่สมควร
แจ้งนามของตนก่อนหรือ?”
จีลี่อวี่เดิมทีงามรัดรึงตรึงจิตอยู่แล้ว นางยามไม่แย้มยิ้ม ก็ราวกับไข่มุก
ที่สุกสว่างที่สุดในงานเลี้ยง แต่พอเผยรอยยิ้มออกมา ทั่วทั้งตำหนักจัดเลี้ยง
คล้ายสว่างไสวขึ้นมาทันที บรรดาอาคันตุกะโดยรอบล้วนตะลึงลานจนซึม
เซากันไปหมด
บุรุษหนุ่มกรุยกรายที่บุกเข้ามาสนทนากับนางเมื่อครู่ถึงกับตะลึงงัน
จนแทบลืมหายใจ นิ่งขึงอยู่ครึ่งค่อนวันค่อยได้สติรู้สึกตัว มันมีสีหน้าลุ่ม
หลงมึนเมา ทำท่าราวกับหากจีลี่อวี่สั่งให้มันไปตายเสียตอนนี้ มันจะไม่
ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม้แต่น้อย
“โอ้ โอ้ โอ้ ข้าน้อยสมควรตาย! ข้าวู่วามเสียมารยาทไปแล้ว สวรรค์
อภัยให้ไม่ได้! โปรดให้อภัยต่อความหุนหันหยาบคายของข้าด้วย ข้าฮวาหรู
ไห่แห่งตระกูลฮวาอ่าวใต้ เพียงสถานที่เล็ก ๆ สถานที่เล็ก ๆ เท่านั้น!”
ฮวาหรูไห่กล่าวถ่อมตนพลางโปรยยิ้มมีเสน่ห์ เสียงสูดลมหายใจอย่าง
ตกตะลึงดังขึ้นรอบด้าน ในที่นี้ยังจะมีผู้ใดไม่รู้จักตระกูลฮวา ตระกูลฮวา
แห่งอ่าวใต้เป็นขุมกำลังที่ทัดเทียมกับตระกูลทังแห่งเมืองปู้โจว
“ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบ ฮวาหรูไห่เซียนเซิง! ข้าจีลี่อวี่แห่งเผ่า
อสูร!” จีลี่อวี่แย้มยิ้มปานบุปผาสะพรั่ง ดึงดูดสายตาบุรุษทุกรูปทุกนาม
“ยินดี ยินดี น่ายินดีจริง ๆ!” ฮวาหรูไห่ตื่นเต้นเสียจนกล่าววาจาจับต้น
ชนปลายไม่ถูก
“ฮวาหรูไห่เซียนเซิงก็มาเพื่อท่านปรมาจารย์เช่นกันหรือ?” จีลี่อวี่
ถามด้วยท่าทีสนอกสนใจ
ฮวาหรูไห่พยักหน้าระรัว “ใช่ ใช่แล้ว ข้าบังเอิญอยู่ในบริเวณบ่อน้า
ศาสตรามารในตอนที่ปรมาจารย์หลอมสร้างศาสตรามารปฐพีสำเร็จพอดี
นิมิตแห่งฟ้าดินเมื่อยามที่หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงถือกำเนิด ข้าได้ชมดู
ด้วยสายตาตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ”
“หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง?”
“มิผิด นั่นเป็นยอดศาสตรามารอันเลิศล้าเล่มหนึ่ง สามารถแปลงเป็น
ศาสตรามารที่แตกต่างกันสิบชนิด ศาสตรามารปฐพีที่อัศจรรย์พันลึกถึง
เพียงนี้ข้าเพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก น่าเสียดายที่ไปจบลงในมือของ
พวกศาลาสมบัติหายาก คิดซื้อของจากมือพวกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ฮวา
หรูไห่กล่าวพลางสั่นศีรษะอย่างเศร้าเสียดาย
จีลี่อวี่พลันกล่าว “ฟังว่าท่านปรมาจารย์ยังหนุ่มแน่นยิ่ง หรือว่า
อาจารย์ศาสตรามารทั้งหมดล้วนแล้วแต่ยังอายุเยาว์?”
ฮวาหรูไห่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไยมิใช่ ครั้งแรกที่ข้าพบหน้าท่าน
ปรมาจารย์ ยังต้องตะลึงงันไปชั่ววูบ นึกไม่ถึงว่าปรมาจารย์จะมีอายุอา
นามไม่ต่างไปจากข้าเลย อย่างไรก็ตาม ชนชั้นปรมาจารย์อาจไม่ใช่มนุษย์
ปุถุชนเช่นเดียวกันกับพวกเรา”
“นั่นก็ใช่แล้ว” จีลี่อวี่แย้มยิ้มจาง ๆ หันเหสายตาไปยังศาสตรามารที่
จัดแสดงอยู่ใจกลางตำหนักอันกว้างขวาง “นั่นคงเป็นหอกอสรพิษฟ้าสิบ
แปลงที่ว่ากระมัง?”
“อา!” ฮวาหรูไห่หันไปมองหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงด้วยสายตาลุ่ม
หลงมึนเมายิ่งกว่า รำพึงรำพันว่า “สมบูรณ์แบบ! สมบูรณ์แบบอย่าง
แท้จริง! ฝีมือหลอมสร้างระดับนี้ข้าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย ช่างเลิศ
ล้านัก!”
จีลี่อวี่จ้องมองหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวทว่า
แทบจะไม่มีตัวตนแผ่ซ่านออกมาจากหอก ปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก บันดาล
ให้ผู้คนต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บเป็นครั้งคราว
“นี่เป็นผลงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง” พ่อบ้านใหญ่แห่ง
ศาลาสมบัติหายากทอดถอนชมเชยไม่ขาดปาก
“ขอบคุณท่านมากที่ให้การสนับสนุน!” จั่วม่อประสานมือคารวะอีก
ฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจ ซึ่งความจริงหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงเล่มนี้มันได้ทำ
การซื้อขายกับศาลาสมบัติหายากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายที่ยินยอมนำ
ออกมาจัดแสดง ก็เพียงเพราะว่าเป็นคำขอของจั่วม่อเท่านั้น
“นี่ไม่นับเป็นอะไรได้” พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
จากนั้นลดเสียงกล่าวซ่อนความนัย “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ทราบว่า
ศาลาสมบัติหายากเราจะเป็นสหายของท่านปรมาจารย์เสมอ”
เมื่อได้รับคำขอของจั่วม่อ มันอดไม่ได้ต้องแตกตื่นสุดระงับ แต่
หลังจากขบคิดใคร่ครวญก็ตัดสินใจทันที แม้ว่ามันจะไม่ล่วงรู้จิตเจตนา
แท้จริงของปรมาจารย์ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นโอกาสอันดีงามที่สุดใน
การเพาะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
จั่วม่อยิ้มรับ ชูถ้วยสุราให้แก่ฝ่ายตรงข้าม “เชิญ!”
“เชิญ!” พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนตอบสนองด้วยการชูจอกสุราด้วยสี
หน้าปิติยินดี การที่ปรมาจารย์ผู้หนึ่งยินยอมติดหนี้บุญคุณมัน หาใช่เรื่อง
ธรรมดาสามัญไม่
ทังเฉินซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนักบนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่แทบมองไม่
เห็นวูบหนึ่ง ทันใดนั้นบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามากระซิบเสียงเบาต่าที่ริมหู
มัน ทังเฉินพยักหน้ารับรู้
มันผุดลุกขึ้นยืนโดยพลัน ยกสองมือขึ้น กล่าวด้วยสุ้มเสียงดังกังวาน
“ท่านทั้งหลาย!”
ทั่วตำหนักเงียบกริบลงในบัดดล สายตาทุกคู่หันมาจ้องมองทังเฉิน
เป็นตาเดียว ทังเฉินผู้นี้ถือครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในเมืองปู้โจว
เพียงกล่าววาจาไม่กี่คำ อาจส่งผลกระทบต่อเมืองปู้โจวอย่างรุนแรง
ทังเฉินยิ้มอย่างกว้างขวาง “วันนี้นับเป็นวันดีโดยแท้ ไม่เพียงมิตร
สหายมากันพร้อมหน้า กระทั่งอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติยังเดินทางมาถึง
เช่นกัน”
ขณะที่มันกำลังกล่าววาจา เห็นผู้คนขบวนหนึ่งมุ่งมาจากประตูใหญ่
ตรงเข้าสู่ตำหนัก ผู้นำอยู่ด้านหน้าสุดเป็นบุรุษหนุ่มซึ่งใบหน้าเกลื่อนไป
ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ใบหน้าหล่อเหลาประดุจหยกของมันเต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่น เมื่อเข้าสู่ตำหนัก ก็มุ่งตรงมายังแถวหน้าซึ่งเป็นที่นั่งของเหล่า
อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติในงานเลี้ยง
ผู้คนพากันขยับเปิดทางให้แก่มันโดยไม่รู้ตัว
“ท่านอาทัง!” บุรุษหนุ่มเรียกหาพลางค้อมกายคารวะต่อทังเฉิน
ทังเฉินหัวร่ออย่างปลอดโปร่ง กล่าวว่า “มามา เข้ามาใกล้ ๆ มาให้เรา
ผู้เป็นอาชมดูเจ้าสักครา วีรบุรุษก่อเกิดแต่เยาว์วัยโดยแท้! อาตี๋มีบุตรชาย
อันประเสริฐเยี่ยงเจ้า ช่างน่าอิจฉาเลื่อมใสนัก!”
อาตี๋? เสียงซุบซิบถกเถียงแผ่วเบาดังขึ้นในกลุ่มคน ผู้คนพากันคาด
เดาว่าผู้ที่ถูกเรียกหาอย่างสนิทสนมว่าอาตี๋นี้ แท้ที่จริงคือผู้ใด
“ท่านพ่อมักจะบ่นถึงท่าน แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวรัดตัว หลายปีมา
นี้ไม่อาจปลีกตัวมาเยี่ยมเยียนท่านอาทัง ท่านพ่อในใจรู้สึกผิดไม่น้อย” ซือ
กงจื้อ (คุณชายซือ) กล่าวอย่างสุภาพนอบน้อม
“โอ้!” ทังเฉินบนใบหน้าปรากฏร่องรอยหวนรำลึก จากนั้นกล่าวด้วย
อารมณ์ความรู้สึกว่า “เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน!”
จากนั้นพลันหัวร่อออกมา “วันที่ดีเช่นนี้กล่าวเรื่องหม่นหมองไปทำ
อะไร” กล่าวจบคำ มันก็หันเข้าหาผู้คนทั่วตำหนัก ผายมือไปทางบุรุษหนุ่ม
กล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด “ท่านทั้งหลาย ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือบุตรชาย
ของตี๋ไสว้ หลานชายของข้า ซือ!”
ฝูงชนเดือดพล่านขึ้นมาในบัดดล
ยามนี้พวกมันทราบชัดแล้วว่า ‘อาตี๋’ ที่ว่าคือผู้ใด ทุกผู้คนไม่มีผู้ใดไม่
รู้จักตี๋ไสว้ อ้อ แน่นอนว่าทุกผู้คนในที่นี้ไม่นับรวมจั่วม่อด้วย ตี๋ไสว้มีชื่อเสียง
ยิ่งใหญ่กว่าทังเฉินไม่ทราบว่าเท่าใด เป็นหนึ่งในจอมปิศาจด่านไสว้ที่มี
อำนาจอิทธิพลมากที่สุดในแดนปิศาจ
หลายคนมีสีหน้ากังขา แม้ว่าอำนาจอิทธิพลของตระกูลทังในเมืองปู้
โจวนั้นไม่มีผู้ใดเทียบได้ แต่ที่ผ่านมามักเก็บเนื้อเก็บตัว ดูคล้ายพึงพอใจกับ
อาณาเขตของตน ไม่เคยมีความทะเยอทะยานที่จะแย่งชิงแผ่นดิน
ดังนั้นผู้คนมักเข้าใจว่าตระกูลทังเป็นเพียงขุมกำลังท้องถิ่นที่เข้มแข็ง
อยู่บ้าง แต่ตี๋ไสว้เป็นหนึ่งในจอมคนที่ทำศึกช่วงชิงแผ่นดิน ทั้งยังเป็นหนึ่ง
ในจอมปิศาจด่านไสว้ซึ่งมีพลังฝีมือกล้าแข็งที่สุด
เนื่องเพราะสถานะของสองตระกูลที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมื่อเห็น
ว่าบุตรชายของตี๋ไสว้คารวะต่อทังเฉินอย่างนอบน้อมยิ่ง ราวกับบุตรหลาน
คารวะต่อญาติผู้ใหญ่ก็มิปาน หลายคนจึงอดตะลึงลานไม่ได้ ดูท่าสองจอม
ปิศาจด่านไสว้จะมีสายสัมพันธ์ที่ไม่รวบรัดธรรมดา
การมาถึงของซือกงจื้อทำให้งานเลี้ยงบังเกิดคลื่นลับหนุนเนื่อง หลาย
คนลอบครุ่นคิดว่าจำต้องประเมินขีดความสามารถของตระกูลทังใหม่อีก
ครั้ง
นี่รวมถึงตระกูลจี้ด้วย
อาเหิงที่อยู่ในมุมหนึ่งดวงตาทอประกายวูบไหว ตระกูลทังเป็นขุม
กำลังที่ตระกูลจี้ของมันพากเพียรสานสัมพันธ์มาเป็นเวลานาน ตระกูลจี้
หวังว่าจะใช้การแต่งงานระหว่างตระกูลกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสอง
ตระกูลให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม
เมื่อบุตรชายของตี๋ไสว้มาถึง ทำให้มันสูดได้กลิ่นอายของความแปลก
ประหลาดทันที
ในขณะเดียวกัน นายน้อยตระกูลจี้ยังคงจ้องมองปรมาจารย์เซียวอวิ๋น
ไห่ด้วยสายตาอาฆาตแค้น
อาเหิงเมื่อรู้สึกตัว พลันสังเกตเห็นสีหน้าของนายน้อยของมัน อด
ขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ได้ ซือกงจื้อที่เพิ่งมาถึงหล่อเหลาสง่างาม ทั้งยังมี
ความสำเร็จสูงล้า เทียบกันแล้วนายน้อยของตระกูลพวกมันแทบไม่อาจ
พบหน้าผู้คน อาเหิงลอบสั่นศีรษะอย่างจนปัญญาอยู่บ้าง
ปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ยามนี้เป็นอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติของตระกูล
ทัง ตระกูลทังมีแต่จะพิทักษ์มันประหนึ่งสมบัติล้าค่า พวกมันไม่มีโอกาสลง
มืออีกแม้แต่น้อย อย่าแต่ว่าพวกมันปรารถนาจะเพาะสร้างพันธมิตรกับ
ตระกูลทัง ต่อให้พวกมันไม่ไว้หน้าตระกูลทัง แต่หากคิดลงมือต่ออาคันตุกะ
ผู้สูงส่งของตระกูลทังในเมืองปู้โจว เท่ากับแส่หาที่ตายเท่านั้น
มันตักเตือนด้วยสุ้มเสียงเครียดขรึม “นายน้อย ท่านอย่าได้หุนหัน
พลันแล่นเป็นอันขาด!”
“เช่นนั้นจะปล่อยให้จบเรื่องลงเพียงเท่านี้หรือ?” นายน้อยตระกูลจี้
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน สุ้มเสียงคล้ายตะโกนออกมาจากความแค้นที่อัดแน่นใน
อก
อาเหิงกล่าวอย่างเย็นชา “หากนายน้อยล่วงเกินตระกูลทัง นายท่าน
ต้องไม่ยินดีแน่”
นายน้อยตระกูลจี้หน้าเผือดสี เมื่อนึกถึงโทสะของผู้เป็นบิดา พลัน
รู้สึกความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากเท้า ความเคียดแค้นเดือดดาลทั้ง
มวลหายวับไปทันที
อาเหิงหลังจากกำราบนายน้อยของมันเช่นนี้ ก็ไม่เหลือบมองนาย
น้อยของมันอีก แต่ให้ความสนใจอยู่กับซือกงจื้อ มันตกลงใจรั้งอยู่อีกชั่ว
ระยะเวลาหนึ่ง เพื่อสืบหาว่าซือกงจื้อไฉนมาเยือนเมืองปู้โจวอย่างปัจจุบัน
ทันด่วนเช่นนี้
ตระกูลทังแม้เก็บเนื้อเก็บตัว แต่ขุมกำลังแท้จริงของพวกมันไม่อาจ
หยั่งวัดได้ หากเป็นพันธมิตรกับผู้ใด ตระกูลทังจะเป็นผู้ช่วยเหลือชั้นดี
อย่างที่ยากจะหาได้อีก
อาเหิงทราบดีว่าตระกูลจี้แห่งอาณาจักรเวิ้งฟ้าไม่ได้มีอำนาจอิทธิพล
เทียบเท่ากับตี๋ไสว้ อย่างไรก็ตาม มันคาดคิดไม่ถึงว่าทังเฉินจะปกปิด
ความสัมพันธ์นี้อย่างมิดเม้น พวกมันตระกูลจี้แม้พากเพียรสืบเสาะมานาน
แต่ไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ตระกูลจี้เริ่มเพาะสร้างไมตรีกับตระกูลทังมาเป็นเวลานาน แต่ท่าที
ของทังเฉินมักจะไม่ชัดเจนอยู่เรื่อยไป ที่แท้นี่ก็คือเหตุผลเบื้องหลัง
ไม่ว่าจะอย่างไร มันไม่อาจปล่อยให้ตระกูลทังกับตี๋ไสว้จับมือเป็น
พันธมิตรกันได้
อาเหิงดวงตาทอประกายเย็นเยียบ
ด้วยการมาถึงของอาคันตุกะที่ไม่คาดฝัน ย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นสอง
นายบ่าวของตระกูลจี้ที่หลบอยู่ในมุม
ทังเฉินกวาดตามองผ่านเหล่าบ่าวไพร่หญิงรับใช้ของซือกงจื้อ เมื่อ
สายตามันตกลงที่หลีเซียนเอ๋อร์ ดวงตาพลันทอแววประหลาดใจวูบ
อย่างไรก็ตาม มันไม่แสดงสีหน้าใด เพียงชักนำซือกงจื้อมาถึงเบื้องหน้า
จั่วม่อ
“หลานชายอันประเสริฐ มามา นี่คือปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่! ท่าน
ปรมาจารย์เพิ่งจะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง หอกอสรพิษฟ้า
สิบแปลง ทรงพลังอำนาจอย่างเหลือเชื่อ!”
แต่ในเวลานี้ จั่วม่อหางตากระตุกเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
มันแม้แย้มยิ้มต้อนรับซือกงจื้อ แต่ความสนใจของมันกลับพุ่งไปยังหญิงรับ
ใช้นางหนึ่งในขบวนของอีกฝ่าย