สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 699 จุดมุ่งหมายของจั่วม่อ
จั่วม่อเดิมทีเพียงเหลือบมองโดยไม่ได้ตั้งใจ รอจนดวงตาของมันกวาด
ผ่านขบวนของซือกงจื้อ สายตาพลันชะงักกึกอยู่ที่สตรีนางหนึ่ง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจของจั่วม่อรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
สตรีนางนี้… …
จั่วม่อกล้าเอาศีรษะเป็นประกันว่ามันไม่เคยพบเห็นสตรีนางนี้มาก่อน
อย่างแน่นอน มันไม่อาจอธิบายได้ว่าสิ่งใดในตัวนางที่ชวนให้เคยคุ้นครุ่น
คะนึงนัก ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ท่าทีของนาง ลักษณะการพูดจา ท่วงท่ายก
มือวางเท้าหรือกลิ่นอายสภาวะ ล้วนไม่มีสิ่งใดให้คุ้นเคยแม้แต่น้อย อีกทั้ง
จั่วม่อยังมั่นใจเป็นที่สุดว่าไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อน
แต่ความคุ้นเคยอันแปลกประหลาดยังคงติดตามหลอกหลอนในใจ
มัน ไม่อาจสลัดทิ้งไปได้อีก
ช่างน่าแปลกเสียจริง
จั่วม่อระงับความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ สีหน้ากลับเป็นปกติ
ประสานมือคารวะทักทายกับซือกงจื้อด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ “กงจื้อ ยินดีที่ได้
พบ”
ซือกงจื้อแย้มยิ้มตอบ “ระหว่างทางได้ยินว่าท่านปรมาจารย์หลอม
สร้างศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง ซือใคร่คิดชมดู จึงเร่งรุดเดินทางตลอดทั้ง
วันทั้งคืนโดยไม่ได้พักค้างแรม เมื่อได้พบหน้าปรมาจารย์ ค่อยรู้สึกว่าการ
ลำบากตรากตรำครั้งนี้ไม่สูญเปล่าแล้ว!”
ทังเฉินแสร้งบันดาลโทสะ “ที่แท้หลานชายอันประเสริฐมิได้รุดมาพบ
หน้าเราผู้เฒ่า เป็นเราผู้เฒ่าหลงสำคัญตัวผิดไปเอง!”
ผู้คนรอบข้างพอฟังต้องหัวร่อครืนใหญ่
ทังเฉินเองก็แย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าและท่านปรมาจารย์อายุ
อานามไล่เลี่ยกัน จะต้องสนทนากันอย่างถูกคอกว่าเฒ่าชราเช่นข้า
หลานชายอันประเสริฐ เจ้าต้องขอคำชี้แนะจากท่านปรมาจารย์ให้มากเข้า
ไว้ นี่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าเองอย่างแน่นอน”
“ท่านอาสั่งสอนถูกต้อง” ซือกงจื้อรับคำอย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ
จั่วม่อยิ้มพราย “ประมุขทังเกรงอกเกรงใจเกินไปแล้ว” มันลอบ
ประหลาดใจไม่น้อย ทังเฉินผู้นี้คล้ายปฏิบัติต่อซือกงจื้อดุจบุตรหลานของ
ตนจริง ๆ ดูท่าสายสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตระกูลจะไม่รวบรัดธรรมดา
ดังเช่นเปลือกนอกเสียแล้ว
ซือกงจื้อเหลียวมองหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงซึ่งจัดวางไว้กลาง
ตำหนักใหญ่ อดกล่าวไม่ได้ “นี่คือผลงานที่เลื่องลือไปทั่วของท่าน
ปรมาจารย์ใช่หรือไม่?”
“สิ่งนี้เรียกว่าหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง” พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคน
สอดปากเข้ามาอย่างโอ่อ่าผ่าเผย “ซือกงจื้อต้องการทดลองดูหรือไม่?”
“ได้หรือ?” ซือถามอย่างตื่นเต้นยินดี
“ย่อมแน่นอน!” พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนวางท่าใจกว้าง “ด้วยน้าใจ
ของท่านปรมาจารย์ ศาลาสมบัติเราจึงได้ครอบครองของวิเศษเช่นหอก
อสรพิษฟ้าสิบแปลงเล่มนี้ กงจื้อสามารถทดลองดูจนกว่าจะพอใจ”
ถึงตอนนี้กระทั่งคนตาบอดยังมองออก ว่าพ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนผู้
นี้คิดสานไมตรีต่อซือกงจื้อ
ซือกงจื้อสีหน้าตื่นเต้นยินดี มันย่อมต้องการทดลองยอดศาสตราเล่ม
นี้ดูสักครา
หลีเซียนเอ๋อร์ลอบเพ่งพินิจปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่อย่างลับ ๆ นางมี
ความรู้สึกเฉียบไวเหนือธรรมดา แม้ว่าปรมาจารย์หนุ่มผู้นี้จะพยายาม
วางท่าเป็นปกติอย่างสุดความสามารถ แต่หลีเซียนเอ๋อร์ยังคงสัมผัสได้ว่า
ความสนใจของเซียวอวิ๋นไห่มุ่งตรงมาที่นาง
รูปโฉมของนางถูกปลอมแปลงมาเป็นอย่างดี แม้ยังคงงามสดใส แต่
นับว่าด้อยกว่ารูปลักษณ์แท้จริงของนางไม่รู้ว่าเท่าใด แต่ด้วยศักดิ์ฐานะ
ของซือกงจื้อ หญิงรับใช้นางใดไม่งามสะคราญปานบุปผาบ้างเล่า? กล่าว
ตามความสัตย์ ท่ามกลางหญิงรับใช้กลุ่มใหญ่เช่นนี้ นางสมควรเป็นหญิง
รับใช้ระดับกลางที่ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตานางหนึ่งจึงจะถูกต้อง
แต่ทังเฉินและเซียวอวิ๋นไห่กลับสังเกตเห็นนางด้วยการมองเพียง
ปราดเดียว นี่ช่างเหนือความคาดหมายของนางนัก
ในทางกลับกัน นางเองก็สงสัยใคร่รู้ในตัวเซียวอวิ๋นไห่เป็นอย่างยิ่ง
การที่จะได้เห็นปรมาจารย์ศาสตรามารที่ยังหนุ่มแน่นเช่นนี้สักคน หา
ใช่เรื่องธรรมดาสามัญไม่ เมื่อถือกำเนิดจากเทียนหวน หลีเซียนเอ๋อร์ย่อม
ได้พานพบอัจฉริยะมากหน้าหลายตาไม่เคยขาด แต่ผู้ที่มีความสำเร็จสูงล้า
ถึงเพียงนี้ด้วยวัยที่เรียกได้ว่าน้อยนิด กลับมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ราวกับว่ามันสังเกตเห็นสายตาที่ลอบมองมาของนาง ปรมาจารย์หนุ่ม
ผู้นั้นยิ้มให้นางเล็กน้อย
คนผู้นี้… …แปลกพิลึกอยู่บ้าง!
หลีเซียนเอ๋อร์ลอบคิดในใจ
ชิงฮวาเสวี่ยเพ่งมองปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน
อย่างไม่คลาดสายตา ดวงตาคู่งามเจิดจรัสดุจหมู่ดาวประชันประกาย นาง
ต้องพยายามสงบใจอย่างสุดความสามารถ
เป็นมัน!
เป็นมันเอง ไม่ผิดแน่!
ชิงฮวาเสวี่ยไม่อาจสะกดกลั้นความลิงโลดยินดีในใจของนางได้
แทบจะเพียงแวบแรกที่มอง นางก็จดจำจั่วม่อออกในทันที แม้ว่ารูป
โฉมจะผิดแผกแตกต่าง แม้ว่ามันจะใช้นามที่ไม่คุ้นหู แต่ดวงตาของชิงฮวา
เสวี่ยก็ไม่ได้ผิดพลาดไปเลย นางคุ้นเคยกับแบบฉบับการกล่าววาจา สีหน้า
ท่าที และการเคลื่อนไหวการยกมือวางเท้าของมันเป็นอย่างดี ช่วยไม่ได้ที่
นางคุ้นเคยกับมันมากจนเกินไป เนื่องเพราะนางไม่เพียงแต่ประมือกับมัน
รอบหนึ่ง นางยังเฝ้ารวบรวมภาพมายาทุกชุดในท้องตลาดที่เกี่ยวข้องกับ
มัน ทั้งยังเฝ้ามองดู ศึกษาทบทวนซ้า ๆ ซาก ๆ โดยไม่เคยเบื่อหน่าย
นี่เป็นมันเอง!
เซี่ยวม่อเกอ!
งานเลี้ยงสังสรรค์ที่เดิมทีอึกทึกระคายหูและน่าเบื่อหน่าย บัดนี้
กลายเป็นสวยสดงดงาม สบายหูสบายตาไปเสียหมด ชิงฮวาเสวี่ยดวงตา
ไม่ได้คลาดคลาไปจากมันแม้สักแวบเดียว
“เจ้ากำลังมองอะไรอยู่รึ?” สหายนางหนึ่งกระเซ้ามาจากด้านข้าง
สหายผู้นี้เรียกว่าหนิงซินเอ๋อร์ เป็นโฉมสะคราญที่งดงามที่สุดในตระกูล
สาขาของตระกูลหนิง และด้วยเหตุนี้จึงถูกเลือกมาเช่นกัน
ชิงฮวาเสวี่ยคล้ายสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝัน ใบหน้าของนางแดงซ่านดุจ
เปลวเพลิง
“อ้อ เจ้าชมชอบเซียวอวิ๋นไห่หรอกรึ?” หนิงซินเอ๋อร์ไม่ปล่อยปละละ
เว้นนาง “มันแม้ไม่หล่อเหลา แต่เมื่อสามารถทะยานขึ้นเป็นปรมาจารย์
ตั้งแต่ยังเยาว์วัย อนาคตของมันก็ยาวไกลไร้ขีดจำกัดแล้ว ฮิฮิ หากเจ้า
สามารถจับมันกลับไปได้ ตระกูลชิงฮวาคงได้แย้มยิ้มจนหุบปากไม่ลง
ทีเดียว”
ชิงฮวาเสวี่ยฟื้นคืนความเยือกเย็นของนางทันที นางชายตามองหนิง
ซินเอ๋อร์ แล้วโต้กลับอย่างแหลมคม “แล้วเจ้ามิใช่หมายตาเซี่ยวม่อเกอ
หรอกหรือ?”
“เซี่ยวม่อเกอ?” หนิงซินเอ๋อร์ขึ้นเสียงสูงเป็นเชิงเย้ยหยันตัวเอง “ข้า
ย่อมต้องการมัน แต่เมื่อมีโฉมสะคราญอันดับหนึ่งแห่งเผ่าอสูรยืนอยู่เบื้อง
หน้า พวกเราก็ได้แต่ทำใจให้สบาย วางตัวเป็นดอกไม้ประดับให้แก่นาง
เท่านั้น”
ถ้อยคำอันเผ็ดร้อนเจือไปด้วยความริษยาและความผิดหวัง
ชิงฮวาเสวี่ยนิ่งงันไป นางเข้าใจความรู้สึกของหนิงซินเอ๋อร์เป็นอย่าง
ดี ในบรรดาโฉมงามทั้งหลายที่ถูกคัดเลือกมา นอกจากนางแล้วไม่มีผู้ใด
ยินยอมพร้อมใจ เบื้องหน้าจีลี่อวี่ผู้สะคราญปานหยาดฟ้ามาดิน พวกนาง
ทั้งหลายประดุจหิ่งห้อยสู้แสงจันทรา ไหนเลยจะประชันขันแข่งได้ ทุกผู้คน
ล้วนมั่นใจว่าหากเซี่ยวม่อเกอจะตกลงไปในบ่วงเสน่หาของสตรีสักนาง
นางผู้นั้นย่อมต้องเป็นจีลี่อวี่ พวกนางเหล่านี้แม้มาจากตระกูลสาขาของแต่
ละตระกูล แต่ล้วนมีบุรุษนับไม่ถ้วนหมายปอง รวมถึงบรรดาบุตรหลาน
ของตระกูลหลักด้วย ผู้ใดยินดีเดินทางรอนแรมหลายพันหลายหมื่นลี้ เพียง
เพื่อทำตัวเป็นดอกไม้ประดับให้แก่ผู้อื่น?
“ข้าสังหรณ์ใจว่าเซี่ยวม่อเกออาจไม่หลงเสน่ห์ของคุณหนูจี” ชิงฮวา
เสวี่ยโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน
“อาจเป็นได้” หนิงซินเอ๋อร์เบ้ปาก “แต่หากกระทั่งโฉมสะคราญ
อันดับหนึ่งมันยังไม่หลงเสน่ห์ แล้วพวกเรายังจะหลงเหลือความหวังใด
เล่า”
ชิงฮวาเสวี่ยนิ่งงันอีกครา
หนิงซินเอ๋อร์เอียงคอ ทันใดนั้นเปลี่ยนสีหน้าเป็นตื่นเต้นเร้าใจ
“เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้กลับเป็นเป้าหมายอันประเสริฐ หากสามารถช่วงชิง
ปรมาจารย์ศาสตรามารที่มีฝีมือสูงล้าถึงเพียงนี้ไปเข้ากับฝ่ายของเรา ข้าว่า
เบื้องบนจะต้องยินดีปรีดาเป็นแน่ ไม่เลวไม่เลว!”
“เช่นนั้นเจ้าอาจทดลองดู” ชิงฮวาเสวี่ยคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม
“ลืมไปเสียเถอะ มันไม่หล่อเหลาพอ” หนิงซินเอ๋อร์เอ่ยโดยไม่ขบคิด
“แต่ซือกงจื้อสิ ทั้งสุภาพอ่อนโยนและโอ่อ่าผ่าเผย! ภูมิหลังตระกูลของมัน
ยังเลิศล้ายิ่ง!”
ชิงฮวาเสวี่ยพอฟัง อดแย้มยิ้มไม่ได้
ในเวลานี้เอง เซียวอวิ๋นไห่พลันเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “ท่าน
ทั้งหลาย”
ทั่วบริเวณเงียบสงัดลงทันควัน ผู้คนหันมามองอย่างสนอกสนใจ ทุก
ผู้คนในที่นี้เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ต่อปรมาจารย์ศาสตรามารคนใหม่
เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะมันยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้
เซียวอวิ๋นไห่ใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ไม่มีทีท่าประหม่าอาย
สุ้มเสียงดังสดใสกังวาน
“ประการแรก ข้าต้องขอขอบคุณประมุขทัง ซึ่งยินยอมเห็นด้วยกับคำ
ขออันไร้เหตุผลของข้า และช่วยจัดงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ตามประสงค์ของ
ข้า ทั้งยังต้องขอขอบคุณศาลาสมบัติหายากที่ให้การสนับสนุนในงานวันนี้
ข้าจะไม่กล่าวมากความ คราครั้งนี้ที่เชื้อเชิญทุกท่านมาพบหน้า เนื่อง
เพราะมีข้อร้องขอบางประการ!”
“ท่านปรมาจารย์ปรารถนาสิ่งใด โปรดเรียนบอก หากศาลาสมบัติหา
ยากของเราสามารถกระทำได้ จะไม่ขอบ่ายเบี่ยง” พ่อบ้านปิศาจวัย
กลางคนแย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน สุ้มเสียงของมันแม้ไม่ดังกังวาน แต่ได้ยินถนัด
ชัดเจนทั่วทั้งตำหนัก
ทังเฉินดวงตาทอแววขุ่นเคืองวูบ ศาลาสมบัติหายากถึงกับฉวยโอกาส
กล่าววาจาตัดหน้ามัน ทำให้มันเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง มันยังล่วงรู้ว่านี่คือ
การตอบโต้ของเซียวอวิ๋นไห่เนื่องจากถูกบีบบังคับมายังตระกูลทัง
ปรมาจารย์ ชนชั้นปรมาจารย์มักเจ้าอารมณ์และยากจะเอาใจ ถือเป็น
เรื่องธรรมดา
บนใบหน้ามันยังประดับด้วยรอยยิ้มดุจเดิม “ท่านปรมาจารย์ โปรด
กล่าวมาเถิด ตระกูลทังเราแม้ไม่ใช่ตระกูลสูงศักดิ์ แต่เรื่องที่เรากระทำ
ไม่ได้ เกรงว่าจะมีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น”
ถ้อยคำเหล่านี้แม้กล่าวอย่างเฉื่อยชา แต่แสดงชัดถึงอำนาจบารมี
ผู้อื่นเดิมทีคิดกล่าวสักคำสองคำ พอฟังถึงกับหุบปากสนิทแทบไม่ทัน
ทั่วบริเวณเงียบกริบลงอย่างผิดธรรมชาติ
ทว่าจั่วม่อไม่สะทกสะท้าน เพียงกราดมองรอบด้านอย่างเคร่งขรึม
“ผู้น้องต้องการสิ่งที่เรียกว่าหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ หนึ่งต้นสามารถ
แลกเปลี่ยนกับศาสตรามารปฐพีหนึ่งเล่ม”
วา!
ฝูงชนเดือดพล่านขึ้นทันที!
บางคนอดใจไม่ไหว ร้องถามอย่างกังขา “ปรมาจารย์ ท่านใช่ยึดถือ
เป็นจริงเป็นจังหรือไม่?”
จั่วม่อตอบอย่างไม่ลังเล “ย่อมแน่นอน!”
“หรือว่าท่านคิดใช้หอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงมาทำการแลกเปลี่ยน?”
อีกคนอดรนทนไม่ได้ ร้องถามเสียงดัง “นั่นมิใช่ว่าขายให้แก่ศาลาสมบัติหา
ยากไปแล้วรึ?”
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนยังมีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน มัน
คาดการณ์ไว้แล้วว่าเซียวอวิ๋นไห่เมื่อกระทำเช่นนี้ ย่อมต้องมีจุดมุ่งหมาย
ของตน แต่มันไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะประกาศก้องต่อหน้าผู้คนว่า
ต้องการซื้อหาหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ มิหนำซ้าราคาที่จ่ายยังเป็น
ศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง!
มันในฐานะคนทำการค้า ย่อมรู้จักหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ
อย่างไรก็ตาม ของสิ่งนี้หาได้จากอาณาจักรน้าพุปรโลก แม้ว่าผลิตได้ไม่
มากนัก แต่ก็ไม่นับว่าเป็นของหายากอันใด ราคาที่ปรมาจารย์เซียวตั้งขึ้น
เป็นมูลค่าที่ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้ มันตกลงใจทันที หลังจากออกไป
จากที่แห่งนี้ มันจะส่งคนไปเสาะหาหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณในบัดดล
รอจนได้ยินว่ามีคนถามถึงหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลง ปฏิกิริยา
ตอบสนองของมันรวดเร็วยิ่ง “ศาลาสมบัติหายากยินดีวางหอกอสรพิษฟ้า
สิบแปลงเป็นหลักประกัน”
ศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่งแม้ล้าค่า แต่หากใช้ศาสตรามารปฐพีเล่ม
หนึ่งแลกกับมิตรภาพของปรมาจารย์หลอมสร้าง รับรองว่าไม่ใช่การค้าที่
ขาดทุนอย่างแน่นอน!
จั่วม่อประหลาดใจยิ่ง มันผงกศีรษะให้พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนด้วย
สายตาซาบซึ้งใจ
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนหัวใจพองฟูขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อสังเกตเห็นทังเฉินที่ด้านข้างมีใบหน้าเขียวคล้า ต้องอดภาคภูมิใจใน
กระบวนท่าอันหมดจดงดงามของตนในครั้งนี้ไม่ได้ ทังเฉินเอยทังเฉิน ครา
ครั้งนี้เจ้ากระทำเกินเลยไปแล้ว ถึงกับคิดใช้กำลังบังคับข่มขู่ปรมาจารย์
หลอมสร้างซึ่งมีศักยภาพไร้ขีดจำกัดผู้หนึ่ง ช่างมิทราบในสมองเจ้ามีสิ่งใด
ผิดปกติหรือไม่? พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนหยามดูแคลนพฤติการณ์นี้มาก
แต่กระทั่งมันเอง พอได้ยินประโยคถัดไปของเซียวอวิ๋นไห่ยังต้องงง
งันวูบ
“ขอบคุณสำหรับความมีน้าใจของศาลาสมบัติหายาก แต่ศาสตรา
มารเล่มนี้ข้าได้ขายไปยังศาลาสมบัติหายากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็น
สมบัติของศาลาสมบัติหายากอย่างสมบูรณ์ ข้าจะนำมาแลกเปลี่ยนกับ
ผู้อื่นได้อย่างไรกัน”
จั่วม่อกราดสายตามองรอบด้านด้วยสีหน้าเชื่อมั่นถือดี สุ้มเสียงของ
มันไม่ดังนัก แต่สะท้านทั่วบริเวณ แต่ละคำเปี่ยมล้นไปด้วยพลัง
“สามวันให้หลัง ข้าจะเริ่มหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีอีกเล่มหนึ่ง!”
จั่วม่อสีหน้าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ สุ้มเสียงหนักแน่นมั่นคง
“หากข้ามีโชคดี หลอมสร้างศาสตรามารปฐพีสำเร็จ ข้าจะทิ้งไว้ให้แก่
ศาลาสมบัติหายากช่วยจัดการให้ ทุกท่านสามารถนำหญ้าไหมย้อนเงาคืน
วิญญาณมาแลกเปลี่ยนศาสตรามารได้ทุกเมื่อ! เรื่องนี้ต้องรบกวนศาลา
สมบัติของท่านแล้ว!”
พ่อบ้านปิศาจวัยกลางคนปากอ้าตาค้าง สีหน้าตะลึงงัน แต่แล้วตั้งสติ
ได้ทันควัน รีบพยักหน้ารับคำ “ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา!”
ทังเฉินสีหน้าดำทะมึน สำหรับระเบิดลูกโตที่เซียวหยุนไห่โยนออกมา
อย่างกะทันหันนี้ มันไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แม้แต่น้อย
แต่แล้วมันก็สงบใจลงทันทีเช่นกัน มุมปากยกยิ้มจาง ๆ เต็มไปด้วย
ร่องรอยเหยียดหยามดูแคลน
ดังที่คาดไว้ นี่ละหนาความหุนหันพลันแล่นของบุรุษหนุ่มเลือดระอุ!
เพิ่งจะมีความสำเร็จอยู่บ้าง กลับไม่รู้จักประเมินขีดความสามารถ
ของตนแล้ว หรือมันคิดว่าจะสามารถหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีอีกเล่ม
หนึ่งได้จริง ๆ?
อย่างไรก็ตาม สำหรับตระกูลทังแล้ว เรื่องนี้มีแต่จะเป็นประโยชน์
เหลือคณา มันจะตั้งตารอชมดูว่าหากเซียวอวิ๋นไห่หลอมสร้างศาสตรามาร
ปฐพีไม่สำเร็จ เดรัจฉานน้อยนี้จะมีปัญญาสะสางเรื่องราวได้อย่างไร!
ถึงยามนั้น ในเมืองปู้โจวนอกจากตระกูลทังแล้ว เกรงว่าไม่มีผู้ใด
สามารถช่วยเจ้าได้! แม้แต่ศาลาสมบัติหายากก็ไม่สามารถ!
ทังเฉินสายตายะเยียบเย็นชาและมืดมน
ทุกผู้คนล้วนนิ่งขึงตะลึงลานอยู่กับที่ คำประกาศของปรมาจารย์เซียว
บันดาลให้พวกมันถึงกับลืมเลือนความสามารถในการกล่าววาจาไปเลย
หลอมสร้างศาสตรามารปฐพีอีกเล่มหนึ่ง? ล้อกันเล่นหรือไร? มันคิด
ว่าศาสตรามารปฐพีเป็นสิ่งของเยี่ยงไรกัน? เข้าใจว่าคิดจะหลอมสร้าง
เมื่อใดก็หลอมสร้างได้สำเร็จดังใจนึกกระนั้นหรือ?
เซียวอวิ๋นไห่เสียสติไปแล้ว!