สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 700 ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์
ศาสตรามารปฐพีอีกเล่มหนึ่ง! เซียวอวิ๋นไห่!
ชั่วขณะนี้ หัวข้ออันร้อนแรงที่สุดไม่มีใดเกินเรื่องนี้ ทั่วแดนปิศาจพา
กันมุ่งความสนใจมายังข่าวที่ว่าเซียวอวิ๋นไห่ประกาศจะหลอมสร้าง
ศาสตรามารปฐพีอีกเล่มหนึ่ง กล่าวตามความสัตย์ แม้ว่าศาสตรามารปฐพี
จะล้าค่าและยากที่จะพบพาน แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะก่อกวนเป็นคลื่นลม
ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ทว่าคำสัญญาที่โอ้อวดเกินจริงของเซียวอวิ๋นไห่น่า
แตกตื่นตระหนกมากเกินไป
ผู้คนต่างไม่ล่วงรู้อายุที่แท้จริงของเซียวอวิ๋นไห่ แต่มันนับเป็นหนึ่งใน
กลุ่มปรจารย์หลอมสร้างศาสตรามารที่อายุน้อยที่สุดไม่ผิดแน่ อนาคตของ
มันในภายภายหน้าเรียกได้ว่ายาวไกลไร้ขีดจำกัด ทว่าปรมาจารย์ศาสตรา
มารที่มีศักยภาพอย่างน่าอัศจรรย์ผู้นี้จู่ ๆ กลับประกาศว่าจะขอแลกเปลี่ยน
ศาสตรามารปฐพีกับหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ ทั่วแดนปิศาจแทบ
เดือดพล่านด้วยระเบิดลูกนี้
บ้างจ้องมองอย่างเย็นชาและแค่นเสียงเย้ยหยัน ผู้คนส่วนมากตัดสิน
ว่านี่เป็นเพียงเรื่องชวนหัว ดังนั้นเพียงเฝ้าจับตารอชมดูความสนุกสนาน
ในขณะที่พลังเทพเริ่มเผยโฉมรำไรในครรลองสายตาของผู้คน บัดนี้
ทักษะปิศาจไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นพลังยุทธ์ชั้นสูงสุดอีกต่อไป แต่ศาสตรา
มารปฐพีกลับยังคงเป็นหนึ่งในยอดศาสตราที่เข้มแข็งที่สุด ด้วยจำนวนอัน
น้อยนิด ความยากเย็นในการหลอมสร้าง อานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลที่พวก
มันถือครอง ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลให้ศาสตรามารปฐพียังคงล้าค่าอย่างที่
มิอาจประมาณได้
ก่อนหน้าที่จะปรากฏเซียวอวิ๋นไห่ ไม่มีปรมาจารย์ศาสตรามารท่านใด
กล้าประกาศว่าพวกมันจะต้องหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีชิ้นที่สอง
สำเร็จอย่างแน่นอน
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของเผ่าปิศาจ ศาสตรามารปฐพี
ไม่เคยมีมากเกินกว่าสองร้อยชิ้น
แต่จู่ ๆ มีคนกระโดดออกมาประกาศก้องไปทั่วหล้า ว่ามันสามารถ
หลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่มที่สอง แม้ว่าคนผู้นี้จะเป็นอาจารย์
ศาสตรามารที่เพิ่งกลายเป็นปรมาจารย์ด้วยการหลอมสร้างศาสตรามาร
ปฐพีชั้นเลิศเล่มหนึ่งก็ตาม ผู้คนยังอดไม่ได้ให้ตื่นตะลึงจนไร้วาจาจะกล่าว
หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณแม้ล้าค่า แค่คุณค่าของมันไหนจะเทียบ
ได้กับศาสตรามารปฐพี สิ่งของนี้ที่หาได้ยาก เพียงเพราะว่าหาได้จาก
อาณาจักรน้าพุปรโลกเท่านั้น สถานที่แห่งนั้นทั้งรกร้างห่างไกลและยากต่อ
การเก็บเกี่ยว
แต่สำหรับชาติตระกูลสูงศักดิ์และกลุ่มธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ที่ทรง
อำนาจอิทธิพล เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกมันแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากยังเพียงแสดงทีท่าว่าจะเฝ้ารอชมดู
เท่านั้น เนื่องเพราะพวกมันไม่เชื่อว่าเซียวอวิ๋นไห่จะมีปัญญาหลอมสร้าง
ศาสตรามารปฐพีอีกเล่มหนึ่ง
แต่จะอย่างไร ยังคงมีขุมกำลังเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งเริ่มเสาะหาหญ้าไหม
ย้อนเงาคืนวิญญาณเป็นการใหญ่ เป้าหมายของพวกมันเพียงต้องการ
สร้างไมตรีคบหากับปรมาจารย์เซียวเท่านั้น หาได้คาดหวังในศาสตรามาร
แม้แต่น้อยไม่ ในความเห็นของพวกมัน หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณแม้
เป็นวัตถุล้าค่า แต่หากสามารถใช้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับปรมาจารย์
ศาสตรามารผู้หนึ่งได้ ยังคงคุ้มค่าโดยไม่มีขาดทุน
เรื่องเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเรื่องที่ผู้คนนิยมชมชอบ
คนหนุ่มที่เพิ่งจะกลายเป็นปรมาจารย์ผู้หนึ่ง กลับไม่ล่วงรู้ขีดจำกัด
ของตัวเอง แส่หาความอัปยศใส่ตัวให้ผู้คนทั่วหล้าได้หัวร่อเย้ยหยัน ย่อม
เป็นสิ่งที่ผู้คนล้วนเฝ้ารอชมดูอย่างใจจดใจจ่อ บางคนถึงกับเริ่มวางเดิมพัน
กันว่าเซียวอวิ๋นไห่จะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่มใหม่ได้สำเร็จหรือไม่
นานแล้วที่ไม่มีเรื่องสนุกสนานเช่นนี้ให้ชมดู ผู้คนทั่วแดนปิศาจพากัน
สนอกสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องนี้ช่างสนุกสนานน่าสนใจนัก!
ในห้องหนังสือ
“หลานอันประเสริฐ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” ทังเฉินถามไถ่ซือกงจื้อ
อย่างสนอกสนใจ
ซือกงจื้อมีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นฝืนยิ้มพลางสั่นศีรษะ “ผู้หลานไม่รู้
จริง ๆ เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้ยากจะหยั่งคำนวณโดยแท้ ถึงกับประกาศก้องต่อ
หน้าผู้คนทั้งหมด นี่มันช่าง… …นี่มันช่าง… …”
มันไม่ทราบจะใช้ถ้อยคำใดมาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้
ทังเฉินยิ้มพราย “หลานอันประเสริฐ อย่าได้ถูกมันปั่นหัวเอาแล้ว คาด
ว่าเจ้าผู้นี้ไม่ชมชอบการปฏิบัติที่ได้รับในหลายวันมานี้ ไม่เต็มใจที่จะต้อง
อยู่ในตระกูลทัง ดังนั้นจงใจแสดงพฤติการณ์โอหังเพื่อดึงดูดสายตาผู้คน”
“แต่หากมันไม่มีความเชื่อมั่น ไฉนเลยจะกล้ากล่าวหนักถึงเพียงนี้?”
ซือกงจื้อสีหน้างุนงง
“นี่เป็นกระบวนท่าชั้นต่าที่เกิดจากความหวาดวิตก” ทังเฉินกล่าว
อย่างเย็นชา “คนหนุ่มเลือดลมร้อนระอุมักหุนหันพลันแล่น เรื่องนี้เป็น
ประโยชน์สำหรับเรา เดรัจฉานน้อยนี้แม้ไม่ประมาณตน แต่มันมีฝีมือที่
แท้จริงอยู่บ้าง หากเราสามารถช่วงใช้มัน จะเป็นผลดีต่อพวกเราอย่างใหญ่
หลวง”
“ท่านอากล่าวถูกต้อง” ซือกงจื้อผงกศีรษะรับ
ทังเฉินไม่คิดสนทนาเรื่องนี้สืบต่อ พลันหันเหหัวเรื่องว่า “ข้าสังเกต
พบว่าคนในขบวนของเจ้าส่วนหนึ่งดูเหมือนไม่ใช่เผ่าปิศาจ”
เห็นสีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้มของทังเฉิน ซือกงจื้อหน้าแดงวูบ บอก
กล่าวตามความสัตย์ “ท่านอาอาจยังไม่ทราบ พวกมันเป็นทูตจากเทียน
หวน”
ทังเฉินสีหน้าแปรเปลี่ยน “บิดาเจ้าตั้งใจจะเป็นพันธมิตรกับเทียน
หวนเช่นนั้นรึ?”
“ใช่แล้วท่านอา” ซือกงจื้อผงกศีรษะ
ทังเฉินนิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยว่า “ด้วยพลังของเทียนหวน พวก
เจ้าสองฝ่ายจับมือเป็นพันธมิตร นับว่าไม่เลว นับแต่โบราณกาล คบไกล
โจมตีใกล้ถือเป็นยอดกลยุทธ์ พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายไม่มีความขัดแย้งด้าน
ผลประโยชน์ ลอบช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางลับย่อมเป็นผลดีต่อทั้ง
สองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายห่างไกลกันเกินไป หากคิดเป็นพันธมิตร
จริง ต้องมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี!”
ทังเฉินพอกล่าวถึงตรงนี้ อดแย้มยิ้มไม่ได้ “ตัวตนของสตรีนางนั้น
เกรงว่าไม่ใช่สามัญธรรมดา”
ซือกงจื้อกล่าวว่า “นางเป็นหลานสาวของเจ้าสำนักเทียนหวน!”
ทังเฉินผงกศีรษะ “นับว่ามีศักดิ์ฐานะเท่าเทียมกัน! ข้าเห็นว่าเจ้า
คล้ายชมชอบนาง เป็นไร ข้าจะจดหมายถึงบิดาเจ้า ช่วยกล่าวแทนให้แก่
เจ้าสักคำดีหรือไม่”
ซือกงจื้อปิติยินดียิ่ง รีบค้อมกายคารวะอย่างซาบซึ้ง “ผู้หลาน
ขอบคุณท่านอา!”
ทังเฉินประคองซือกงจื้อลุกขึ้น “ข้ากับบิดาเจ้าสร้างความสัมพันธ์
ผ่านประสบการณ์เสี่ยงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นหลานชายแท้
ๆ ของข้า ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท” จากนั้นกล่าวอย่าเคร่งเครียด “มี
เรื่องบางประการจำต้องกระตุ้นเตือนบิดาเจ้า”
ซือกงจื้อรีบกล่าว “ท่านอาโปรดบ่งบอก”
หลังจากเงียบงันไปชั่วอึดใจ ทังเฉินกล่าวเสียงหนักอึ้งเคร่งขรึม “บิดา
เจ้าคงทราบเรื่องวิหารเทพปิศาจแล้วกระมัง ข้าเห็นว่าบิดาเจ้ายุ่งวุ่นวาย
อยู่กับการจัดตั้งขุมกำลัง หากเป็นในอดีต นี่เป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่ยาม
นี้เกรงว่าจะไม่เหมาะนัก”
ซือกงจื้อมีสีหน้าไตร่ตรอง “ท่านอาหมายความว่าสมควรให้
ความสำคัญกับพลังเทพมากกว่านี้ใช่หรือไม่?”
“ถูกแล้ว!” ทังเฉินผงกศีรษะ “เจ้าก็เคยเห็นพลานุภาพของพลังเทพ
แล้ว นี่เป็นพลังยุทธ์ที่กล้าแข็งกว่าทักษะปิศาจ พลังปราณและศาสตร์อสูร
เทพปิศาจเพียงหนึ่งตนก็เพียงพอจะเข่นฆ่าสังหารบรรดาสมณะอาวุโสวัด
เสวียนคงทั้งขบวน นี่เป็นพลังเชิงกลยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนพลิก
สถานการณ์ของใต้หล้า เจ้าสมควรทราบกระจ่างถึงพลังอำนาจของขบวน
ผู้อาวุโสวัดเสวียนคง จะมีสักกี่ขุมกำลังกันที่สามารถยกขึ้นเทียบกับพวก
มันได้?”
ทังเฉินไม่ปล่อยให้ซือกงจื้อมีเวลาได้ขบคิดตาม กล่าวสืบต่อว่า
“ในเวลานี้เจ้าไม่อาจถูกทิ้งล้าหลัง! ทางด้านนี้ผู้ที่สามารถก้าวนำอยู่
เบื้องหน้าจึงจะมีเปรียบ วิหารเทพปิศาจเป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับทุกผู้คน”
ซือกงจื้อมิใช่บุตรหลานล้างผลาญ มันแม้กรุ้มกริ่มกรุยกราย แต่มี
ความเข้าใจเรื่องการศึกสงคราม มันเห็นพ้องกับทังเฉิน แต่ยังคงฝืนยิ้ม
“เรื่องนี้มิใช่ว่าท่านพ่อไม่ต้องการ แต่ท่านไม่อาจล่วงล้าผ่านประตูเข้าไป
ได้ ผู้หลานทราบว่าท่านพ่อเริ่มก่อตั้งวิหารเทพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผล
ที่ได้ยังคงไม่สู้ดีนัก”
“วิหารเทพปิศาจหลบซ่อนตัวและพัฒนาตัวเองยาวนานกว่าสองร้อย
ปี แน่นอนว่าย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย” ทังเฉินกล่าว “บางทีเจ้าอาจแสวงหา
ความก้าวหน้าจากหนทางอื่น”
ซือกงจื้อฉลาดปราดเปรื่อง หลังจากขบคิดแวบหนึ่งพลันเข้าใจ
ความหมายในประโยคนั้น “ท่านอากำลังกล่าวถึงเซี่ยวม่อเกอกระมัง?”
“มิผิด!” ถังเฉินมีสีหน้าชมเชย “พวกเซี่ยวม่อเกอทั้งสามล้วนถือครอง
มรดกเคล็ดวิชาพลังเทพ พวกมันแม้ไม่อ่อนด้อย แต่หากเทียบกับวิหาร
เทพปิศาจนับว่ายังรับมือง่ายกว่ามาก หากพวกเราทุ่มเทกำลังเข้าจัดการ มี
ความเป็นไปได้มากว่าเราอาจได้รับสิ่งที่ปรารถนาเสียที”
“เซี่ยวม่อเกอราวกับภูตผีตนหนึ่ง ยามนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของ
มัน” ซือกงจื้อเพ่งตามองทังเฉินตลอดเวลา เมื่อสังเกตพบรอยยิ้มที่แทบ
มองไม่เห็นจุดขึ้นที่มุมปากของทังเฉิน พลันสะท้านขึ้น “นอกเสียจากว่า…
…”
ทังเฉินมีสีหน้ากระหยิ่มยินดี “ข้าเฝ้าจับตาดูเซี่ยวม่อเกอมาโดยตลอด
ไม่นานมานี้พวกมันทั้งสามกลับหายสาบสูญไปอย่างกะทันหัน ข้าจึงไป
ยังเอี้ยนเหมินไห่ ขอให้หมอผีใหญ่ซางหมิงอี่ช่วยทำนายให้ หมอผีใหญ่เคย
ติดหนี้บุญคุณข้าในอดีต ดังนั้นมันสละอายุขัยห้าปี ฝืนทำนายให้แก่ข้า จน
ล่วงรู้ว่าพวกเซี่ยวม่อเกอทั้งสามสมควรอยู่ในละแวกไม่ใกล้ไม่ไกลจาก
เมืองปู้โจวนัก”
ซือกงจื้อสองตากระจ่างวูบ “ละแวกเมืองปู้โจว!”
“มิผิด แรกเริ่มเดิมทีข้าสงสัยว่าเซียวอวิ๋นไห่คือเซี่ยวม่อเกอ มันมี
หญิงรับใช้สองนางที่สอดคล้องกับรายละเอียดของเซี่ยวม่อเกอพอดี
อย่างไรก็ตาม อย่าว่าแต่หลอมสร้างศาสตรามารปฐพี ข้าไม่เคยได้ยินมา
ก่อนว่าเซี่ยวม่อเกอมีฝีมือทางด้านหลอมสร้างศาสตรามารด้วย ข้าที่จงใจ
วางอำนาจบาตรใหญ่ ข่มขู่บีบคั้นมันทุกวิถีทาง เหตุผลหนึ่งก็เพื่อทดสอบ
หยั่งเชิงมันเอง แต่จากปฏิกิริยาของมัน ดูท่าจะมิใช่คนที่เราต้องการตัวนั้น
แล้ว”
ซือกงจื้อเงี่ยหูฟังอย่างระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าจะตกหล่นรายละเอียด
ใดไป มันหวนคิดถึงพฤติการณ์ของเซี่ยวอวิ๋นไห่ แล้วเห็นพ้องกับข้อตัดสิน
ของผู้เป็นอา เซียวอวิ๋นไห่ผู้นั้นไม่มีท่วงท่าสภาวะของยอดคนวีรบุรุษ
แม้แต่น้อย มันแม้เข้มแข็งเช่นกัน แต่พฤติการณ์กลับหุนหันบุ่มบ่าม เทียบ
กับเซี่ยวม่อเกอผู้ลี้ลับพิสดารแล้วนับว่าห่างไกลกันมาก
ทังเฉินดวงตาทอประกายลึกล้า “เซียวอวิ๋นไห่แม้มิใช่เซี่ยวม่อเกอ แต่
กลับเหมาะที่จะเป็นเหยื่อล่อ ฟังว่ากรงเล็บพิฆาตมังกรของเซี่ยวม่อเกอ
คล้ายได้รับความเสียหายอย่างหนัก เซี่ยวอวิ๋นไห่เป็นปรจารย์ศาสตรามาร
ซึ่งเพิ่งจะผุดเด่นขึ้นมา อาจเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่สามารถซ่อมแซมกรง
เล็บพิฆาตมังกร หากเซี่ยวม่อเกอล่วงรู้ข่าว มันจะต้องไม่ยอมพลาดโอกาส
นี้อย่างแน่นอน ข้าทีแรกยังครุ่นคิดหาวิธีเผยแพร่ข่าวคราวออกไปให้
แนบเนียน นึกไม่ถึงว่าเซียวอวิ๋นไห่จะดึงดูดความสนใจด้วยตัวมันเอง
นับว่าช่วยเหลือพวกเราได้มากทีเดียว”
ซือกงจื้อมีสีหน้านับถือเลื่อมใส “มิน่าเล่าท่านอาจึงยอมอดทนอด
กลั้นสนับสนุนเซียวอวิ๋นไห่เป็นอย่างดี ท่านอาปราดเปรื่องเจ้าอุบาย นี่
เรียกว่าตั๊กแตนจับจักจั่น ท่านเป็นนกกระจิบตามติดอยู่เบื้องหลังโดยแท้!”
ทังเฉินสีหน้าเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง “เราเพียงแค่ต้องจับตามอง
เซียวอวิ๋นไห่ และรอคอยเซี่ยวม่อเกอมาติดกับ! อย่างไรก็ตาม เมื่อเซี่ยวม่อ
เกอปรากฎตัว เราจำต้องมียอดฝีมือมากพอที่จะจัดการกับพวกมันทั้ง
สาม”
ซือกงจื้อทราบดีว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นผงกศีรษะรับ
อย่างไม่ลังเล “ท่านอาไม่ต้องวิตก ข้าจะส่งจดหมายออกไปทันที ทั้งท่าน
อาฉินและท่านอาจงล้วนอยู่ในละแวกใกล้เคียงนี้เอง!”
ทังเฉินสีหน้าคลายใจลงทันควัน “หากเหล่าฉินกับเหล่าจงมาถึง ข้าก็
ไม่อันใดต้องวิตกแล้ว เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด หลานอันประเสริฐ
อย่าได้บอกต่อผู้ใด รวมถึงหลานสะใภ้เทียนหวนในอนาคตของข้าด้วย”
ประโยคสุดท้ายกลับกระเซ้าเย้าแหย่อย่างเบิกบานใจ
ซือกงจื้อหน้าแดงวูบ จากนั้นกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านอาไม่ต้องห่วง ผู้
หลานล่วงรู้ความสำคัญเป็นอย่างดี จะไม่ปริปากบอกผู้ใดแม้สักครึ่งคำ”
ทังเฉินพยักหน้า “เอาเถอะ ข้ารั้งตัวเจ้าไว้สนทนานานพอดูแล้ว อย่า
ปล่อยให้กงจู่น้อยของเทียนหวนต้องรอนานเกินไป”
แตกต่างจากผู้อื่นซึ่งเฝ้ารอดูเซียวอวิ๋นไห่เป็นที่หัวร่อเยาะของผู้คนทั้ง
แผ่นดิน ชิงฮวาเสวี่ยกลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวมันโดยไม่มีข้อ
กังขา มีเพียงนางที่ล่วงรู้ว่าเซียวอวิ๋นไห่ก็คือเซี่ยวม่อเกอ อาศัยความเข้าใจ
ที่นางมีต่อเซี่ยวม่อเกอ หากเซี่ยวม่อเกอกล้าประกาศอย่างโจ่งแจ้ง ย่อม
หมายความว่ามันมีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น
เมื่อกลับจากงานเลี้ยง ชิงฮวาเสวี่ยสงบใจลงอย่างสมบูรณ์ จมอยู่ใน
ห้วงภวังค์ความคิดของตน
บัดนี้นางพบเซี่ยวม่อเกอแล้ว เช่นนั้นสมควรทำอย่างไรต่อไป?
หาทางเข้าใกล้มันเช่นนั้นหรือ?
แต่จะพาตัวเข้าใกล้มันด้วยวิธีใดกันเล่า?
ชิงฮวาเสวี่ยรู้สึกอับจนปัญญาอยู่บ้าง
… …
แต่สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด เซียวอวิ๋นไห่ผู้ซึ่งประกาศก้องว่าจะใช้
ศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่งแลกกับต้นหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณต้นหนึ่ง
ยามนี้กำลังประสบปัญหายุ่งยากใจด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่
น้อย
สตรีที่ดูธรรมดาสามัญนางนั้น กลับให้ความรู้สึกรู้จักมักคุ้นแก่มัน
อย่างน่าประหลาด
จั่วม่อเชื่อมั่นในประสาทสัมผัสของตนอย่างแน่นแฟ้น มันล่วงรู้ว่า
ความรู้สึกคุ้นเคยที่น่าประหลาดนี้จะไม่ปรากฏขึ้นโดยไร้สาเหตุ
มันต้องเคยมีส่วนเกี่ยวพันกับสตรีนางนี้อย่างแน่นอน
แต่ไม่ว่าจะหวนนึกทบทวนเท่าใด ก็ไม่อาจค้นพบเบาะแสที่เกี่ยวข้อง
กับสตรีนางนั้นได้เลยแม้แต่น้อย
ในทะเลแห่งจิตสำนึก สามแนวร่วมต่างวัยถกเถียงกันอย่างออกรส
แต่ทั้งผูเยาและเว่ยล้วนแน่ใจว่าพวกมันเองก็ไม่เคยพบพานสตรีนางนี้มา
ก่อนเช่นกัน
ช่างน่าแปลกเสียจริง… …
ทันใดนั้นเอง จั่วม่อพลันตัวแข็งทื่อ ความคิดอันอาจหาญประการ
หนึ่งผุดขึ้นในใจ ความคิดนี้พอปรากฏขึ้น ก็ยึดครองทุกซอกทุกมุมใน
วิญญาณร่างกายของมันไป
ในเมื่อแม้แต่ผูเยากับเว่ยยังแน่ใจว่าไม่เคยพบนาง เช่นนั้นสตรีนางนี้
เป็นไปได้ว่าปรากฏขึ้นก่อนที่มันจะพบพานผูเยากับเว่ย
เช่นนั้นอาจเป็นไปได้ว่า… …
เป็นไปได้ว่า…นางปรากฏขึ้นก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้าลบความ
ทรงจำใช่หรือไม่?