สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 701 ตลาด
เมื่อจั่วม่อเข้าใจว่าสตรีที่ดูสามัญธรรมดานางนั้นอาจมาจากช่วงเวลา
ก่อนที่มันจะถูกลบความทรงจำเปลี่ยนแปลงรูปโฉม จิตใจของมันก็ไม่อาจ
สงบลงได้อีก
เนื่องเพราะอีกสามวันให้หลัง มันจะเริ่มหลอมสร้างศาสตรามารอีก
ครั้ง ‘การคุ้มครอง’ ของตระกูลทังก็คล้ายผ่อนคลายลงไม่น้อย
นอกเหนือจากองครักษ์ไม่กี่นายแล้ว เวลาทั่วไปจั่วม่อก็มีเพียงอากุ่ยที่
ติดตามอยู่ข้างกายไม่ยอมห่าง
จั่วม่อคือผู้ที่ชาวเมืองปู้โจวล้วนรู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก
ที่มันประกาศอย่างโอ่อ่าอาจหาญว่าจะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่ม
ใหม่ มันก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดของผู้คนทั้งเบื้องสูงเบื้อง
ต่าในเมืองปู้โจว
ดังนั้นเมื่อจั่วม่อเดินไปตามท้องถนน ผู้คนมักเข้ามาคารวะทักทายมัน
อยู่เนือง ๆ แน่นอนว่ายังมีพวกที่ลอบชี้มือมายังมันพลางซุบซิบนินทาใน
ระยะไกลอีกด้วย
แต่จั่วม่อไหนเลยจะมีอารมณ์แยแสสนใจคนเหล่านั้น ในจิตใจของมัน
อัดแน่นไปด้วยความคิดนานัปการ
บางทีมันสมควรหาโอกาสสืบหาความเป็นมาของสตรีนางนั้นดู?
ทันใดนั้นองครักษ์ผู้หนึ่งพลันแนะนำว่า “ต้าเหริน ที่นี่เป็นตลาด
วัตถุดิบที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองปู้โจว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งของส่วนมากในที่นี้
ล้วนเป็นวัตถุดิบสามัญทั่วไปทั้งสิ้น” องครักษ์นั้นกล่าวพลางมีสีหน้างุนงง
สงสัยอยู่บ้าง โดยทั่วไปแล้วผู้ที่จะมายังตลาดสำหรับวัตถุดิบสามัญ
ธรรมดามักมีแต่อาจารย์ศาสตรามารระดับต่าเท่านั้น พวกมันขัดสนเงิน
ทอง ไม่มีม๋อเป้ยมากพอที่จะซื้อหาวัตถุดิบหายากซึ่งมีราคาแพง
ศาสตรามารอันล้าเลิศย่อมต้องการวัตถุดิบที่ล้าเลิศเช่นกัน
แม้ว่าปรมาจารย์ศาสตรามารที่มีฝีมือมากที่สุด ยังไม่อาจหลอมสร้าง
ศาสตรามารปฐพีด้วยวัตถุดิบสามัญได้ เมื่อปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ร้อง
ขอให้พวกมันพามาเที่ยวชมตลาดสำหรับวัตถุดิบทั่วไป เหล่าองครักษ์จาก
ตระกูลทังได้แต่งุนงงสงสัยกันถ้วนหน้า ในความเห็นของมัน ที่ท่าน
ปรมาจารย์ต้องการสมควรเป็นวัตถุดิบชั้นดีเลิศที่สุด ปรมาจารย์เซียวมิใช่
ว่าคิดหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีหรอกรึ?
แต่เบื้องบนสั่งการลงมาอย่างเฉียบขาด ให้พวกมันอำนวยความ
สะดวกให้แก่ปรมาจารย์เซียวอย่างสุดความสามารถโดยไม่มีเงื่อนไข
จั่วม่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ พยักหน้ารับ “ลองเข้าไปดู
กัน”
พวกมันพอก้าวเข้าไปในบริเวณตลาด เสียงเอะอะอึกทึกพลันซัดโถม
เข้าหาดุจระลอกคลื่น ร้านค้าแผงลอยถูกจัดระเบียบอย่างเรียบร้อย เห็น
วัตถุดิบมากมายมหาศาลกองเรียงรายสุดลูกหูลูกตา สุ้มเสียงต่อราคา
ถกเถียงและก่นด่าสาปแช่งดังก้องอยู่ในอากาศ ทุกแห่งหนคล้ายเต็มไป
ด้วยผู้คนที่ตะโกนจนคอพอง ใบหน้าแดงก่า
องครักษ์จากตระกูลทังตัวแข็งทื่ออย่างช่วยไม่ได้ ในฐานะองครักษ์ที่
ดีที่สุดในหมู่องครักษ์ทั้งมวลของตระกูลทัง สถานที่ที่พวกมันมักผ่านเข้าไป
ล้วนแล้วแต่โอ่อ่างดงาม นานมากแล้วที่พวกมันไม่ได้เหยียบย่างเข้าไปใน
สถานที่อันสับสนวุ่นวายและสกปรกโสโครกถึงเพียงนี้
หัวหน้าองครักษ์เหลือบตามองปรมาจารย์เซียวแวบหนึ่ง เห็น
ปรมาจารย์หนุ่มผู้นั้นใบหน้าสงบราบเรียบ ปราศจากเค้าอึดอัดรำคาญใจ
ซึ่งความจริงเมื่อพบเห็นฉากอันสนิทสนมคุ้นเคยที่เบื้องหน้า จั่วม่อไม่
เพียงรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจ แต่ยังตื่นเต้นเร้าใจอยู่บ้าง ความคิดฟุ้งซ่าน
ถูกปัดทิ้งไปหมดสิ้น
ประหนึ่งว่าถูกฉีดด้วยเลือดไก่ก็มิปาน มันสองตาแดงฉาน จิต
วิญญาณการต่อสู้ลุกโชนขึ้น
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงต่อราคา! ต่ออีก! ลดให้อีกหน่อยเถอะ! ต่อ
ราคา ต่อราคา ต่อราคา!
“หนึ่งร้อยแปดสิบม๋อเป้ย? ล้อข้าเล่นหรือไร! แค่สินค้าคุณภาพปาน
กลาง อ้อ ยังมีตำหนิอีกสามแห่ง คุณภาพเท่านี้เพียงเรียกได้ว่าดีกว่าทั่วไป
เล็กน้อยเท่านั้น เจ้ากล้าเรียกราคาหนึงร้อยแปดสิบม๋อเป้ยเชียวรึ? หนึ่ง
ร้อย? อย่าได้ล้อเล่นแล้ว ของเช่นนี้ข้าให้เจ้ามากที่สุดแปดสิบม๋อเป้ย… …”
“สิบห้าม๋อเป้ย ข้าต้องการหนึ่งร้อยชิ้น เจ้าจะขายหรือไม่? ไม่ขาย? ดี!
ไปกันเถอะพวกเรา!”
“ข้าจะไม่กล่าววาจามากความแล้ว เจ้ายังคงมีกำไร อย่านึกว่าข้าไม่
ล่วงรู้… …”
หัวหน้าองครักษ์ถึงกับอ้าปากหวอ ปรมาจารย์เซียวเมื่อลงมือต่อราคา
กลับไร้เทียมทานถึงปานนี้ มันบังเกิดความรู้สึกว่าเรื่องตรงหน้ายากจะ
เข้าใจมากเกินไป ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่กลับถกเถียงกับผู้อื่นคอเป็นเอ็น
เพียงเพื่อม๋อเป้ยไม่กี่ชิ้น นี่ นี่ นี่… …
ชนชั้นปรมาจารย์มิใช่ว่าสมควรนั่งเอกเขนกอยู่ในห้องส่วนตัว ดื่มสุรา
ชั้นเลิศ โอบซ้ายกอดขวา กรีดนิ้วเลือกเฟ้นสมบัติอย่างโอ่อ่าสง่างามหรอก
หรือ?
จั่วม่อหลงลืมตัวอย่างสิ้นเชิง มุ่งมั่นต่อราคาอย่างเอาเป็นเอาตาย ใน
ใจปลอดโปร่งสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่แล้วในไม่ช้ามันก็ค่อย ๆ ค้นพบว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้อง
“สิบม๋อเป้ย! ขายหรือไม่?”
“ขาย ขาย ขาย!”
จั่วม่อเหม่อมองเจ้าของร้านอย่างงุนงง เจ้าของร้านผู้นั้นสีหน้าตื่นเต้น
ลิงโลดราวกับว่าปรารถนาจะขายออกไปในบัดดล นี่ไม่ถูกต้องแล้ว สิบม๋อ
เป้ยเห็นได้ชัดว่าต่ากว่าราคาทุนอย่างแน่นนอน มันเพียงกดราคานำทาง
เป็นด่านแรกสำหรับการต่อรอง นึกไม่ถึงว่าเจ้าของร้านจะตกลงทันควัน มี
บางอย่างแปลก ๆ แล้ว!
หรือว่าสินค้านี้มีปัญหา?
จั่วม่อพลิกสินค้ากลับไปกลับมาเป็นร้อยตลบ กลับยิ่งงุนงงมาก
กว่าเดิม ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย!
มันระงับความสับสนงุนงง หยิบวัตถุดิบนั้นสองร้อยชิ้น จากนั้นสายตา
มองไปยังวัตถุดิบชนิดอื่น “เจ็ดม๋อเป้ย ขายหรือไม่?”
“ขาย ขาย ขาย!” เจ้าของร้านพยักหน้าระรัว
จั่วม่อหันขวับ อดด่าทอไม่ได้ “เจ้าทำการค้าเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?
เจ็ดม๋อเป้ยยังขาย? เจ้าเสียสติไปแล้วรึ! เจ้าสิ่งนี้ต้นทุนไม่ต่ากว่าสิบม๋อเป้ย
สมองเจ้าใช่มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่?”
เจ้าของร้านผงกศีรษะรับด้วยรอยยิ้มโง่งม
จั่วม่ออึ้งงัน เจ้าคนผู้นี้…หรือว่าปัญญาอ่อนจริง ๆ? มันเงยหน้าขึ้น
มอง ความตื่นเต้นเร้าใจพลันลดถอยลงอย่างรวดเร็ว มันค้นพบความแปลก
ประหลาดจากสภาพโดยรอบทันที สุ้มเสียงเอะอะอึกทึกในตลาดเงียบ
หายไปอย่างสิ้นเชิง
นี่มันอะไรกัน… …
จั่วม่อรีบกวาดตามองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นสายตาของผู้คนจ้องมอง
มายังมันเป็นตาเดียว พลันเข้าใจทันที แค่กแค่กแค่ก มันกระแอมไอแล้วรีบ
เชิดหน้ายืดอก วางท่าโอ่อ่าผ่าเผย ชี้มือไปยังสิ่งที่ซื้อมาเมื่อครู่ กล่าวต่อ
องครักษ์ว่า “อ้อ นำของเหล่านั้นมาด้วย”
“ทราบแล้ว!” หัวหน้าองครักษ์หน้าร้อนฉ่า คราครั้งนี้อับอายขายหน้า
มากแล้ว! มันเงยหน้าขึ้นลอบมองปรมาจารย์ เห็นท่านปรมาจารย์สีหน้า
สงบราบคาบราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น สมแล้วที่เป็นชนชั้นปรมาจารย์ …
หนังหน้าหนากว่าคนทั่วไปมาก!
ทันใดนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวตรงเข้ามาด้วยสีหน้าลิงโลด
ยินดี “คารวะท่านปรมาจารย์! ยินดีต้อนรับท่านผู้สูงส่ง! ท่านปรมาจารย์
มาเยือนสถานที่ต่าต้อยนี้นับเป็นเกียรติของพวกเรา!”
“ทุกท่านสบาย ทุกท่านสบาย!” จั่วม่อแย้มยิ้ม
“ท่านปรมาจารย์โปรดมอบรายการสิ่งของให้แก่พวกเราเถิด พวกเรา
แม้ไม่ค่อยมีสิ่งที่ดี แต่วัตถุดิบระดับต่าของพวกเรานั้นมีคุณภาพไม่เลวเลย
ทีเดียว!” ชายวัยกลางคนกล่าวอย่างนอบน้อม
จั่วม่อมาเพราะต้องการใช้วัตถุดิบระดับต่าเหล่านี้ ดังนั้นตระเตรียม
รายการสิ่งของมาล่วงหน้า แต่นึกไม่ถึงว่าจะต้องนำออกมาใช้ภายใต้
สถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าจะไม่สามารถลิ้มรสความสุขสมจากการต่อราคา
ได้อีก แต่พอดีช่วยให้มันไม่ต้องเปลืองแรง จั่วม่อส่งใบรายการสิ่งของให้แก่
ชายวัยกลางคนผู้นั้น
ชายวัยกลางคนนั้นคล้ายจะมีอิทธิพลในที่แห่งนี้ มันส่งใบรายการ
ให้แก่บ่าวรับใช้ที่ด้านหลัง บ่าวรับใช้นั้นรีบออกไปรวบรวมวัตถุดิบใน
รายการโดยไม่รีรอ
“ท่านปรมาจารย์ต้องการลูกมือหรือไม่ขอรับ?” ชายวัยกลางคน
ซักถาม
หัวหน้าองครักษ์ตวาดอย่างไม่พอใจ “คิดเป็นลูกมือของท่าน
ปรมาจารย์หรือ พวกเจ้ามีคุณสมบัติใด? เฮอะ!”
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารโดยรอบพากันเงียบกริบ วาจาของหัวหน้า
องครักษ์ตระกูลทังแม้ฟังระคายหูไปบ้าง แต่เป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้ง
อาจารย์ศาสตรามารในสถานที่เช่นนี้ไหนเลยจะมีฝีมือสูงส่งอันใด
ที่คิดไม่ถึงคือจั่วม่อกลับหวั่นไหวใจ “หากพวกมันมีพรสวรรค์ อาจ
สามารถร่าเรียนจากข้าได้”
วาจาของมันแม้อวดโอ่ถือดี แต่เห็นได้ชัดว่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรง
อาจารย์ศาสตรามารทั่วบริเวณกลายเป็นตื่นเต้นยินดีจนออกนอก
หน้า หลายต่อหลายคนมีสีหน้ามุ่งมาดปรารถนา กระทั่งชายกลางคนผู้นั้น
ยังตื่นเต้นยินดีอยู่บ้าง แต่มันมีประสบการณ์โชกโชน ยังคงรักษาความ
เยือกเย็นเอาไว้ได้ “เช่นนั้นทำอย่างไรจึงจะตัดสินได้ว่ามีพรสวรรค์ดังเช่น
ที่ท่านปรมาจารย์เอ่ยถึง?”
หลังจากขบคิดเล็กน้อย จั่วม่อกล่าวว่า “ใช้ศาสตรามาร ระดับใดไม่
สำคัญ แต่นำมาให้ข้าชมดูก็พอ”
หัวหน้าองครักษ์ตระกูลทังดวงตาทอประกายเหยียดหยาม แต่ในยาม
นี้มันไม่เอ่ยอันใดออกมา ไม่เช่นนั้นพฤติการณ์ของมันจะเท่ากับไม่ไว้หน้า
ท่านปรมาจารย์ เหล่าอาจารย์ศาสตรามารที่นี่ไหนเลยจะยังมีคนดีมีฝีมือ
หลงเหลือ เนื่องเพราะอาจารย์ศาสตรามารในเมืองปู้โจวที่มีพรสวรรค์
แทบทั้งหมดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลทังแต่แรก
คางคกคิดรับประทานเนื้อหงส์หรือ?
เพ้อฝันเกินไปแล้ว!
แต่มันขบคิดไม่เข้าใจ ท่านปรจารย์ถึงกับเห็นพ้องด้วยกับเรื่องน่าเบื่อ
ที่ไร้คุณค่าความหมายเช่นนี้ด้วยหรือ?
ในตระกูลทังมีอาจารย์ศาสตรามารนับไม่ถ้วนที่ปรารถนาจะเป็น
ลูกมือของท่านปรมาจารย์ ปรมาจารย์หนุ่มผู้นี้แม้ชอบโอ้อวดเกินจริง แต่
ยังคงเป็นปรมาจารย์ที่มีฝีมือแท้จริง!
ในศีรษะของปรมาจารย์ขบคิดสิ่งใด มันไม่อาจเข้าใจได้
ศาสตรามารถูกนำมาวางอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็กองพะเนินอยู่เบื้อง
หน้าจั่วม่อ หัวหน้าองครักษ์เหลือบมองแวบหนึ่ง จากนั้นแค่นเสียงอย่าง
เย็นชา กระทั่งศาสตรามารด่านเจี้ยวสักเล่มยังไม่มี
จั่วม่อไม่สนใจเสียงแค่นเย้ยหยันของหัวหน้าองครักษ์ สายตาของมัน
กวาดมองผ่านเหล่าศาสตรามารอย่างจริงจัง
ทันใดนั้นสายตาของมันหยุดลงที่ศาสตรามารมีดสั้นเล่มหนึ่ง
มันกวาดมองปราดทั่วมีดสั้นเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นเงยหน้าขึ้น
ถาม “ผู้ใดหลอมสร้างศาสตรามารเล่มนี้?”
เด็กหนุ่มที่มีผิวพรรณซีดเซียวอยู่บ้างก้าวออกมาจากกลุ่มคนอย่าง
ขลาดอาย มันใบหน้าแดงก่า ตื่นเต้นยินดีสุดระงับ “เรียนท่านปรมาจารย์
เป็นผู้น้อยเอง!”
จั่วม่อสอบถามมันสองสามประโยค เด็กหนุ่มตอบคำถามอย่าง
คล่องแคล่วจัดเจน จั่วม่อยืนยันได้แน่นอนแล้วว่าเด็กหนุ่มผิวซีดผู้นี้เป็นผู้
หลอมสร้างมีดสั้นเล่มนี้จริง
จั่วม่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “นับแต่วันนี้ เจ้าเป็นลูกมือของข้า”
โอ!
ผู้คนโดยรอบร้องอุทานอย่างตื่นตะลึง เด็กหนุ่มสีหน้าทอแวว
เหลือเชื่อ จากนั้นเปลี่ยนเป็นลิงโลดยินดี ชายวัยกลางคนเองก็ตื่นเต้นสุด
ขีด แทบโถมเข้าไปกอดรัดเด็กหนุ่มให้สาแก่ใจ จากนั้นมันกล่าวอย่างเคร่ง
ขรึม “หยาไจ่ (เจ้าต้นอ่อน) เจ้าต้องตั้งใจร่าเรียนจากท่านปรมาจารย์ให้ดี!”
บรรดาสหายของเด็กหนุ่มโถมเข้าแสดงความยินดี ทุกผู้คนล้วนทราบ
ว่าโอกาสนี้อาจเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของหยาไจ่ไปตลอดกาล
หัวหน้าองครักษ์มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก มันนึกไม่ถึงว่าปรมาจารย์เซียวจะ
คัดเลือกลูกมือผู้หนึ่งจากสถานที่นี้จริง ๆ ในฐานะยอดฝีมือตระกูลทัง มัน
ย่อมวางตระกูลทังไว้เป็นลำดับแรก ตระกูลทังมีอาจารย์ศาสตรามาร
มากมายที่เฝ้ารอโอกาสนี้ แต่คนนอกกลับสอดแทรกเข้ามาก่อน เรื่องนี้แม้
ไม่ใช่ความผิดพลาดของมัน แต่จะอย่างไรไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ
ได้
ดังนั้นมันอดกล่าวทัดทานไม่ได้ “ท่านปรมาจารย์ นี่เกรงว่าจะไม่
เหมาะ… …”
จั่วม่อสีหน้ายะเยียบเย็นชา “ข้าทำอะไรต้องรายงานเจ้าด้วยรึ?”
ได้ยินประโยคนี้ หัวหน้าองครักษ์หัวใจแทบกระดอนออกจากอก รีบ
กล่าวว่า “ท่านปรมาจารย์ล้อเล่นแล้ว ผู้น้อยมิบังอาจ แต่ปรมาจารย์มีศักดิ์
ฐานะสูงส่ง ความปลอดภัยของท่านควรมาเป็นอันดับแรก คนผู้นี้ไม่ทราบ
เป็นใครมาจากไหน… …”
หยาไจ่หน้าเผือดสี ผิวพรรณที่ซีดเซียวอยู่แล้วยิ่งดูซีดลงไปอีก
จั่วม่อตวาดขัดคำหัวหน้าองครักษ์กลางประโยค “ข้าย่อมมีธรรม
เนียมปฏิบัติของข้าเอง!”
หัวหน้าองครักษกัดฟันแน่น ยังคงยืนกราน “หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นกับ
ท่านปรมาจารย์ ท่านประมุขกล่าวโทษลงมา ผู้น้อย… …”
“อากุ่ย โยนมันออกไปให้พ้นหน้า” จั่วม่อกล่าวเสียงเย็น
อากุ่ยผู้ยืนนิ่งเงียบงันอยู่ไม่ห่างกายจั่วม่อ พลันหายวับไปในบัดดล
หัวหน้าองครักษ์ตะลึงงัน ยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาใด พลันรู้สึกลำคอ
ตึงวูบ ไม่อาจเกร็งกำลังต้านทานได้ วู้ม ร่างของมันปลิวลิ่วออกจากย่าน
ตลาดแล้วร่วงลงฟาดพื้นเสียงดังสนั่น เนิ่นนานยังไม่อาจลุกขึ้นได้
บรรดาองครักษ์อื่น ๆ สีหน้าแปรเปลี่ยน พวกมันแทบชักอาวุธลงมือ
แต่พอเห็นว่าอากุ่ยกลับไปยืนข้างกายจั่วม่อ คล้ายไม่เคยขยับเคลื่อนไหว
แม้แต่น้อย ต้องพากันหน้าซีดเผือด จิตวิญญาณการต่อสู้ที่เพิ่งปะทุขึ้นมา
ดับมอดลงทันควัน
พลังเทพมิดับสูญของอากุ่ยเปี่ยมอานุภาพเลิศล้า ไร้สีสัน ไร้ประกาย
ลี้ลับสุดจะหยั่ง
“เจ้าเรียกว่าอะไร?” จั่วม่อถามเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน คล้ายกับว่า
ใบหน้ายะเยียบเย็นชาเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตากระนั้น
หย่าไจ่รวบรวมความกล้า “ท่านปรมาจารย์ ข้าไม่มีชื่อ ทุกคนเรียกข้า
ว่าโต้วหยา (ถั่วงอก) หรือไม่ก็หยาไจ่ (เจ้าต้นอ่อน)”
“ไม่มีชื่อ? บิดามารดาเจ้าเล่า?” จั่วม่อถามสืบต่อ
“พวกท่านเสียชีวิตแต่แรก” หยาไจ่กล่าวเสียงแผ่ว
จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง จู่ ๆ ก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา จมลงไปในห้วง
อารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย แต่แล้วมันเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ตบไหล่
ผอมบางของหยาไจ่ “แนวคิดของเจ้าไม่เลว แต่ยังมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง
ที่นี่มีบ่อศาสตรามารเล็ก ๆ สักแห่งหรือไม่?”
ชายวัยกลางคนทราบว่าจั่วม่อกำลังจะชี้แนะหยาไจ่ อดปลาบปลื้ม
ยินดีไม่ได้ รีบกล่าวว่า “มีมีมี!
จั่วม่อมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกระหายของบรรดาอาจารย์
ศาสตรามารรอบด้าน ยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าล้วนติดตามมาชมดู
เถอะ”
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารชั้นต่าโห่ร้องดังสะท้านเมือง!
จั่วม่อในยามนี้เองก็คาดคิดไม่ถึง ว่าเมตตาจิตที่บังเกิดขึ้นโดยไม่ได้
ตั้งใจครั้งนี้จะนำมาซึ่ง… …