สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 702 หิมะเลือดระอุแห่งชิงฮวา
บ่อน้าศาสตรามารขนาดเล็กในตลาดเป็นบ่อน้าคุณภาพต่า ปกติมีแต่
อาจารย์ศาสตรามารชั้นต่าซึ่งขัดสนเงินทองเท่านั้นจึงจะใช้งานบ่อน้า
ระดับต่านี้ แน่นอนว่าย่อมไม่เคยได้ผลลัพธ์ที่ดีงามอันใด
ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในตลาดรู้สึกอับอายขายหน้าอยู่
บ้าง บรรดาอาจารย์ศาสตรามารที่ติดตามมาล้วนมีสีหน้าลำบากใจ การที่
จะให้ชนชั้นปรมาจารย์ผู้หนึ่งใช้งานบ่อน้าศาสตรามารระดับต่าเช่นนี้ ไย
มิใช่เท่ากับดูแคลนศักดิ์ฐานะของปรมาจารย์อย่างรุนแรง
แม้เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับ แต่พวกมันก็ไม่มีบ่อน้าศาสตรามารที่
คุณภาพดีกว่านี้อีกแล้ว ทุกผู้คนพากันลอบมองสีหน้าจั่วม่ออย่างไม่ค่อย
แน่ใจนัก
ทว่าจั่วม่อกลับไม่แยแสสนใจมากความ เพียงเหลือบมองบ่อน้า
ศาสตรามารแวบหนึ่ง แล้วรั้งสายตากลับมา
มันหันกลับมาประจันหน้ากับกลุ่มคน มือข้างหนึ่งชูมีดสั้นที่หยาไจ่
เป็นผู้หลอมสร้างเล่มนั้นให้ทุกคนได้เห็นกันชัด ๆ
“แนวคิดที่แฝงเร้นอยู่ในมีดสั้นเล่มนี้น่าสนใจยิ่ง เบื้องต้นมัน
ประกอบด้วยวัตถุดิบหลัก ๆ สามชนิด กระดูกไม้ขาว ศิลาน้าแข็งครามและ
ผลึกรวมประกาย”
ทุกผู้คนเงี่ยหูฟังอย่างใจจดใจจ่อแทบไม่กล้าหายใจ ด้วยเกรงว่าจะตก
หล่นถ้อยคำใดไป
“ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าทั้งหมดล้วนรู้จักวัตถุดิบทั้งสามชนิดนี้ดี คนทั่วไป
มักจะใช้กระดูกไม้ขาวเป็นวัตถุดิบพื้นฐาน จากนั้นใช้ศิลาน้าแข็งคราม
หนุนเสริมเพื่อให้มันมีคุณลักษณะเย็นยะเยือก สุดท้ายใช้ผลึกรวมประกาย
เพื่อหลอมรวมสองวัตถุดิบเข้าด้วยกัน”
อาจารย์ศาสตรามารบางคนพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นวิธีการพื้นฐาน
ซึ่งแม้แต่อาจารย์ศาสตรามารที่โง่งมที่สุดยังล่วงรู้ ดังนั้นพวกมันกระหาย
ใคร่รู้ยิ่ง วัตถุดิบยิ่งพื้นฐานมากเท่าใด ยิ่งยากจะสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ มาก
ขึ้นเท่านั้น วัตถุดิบพื้นฐานทั้งสามชนิดนี้ยังจะสามารถนำมาหลอมรวมกัน
ด้วยวิธีการอื่นได้อย่างไร พวกมันไม่อาจขบคิดคาดเดาได้เลยจริง ๆ
“แต่แนวคิดของหยาไจ่ออกนอกกรอบที่นิยมปฏิบัติกันนี้ มันกลับใช้
ผลึกรวมประกายเป็นรากฐาน จากนั้นค่อยใช้กระดูกไม้ขาวและศิลา
น้าแข็งครามเป็นวัตถุดิบเสริมสร้างความแข็งแกร่ง”
เสียงอุทานอย่างแตกตื่นดังระงม ทุกผู้คนรู้สึกว่าสูตรหลอมสร้างนี้ทั้ง
เหลือเชื่อ ทั้งไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง
“หากให้กล่าวจากมุมมองวิชาหลอมสร้างศาสตรามารตาม
ขนบธรรมเนียมเดิม สิ่งนี้เรียกได้ว่าขัดกับหลักเหตุผลอย่างสิ้นเชิง ผลึก
รวมประกายแม้เป็นวัตถุดิบชั้นต่าที่คุณภาพดีเยี่ยม แต่กลับมิใช่วัตถุดิบที่
สามารถใช้เป็นพื้นฐานของศาสตรามาร เนื่องเพราะมันอ่อนนิ่มเกินไป”
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารพากันพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว
“ด้วยเหตุนี้เอง หยาไจ่จึงใช้กิ่งไม้ใบกำยานหลอมละลายใยอำพัน
ทองคำเพื่อชุบสร้างผลึกรวมประกายอีกทอดหนึ่ง ช่วยให้ผลึกรวม
ประกายเมื่อผสานรวมเข้ากับกระดูกไม้ขาวและศิลาน้าแข็งครามแล้ว
กลายเป็นแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น”
อาจารย์ศาสตรามารบางคนพอฟังต้องมีสีหน้าครุ่นคิด
“นี่เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่น่าชื่นชม” ถ้อยคำของจั่วม่อทำให้เจ้า
ถั่วงอกหน้าแดงฉาน เจ้าถั่วงอกไหนเลยจะไม่ล่วงรู้ว่ามีดสั้นของมันฝีมือ
หลอมสร้างย่าแย่เพียงใด
จั่วม่อเปลี่ยนหัวข้อทันที “แต่เพื่อที่จะทำให้ความคิดสร้างสรรค์นี้
สัมฤทธิ์ผล จำต้องมีทักษะวิชาหลอมสร้างที่ดีด้วย กระดูกไม้ขาวมักถูกใช้
เป็นพื้นฐานของศาสตรา แต่มีไม่กี่คนที่จดจำได้ว่ามันยังมีคุณสมบัติอื่น นั่น
ก็คือ ‘เส้นใยไม้’”
ฝูงชนทั้งหมดเงียบกริบ แต่ละคนมีสีหน้ายกย่องเทิดทูน หากก่อน
หน้านี้ยังมีคนกังขาในขีดความสามารถของปรมาจารย์หนุ่มในคำร่าลืออยู่
เล็กน้อย บัดนี้ความลังเลสงสัยทั้งหมดล้วนอันตรธานหายไปสิ้น
กระทั่งวัตถุดิบพื้นฐานที่สุด เมื่อกล่าวจากปากของปรมาจารย์เซียว
กลับเพียบพร้อมไปด้วยการเปลี่ยนแปลงนานัปการ
“ในสายตาของคนมากมาย ‘เส้นใยไม้’ เป็นคุณลักษณะที่แทบไม่มี
ประโยชน์ใช้สอย แต่หากรู้จักใช้ให้ดี จะได้ผลลัพธ์เหนือธรรมดา”
เมื่อกล่าวแยกแยะเสร็จสิ้น มันก็เริ่มโยนวัตถุดิบลงไปในบ่อน้า
ศาสตรามาร
โยนลงไปชิ้นหนึ่ง มันก็บ่งบอกชื่อของวัตถุดิบชนิดนั้น จากนั้น
อรรถาธิบายว่าเหตุใดจึงต้องใช้วัตถุดิบชนิดนี้ รวมถึงจุดที่ต้องมุ่งเน้นให้
ความสำคัญอย่างละเอียดถี่ถ้วน เหล่าอาจารย์ศาสตรามารไม่กล้าส่งเสียง
แม้สักครึ่งคำ พวกมันประดุจลูกศิษย์ลูกหาตัวน้อยของจั่วม่อ ตั้งอกตั้งใจ
รับฟังด้วยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา
อาจารย์ศาสตรามารระดับต่าไม่มีศักดิ์ฐานะในสังคม รายได้น้อยนิด
ทำมาหากินอย่างยากลำบาก มีชีวิตแร้นแค้นขัดสน ฝีมือหลอมสร้างทั้ง
หยาบกร้านทั้งขาดพร่อง ซึ่งหมายความว่าพวกมันไม่มีปัญญาหลอมสร้าง
ศาสตรามารที่ล้าเลิศออกมาได้ ดังนั้นหาเงินได้จำกัดยิ่ง ซึ่งยังส่งผล
ต่อเนื่องให้พวกมันไม่มีหนทางขัดเกลาฝีมือให้ดีขึ้นกว่าเดิม
ทุกผู้คนล้วนตระหนักแน่แก่ใจ สำหรับพวกมันนี่เป็นโอกาสทองที่พัน
ปียากจะพบพาน
ชนชั้นปรมาจารย์ผู้หนึ่งที่ชั่วชีวิตนี้พวกมันอาจไม่มีวันอาจเอื้อมถึงตัว
กำลังชี้แนะพวกมันอย่างจริงจัง นี่อาจจะเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดและ
เป็นบทเรียนเดียวในชีวิตของพวกมัน
สายตาของพวกมันที่จับจ้องไปยังจั่วม่อ เต็มไปด้วยความสำนึก
ขอบคุณและเทิดทูนบูชาจากใจจริง
ทั้งทักษะฝีมือที่จั่วม่อแสดงให้เห็น ทั้งเนื้อหาเคล็ดความทุกคำที่มัน
กล่าวออกมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ คนเหล่านี้พากันจดจำจนขึ้นใจ
ตลาดที่ปกติอึกทึกครึกครื้น บัดนี้เงียบกริบจนหากมีเข็มตกสักเล่มคงได้ยิน
ถนัดชัดเจน สุ้มเสียงของจั่วม่อเป็นเพียงเสียงเดียวที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ
บรรดาเจ้าของร้านก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากรบกวน พวกมันไหนเลยจะไม่
ล่วงรู้ถึงความลำบากยากแค้นของอาจารย์ศาสตรามารชั้นต่าเหล่านี้ บาง
คนยังเป็นสหายของพวกมันเสียด้วยซ้า
พวกมันแม้ไม่เข้าใจหลักวิชาอันลึกล้า แต่คล้ายถูกความปรารถนา
และความเลื่อมใสศรัทธาระบาดใส่ พากันนิ่งรับฟังไปด้วยอย่างเคลิบเคลิ้ม
มึนเมา
ในชั่วขณะนี้ สถานที่ชั้นต่าซึ่งเพียงรู้จักแต่ม๋อเป้ย กลับกลายเป็น
ปราศจากศักดิ์ฐานะทางสังคม ไม่มีผู้ใดสูงส่ง ไม่มีผู้ใดต่าต้อย
ยามนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หลังจากนี้อีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เหล่าอาจารย์
ศาสตรามารผู้มีแบบฉบับใหม่เอี่ยมและไม่เหมือนผู้ใดจะถือกำเนิดจาก
ตลาดร้านถิ่นแห่งนี้เอง
พวกมันเพียงต้องการวัตถุดิบเรียบง่ายที่ใช้งานได้จริง จุดมุ่งหมาย
ของพวกมันมีเพียงการมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ แนวทางปฏิบัติอย่าง
ขยันขันแข็งเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน คือการเผยแพร่ทักษะวิชาหลอม
สร้างศาสตรามารออกไปให้กว้างไกลที่สุดโดยไม่สนใจศักดิ์ฐานะสูงต่า
พวกมันมีนามอันพิเศษเฉพาะที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พวกมันคือ
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารแห่งตลาดร้านถิ่น
“เหล่าตัวบัดซบ!” หัวหน้าองครักษ์ตระกูลทังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน อากุ่ย
เมื่อลงมือจู่โจมผู้คน ไหนเลยเคยยั้งมือไว้ไมตรีด้วย มันแม้ไม่ได้รับบาดเจ็บ
บอบช้า แต่สารรูปกระเซอะกระเซิงน่าอเนจอนาถ บนใบหน้ายังปรากฏ
รอยเขียวช้าวงใหญ่ แม้อยู่ไกลถึงปากตรอกยังเห็นถนัดชัดเจน
มันสังเกตเห็นสายตาร้อนแรงจากรอบข้างในทันที ปรารถนาจะหา
รอยแตกในพื้นดินเพื่อซุกหน้าเข้าไปหลบซ่อน
หนึ่งในหัวหน้าองครักษ์แห่งตระกูลทังอันสูงส่ง ถึงกับมีสารรูปน่า
สังเวชปานนี้!
ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงคุ้นหูที่เต็มไปด้วยความเครียดขรึมและรังสี
อำมหิตดังขึ้นข้างกาย “เหล่าซัน5 เกิดเรื่องอันใดกัน?”
เหล่าต้า!6
มันตะเกียกตะตายขึ้นจากพื้นอย่างอัปยศอดสู “เหล่าต้า!”
5 ใช้เรียกคนที่อยู่ลำดับสาม
6 ในที่นี้นอกจากแปลว่าหัวหน้าแล้ว ยังใช้เรียกคนที่อยู่ลำดับแรกด้วย
“ข้าถามว่าเกิดเรื่องอันใด?” เหล่าต้าใบหน้าเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน
ดวงตาดุร้ายถมึงทึง มันนั่งอยู่บนหลังพาหนะปิศาจที่คล้ายภูเขาขนาดย่อม
ลูกหนึ่ง สี่เท้าใหญ่โตของพาหนะปิศาจตัวนั้นประดุจหลอมสร้างจาก
เหล็กกล้า หางยาวอวบหนาเต็มไปด้วยหนามแหลมเรียงเป็นแถว เขา
หยาบหนาเท่าท่อนแขนงอกออกมาจากกึ่งกลางหน้าผาก เปล่งประกายสี
น้าเงินสดใส
นี่คือแรดเขาน้าเงินหางดาบ ดุร้ายกระหายเลือด หิวโหยการต่อสู้เป็น
พิเศษ เป็นยอดพาหนะปิศาจที่ทรงพลังในการบุกจู่โจม
“ปรมาจารย์… …”
เหล่าต้าเข้าใจในบัดดล สีหน้าแปรเปลี่ยนทันควัน ดวงตาสาด
ประกายเย็นเยียบ กล่าวอย่างดุดันว่า “ในดินแดนของตระกูลทังเรา ต่อให้
เป็นปรมาจารย์ผู้หนึ่งก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะมาวิ่งวุ่นอาละวาดได้ตาม
อำเภอใจ”
เหล่าต้าผู้นี้เห็นท่าทียโสโอหังของเซียวอวิ๋นไห่เป็นที่ขัดตามานาน
แล้ว ตระกูลทังอุตส่าห์ดูแลปรนนิบัติมันเยี่ยงอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ แต่ตัว
บัดซบนั้นยังหยิ่งยโสโอหัง! ต่อให้วันนี้มันอาจต้องถูกท่านประมุขลงทัณฑ์
ก็จะขอสั่งสอนเจ้าคนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่าให้ได้ซาบซึ้งไปถึงทรวง ว่ามัน
ยืนอยู่บนดินแดนของผู้ใด!
“พี่ใหญ่ ระวังสาวใช้ของมันด้วย!” หัวหน้าองครักษ์ผู้พลาดท่าเสียที
กัดฟันกระตุ้นเตือน
“ไม่ต้องวิตก ข้าจะบดขยี้นางเอง” เหล่าต้ากล่าวเสียงเย็นเยียบ
มันพอกล่าวจบคำ ก็หยิบฉวยหอกยาวที่แขวนอยู่ข้างอานม้าขึ้นมา
สายตาเพ่งมองไปยังส่วนลึกของตลาด สุ้มเสียงของเซียวอวิ๋นไห่ดังสะท้อน
แผ่ว ๆ มาจากภายใน รอบข้างเงียบงันผิดปกติ แต่มันไม่แยแสสนใจ เนื่อง
เพราะมันเชื่อมั่นในพลังฝีมือของตนอย่างเปี่ยมล้น
มันกระตุ้นแรดเขาน้าเงินหางดาบที่อยู่ใต้ร่าง แรดมหึมาเริ่มควบ
ตะบึง แต่ละย่างก้าวพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบา ๆ
ครึ่ก ครึ่ก!
แรดเขาน้าเงินหางดาบเริ่มมุดศีรษะลงต่า นอสีน้าเงินวาบประกาย
คร่าขวัญสะท้านวิญญาณผู้คน เสียงกู่คำรามแหบต่าดังออกมาจากปาก
ลมหายใจที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ เผยให้เห็นว่ามันกำลังผนึกกำลังทั่ว
ร่าง
เหล่าต้าบนหลังแรดปิศาจกระชับด้ามหอกแนบแน่นมั่นคง ใบหน้า
เย็นยะเยียบของมันคล้ายสลักขึ้นจากหินผา
จิตวิญญาณกระหายเลือดที่พลุ่งพล่านขึ้นมาจากพาหนะปิศาจของ
มัน บันดาลให้เหล่าต้าสองตาแดงฉานในทันที
ความเย็นเยียบที่รู้สึกได้จากด้ามหอกยาวในมือ ช่วยขจัดความคิด
ฟุ้งซ่านส่วนเสี้ยวสุดท้ายในใจของมันออกไป
ชิงฮวาเสวี่ยรับฟังอย่างเคลิบเคลิ้มงมงาย ริมฝีปากประดับด้วย
รอยยิ้มเบิกบาน
ซึ่งความจริงนางไม่เข้าใจสิ่งที่เซียวม่อเกอกำลังบรรยายแม้แต่น้อย
สำหรับอสูรผู้หนึ่ง ศาสตร์วิชาหลอมสร้างศาสตรามารลี้ลับคลุมเครือราว
กับพยายามอ่านลิขิตสวรรค์ แต่นางรับรู้บรรยากาศพิเศษเฉพาะของตลาด
ในยามนี้ด้วยหัวใจ ถึงกับไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าบนใบหน้าของตนก็เต็มไปด้วย
เค้าเทิดทูนบูชาดุจเดียวกันกับคนรอบข้าง
เซี่ยวม่อเกอที่อยู่เบื้องหน้านางไม่มีสิ่งใดคุ้นเคย ไม่คล้ายเหมือนกับ
เซี่ยวม่อเกอซึ่งชิงฮวาเสวี่ยเคยเห็นในชุดภาพมายาต่าง ๆ ราวกับว่ามีกลิ่น
อายสภาวะที่เป็นธรรมชาติและยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่งแผ่ซ่าน
ออกมาจากร่างของมัน
นางเฝ้าจับตามองเซี่ยวม่อเกออยู่ตลอดเวลา เซี่ยวม่อเกอไม่ได้ปกปิด
ร่องรอยของตน เมื่อมันออกจากตัวตึกตระกูลทัง นางก็ติดตามมันมา
ในทันที
หนิงซินเอ๋อร์อดกระเซ้าเย้าแหย่นางอีกรอบไม่ได้ แต่ยังยินยอมช่วย
ปกปิดให้แก่นาง พวกนางซึ่งเป็นเพียงไม้ประดับ ไม่ได้ถูกอารักขาอย่าง
เข้มงวดกวดขันเช่นจีลี่อวี่ สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจปรารถนา
ดังนั้นชิงฮวาเสวี่ยพบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
นางนึกไม่ถึงว่าเซี่ยวม่อเกอจะให้ความสนใจต่อบรรดาอาจารย์
ศาสตรามารระดับต่าเหล่านี้ อันว่าขนบธรรมเนียมการชี้แนะสั่งสอนวิชาที่
เข้มงวดของเผ่าปิศาจ แม้เทียบกันแล้วเผ่าอสูรของนางจะผ่อนคลายกว่า
บ้าง แต่กระทั่งเผ่าอสูรยังไม่เคยมีปรมาจารย์ท่านใดที่เป็นเช่นเซี่ยวม่อเกอ
ผู้นี้
ไม่มีอย่างแน่นอน
ชนชั้นปรมาจารย์มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง เหนือล้ากว่าอาจารย์ศาสตรามาร
ระดับต่าเหล่านี้ไม่รู้ว่าเท่าใด แต่ภาพเหตุการณ์อันเหลือเชื่อนี้ก็บังเกิดขึ้น
ต่อหน้าต่อตานางเอง ทั้งยังบังเกิดขึ้นด้วยน้ามือของเซี่ยวม่อเกอที่นางเฝ้า
ติดตามค้นหามาโดยตลอด
เมื่อนางกวาดตามองดูสีหน้าเคารพเทิดทูนของบรรดาอาจารย์
ศาสตรามารระดับต่าเหล่านั้น ไม่รู้ว่าทำไม หัวใจนางพลันอ่อนยวบอย่าง
บอกไม่ถูก
นางไม่อาจบอกได้จริง ๆ ว่าเพราะเหตุใด
ทันใดนั้นเอง เงาร่างใหญ่โตมหึมาพลันปรากฏขึ้น ปิดกั้นปากทางเข้า
สู่ตลาดอย่างฉับพลัน
เจตนาฆ่าฟันอันแรงกล้าประดุจลมหิมะเย็นยะเยือก พัดโถมเข้ามาใน
ตรอกตลาดอย่างรุนแรง บรรยากาศภายในตลาดกลายเป็นหนาวเหน็บใน
บัดดล
“ฮึ่ม!”
เสียงแค่นอย่างเย็นชาดังกึกก้องดุจอัสนีบาตฟาดทลาย เหล่าอาจารย์
ศาสตรามารซึ่งมีพลังฝึกปรืออ่อนด้อยล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างพร้อม
เพรียง
ชิงฮวาเสวี่ยม่านตาหดแคบลงทันควัน
เงาร่างมหึมาควบตะบึงเข้ามาดุจลมพายุอันเกรี้ยวกราด
ชิงฮวาเสวี่ยตอบสนองโดยไม่ทันได้คิด ร่างสาดวาบราวกับสายฟ้าสี
ครามสายหนึ่ง พลันปรากฏขึ้นขวางหน้าเส้นทางของฝ่ายตรงข้ามอย่าง
อาจหาญ
รอจนนางขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าฝ่ายตรงข้าม ค่อยรู้สึกตัวว่ากำลังทำ
อะไร
“ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้หลีกไป!
เสียงคำรามกึกก้องดุดันดุจฟ้าพิโรธ ควบคู่ไปกับเสียงกระโชกของลม
พายุ เสียงควบตะบึงและเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นของพื้นดิน กอรปเป็น
สภาวะคร่าขวัญสะท้านวิญญาณ กดทับทั่วทั้งตลาด
ชิงฮวาเสวี่ยเมื่อเผชิญพลังสภาวะอันน่าตระหนกนี้ บุปผาฟ้าครามอัน
เงียบสงบพลันลอยขึ้นจากฝ่ามือของนางไม่ขาดสาย
ศาสตร์บุปผาฟ้าคราม!
นางกำลังทำสิ่งใดกัน?
จู่ ๆ พลันรู้สึกตัว ชิงฮวาเสวี่ยใบหน้าร้อนวาบ แต่ในเวลานี้นางไหน
เลยจะมีเวลามาสืบค้นปฏิกิริยาตอบสนองของนาง
นางแม้ถือกำเนิดจากตระกูลสาขา แต่กลับถือครองพรสวรรค์สูงล้า
ที่สุดในบรรดายอดยุทธ์ตระกูลชิงฮวารุ่นปัจจุบัน ในสายตาของผู้คนรอบ
ข้าง เห็นแม่นางโฉมงามผู้นี้แววตาคมกล้าดุจกระบี่ นางในยามนี้ไม่ต่าง
จากกระบี่วิเศษที่หลุดออกจากฝัก
นางไม่ประหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย!
ในการประมือกับเซี่ยวม่อเกอครั้งนั้น นางค้นพบจุดอ่อนของตัวเอง
อย่างชัดแจ้ง นางแม้มีพรสวรรค์สูงล้า แต่ขาดแคลนประสบการณ์ต่อสู้
เสี่ยงชีวิต นางมีพลังอำนาจแต่กลับไม่อาจใช้ออกได้ดั่งใจปรารถนา แต่
บัดนี้เมื่อเฝ้าแก้ไขขัดเกลาข้อบกพร่องดังที่ว่า พลังฝีมือของนางก็รุดหน้า
ดุจก้าวกระโดด
นางในยามนี้ไม่เหมือนเมื่อครั้งอดีตอีกแล้ว!
ชั่วพริบตาที่บุปผาฟ้าครามล่องลอยขึ้น นางพลันค้นพบว่าเซี่ยวม่อ
เกอที่ห่างออกไปเบื้องหลังคล้ายชะงักงันไปชั่ววูบ แม้ว่าชั่ววูบนั้นกระชั้น
สั้นเสียจนแทบไม่อาจสัมผัสได้ แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด จิตวิญญาณการ
ต่อสู้ในกายนางกลับพวยพุ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในบัดดล
ไม่ว่าความหวาดหวั่นหรือขลาดเขลาล้วนหายวับไป
ในชั่วพริบตานี้ ในใจนางหลงเหลือเพียงความคิดเดียว นางจะต้อง
สำแดงพลังฝีมือของนางในยามนี้ให้เซี่ยวม่อเกอได้ชมดู!
แสดงทุกอย่างที่นางมีอย่างหมดจดสมบูรณ์!