สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 703 สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว
บุปผาฟ้าครามซึ่งดูงดงามทว่าเปราะบาง ถึงกับทำให้เหล่าต้าแห่ง
ตระกูลทังต้องใจสั่นสะท้าน
ไม่ว่าความเชื่อมั่นหรือความเย้ยหยันดูแคลนล้วนถูกมันสลัดทิ้งไปใน
บัดดล ดวงตาเรียวยาวของมันยามนี้เต็มไปด้วยความระแวงระวัง
สตรีนางนี้เป็นใครกันแน่?
บุปผาฟ้าครามที่ล่องลอยอยู่ทั่วในม่านสายตาของมันอัดแน่นไปด้วย
เจตนาฆ่าฟันอันซ่อนเร้น
เหล่าต้าสายตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม สองขาบีบกระชับแน่นเข้ามา
แรดเขาน้าเงินหางดาบที่ใต้ร่างตอบสนองด้วยการเร่งฝีเท้าโดยพลัน ร่าง
มหึมาพุ่งลิ่วดุจลูกธนูหลุดจากแล่ง ทิ้งภาพตกค้างไว้เป็นทางยาวกลาง
อากาศ เสียงกู่คำรามต่าลึกหายวับไปทันที
แสงเย็นเยียบเป็นประกายคล้ายผุดขึ้นจากกลางอากาศอย่างฉับพลัน
แผ่ลามไปตามหมู่บุปผาฟ้าครามอย่างรวดเร็ว
พื้นที่โดยรอบบุปผาฟ้าครามคล้ายผนึกแข็งตัว จุดแสงเย็นเยียบเป็น
ประกายคลับคล้ายวังวนขุมหนึ่ง ดูดรั้งบุปผาฟ้าครามนับไม่ถ้วนข้าหาตน
ราวกับฝูงผีเสื้อกระโจนเข้าหาแสงไฟ
‘หอกจากไม่มีก่อเกิดมี!’
จุดแสงเย็นเยียบพลันเลือนหายไป ใบหน้ากระด้างดั่งศิลาของ
เหล่าต้าปรากฏขึ้นแทนที่
มันสัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของบุปผาฟ้าครามดอกน้อยเหล่านี้
ดังนั้นพอลงมือก็ตอบโต้ด้วยท่าไม้ตายทันที!
จั่วม่อที่อยู่ข้างบ่อน้าศาสตรามารดวงตาทอประกายวูบ ในใจลอบตื่น
ตะลึง กระบวนท่าหอกนี้แฝงเร้นไว้ด้วยกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินของ ‘เขตแดน’
อาศัยเพียงกระบวนท่านี้ ผู้มาสามารถจัดอันดับในหมู่ยอดฝีมือได้อย่าง
เต็มภาคภูมิ
“เป็น ‘หอกจากไม่มีก่อเกิดมี!’” เว่ยสุ้มเสียงแปลกใจเล็กน้อย
“ชื่ออะไรแปลกพิลึกถึงปานนี้” จั่วม่ออดกล่าวไม่ได้
เว่ยได้โอกาสพล่ามน้าไหลไฟดับ “ ‘หอกจากไม่มีก่อเกิดมี’ นับเป็น
สุดยอดวิชาทักษะปิศาจประเภทหอกวิชาหนึ่ง นับตั้งแต่ถูกคิดค้นขึ้น ก็
กลายเป็นหนึ่งในเคล็ดทักษะปิศาจประเภทหอกที่ร้ายกาจที่สุด แต่ทว่า
ยากยิ่งที่จะฝึกปรือสำเร็จ ข้าเข้าใจว่าสูญหายไปนานปีแล้ว นึกไม่ถึงว่า
วันนี้จะได้พบเห็นอีก”
จั่วม่อพบว่าการแบ่งใจออกเป็นสองทางนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
ขณะที่หลอมสร้างศาสตรามารระดับต่าเล่มหนึ่ง สำหรับจั่วม่อแล้วไม่
ยากที่จะแบ่งแยกจิตใจเป็นสองทาง ความสนใจส่วนใหญ่ของมันมุ่งไปยัง
หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่ประจันหน้ากันบริเวณปากทางเข้าตบาด มันจดจำชิง
ฮวาเสวี่ยได้ชัดเจน ในการประมือกับนางในคุกสิบนิ้ว แม่นางน้อยผู้นี้ทิ้ง
ความประทับใจให้แก่มันอย่างลึกล้า ผูเยากับเว่ยเองก็จดจำนางได้เช่นกัน
“เด็กหญิงนี้คล้ายฝีมือกล้าแข็งกว่าครั้งนั้นมาก!” ผูเยาตกตะลึง
เล็กน้อย
“ย่อมต้องเป็นเพราะว่าเสี่ยวม่อม่อที่เข็มแข็งของพวกเราขโมยหัวใจ
ดวงน้อยของนางติดมาด้วย พวกเจ้าลองดู นางต้องมุมานะบากบั่นถึงเพียง
ไหน ดูเอาเถอะ ถึงกับติดตามมันมาไกลแสนไกลถึงแดนปิศาจ! ช่างเป็น
เด็กหญิงที่ยอดเยี่ยมกระไรเช่นนี้!” เว่ยทำท่าราวกับยายเฒ่าข้างบ้านช่าง
ซุบซิบนินทา
จั่วม่อถูกคำ ‘เสี่ยวม่อม่อ’ เล่นงานจนแทบบีบศาสตรามารที่กำลัง
หลอมสร้างในบ่อน้าจนแหลกคามือ
มันตวาดอย่างขุ่นแค้น “เว่ย ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วอย่าเรียกข้าว่าเสี่ยว
ม่อม่อ!”
ผูเยาพยักหน้าพลางกล่าว “บุปผาฟ้าครามของเด็กหญิงนั้นร้ายกาจ
ไม่เบา แต่ทว่าพวกตระกูลชิงฮวาในสมองใช่มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่? ผู้มี
พรสวรรค์สูงล้าถึงเพียงนี้ พวกมันกลับปล่อยออกมาท่องเที่ยวโดยไม่มีการ
ป้องกันอันใดเลยหรือ? หรือไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับนาง?”
“บางทีนางอาจลอบหลบหนีออกจากบ้านเพื่อตามหาเสี่ยวม่อม่อของ
เรา… …” เว่ยสอดคำ
จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟัน “เว่ย ข้าบอกว่าอย่าเรียกข้าเสี่ยวม่อม่อ…”
ในเวลานี้เอง ผูเยาลูบคางพลางกล่าวอย่างจริงจัง “อาจั่ว เจ้าล่อลวง
นางมาด้วยไม่ดีรึ? รับนางไว้ข้างกายเสียเลย ข้ารับรองว่าภายในครึ่งปี ข้า
สามารถเพาะสร้างยอดยุทธ์ผู้หนึ่งให้แก่เจ้า”
จั่วม่อค่อยซาบซึ้งไปถึงทรวง สนทนากับตาเฒ่าไร้ยางอายสองคนนี้
ไปก็มีแต่จบสิ้นเท่านั้น
มันตกลงใจเมินเฉยต่ออสูรปิศาจเฒ่าจอมวายร้ายทั้งสอง หันไปให้
ความสนใจการต่อสู้ที่ทางเข้าตลาดสืบต่อ
อากาศธาตุโดยรอบคู่ต่อสู้ทั้งสองบัดนี้เริ่มบิดเบี้ยวและปริแตก จุด
แสงเย็นเยียบสุกสว่างดั่งดวงดาว มวลบุปผาฟ้าครามลอยละลิ่วเข้าหาจุด
แสงเย็นเยือกอย่างไม่อาจฉุดรั้ง ประหนึ่งว่าถูกดึงดูดด้วยพลังวังวนอัน
รุนแรงขุมหนึ่ง
การสวนกลับของกระบวนท่าหอกทำให้ชิงฮวาเสวี่ยอัศจรรย์ใจอยู่
บ้าง แต่นางไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อยนิด สมาธิจิตใจของนางจดจ่อ
ถึงขีดสุด
นางแผ่กางสองแขน เหยียดหลังตรง ทรวงอกอิ่มเต็มเชิดตระหง่าน
องค์เอวคอดกิ่วสะโพกกลมกลึงตามธรรมชาติ กอรปเป็นส่วนโค้งส่วนเว้าที่
กระชากวิญญาณผู้คน
ชั่วพริบตานี้ ฉากตรงหน้าคล้ายหยุดนิ่งลงโดยพลัน ดูผิวเผิน
คลับคล้ายภาพวาดฝีมือเลิศของยอดจิตรกรฉากหนึ่ง เส้นโค้งอันงามพิลาส
ใบหน้าหมดจดสดใส ดวงตาพริ้มหลับลงเล็กน้อย ชวนให้ผู้คนทอดถอน
ชมเชยในความงามดั่งสวรรค์สร้าง ชิงฮวาเสวี่ยเผยอยิ้มน้อย ๆ เต็มไปด้วย
ความเชื่อมั่น เมื่อแต่งแต้มลงบนสีหน้าเลื่อมใสศรัทธา ก็ราวกับการตวัด
พู่กันเส้นสุดท้าย บันดาลให้ภาพวาดกลับกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา
สิบนิ้วเรียวยาวขาวนวลเนียนพลันห่อหุ้มด้วยเส้นใยพลังงานสีฟ้า
คราม
กิ๊ง!
สุ้มเสียงคล้ายโลหะกระทบกันดังกังวานไปทั่วบริเวณ จุดแสงเย็น
เยียบสว่างวาบ มวลบุปผาฟ้าครามซึ่งถูกกระชากดึงเข้าไปถูกฉีกทึ้งจน
ขาดเป็นชิ้น ๆ
ชั่วพริบตานี้ ดวงตาคู่งามของชิงฮวาเสวี่ยพลันเปิดขึ้น!
นัยน์ตาแต่ละข้างของนางปรากฏบุปผาฟ้าครามดอกหนึ่งอยู่ภายใน
บุปผาฟ้าครามดอกน้อยทั้งสองค่อย ๆ หมุนคว้างอย่างช้า ๆ
ทันใดนั้นหน่ออ่อนสีฟ้าครามปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนาง หน่ออ่อนนี้
เติบโตงอกงามด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ เพียงชั่ว
กะพริบตาครั้งเดียว ก็กลับกลายเป็นเครือเถาสีฟ้าครามจำนวนมาก แทบ
จะยึดครองพื้นที่ระหว่างคู่ต่อสู้ทั้งสองจนหมดสิ้น
เถาไม้เลื้อยเหล่านี้พอเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เหล่าต้าพลันบังเกิดลาง
สังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า เมื่อพวกมันแรกประมือกัน มันยังไม่ล่วงรู้
ว่าดอกไม้สีฟ้าครามเหล่านี้คืออะไร แต่หลังจากบดขยี้ดอกไม้สีฟ้าครามที่
แฝงกลิ่นอันตรายเหล่านี้รอบหนึ่ง มันค่อยตระหนักว่านี่เป็นศาสตร์อสูร
วิชาหนึ่ง
หมายความว่าสตรีอ้อนแอ้นแบบบางตรงหน้ามันนี้เป็นชาวเผ่าอสูร!
เหล่าต้าพลันลังเลใจขึ้นมาทันที อสูรสาวที่มีพลังฝีมือร้ายกาจถึงปาน
นี้แน่นอนว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งในคณะทูตเผ่าอสูร ท่านประมุขเคยกำชับ
อย่างเคร่งขรึมว่าไม่ให้ตอแยคณะทูตเผ่าอสูรเป็นอันขาด!
ในรอบสิบปีมานี้ คณะทูตเผ่าอสูรคณะนี้นับเป็นคณะแรกที่ผู้ปกครอง
เผ่าอสูรส่งมา เบื้องหลังพวกมันคืออำนาจสูงสุดแห่งเผ่าอสูร สภาผู้อาวุโส
เผ่าอสูร
นี่ทำให้เหล่าต้าเริ่มสองจิตสองใจขึ้นมา แต่เมื่อพบว่าพื้นที่รอบข้าง
แทบถูกเถาวัลย์สีฟ้าครามยึดครองอย่างสมบูรณ์ พลันสีหน้าแปรเปลี่ยน
ความลังเลใจทั้งมวลปลิวหายวับไปทันที ความคิดฆ่าฟันอันรุนแรงจาก
หญิงสาวทำให้มันขนหัวลุกชี้ชัน
สตรีอันดุร้ายอำมหิตนัก!
ฝ่ายตรงข้ามคิดฆ่ามันชัด ๆ!
มันมีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน เหล่าต้าตระหนักแน่ในทันทีว่าหาก
มันไม่ลงมืออย่างสุดกำลัง ชีวิตของมันอาจต้องจบสิ้นลงที่นี่แล้ว แรดเขา
น้าเงินหางดาบที่เป็นพาหนะก็ค้นพบกลิ่นอายของอันตรายเช่นกัน แผด
เสียงคำรามแหบต่าออกมา
เหล่าต้าตบหัวแรดเขาน้าเงินหางดาบที่กำลังพลุ่งพล่านใจ พาหนะ
ปิศาจสงบลงทันควัน ในครรลองสายตาของมัน เห็นเถาวัลย์สีฟ้าคราม
ขมวดพัวพันกลายเป็นกรงขนาดมหึมา บุปผาฟ้าครามงอกเงยออกมาตาม
เครือเถา จำนวนมากมายมหาศาลจนชวนสะท้านใจ
เขตแดน!
ฝ่ายตรงข้ามยังเป็นยอดฝีมืออสูรที่บรรลุพลังเขตแดนอีกด้วย!
เหล่าต้างอตัวลงเล็กน้อย กระชับด้ามหอกยาวในมือแนบแน่น
“ฮา อาจั่ว นี่คลับคล้ายกับกรงศาสตร์อสูรของเจ้าอยู่บ้าง!” ผูเยาเป็น
คนแรกที่ค้นพบเรื่องนี้
เว่ยยิ่งคึกคักขึ้นอักโข “หลักฐาน! หลักฐาน! นี่อย่างไรเล่าหลักฐาน!
เสี่ยวม่อม่อ เห็นได้ชัดว่านางหลงรักเจ้ามานานแล้ว!”
จั่วม่อเองยังอดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ กรงบุปผาฟ้าครามของชิง
ฮวาเสวี่ยคล้ายคลึงกับกรงศาสตร์อสูรที่มันเคยใช้ในคุกสิบนิ้วมาก มิใช่
คล้ายกันแค่เพียงรูปร่างภายนอก กระทั่งในส่วนสำคัญของโครงสร้างก็ยัง
คลับคล้ายกันยิ่ง
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อแค่นเสียงเย้ยหยันความคิดหน้ามืดตามัวอยู่ฝ่าย
เดียวของเว่ย
ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือแม่นางน้อยผู้นี้ไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้
เมื่อครั้งกระโน้น นางจึงเฝ้าศึกษาชุดภาพมายาเพื่อสืบเสาะหาจุดอ่อนของ
มัน ดังนั้นซึบซับหลอมรวมเข้าเป็นแนวทางฝีมือของตน!
จั่วม่อรู้สึกว่าแนวคิดของมันสมควรมีเหตุผลมากกว่า
นางที่กระโจนเข้าขวางหน้าคนตระกูลทัง ก็ด้วยความตั้งใจว่าหลังจาก
นี้จะขอต่อสู้กับมันอีกครั้งอย่างยุติธรรม!
แม้ว่าบุปผาฟ้าครามอันร้ายกาจของแม่นางน้อยผู้นี้จะยิ่งทรงพลัง
กล้าแข็งกว่าเดิม ชวนให้จั่วม่อเลือดลมพลุ่งพล่านอยู่บ้าง แต่เมื่อหวนนึก
ถึงปัญหาที่ว่าหากตัวตนของมันถูกเปิดเผย จิตวิญญาณการต่อสู้ที่เริ่ม
ปะทะขึ้นพลันดับมอดลงทันควัน
นี่ช่างยุ่งยากโดยแท้!
จั่วม่อเริ่มขบคิดใคร่ครวญถึงปัญหาสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง แม่นางผู้นี้ใช่
จดจำมันได้หรือไม่?
นางต้องจดจำได้อย่างแน่นอน! จั่วม่อสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่าต้อง
เป็นเช่นนี้ อาจบางทีเป็นจิตวิญญาณการต่อสู้อันรุนแรงของชิงฮวาเสวี่ยที่
กระตุ้นเตือนมัน มันมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าอีกฝ่ายจดจำมันได้ไม่ผิด
แน่!
มารดามันเถอะ!
จั่วม่อพอตระหนักแน่แก่ใจ ชักเริ่มปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมา มันต้อง
คิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป
สมควรทำอย่างไรกับนางดี?
“เสียสละตัวเอง! เสี่ยวม่อม่อ!” เว่ยแนะนำอย่างตื่นเต้น
“เสียสละตัวเอง! อาจั่ว!” ผูเยาสีหน้าจริงจัง แต่จากนั้นเสียงหัวร่อฮี่ฮี่
อย่างชั่วช้าดังกึกก้องไปทั่วทะเลแห่งจิตสำนึก
จั่วม่อรู้สึกไม่หลงเหลือความหวังอีกต่อไปแล้วกับสองคนนี้
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจังหวะความคิดของจั่วม่อ
“ต่อสู้ฆ่าฟันไม่ใช่เรื่องดี หากมีเวลา ทุกท่านควรดื่มสุราโอภาปราศัย
กันจึงจะถูก!”
ทันใดนั้นพลังสายลมเย็นเยียบพลันปรากฏขวางหน้าชิงฮวาเสวี่ยกับ
เหล่าต้า
สายลมนี้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า ชิงฮวา
เสวี่ยดวงตาทอแววตื่นตระหนก นางไม่รู้ด้วยซ้าว่าสายลมนี้ทำลาย ‘กรง
บุปผาฟ้าคราม’ ของนางตั้งแต่เมื่อใด
เหล่าต้าที่เพิ่งจู่โจมออกอย่างสุดกำลังพลันตัวแข็งทื่อ มันไม่อาจระงับ
ความแตกตื่นลนลานในดวงตาได้ สายลมนี้อยู่ข้างกายมันชัด ๆ แต่มันกลับ
ไม่อาจตรวจพบการคงอยู่แม้แต่น้อย!
พลังฝีมือที่ลึกล้าสุดหยั่งคาดนัก!
‘กรงบุปผาฟ้าคราม’ อันงดงามแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ สะเก็ดพลังงาน
ปลิวเวียนว่อน ชิงฮวาเสวี่ยรั้งพลังศาสตร์อสูรของนางกลับคืน แรดขาน้า
เงินหางดาบที่ดุร้ายพลุ่งพล่านกลับกลายเป็นเชื่องเชื่อ พลังสภาวะอันน่า
สะพรึงกลัวของเหล่าต้าก็อันตรธานหายไป
เห็นร่างหนึ่งเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า ยังจะเป็นใครไปได้นอกจากฟง
ซิ่นจื่อ
ชิงฮวาเสวี่ยพอพบว่าผู้ที่สอดมือเข้าแทรกเป็นฟงซิ่นจื่อ สีหน้าก็กลับ
เป็นสงบราบเรียบดังเดิม ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น เพียงก้าวตรงเข้าหา
แล้วย่อกายคารวะ “ต้าเหริน”
“ตระกูลชิงฮวาดูท่าประเมินผิดพลาดไปแล้ว” ฟงซิ่นจื่อยิ้มพลาง
กล่าว “ข้าจำได้ว่าเจ้ามาจากตระกูลสาขาใช่หรือไม่”
“ถูกแล้ว ต้าเหริน” ชิงฮวาเสวี่ยตอบด้วยสีหน้าชืดชา
“ประเสริฐ ประเสริฐ” ฟงซิ่นจื่อผงกศีรษะ จากนั้นกล่าวเสียงเย็นชา
“ไม่ว่าเจ้าจะคิดอะไร ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทูต เจ้าจะต้องใคร่ครวญ
ให้ดี อย่าได้ก่อเรื่องให้แก่ทุกคน”
“ต้าเหรินสั่งสอนถูกต้อง เป็นเสวี่ยหุนหันพลันแล่นไป” ชิงฮวาเสวี่ย
ยอมรับความผิด
ฟงซิ่นจื่อเห็นสีหน้าท่าทีของนาง ต้องพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้น
หันไปกล่าวต่อเหล่าต้า “ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้น้องยังเยาว์วัย ล่วงเกิน
ท่านที่นับถือโดยไม่ตั้งใจ พี่ท่านโปรดอย่าได้ถือสาหาความ!”
เหล่าต้าจ้องมองใบหน้าของฟงซิ่นจื่อด้วยสายตาลึกล้า เห็นเพียง
รอยยิ้มอ่อนโยน ไม่มีทีท่าอึดอัดขัดข้องแม้แต่น้อย
จากนั้นมันหมุนตัวจากไปโดยไม่กล่าวคำใด
เมื่อแรดเขาน้าเงินหางดาบหายลับไปจากตลาด บรรดาอาจารย์
ศาสตรามารในตลาดค่อยคลายใจลงในที่สุด พวกมันอยู่ในเมืองปู้โจวมา
นาน ล่วงรู้อารมณ์วู่วามปานเปลวเพลิงของหัวหน้าหน่วยองครักษ์ของ
ตระกูลทังเป็นอย่างดี สำหรับมันการฆ่าคนเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่ง
เหล่าองครักษ์ของตระกูลทังยังหวาดกลัวเหล่าต้าของพวกมัน คนผู้นี้หาก
บันดาลโทสะขึ้นมา ต่อให้เป็นพวกเดียวกันยังถูกฆ่าตายคามือ
เหล่าอาจารย์ศาสตรามารกวาดตามองฟงซิ่นจื่อ แววตาครั่นคร้ามยำ
เกรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าสตรีสาว บางคนถึงกับมีสีหน้าลุ่มหลงงมงาย
ฟงซิ่นจื่อรูปโฉมหล่อเหลาประดุจหยก รอยยิ้มเปี่ยมไมตรี ทั้งร่างอาบ
ล้นด้วยกลิ่นอายอบอุ่นสดใส พลังฝีมือสูงส่ง ไม่ว่าไปยังที่ใด บุรุษเช่นนี้มี
แต่จะเปล่งประกายดุจอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
ฟงซิ่นจื่อชมดูบ่อน้าศาสตรามารอย่างสนอกสนใจ ราวกับว่ามันเคย
เห็นการหลอมสร้างศาสตรามารมาก่อน
รอจนอีกร่างหนึ่งติดตามมาถึง ฝูงชนพลันปั่นป่วนในทันที
จีลี่อวี่ผู้งดงามสุดเปรียบปานเมื่อมาเยือน แสงประกายในตลาดคล้าย
รวมอยู่บนร่างนาง นางเดินมาหยุดอยู่ข้างฟงซิ่นจื่อ เหลือบมองใบหน้าเฉย
ชาของชิงฮวาเสวี่ยอย่างครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองจั่วม่อ
ยังไม่ทันที่โฉมสะคราญล่มเมืองจะทันได้เอ่ยปาก ทันใดนั้นในบ่อน้า
ศาสตรามาร พลันบังเกิดสิ่งที่แปลกพิสดารชนิดหนึ่ง