สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 704 รั้งไว้ข้างกาย
บ่อน้าสีดำค่อย ๆ กลายเป็นใสกระจ่าง ใสจนมองเห็นก้นบ่อชัดเจน
ปราศจากสิ่งเจือปนใด ๆ
เห็นมีดสั้นสีฟ้าเล่มหนึ่งนอนนิ่งอยู่ที่ก้นบ่อ บรรดาอาจารย์ศาสตรา
มารรอบข้างพากันชะเง้อคอจนยืดยาว หวังว่าจะได้เห็นศาสตรามารที่
หลอมสร้างใหม่โดยเร็ว ทุกผู้คนพกพาความสงสัยอยู่เต็มอก วัตถุดิบระดับ
ต่าเมื่ออยู่ในมือของปรมาจารย์ท่านหนึ่ง ที่แท้สามารถรังสรรค์สิ่งใดขึ้นมา
ได้บ้าง
จั่วม่อกวักมือเบา ๆ มีดสั้นเล่มนั้นพลันลอยขึ้นจากบ่อน้า พุ่งเข้ามา
อยู่ในมือของมัน
ถึงยามนี้ผู้คนค่อยพบเห็นด้วยความตื่นตะลึง ที่ปลายมีดเคลือบคลุม
ด้วยเงาสีเทาอันบางเบาเป็นอย่างยิ่ง บางเบาเสียจนยากจะมองเห็นด้วยตา
เปล่า ผู้คนที่ชาญฉลาดอยู่สักหน่อยพลันฉุกคิดถึงคุณลักษณะที่มักถูก
มองข้ามได้โดยง่ายของกระดูกไม้ขาว ซึ่งปรมาจารย์เซียวเคยกล่าวไว้ก่อน
หน้านี้ ‘เส้นใยไม้!’
รายละเอียดต่าง ๆ ของมีดสั้นถูกจั่วม่อปรับเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง
และสมบูรณ์แบบ ลวดลายแผนผังปิศาจบนพื้นผิวใบมีดทั้งประณีตบรรจง
และงามล้า ใบมีดบางเฉียบดุจแผ่นกระดาษ ปกคลุมด้วยแผนผังปิศาจสี
ฟ้าสวยสด บันดาลให้มันดูเหมือนผลงานศิลปะสักชิ้นมากกว่าจะเป็นอาวุธ
ฆ่าคน
จั่วม่อไม่ได้ใช้แผนผังปิศาจระดับสูง วัตถุดิบชั้นต่าเหล่านี้ไม่อาจทน
รับแผนผังปิศาจระดับสูงได้ เหล่าอาจารย์ศาสตรามารในที่นี้แทบทั้งหมด
ล้วนรู้จักแผนผังปิศาจบนมีดสั้น แต่เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาเลิศพิสดารถึง
ปานนี้ เกรงว่าปรมาจารย์เซียวต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการเลือก
เฟ้นและจับคู่แผนผังปิศาจธรรมดาสามัญเหล่านั้น
คุณลักษณะเฉพาะของศิลาน้าแข็งครามถูกแสดงออกมาอย่าง
สมบูรณ์แบบ ช่วยให้มีดสั้นถือครองคุณสมบัติ ‘น้าแข็งเย็น’ แต่ปรมาจารย์
เซียวยังใช้แผนผังปิศาจซึ่งสามารถอำพรางพลังงานชุดหนึ่งเพื่อปิดซ่อน
พลัง ‘น้าแข็งเย็น’ นี้เอาไว้ เมื่อมีดสั้นหลุดออกจากมือของผู้ใช้ จะไม่
สามารถค้นพบกลิ่นอายน้าแข็งเย็นได้อีก
กระดูกไม้ขาวช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของมีดสั้น คุณสมบัติ ‘เส้นใยไม้’
คือจุดที่จั่วม่อมุ่งเน้นมากที่สุด พลัง ‘เส้นใยไม้’ ถูกเสริมสร้างด้วยน้ายาเงา
ทำให้พลังรุนแรงขึ้นและยากจะตรวจจับมากขึ้น
ผลึกรวมประกายเป็นวัตถุดิบที่มักใช้งานระหว่างกระบวนการ
เปลี่ยนแปลง มันถูกใช้เป็นรากฐานเพื่อให้วัตถุดิบพื้นฐานทั้งหลาย
เหมาะสมสำหรับการแปลงสภาพมากขึ้น ใบมีดหลักถูกปกคลุมด้วย
แผนผังปิศาจเงามืด ซึ่งสามารถเปลี่ยนมีดสั้นให้กลายเป็นเงามืดขุมหนึ่ง
จั่วม่อยังจัดตั้งแผนผังปิศาจทะลวงเกราะไว้ที่คมมีด แผนผังปิศาจทะลวง
เกราะนี้เชื่อมโยงประสานกับแผนผังปิศาจน้าแข็งเย็น หนุนเสริมซึ่งกัน
และกันอย่างแยบคาย ส่วนแผนผังปิศาจบนด้ามมีดสั้นเรียกว่า ‘เชื่อม
ประสาน’ สามารถช่วยเพิ่มการประสานและความคุ้นเคยระหว่างผู้ใช้กับ
ศาสตรามาร
มีดสั้นเล่มนี้เมื่อส่งผ่านไปในมืออาจารย์ศาสตรามารทีละคน ด้วย
ฝีมืออันเลิศพิสดารนี้ไม่ว่าผู้ใดล้วนตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง
ศาสตรามารด่านถงหลิ่ง!
นี่เป็นศาสตรามารที่เหมาะกับการลอบสังหาร หากวางขายในการ
ประมูลใด ๆ สามารถขายด้วยราคาสองล้านม๋อเป้ยได้โดยง่าย แต่ต้นทุน
วัตถุดิบที่ใช้หลอมสร้างมีราคาเพียงหกร้อยม๋อเป้ยเท่านั้น!
สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์!
ฝีมือที่สามารถเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสมบัติของจั่วม่อทำเอาเหล่า
อาจารย์ศาสตรามารตกตะลึงจนพูดไม่ออก อาศัยวัตถุดิบชั้นต่าซึ่งมีราคา
ค่างวดเพียงหกร้อยม๋อเป้ย กลับสามารถหลอมสร้างศาสตรามารด่านถง
หลิ่งสนนราคากว่าสองล้านม๋อเป้ย ช่างเป็นฝีมืออันเลิศพิสดารถึงเพียง
ไหน!
ที่เหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้น คือตลอดกระบวรการทั้งหมดพวกมัน
สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ปรมาจารย์เซียวหาได้ปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใด
จากพวกมันไม่ ทว่าแม้พวกมันจะรู้จักแผนผังปิศาจทั้งหมดที่ใช้ แต่ยังคง
ไม่มีปัญญาหลอมสร้างตามแบบเหมือนเช่นที่เห็นได้
คิดใส่แผนผังปิศาจมากมายถึงปานนี้ลงไปในมีดสั้นเล่มเล็ก ๆ กระทั่ง
ในหมู่อาจารย์ศาสตรามารชั้นกลางและชั้นสูง มีมากหลายที่ไม่อาจกระทำ
ได้ อย่าว่าแต่อาจารย์ศาสตรามารชั้นต่าในตลาดเหล่านี้เลย
แต่ศาสตรามารเล่มเล็ก ๆ นี้มอบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวก
มัน วิธีคิดและวิธีใช้งานแผนผังปิศาจของปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ผิดแผก
แตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมของเหล่าอาจารย์ศาสตรามารโดยสิ้นเชิง
“ศาสตรามารอันประเสริฐ!” จีลี่อวี่กล่าวชมเชยออกมาอย่าง
กะทันหัน สุ้มเสียงนางทั้งนุ่มนวล ทั้งไพเราะเสนาะหู
“คุณหนูจีชมเชยเกินไป” จั่วม่อพยักหน้าให้โฉมสะคราญเผ่าอสูร
อย่างสุภาพเรียบร้อย อย่างน้อยมันยังคงรู้จักนาง ด้วยการแนะนำของ
ทังเฉินในงานเลี้ยงครั้งนั้น
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยาพลันถามจั่วม่อว่า “เจ้าที่แท้จดจำนางได้
หรือไม่?”
“อืมม์ พวกเราเคยพบกันมาก่อนรึ?” จั่วม่องงงันวูบ ย้อนถามด้วยสี
หน้างงงวย
“เช่นนั้นเจ้าไฉนจดจำแม่นางน้อยตระกูลชิงฮวาผู้นั้นได้?” ผูเยาถาม
อย่างสนอกสนใจ
“เพราะความรัก!” เว่ยสบช่อง โพล่งออกมาโดยไม่ต้องขบคิด
จั่วม่อเหลือกตา “ก็ต้องเป็นเพราะว่าข้าเคยประมือกับนางอยู่แล้ว”
ผูเยาคล้ายตื่นเต้นยินดีอยู่บ้าง “ช่างเหมือนกับข้าเมื่อครั้งกระโน้นนัก
ไม่ลุ่มหลงในความงาม… …”
เว่ยกล่าวขัดด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “ถึงยามนี้ข้าค่อยเข้าใจว่าเจ้า
ไฉนถวิลหานายเก่าของข้านัก จวบกระทั่งหลายพันปีล่วงผ่านยังไม่ลืม
เลือนนาง ครั้งนั้นนายข้าไม่ทราบว่าทุบตีเจ้ากี่ครั้งกี่หน! ฮ่าฮ่า!”
ผูเยาสีหน้าแข็งค้าง จากนั้นกลายเป็นบิดเบี้ยวในทันที… …
ตาแก่สองคนนี้ ยามนี้ช่างร่าเริงนัก!
จั่วม่อกลับออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มี
ความประทับใจใดต่อจีลี่อวี่แม้แต่น้อย
จีลี่อวี่ขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง ตั้งแต่ต้นเซี่ยวอวิ๋นไห่ผู้นี้คล้ายไม่ไว้หน้านาง
แม้แต่น้อย กระทั่งนางเป็นฝ่ายทอดไมตรีด้วยตัวเอง ผู้อื่นยังคงมีใบหน้า
เฉยชาเหมือนตอไม้ นางใคร่คิดถามสักครา คนผู้นี้ใช่มีสีหน้าแบบอื่นอีก
หรือไม่?
เสน่ห์ความงามของนางซึ่งไม่เคยล้มเหลวมาก่อน คล้ายไม่มี
ประโยชน์อันใดต่อหน้าตัวประหลาดนี้ จีลี่อวี่มีความรู้สึกของอิสตรีเฉียบไว
ยิ่ง นางรู้สึกได้ว่าเซียวอวิ๋นไห่แม้ไม่เอ่ยปากกล่าววาจากับชิงฮวาเสวี่ย แต่
มันคล้ายมีความสนใจในตัวชิงฮวาเสวี่ยยิ่งกว่านางอีก!
จีลี่อวี่อารมณ์ไม่สู้ดีนัก นางแม้ไม่รู้สึกว่าเซียวอวิ๋นไห่มีอันใดยอดเยี่ยม
ทั้งมันยังไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจนาง แต่การเมินเฉยของอีกฝ่ายกลับสะกิด
ความคิดเอาชนะคะคานของนางขึ้นมา
ชิงฮวาเสวี่ยนางนั้นมีคุณสมบัติใดจะมาช่วงชิงรัศมีอันเฉิดฉายกับ
นาง?
“ศาสตรามารเล่มนี้งดงามเหลือเกิน เซียนเซิงมอบให้แก่ลี่อวี่ได้
หรือไม่?” จีลี่อวี่ควบคุมเสน่ห์ความงามของนางในระดับที่เหมาะเจาะพอดี
เป็นที่สุด ชม้ายชายตามองจั่วม่ออย่างคาดหวังรอคอย
จั่วม่อแทบหลุดปากว่า ‘สองล้านม๋อเป้ย ขอบพระคุณที่อุดหนุน’ แต่
ยังยั้งปากไว้ได้ทัน มันฝืนเค้นรอยยิ้มกล่าวว่า “ต้องขออภัยยิ่ง ศาสตรามาร
เล่มนี้จะจัดวางไว้ในตลาดแห่งนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับพี่น้องเหล่านี้”
“อา ช่างน่าเสียดายโดยแท้!” รอยยิ้มหยาดเยิ้มของจีลี่อวี่ไม่จางหาย
“เช่นนั้นมิทราบว่าค่าคืนนี้เซียวเซียนเซิงพอจะมีเวลาว่างหรือไม่?”
“ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ค่าคืนนี้ผู้น้องยังมีเรื่องราวต้องกระทำ” จั่วม่อ
สั่นศีรษะ กล่าวปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ในที่สุดใบหน้างามสะคราญของจีลี่อวี่ปรากฏเค้าความผิดหวังสุด
ระงับ นางขมวดคิ้วเรียวงาม จ้องมองจั่วม่อด้วยแววตาตัดพ้อ ผู้คนรอบ
ข้างมีสีหน้าขัดแย้ง พวกมันล้วนรู้สึกว่าปรมาจารย์เซียวปฏิบัติต่อโฉมงามจี
ลี่อวี่ดุร้ายเกินไป แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ เนื่องเพราะ
ปรมาจารย์มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่าพวกมันคงโถม
เข้าเสี่ยงชีวิตด้วยแต่แรกแล้ว
พลังทักษะปิศาจของจั่วม่อลึกล้าสุดหยั่ง จิตใจกล้าแข็งมั่นคง นอก
เสียจากว่าเผชิญกับตัวประหลาดเช่นศิษย์พี่ใหญ่ จั่วม่อไม่คิดว่าจิตใจของ
มันจะอ่อนแอกว่าผู้ใด
อาภรณ์เสน่หาของจีลี่อวี่แทบไม่ส่งผลกระทบต่อจั่วม่อแม้แต่น้อย
จีลี่อวี่ยามนี้ถึงกับขุ่นเคืองใจบ้างแล้ว นางแทบไม่เคยเอ่ยปากร้องขอ
ต่อผู้ใดเช่นนี้มาก่อน นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยังคงไร้เยื่อใยไมตรีดุจเดิม
จีลี่อวี่ผู้ทระนงถือดีกล่าวเสียงเย็นชา “เช่นนั้นเราไม่เหนี่ยวรั้ง
ปรมาจารย์ให้เสียเวลาแล้ว!”
กล่าวจบคำนางก็สะบัดหน้าจากไป ฟงซิ่นจื่อฝืนยิ้มเจื่อน หันมายกมือ
กึ่งอำลากึ่งขอโทษขอโพยต่อจั่วม่อ “ท่านปรมาจารย์ อย่าได้ถือโทษนาง
เลย โฉมสะคราญมักจะเจ้าอารมณ์เช่นนี้เอง วันนี้ผู้น้องขอลาไปก่อน หาก
มีเวลาว่างขอเชิญท่านปรมาจารย์ร่าดื่มกันสักครา”
จากนั้นหันไปสั่งการต่อชิงฮวาเสวี่ย “ระยะนี้ไม่มีเรื่องราวใด หากเจ้า
มีความสนใจในศาสตรามาร ไยไม่ลองเป็นผู้ช่วยของท่านปรมาจารย์สัก
ครา เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของท่านปรมาจารย์ให้ดี”
ชิงฮวาเสวี่ยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย เพียงย่อกายคารวะพลางกล่าวอย่าง
เยือกเย็น “ทราบแล้ว”
ฟงซิ่นจื่อเพ่งมองชิงฮวาเสวี่ยอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่มัน
บังเกิดความรู้สึกว่าไม่อาจมองทะลุเด็กหญิงน้อยจากตระกูลสาขาของ
ตระกูลชิงฮวาผู้นี้
นีมิใช่สตรีที่รู้จักแต่คล้อยตามผู้คน
อย่างไรก็ตาม การที่ชิงฮวาเสวี่ยสนใจเซียวอวิ๋นไห่ พอดีสอดคล้องกับ
ความต้องการของฟงซิ่นจื่อ มันเดิมทีกำลังหงุดหงิดรำคาญใจที่ไม่อาจหา
หนทางเข้าใกล้เซียวอวิ๋นไห่ได้ แม้ว่ามันจะไม่มีเงื่อนงำสักนิดว่าเซียวอวิ๋น
ไห่กับเซี่ยวม่อเกอมีส่วนเกี่ยวพันกัน แต่ฟงซิ่นจื่อสังหรณ์ใจว่าคนทั้งสอง
ต้องเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน
จั่วม่อเมื่อได้ยินคำพูดของฟงซิ่นจื่อ อดขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ได้
ในความเห็นของมัน แม่นางน้อยชิงฮวาผู้นี้เป็นปัญหาใหญ่ สตรีนางนี้
ล่วงรู้ตัวตนของมัน เป็นระเบิดลูกโตที่สามารถแตกปะทุได้ทุกเมื่อ
มันนึกไม่ถึงว่าฟงซิ่นจื่อยังจะส่งระเบิดลูกนี้มาติดตามมันอีก มันกำลัง
จะอ้าปากทัดทาน แต่ฟงซิ่นจื่อกลับไม่เปิดโอกาสให้แก่มัน ชิงหายวับไป
ทันที
“ชิงฮวาเสวี่ยคารวะท่านปรมาจารย์ ท่านปรมาจารย์ หากมีสิ่งใดให้
ผู้น้อยกระทำ โปรดสั่งการได้เต็มที่” ชิงฮวาเสวี่ยกล่าวพลางแย้มยิ้มน้อย ๆ
ไม่ทราบเพราะเหตุใด นางรู้สึกราวกับว่าเมฆหมอกสลายคลาย ดวงตะวัน
อันสดใสฉายแสงเจิดจรัสขึ้นทันตา!
ชิงฮวาเสวี่ย… ..ที่แท้นางเรียกว่าชิงฮวาเสวี่ย!
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อได้ทราบนามของสตรีที่เคยทิ้งความประทับใจ
ให้แก่มันอย่างลึกล้า
ยิ่งมองดูนางมากเท่าใด จั่วม่อยิ่งรู้สึกว่ามีประโยค ‘แผนการสำเร็จไป
ด้วยดี’ เขียนอยู่บนใบหน้านางอย่างชัดเจน มันรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
ขึ้นมาทันที
แต่มันก็ไม่อาจฆ่าปิดปากนางเสียด้วย!
“พวกเจ้าคิดว่าสมควรทำประการใด?” จั่วม่อได้แต่หันไป
ปรึกษาหารือผูเยากับเว่ย
“เสียสละตัวเองเถอะ เสี่ยวม่อม่อ! รับรองว่าจบปัญหาทุกประการ!”
เว่ยยังคงยืนกราน
หากว่าจั่วม่อมีมีดอยู่ในมือ รับรองว่าต้องจ้วงแทงเว่ยอย่างไม่นับ
“อืมม์ อาจั่ว เจ้าต้องคิดหาหนทางรั้งนางไว้ข้างกาย!” ผูเยากล่าว
อย่างจริงจัง
“ดูท่าว่าก่อนอื่นสมควรหารือเรื่องปัญหาค่าเช่าดีกว่ากระมัง!” จั่ว
ม่อเค้นเสียงลอดไรฟัน
เว่ยหลบฉากไปทันที ผูเยาสีหน้าแข็งทื่อ แต่จากนั้นมันกล่าวด้วยสุ้ม
เสียงห่วงกังวลราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ทราบหรือไม่ว่ามีโอกาสสูงมากที่
นางจะเปิดเผยตัวตนของเจ้า วิธีรับมือที่ดีที่สุดสำหรับภัยคุกคามเช่นนี้ คือ
เชือดนางทิ้งเสีย คนตายมิอาจพูดได้อีก แต่ด้วยหลากหลายเหตุผล เจ้า
ย่อมไม่อาจเชือดนางทิ้งในยามนี้ ดังนั้นได้แต่หาหนทางอื่น นั่นคือรั้งนางไว้
ข้างกายเจ้า ควบคุมนางไว้ไม่ให้ห่างตา นี่จะช่วยลดความเสี่ยงที่ตัวตนของ
เจ้าจะถูกเปิดเผย!”
นี่… …นี่คล้ายจะมีเหตุผลอยู่บ้าง!
จั่วม่อขบคิด อดยอมรับไม่ได้ว่าวาจาของผูเยาฟังดูสมเหตุสมผลดี
“เช่นนั้นข้าจะรั้งนางไว้ข้างกายได้อย่างไร?” จั่วม่อถาม
ผูเยาขบคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “มีสองวิธี ข้าเห็นว่าแม่นางน้อยผู้นี้
มีเจตนาจะมาอยู่ข้างกายเจ้าอยู่แล้ว นี่สมควรไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เจ้ามิ
อาจเพิกเฉยต่อคณะทูตแห่งเผ่าอสูร นางเป็นสมาชิกในขบวนทูตเผ่าอสูร
เจ้าต้องได้รับความยินยอมจากคณะทูต”
“ความยินยอมจากคณะทูต?” จั่วม่อยิ่งมายิ่งรู้สึกว่าเรื่องราวตึงมือ
กว่าที่คิด ในใจเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ …ครั้งนั้นภูตผีตนใดดลใจมัน
มันไฉนประมือกับชิงฮวาเสวี่ยกันหนอ?
“ดูผิวเผินหัวหน้าคณะทูตเผ่าอสูรเป็นจีลี่อวี่ แต่ข้าเข้าใจว่าผู้
บัญชาการที่แท้จริงสมควรเป็นฟงซิ่นจื่อ!” ผูเยากล่าวอย่างเคร่งขรึม “เจ้า
ต้องระวัง คนผู้นี้กลอกกลิ้งเจนจัด พลังฝีมือกล้าแข็งสุดหยั่ง คิดรับมือมัน
ไม่ง่ายนัก”
“เราจะจัดการกับฟงซิ่นจื่อทีหลัง” จั่วม่อเองก็รู้สึกว่าฟงซิ่นจื่อยากจะ
รับมือ จึงตกลงใจปัดเรื่องนี้ไว้ทางด้านข้างก่อน หันไปถามคำถามที่เร่งด่วน
กว่า “ทำอย่างไรจะรั้งนางไว้ข้างกายและควบคุมนางอย่างสมบูรณ์?”
“ให้นางปรนนิบัติรับใช้เจ้า” ผูเยากล่าวอย่างลี้ลับชั่วร้าย
ความคิดนี้…ฟังดูเข้าที… …
มองดูชิงฮวาเสวี่ยที่กำลังเฝ้ารอให้มันกล่าววาจา จั่วม่อสลัดความคิด
ที่จะขับไล่ไสส่งนางไปให้ไกลแสนไกล สุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นอบอุ่นอ่อนโยน
“นับตั้งแต่วันนีให้เจ้าปรนนิบัติรับใช้ข้า คอยดูแลเรื่องราวประจำวันให้แก่
ข้า เจ้าถั่วงอกให้รับผิดชอบหน้าที่เกี่ยวกับด้านหลอมสร้างศาสตรามาร”
ชิงฮวาเสวี่ยมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ “ขอบคุณท่าน
ปรมาจารย์!”
เจ้าถั่วงอกคารวะจนจรดพื้น “ข้าจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่!”
มันต้องรั้งนางไว้ข้างกาย ควบคุมนางให้อยู่หมัด!
จั่วม่อกัดฟันแน่น เตือนใจตัวเองซ้าแล้วซ้าเล่า!