สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 705 แต่ละฝ่าย
ฟงซิ่นจื่อฟังเสียงถ้วยโถโอชามถูกทุบทำลายอยู่ภายในห้อง ต้องยิ้ม
เยาะอย่างไม่แยแส ก่อนจะหมุนตัวออกจากตำหนักที่พักแห่งนั้น
ในความเห็นของมัน จีลี่อวี่แม้รูปโฉมงดงามปานหยาดฟ้ามาดิน แต่
นางเย่อหยิ่งอวดตัวราวกับนกยูงที่เฝ้ารำแพนหางอวดความงามอยู่
ตลอดเวลา นอกเหนือจากขนนกยูงที่ดูโอ่อ่างดงามอยู่บ้างแล้ว สติปัญญา
ของนางหาได้ทัดเทียมกับความงามของนางไม่ ในทางกลับกัน ความสงบ
เยือกเย็นของชิงฮวาเสวี่ยกลับเป็นที่นิยมชื่นชมของฟงซิ่นจื่อมากกว่า
การวางตัวชิงฮวาเสวี่ยไว้ข้างกายเซียวอวิ๋นไห่ กระทั่งมันเองยังไม่
แน่ใจว่าเป็นความคิดที่ดีหรือไม่
มันไม่อาจหยั่งทราบตื้นลึกหนาบางของแม่นางอายุเยาว์ผู้นั้นได้
หากมิใช่ว่ามันชมดูการต่อสู้ที่หน้าตลาดด้วยสายตาตัวเอง ฟงซิ่นจื่อ
จะไม่มีวันคาดคิดไปถึงว่าชิงฮวาเสวี่ยซึ่งมักสงบปากสงบคำจะถือครอง
พลังฝีมืออันกร้าวแกร่งถึงเพียงนี้ ฟงซิ่นจื่อผู้ซึ่งยามปกติถือดีในสายตาอัน
แหลมคมของตน ถึงคราวต้องยอมรับแต่โดยดีว่าคราครั้งนี้สายตาของมัน
ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
อย่างไรก็ตาม มันกลับไม่เป็นห่วงว่าชิงฮวาเสวี่ยจะกระทำเรื่องโฉด
เขลาอันใด ตระกูลชิงฮวาแม้พอมีอำนาจทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ย่อมมิใช่
คู่มือของสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร ชิงฮวาเสวี่ยไหนเลยจะไม่สนใจไยดี
ตระกูลชิงฮวาทั้งตระกูลที่ยังคงอยู่ในภพอสูรได้
ฟงซิ่นจื่อถึงกับคาดหวังว่าชิงฮวาเสวี่ยจะสามารถสร้างผลงานอัน
ยอดเยี่ยมในเรื่องนี้ จริงอยู่ว่าเผ่าอสูรไม่จำเป็นต้องมีปรมาจารย์ศาสตรา
มาร แต่หากพวกมันถือครองบุคคลเช่นนี้คนหนึ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ระหว่างการเจรจากับเผ่าปิศาจ สภาผู้อาวุโสจะมีเบี้ยสำหรับต่อรองอยู่ใน
มือมากขึ้น มิหนำซ้านี่ยังเป็นเบี้ยต่อรองที่มีคุณค่ามหาศาล เปี่ยมล้นด้วย
แรงดึงดูดใจต่อขุมกำลังเผ่าปิศาจทุกฝ่าย มันจึงไม่เชื่อว่าจะมีขุมกำลังใด
ไม่หวั่นไหวใจต่อเบี้ยต่อรองตัวนี้
ฟงซิ่นจื่อเข้าสู่คุกสิบนิ้วเหมือนเช่นปกติ
รอจนพบเห็นเงาร่างด้านหลังของหมิงเยวี่ยเยี่ย ฝีเท้าพลันเชื่องช้าลง
โดยไม่รู้ตัว เป็นเงาร่างอันงดงามอย่างไร้ผู้เทียบเทียมนี้เองที่ทำให้ฟง
ซิ่นจื่อยินดีเป็นกำลังให้แก่นางโดยไม่มีเงื่อนไข
หมิงเยวี่ยเยี่ยหันกลับมา วงหน้างดงามดุจนางสวรรค์ผ่านเข้าสู่
ครรลองสายตาของฟงซิ่นจื่อ ฟงซิ่นจื่อถึงกับหัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“ขอบคุณเจ้ามากแล้ว” หมิงเยวี่ยเยี่ยแย้มยิ้มน้อย ๆ
ฟงซิ่นจื่อพยายามวางท่าปลอดโปร่งผ่อนคลาย กล่าวกระเซ้าว่า “ซึ่ง
ความจริงภารกิจนี้สุขสบายยิ่ง มีอาหารเลิศรส มีหญิงงามกลุ่มใหญ่ร่วม
ทาง หากการร่อนเร่พเนจรในอดีตของข้าสุขสบายเยี่ยงนี้ มิทราบว่าจะ
วิเศษถึงเพียงไหน”
หมิงเยวี่ยเยี่ยริมฝีปากคล้ายขยับยิ้มวูบหนึ่ง นางพลิกฝ่ามือวูบ ลูก
กลมแสงลูกหนึ่งลอยออกจากฝ่ามือ
“อ้อ ดูเหมือนว่ามีข่าวคราวใหม่ ๆ ไม่น้อย” ฟงซิ่นจื่อพึมพำขณะที่
ยื่นมือรับลูกกลมแสง ข้อมูลมากมายไหลหลั่งเข้ามาในใจมัน
ชั่วอึดใจให้หลัง ฟงซิ่นจื่อสีหน้าทอแววประหลาดใจ “เซี่ยวม่อเกออยู่
ที่เมืองปู้โจว?
?”
“เซียวอวิ๋นไห่
“ถูกต้อง จนถึงตอนนี้เรายังสืบเสาะไม่พบประวัติความเป็นมาของ
เซี่ยวอวิ๋นไห่ แต่ตัวตนของมันในฐานะปรมาจารย์ศาสตรามารยังใช้การได้
หากเซี่ยวม่อเกออยู่ในเมืองปู้โจว มันจะต้องเสาะหาเซียวอวิ๋นไห่เพื่อ
หาทางซ่อมแซมกรงเล็บพิฆาตมังกรอย่างแน่นอน กรงเล็บพิฆาตมังกรเป็น
ศาสตรามารนภาเล่มหนึ่ง หากมีโอกาสซ่อมแซม แม้ว่าโอกาสนั้นจะริบหรี่
สักเท่าใด ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เซี่ยวม่อเกอจะไม่ฉวยโอกาสทดลองดู”
หมิงเยวี่ยเยี่ยเมื่อกล่าวถึงเรื่องราวเหล่านี้ นางแผ่ซ่านอำนาจบารมีที่
สามารถสยบขวัญผู้คนชนิดหนึ่ง ดวงตาสุกใสเป็นประกายดุจดวงดารา
คนบางคนเกิดมาเพื่อที่จะเป็นผู้ครงอำนาจโดยแท้
ภายใต้รัศมีพลังอำนาจของหมิงเยี่ยเยี่ย ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนล้วนยอม
สยบอย่างไม่มีเงื่อนไข ในระดับสูงมีคำร่าลือกันมานาน ว่ากันว่านางมี
โอกาสสูงที่จะเข้าแทนที่หัวหน้าผู้อาวุโส กลายเป็นประมุขคนถัดไปของ
สภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร
สติปัญญาของนางได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้อาวุโสส่วนมาก
ในหมู่ชนรุ่นหลังไม่มีผู้ใดสามารถยกขึ้นเทียบกับนางได้
“หากจะว่าไปแล้ว ข้าเพิ่งจะเริ่มสนใจในตัวเซียวอวิ๋นไห่วันนี้เอง” ฟง
ซิ่นจื่อกล่าวอย่างจริงจัง
“อ้อ คนผู้นี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
? ข้าจำได้ นางเรียกว่าชิงฮวาเสวี่ยกระมัง” หมิงเยวี่ย
เยี่ยมีความทรงจำเหนือธรรมดา เพียงขบคิดชั่วครู่ก็นึกออกอย่างรวดเร็ว
“ถูกแล้ว เป็นนางเอง ข้าละอายใจนักที่มองนางผิดพลาดไป สตรีนาง
นี้ปิดซ่อนตัวเองอย่างมิดชิดยิ่ง ทว่า ‘บุปผาฟ้าคราม’ ของนางเชื่อแน่ว่า
ร้ายกาจที่สุดในบรรดาชนรุ่นหลังของตระกูลชิงฮวาทั้งมวล ข้าเดาว่าทาง
ตระกูลชิงฮวาเองก็หาได้ตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของนางไม่ มิ
เช่นนั้นพวกมันไม่มีวันปล่อยให้นางติดตามมากับภารกิจหนนี้แน่” ฟง
ซิ่นจื่อมีสีหน้าเย้ยหยันตัวเอง
“หากจะกล่าวถึงความผิดพลาด ข้าเองก็เป็นอีกคนที่ผิดพลาดต่อ
หน้าที่รับผิดชอบของตน ถึงกับไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อนเลย”
หมิงเยวี่ยเยี่ยยอมรับความผิดพลาดของตนอย่างสัตย์ซื่อตรงไปตรงมา
“ผู้ใดจะทราบได้?
ฟงซิ่นจื่อรู้สึกอบอุ่นใจ แต่ยังไม่เท่ากับความปิติยินดีในข่าวดีอัน
ยิ่งใหญ่ “ต้าเหริน ของแสดงคามยินดีด้วย!”
มันทราบว่าหมิงเยวี่ยเยี่ยมีเหล่าผู้อาวุโสที่มีพลังฝีมือสูงล้ากลุ่มหนึ่ง
ซึ่งไม่เคยสนใจเรื่องแสวงหาอำนาจ ทั้งยังปกปิดไว้เป็นความลับสุดยอด
หมิงเยวี่ยเยี่ยผู้บัดนี้ถือครองความลี้ลับของพลังเทพ ย่อมมีเบี้ย
ต่อรองอันกล้าแข็งอยู่ในมือ นี่คือสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมโอกาสขึ้นสู่อำนาจ
ของนางได้เป็นอย่างมาก
ฟงซิ่นจื่อลอบตกลงใจ ต่อให้มันต้องลักพาตัวเซี่ยวม่อเกอกลับไปยัง
แดนอสูร มันก็จะกระทำ
หมิงเยวี่ยเยี่ยคล้ายสามารถอ่านใจของฟงซิ่นจื่อ นางยิ้มพลางกล่าว
ว่า “อย่าได้ร้อนใจถึงเพียงนั้น สถานการณ์ยามนี้เป็นประโยชน์ต่อพวกเรา
มากแล้ว วิหารเทพปิศาจแม้ร้ายกาจ แต่ดูท่าว่าเคล็ดวิชาฝึกปรือของพวก
มันยังมีข้อบกพร่องอยู่”
“อา!” ฟงซิ่นจื่อตื่นตระหนกไม่น้อย แต่พอขบคิดดูก็เข้าใจ “มิน่าเล่า!
ข้าสงสัยอยู่แล้วเชียว หลังจากเข่นฆ่าสมณะอาวุโสวัดเสวียนคงทั้งขบวน
พวกมันไฉนไม่ฉวยโอกาสรุกคืบ ที่แท้เป็นเพราะเคล็ดวิชาของพวกมันไม่
สมบูรณ์!”
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาทอประกายวูบ นางประหนึ่งจันทร์เสี้ยวประดับ
นภา ข่มแสงดาราโดยรอบจนสูญเสียสีสันที่พึงมี
“เคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพของเราจะไม่มีข้อบกพร่องเช่นนี้”
สุ้มเสียงของหมิงเยวี่ยเยี่ยเปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่นที่ไม่ยินยอมให้
ผู้ใดตั้งคำถาม
“เรามีเวลา!”
หลีเซียนเอ๋อร์สีหน้าตื่นตะลึงสุดระงับ นกกระเรียนกระดาษที่อยู่ใน
มือคล้ายไฟร้อนลวก แผดเผามือของนาง
เนิ่นนานหลังจากนั้น ความตื่นตระหนกของนางค่อย ๆ สลายคลาย
ฟื้นคืนสู่ความสงบเยือกเย็นตามปกติของนาง เปลวไฟสายหนึ่งพวยพุ่ง
ออกจากมือ กลืนกินนกกระเรียนกระดาษลงไป
เหม่อมองนกกระเรียนกระดาษในมือกลายเป็นเถ้าถ่าน จิตใจของหลี
เซียนเอ๋อร์กลับมิได้สงบเยือกเย็นเหมือนเช่นที่แสดงออกทางเปลือกนอก
นี่เพียงเพราะว่าข่าวสารที่นกกระเรียนกระดาษตัวนั้นนำมาด้วย น่า
แตกตื่นสะท้านโลกเกินไป!
คุนหลุนเข้าถึงความลี้ลับของพลังเทพแล้ว!
เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อนางอย่างรุนแรง เมื่อครั้งที่เซี่ยวม่อเกอสำแดง
พลังเทพให้โลกหล้าได้ประจักษ์ ทุกผู้คนในฐานะผู้ชมดูล้วนอัศจรรย์ใจ
ต่อมาเทพปิศาจใช้พลังเทพสังหารหมู่ขบวนผู้อาวุโสวัดเสวียนคง ผู้คน
นอกจากตื่นตะลึงแล้ว ยังตระหนักได้ว่ายุคสมัยใหม่กำลังจะมาถึง
แต่เมื่อนางล่วงรู้ว่าคุนหลุนได้ถือครองพลังเทพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลีเซียนเอ๋อร์รู้สึกราวกับว่ามีปลายกระบี่จ่อติดกับกลางหลังของนาง
บังเกิดความรู้สึกกลางหลังเย็นวะวาบอย่างชัดเจน
สำหรับเทียนหวนของนาง เพิ่งจะไขปัญหายันต์เทพยดาได้เพียงสาม
อักขระเท่านั้น
สมดุลที่เคยมั่นคงของสี่ดินแดน ยามนี้ด้วยการล่มสลายของวัดเสวียน
คงและการเสื่อมทรุดของซีเซวียน จึงหลงเหลือแค่เพียงคุนหลุนกับเทียน
หวนของนางเท่านั้นที่มีอำนาจทัดเทียมกัน
ตลอดหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน จะต้องมีสามขั้วอำนาจหรือ
มากกว่าเท่านั้นจึงสามารถเข้าถึงสมดุลแห่งอำนาจได้ หากหลงเหลือแค่
เพียงสองฝ่ายย่อมจะมีเพียงผลลัพธ์ประการเดียว นั่นคือท้ายที่สุดฝ่าย
หนึ่งต้องกลืนกินอีกฝ่ายลงไป
สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือคุนหลุนกลับเป็นฝ่ายที่นำหน้าอยู่หนึ่งก้าว!
นกกระเรียนกระดาษจากท่านปู่เต็มไปด้วยความห่วงกังวลอย่าง
ลึกซึ้ง ท่านย้าเตือนให้นางกระทำทุกวิถีทาง เพื่อเสาะหามรดกเคล็ดวิชา
พลังเทพฉบับสมบูรณ์ให้จงได้
เทียนหวนแทบจะถอยร่นไม่เป็นกระบวนในทุกด้าน เวลานี้เรี่ยวแรง
กำลังทั้งหมดของพวกมันทุ่มลงไปกับการบรรลุถึงยันต์เทพยดา
มรดกเคล็ดวิชาพลังเทพ!
หลีเซียนเอ๋อร์สูดลมหายใจลึก ในใจนางอัดแน่นไปด้วยประโยคนี้ คน
แรกที่นางนึกถึงย่อมต้องเป็นเซี่ยวม่อเกอ นางไหนเลยจะกล้าตอแยวิหาร
เทพปิศาจ พวกมันสังหารเหล่ายอดยุทธ์วัดเสวียนคงทั้งขบวนอย่าง
ง่ายดาย ย่อมสามารถทำอย่างเดียวกันกับขบวนเทียนหวนของนางด้วย
จนกระทั่งถีงยามนี้ มีอยู่สามคนซึ่งทราบกันดีว่าสืบทอดมรดกเคล็ด
วิชาพลังเทพ ทุกคนล้วนเกี่ยวพันกับเซี่ยวม่อเกอ
ตัวบัดซบเซี่ยวม่อเกอนี้ไม่ทราบวิ่งพล่านไปยังที่ใด?
แม้ว่ามันจะรู้สึกว่ากลิ่นอายสภาวะของสตรีนางนี้เป็นที่คุ้นเคยแก่มัน
นัก แต่ไม่เคยคาดคิดว่าอีกฝ่ายถึงกับเป็นซิวเจ่อผู้หนึ่ง กล่าวได้ว่าการ
ปลอมตัวของหลีเซียนเอ๋อร์เลิศล้ายิ่ง เนื่องเพราะจั่วม่อไม่เคยนึกถึงความ
เป็นไปได้ว่านางจะเป็นซิวเจ่อ จึงไม่ได้ระแคะระคายเรื่องนี้แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เปลวเพลิงในมือของหลีเซียนเอ๋อร์เปิดเผยตัวตนของ
นางออกมา
เทียนหวน
จั่วม่อยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม
หรือว่าก่อนที่มันจะถูกเปลี่ยนโฉมหน้าลบความทรงจำ เคยมีส่วน
เกี่ยวพันกับเทียนหวน
จั่วม่อลอบสั่นศีรษะ มันรู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่เทียนหวนจะลอบเฝ้า
มองมันด้วยวิธีการลับบางประการ มันกับเทียนหวนมีข้อบาดหมางกันมา
นาน อาจบางทีในระหว่างที่มันเกิดขัดแย้งกับเทียนหวนเมื่อครั้งกระโน้น
สตรีนางนี้อาจลอบสังเกตุการณ์อยู่ในเงามืด
การต่อสู้ในวิหารเทพสุริยันในครั้งนั้นสับสนวุ่นวาย จั่วม่อไม่แน่ใจว่า
สตรีนางนี้ลอบหลบซ่อนอยู่ใกล้เคียงหรือไม่ หากว่านางมาด้วย เช่นนั้น
ความรู้สึกคุ้นเคยที่มันมีก็พอจะฝืนอธิบายได้
ใบหน้าของหลีเซียนเอ๋อร์เป็นเพียงคราบปลอมแปลง จั่วม่อไม่อาจ
มองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนาง นี่คล้ายทำให้การคาดเดาของมันมีส่วน
เป็นไปได้มากขึ้น
จั่วม่อไม่ได้รั้งอยู่นาน ลอบหลบเร้นจากไปอย่างเงียบเชียบ หลบเลี่ยง
แนวป้องกันอย่างระมัดระวัง มันไม่คิดก่อกวนเรื่องราวมากกว่านี้
รอจนล่าถอยกลับถึงที่พักของตน ค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก ครา
ครั้งนี้มันใช้ทักษะวิชาในการหลบเร้นทั้งหมดที่เพิ่งร่าเรียนมา ไม่ว่าจะเป็น
เวทวิชา ทักษะปิศาจและศาสตร์อสูร ล้วนเป็นทักษะวิชาสำหรับการปกปิด
ซ่อนเร้นทั้งสิ้น ผลลัพธ์ดีเลิศยิ่งกว่าที่คาดคิดไว้ กระทั่งชิงฮวาเสวี่ยที่อยู่
ด้านนอกห้องยังไม่สะกิดใจแม้แต่น้อย
เหตุไฉนคนของเทียนหวนร่วมทางมากับซือกงจื้อ
หากบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญ จั่วม่อย่อมไม่เชื่อแม้แต่น้อย สมควรเป็น
… … ความคิดอันอุกอาจประการหนึ่งผุดขึ้นในใจ
ทั้งสองฝ่ายกำลังจะจับมือเป็นพันธมิตร!
ความคิดนี้พอผุดขึ้น จั่วม่อแทบมั่นใจว่าไม่ผิดแน่
ตี๋ไสว้ย่อมมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพันธมิตรกับเทียนหวน เช่นนั้นเป็น
ว่าสตรีนางนี้อาจไม่ใช่แค่เพียงศิษย์ธรรมดาจากเทียนหวนแล้ว
นึกถึงข้อบาดหมางระหว่างมันกับเทียนหวน จั่วม่อแค่นหัวร่ออย่าง
เย็นชา
โอกาสตอบแทนเทียนหวนที่ดีงามถึงเพียงนี้ มันจะปล่อยให้หลุดมือ
ไปได้อย่างไรกัน