สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 706 ตาเฒ่าลึกลับ
“เรื่องนี้ให้พักไว้ก่อน” ทังเฉินหลังจากรับฟังเรื่องราวจากหัวหน้า
องครักษ์ พลันกล่าวอย่างเย็นชา
“ท่านประมุข… …” หัวหน้าองครักษ์อดกล่าวไม่ได้ ส่วนเหล่าต้าสี
หน้าเฉยเมยราวกับว่าเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันแม้แต่น้อย
ทังเฉินเหลือบมองลูกสมุนในสังกัด กล่าวเหมือนไม่เห็นสำคัญว่า
“หลังจากเรื่องนี้จบลง ต่อให้เจ้าฆ่าทุกคนในตลาดทิ้งก็ไม่นับเป็นอะไรได้
แต่ก่อนหน้านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงเกินเซียวอวิ๋นไห่ได้ จดจำไว้ ไม่ว่าผู้ใด
ก็ไม่สามารถ!”
หัวหน้าองครักษ์ใจสั่นสะท้าน ท่านประมุขแม้เปี่ยมอำนาจบารมี แต่
น้อยครั้งที่จะกล่าวหนักถึงเพียงนี้ ทว่าอำนาจบารมีที่ถือครองยังคงไม่มี
ผู้ใดปฏิเสธได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มันเห็นท่านประมุขมีสีหน้าท่าทีรุนแรง
เช่นนี้! หัวหน้าองครักษ์ทั้งตื่นตระหนกทั้งหวาดหวั่นพรั่นพรึง นอกจากนี้
ยังแฝงไว้ด้วยความโล่งใจอยู่บ้าง โชคดีที่มันถูกทุบตีรอบหนึ่ง มิเช่นนั้น
เกรงว่าศีรษะของมันคง… …
“ไปเถอะ” ทังเฉินโบกมือเบา ๆ
“ขอรับ!” หัวหน้าองครักษ์หดคอ แล้วล่าถอยออกไปโดยเร็ว
รอจนในห้องหลงเหลือเพียงสองคน ทังเฉินขมวดคิ้วพลางกล่าว
“คณะทูตเผ่าอสูรใช่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?”
เหล่าต้าสั่นศีรษะ กล่าวอย่างหนักแน่น “ดูไม่คล้ายว่าตั้งใจมาก่อน”
“ไม่คล้ายตั้งใจ?” ทังเฉินขบคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “เราไม่อาจ
ไม่ระมัดระวัง น่าเสียดายที่ยังไม่อาจหยั่งทราบพลังฝีมือของหญิงรับใช้ใบ้
ข้างกายเซียวอวิ๋นไห่”
“สุดจะหยั่งคะเนได้” เหล่าต้าดวงตาทอประกายวูบ “เหล่าซันไม่อาจ
ต้านทานได้แม้สักกระบวนท่าเดียว”
หากหัวหน้าองครักษ์ที่ถูกเรียกว่าเหล่าซันยังคงอยู่ที่นี่ คงต้องอ้าปาก
ค้างด้วยความตื่นตระหนก ที่แท้เมื่อตอนที่มันถูกอากุ่ยโยนออกมา เหล่าต้า
มิได้เพิ่งผ่านทางมาโดยบังเอิญ แต่เฝ้าจับตาดูตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว
“เจ้าดูประวัติความเป็นมาของพวกมันออกหรือไม่?”
?”
“มิหนำซ้าอันใด?” ทังเฉินดวงตาทอประกาย ถามอย่างร้อนใจอยู่บ้าง
“นางกลับให้ความรู้สึกที่อันตรายยิ่งกว่าสตรีที่ใช้พลังสีม่วงเสียอีก!”
เหล่าต้าพอกล่าวถึงตรงนี้ สองมือพลันกำแน่นโดยไม่รู้ตัว จนเส้นเอ็นโป่ง
พอง
คราครั้งนี้กระทั่งจอมปิศาจด่านไสว้เช่นทังเฉินยังหน้าเปลี่ยนสี
เหล่าต้าเป็นยอดฝีมือที่เข้มแข็งที่สุดและซื่อสัตย์ที่สุดของมัน สิ่งที่
ทังเฉินไว้วางใจที่สุดคือพลังฝีมืออันกล้าแข็งของคนสนิทผู้นี้ เหล่าต้า
ฝึกปรือ ‘หอกจากไม่มีก่อเกิดมี’ ยอดวิชาทักษะปิศาจประเภทหอกอันเลิศ
ล้าวิชาหนึ่ง หากมิใช่โอกาสประจวบเหมาะที่ทังเฉินยื่นมือเข้าช่วยชีวิตมัน
ยอดฝีมือเช่นเหล่าต้าไหนเลยจะยอมตนเป็นข้ารับใช้ผู้ภักดีของทังเฉินได้
เหล่าต้าผู้นี้อย่าได้เห็นว่าปกติเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ในตระกูลทัง แต่พลัง
ฝีมือของมันเทียบได้กับเหล่ายอดยุทธ์ชั้นยอดที่เพิ่งทะลวงผ่านไปยังด่าน
ไสว้
มันถือเป็นหนึ่งในไพ่ตายของทังเฉิน
ทังเฉินแยกแยะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เกี่ยวกับตัวตนของเซียวอวิ๋น
ไห่ มันย่อมเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่มันยังคงนึกไม่ถึงว่าจะมาถึง
ข้อสรุปที่น่าประหลาดใจถึงเพียงนี้
อย่าได้เห็นว่าเหล่าต้าเป็นบุรุษอันหยาบกร้าน แต่มันเมื่อมี
ความสามารถฝึกปรือ ‘หอกจากไม่มีก่อเกิดมี’ สำเร็จ ย่อมหมายความว่า
สัญชาตญาณของมันเฉียบคมเหนือธรรมดา หากมันถึงกับเอ่ยปากว่า
อันตรายยิ่งกว่า นั่นมีสาเหตุเพียงหนึ่งเดียว หญิงรับใช้ใบ้ของเซียวอวิ๋นไห่
แข็งแกร่งยิ่งกว่าสตรีที่ใช้พลังงานสีม่วงข้างกายเซียวม่อเกอ!
นี่เป็นไปไม่ได้!
ทั่วทั้งแดนปิศาจล้วนล่วงรู้ว่าสตรีผู้ใช้พลังสีม่วงข้างกายเซี่ยวม่อเกอ
ฝึกปรือพลังเทพ
ทันใดนั้นความคิดอันอุกอาจประการหนึ่งวาบขึ้นในใจทังเฉิน
หรือว่าหญิงรับใช้ใบ้ของเซี่ยวอวิ๋นไห่ก็ฝึกปรือพลังเทพด้วย?
จากนั้นมันสั่นศีรษะ นี่สมควรเป็นไปไม่ได้ พลังเทพไหนเลยจะ
ฝึกปรือได้ง่ายดายปานนั้น ดังนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “สืบพบประโยชน์ใช้
สอยของกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์หรือไม่?”
“กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์สามารถใช้หลอมสร้างเป็นศาสตรามาร”
คำตอบนี้พอดีเหมาะสมกับสถานะของเซียวอวิ๋นไห่
“นี่ไม่ถูกต้อง!” ทังเฉินกลับสั่นศีรษะ “สตรีรับใช้อีกคนหนึ่งของ
เซียวอวิ๋นไห่นับตั้งแต่ได้รับกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ ก็เข้าปิดด่านฝึกตนทันที
ข่าวคราวที่เราสืบได้จากศาลาสมบัติหายากระบุชัดว่าเซียวอวิ๋นไห่ที่
ตัดสินใจทำการค้ารายนี้ ก็เพียงเพราะหญิงรับใช้ที่กำลังปิดด่านฝึกตนนี้
เอง กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์แน่นอนว่าต้องมีประโยชน์ใช้อย่างอื่นที่พวกเรา
ไม่ล่วงรู้ ทั้งยังต้องเกี่ยวข้องกับการปิดด่านฝึกตนของหญิงรับใช้นางนั้น …
เร่งสืบต่อไป!”
“ทราบแล้ว!”
… …
ลวดลายสีดำอันประณีตบรรจงงอกเงยขึ้นบนสายโซ่บริเวณที่แนบชิด
กับนางมากที่สุด
ดวงตาของนางหลับพริ้ม บนใบหน้าหมดจดประดับไปด้วยรอยยิ้มสุข
สงบ
ดอกบัวกลับชาติทลายปรภพมีประสิทธิผลสูงล้า ดวงวิญญาณของ
นางไม่เพียงไม่แห้งเหือดอีก กลับยิ่งมีพลังมากขึ้นกว่าเดิม
วันคืนเหล่านี้ นางยังคงใช้ดวงวิญญาณของตนหล่อเลี้ยงพลังเทพมิ
ดับสูญอย่างต่อเนื่อง พลังเทพมิดับสูญยิ่งกล้าแข็งขึ้นทุกวัน บังเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือพลังเทพไม่ได้ส่อง
ประกายเจิดจ้าออกสู่ภายนอกอีก แต่ผนึกรวมรั้งอยู่ภายในด้วยความกล้า
แข็งกว่าเดิมมาก
ทว่าพลังเทพมิดับสูญยิ่งกล้าแข็งขึ้น ก็ยิ่งพันธนาการนางอย่างหมด
จดสมบูรณ์มากขึ้น
ปราศจากแสงสว่าง ปราศจากสุ้มเสียง ปราศจากกลิ่นอาย ในความ
ว่างเปล่าสิ้นไร้ซึ่งสรรพสิ่งทั้งมวล
ทว่าความว่างเปล่าที่ชวนคลุ้มคลั่งสิ้นหวังนี้ กลับไม่อาจพิชิตแม่นาง
น้อยที่ดูบอบบางยิ่งผู้นี้ได้
นับตั้งแต่ที่ดวงวิญญาณของนางได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงจาก
ภายนอก นางก็ทราบแล้วว่าผู้ที่ช่วยเหลือนางจะต้องเป็นนายน้อยอย่าง
แน่นอน ดวงใจอันเงียบสงบของนางบอกใบ้ต่อนางมานานแล้ว ว่านางยาม
นี้อยู่ข้างกายนายน้อยอันเป็นที่รัก ทว่าในภายหลัง บรรดาจุดแสงที่แทรก
ผ่านเข้ามาในความว่างเปล่าพลันบันดาลให้นางตระหนักรู้ความจริง
ประการหนึ่ง…. …
…นางมิเพียงอยู่ข้างกายนายน้อย แต่นายน้อยกำลังพยายามทุก
วิถีทางเพื่อช่วยเหลือนาง!
สำหรับแม่นางน้อยที่ทิ้งชีวิตตัวเองไปแล้วนางนี้ ไม่มีสิ่งใดจะ
กระทบกระเทือนใจนางได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
นับตั้งแต่นั้นมา บนใบหน้านางจะประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอยู่เสมอ
บางทีนายน้อยอาจมองเห็นนาง
นางต้องการใช้รอยยิ้มของนาง บอกต่อนายน้อยว่านี่ไม่เจ็บไม่ปวด
แม้แต่น้อย ไม่ได้อึดอัดขัดข้องแม้แต่น้อย
คามเจ็บปวดทุกหยาดหยดจะช่วยหล่อเลี้ยงพลังเทพมิดับสูญ! พลัง
เทพยิ่งเติบโตแข็งกล้า ย่อมหมายความว่านางมีกำลังพอจะปกป้องนาย
น้อยได้!
อาเหิงฟื้นตื่นจากห้วงฌานสมาธิ จิตใจอันพลุ่งพล่านสับสนในที่สุด
ค่อยสงบลง
เป็นไปตามที่คาด ตระกูลทังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตี๋ไสว้ ทุกครั้งที่
มันไปขอพบกับทังเฉิน บ่าวรับใช้มักจะเรียนบอกอย่างสุภาพเรียบร้อยว่า
ประมุขตระกูลทังมีภารกิจรัดตัว ไม่ค่อยอยู่ว่างรับแขก
อาเหิงไหนเลยจะไม่ล่วงรู้ความนัยที่แฝงอยู่ในท่าทีสุภาพนั้น
ก่อนหน้านี้ทังเฉินแม้ปฏิบัติต่อตระกูลจี้อย่างเกรงอกเกรงใจ แต่
สำหรับเรื่องการจับมือเป็นพันธมิตร ยังคงมีท่าทีไม่ชัดเจนมาโดยตลอด จน
บัดนี้ท่าทีของมันค่อยเห็นได้ชัดแจ้ง
อาเหิงทราบแน่แก่ใจ พันธมิตรระหว่างตระกูลจี้กับตระกูลทังจะไม่มี
วันเกิดขึ้น
คำสั่งใหม่จากประมุขตระกูลจี้ส่งตรงมาถึงมือมันแล้ว
นี่มีคำสั่งสองประการ ประการแรกให้หาทางทำลายการจับมือ
ระหว่างตระกูลทังกับตี๋ไสว้ ประการที่สองคือลอบสังหารเซียวอวิ๋นไห่ แต่
อย่าได้ทิ้งร่องรอยให้ตระกูลทังสงสัยว่าเป็นฝีมือของตระกูลจี้!
มองดูคำสั่งการจากประมุข อาเหิงฝืนยิ้มขื่น ไม่ว่าคำสั่งข้อใดในสอง
ข้อนี้ก็แทบไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จ ตระกูลทังกับตี๋ไสว้อาจมี
ความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่แรก เพียงแต่ผู้คนไม่ทันล่วงรู้เท่านั้น ส่วนเรื่อง
ลอบสังหารเซียวอวิ๋นไห่ก็หาได้สะดวกดายดั่งใจนึกไม่ เหตุการณ์ขัดแย้งที่
เกิดขึ้นในย่านตลาดวันนี้มาถึงหูมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หญิงรับใช้ใบ้ของเซี่ยวอวิ๋นไห่พลังฝีมือลึกล้าสุดหยั่งถึง ทั้งยังปรากฏ
สตรีเผ่าอสูรที่มีฝีมือร้ายกาจยิ่งอีกผู้หนึ่ง นางสามารถต่อสู้หักหาญกับ
เหล่าต้าของกององครักษ์ตระกูลทังได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้า พลังฝีมือของ
นางเกรงว่าจะ… …
หรือว่าในโลกกำลังนิยมสตรีอันน่าเกรงขามประเภทนี้
เซี่ยวม่อเกอก็มีสตรีร้ายกาจอยู่ข้างกาย เซียวอวิ๋นไห่ก็เป็น
เช่นเดียวกัน แต่กลับร้ายกาจยิ่งกว่า คือมีถึงสามนาง!
ทันใดนั้นเอง อาเหิงใจกระตุกวูบ สีหน้าเปลี่ยนเป็นยะเยียบเย็นชา
“ผู้ใด!”
มันยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค ร่างของมันค่อย ๆ เลือนรางลง
แทบจะในเวลาเดียวกัน อาเหิงปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกห้อง ในมือ
คว้าได้กระดาษเล็ก ๆ แผ่นหนึ่ง สีหน้าดำทะมึน แม้กระทั่งถึงตอนนี้เงาร่าง
ของมันภายในห้องยังไม่ทันจะจางหายไปด้วยซ้า
คนผู้นั้นรวดเร็วยิ่ง!
อาเหิงตื่นตระหนกสุดระงับ นับตั้งแต่ค้นพบจนลงมือจู่โจม ฝ่ายตรง
ข้ามกลับหายสาบสูญไปโดยไร้ร่องรอย พลันตระหนักว่าเหตุผลเดียวที่มัน
สัมผัสได้ถึงผู้บุกรุก ก็เพียงเพราะว่าผู้อื่นจงใจให้มันรู้สึกตัวเท่านั้น
ความคิดนี้ทำให้มันกลางหลังเย็นวะวาบ
นี่เท่ากับหมายความว่าหากผู้อื่นลอบจู่โจมมันจริง มันกระทั่งโอกาส
จะหลบหลีกยังไม่มี
เช่นนั้นคนผู้นี้ก็เรียกได้ว่ากล้าแข็งอย่างเหลือเชื่อ
ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายตรงข้ามไม่ทราบประสงค์สิ่งใด ไฉนจึงมี
พฤติการณ์ประหลาดเช่นนี้? มันก้มลงมองกระดาษในมืออย่างสับสนงุนงง
จากนั้นดวงตาทอประกายปิติยินดีในบัดดล
เทียนหวน!
ในขบวนของซือกงจื้อถึงกับมีศิษย์ของเทียนหวนปะปนอยู่ด้วย ช่าง
เหนือความคาดหมายของผู้คนนัก! มันเองก็นึกไม่ถึงว่าตี๋ไสว้จะมี
ความสัมพันธ์ลับกับเทียนหวน!
อาเหิงแทบแหงนหน้าหัวร่อให้ดังไปถึงชั้นฟ้า ยามนี้สำนึกขอบคุณคน
ลึกลับเมื่อครู่อย่างบอกไม่ถูก
นับตั้งแต่เซี่ยวม่อเกอผุดขึ้นในโลก แนวโน้มเหตุการณ์โดยทั่วไปเริ่ม
บ่งชัดว่าอสูร ปิศาจและซิวเจ่อจะผสานรวมเข้าด้วยกันในที่สุด เซี่ยวม่อ
เกอเป็นปิศาจ กลับมีกองทัพซิวเจ่ออันร้ายกาจอยู่ภายใต้ร่มธงของมัน แต่
ไม่มีผู้ใดเห็นว่านี่ไม่ถูกต้อง คนส่วนใหญ่กลับยิ่งภาคภูมิใจที่เซี่ยวม่อเกอ
สามารถปราบพิชิตซิวเจ่ออย่างราบคาบเสียอีก
ขุมกำลังที่ฉลาดปราดเปรื่องบางกลุ่มเห็นว่าการผสานรวมของทั้ง
สามเผ่าพันธุ์ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งได้ แต่ในหมู่ประชาชนคนทั่วไปของ
ทั้งสามเผ่าพันธุ์ นี่หาใช่เรื่องธรรมดาสามัญไม่ ความเคียดแค้นชิงชัง
ระหว่างอสูรปิศาจและซิวเจ่อไม่ใช่สิ่งที่จะลบล้างได้ง่าย ๆ
ในความเห็นของอาเหิง การจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างตี๋ไสว้กับ
เทียนหวนนับเป็นกระบนท่าอันล้าเลิศ ชวนให้ผู้คนนับถือเลื่อมใสนัก
แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่อาจเปิดเผยต่อผู้คนทั่วไป ทุกคนได้แต่ทำ
ข้อตกลงที่ไม่อาจเอ่ยออกจากปากเป็นการลับ มิเช่นนั้นหากวันใด
ประชาราษฎร์ล่วงรู้เรื่องนี้ เกรงว่าเพียงแค่น้าลายที่พากันถ่มรด ก็เพียงพอ
จะท่วมตี๋ไสว้จนขาดใจตาย
อาเหิงริมฝีปากแสยะเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
สิ่งที่มันถืออยู่ในมือคืออาวุธร้ายแรง ที่จะก่อกวนเรื่องราวตามความ
ประสงค์ของประมุขตระกูลจี้!
ตระกูลจี้แม้ไม่ใช่ตัวดี แต่พวกมันมีพลังพอจะสร้างปัญหาให้แก่เทียน
หวน แม้ลองใช้นิ้วหัวแม่เท้าตรองดู จั่วม่อก็ทราบแน่แก่ใจว่าคราวนี้ตระกูล
จี้จะต้องทุ่มเททุกอย่างที่มี เพื่อก่อกวนทำลายการจับมือเป็นพันธมิตรให้
จงได้
ปล่อยให้สุนัขมันกัดกันเองไปเถอะ เกอจะรอชมดูเรื่องสนุกสนาน!
สำหรับคนเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ใดจั่วม่อก็หาได้มีความรู้สึกที่ดีด้วยไม่
หลังจากกระทำเรื่องต่าช้าสำเร็จดังหมาย จั่วม่อรู้สึกสบายอกสบายใจ
อย่างบอกไม่ถูก ในสภาพที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ การหลอมสร้างศาสตรามารจะ
ยิ่งง่ายดายกว่าเดิม!
ในเวลานี้เอง จั่วม่อพลันชะงักเท้ากึก สีหน้ากระหยิ่มยินดีเลือน
หายไป มันคล้ายสัตว์ป่าที่สัมผัสถึงอันตราย เปลี่ยนเป็นเตรียมพร้อมต่อสู้
ในบัดดล
ในมุมถนนด้านหนึ่ง เงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ
“สัญชาตญาณระแวงภัยของเจ้าไม่เลว”
ผู้มาเอ่ยปากชมเชย ร่างนั้นเผยตัวต่อหน้าจั่วม่ออย่างชัดแจ้ง นั่นเป็น
ชายชราสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งราวกับขอทานเร่ร่อน ใบหน้ายับย่นอย่างลึก
ล้า ดวงตาพร่ามัว ปราศจากกลิ่นอายสภาวะใด
แต่จั่วม่อไม่กล้าดูแคลนฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย
ชายชรายืนอย่างปลอดโปร่งตามสบาย แต่คนคล้ายหลอมรวมเป็น
หนึ่งเดียวกับความมืดรอบข้าง
สภวะหลอมกลืนกับฟ้าดินอย่างลึกล้าถึงขั้นนี้ จั่วม่อไม่เคยพบเห็นมา
ก่อน แม้กระทั่งจากบรรดาผู้ที่เรียกว่ายอดฝีมือในการปกปิดซ่อนเร้นก็ตาม
“ท่านเป็นใคร” จั่วม่อถามเสียงแหบห้าว
ชายชรามองดูจั่วม่ออย่างสนอกสนใจ ยิ้มกว้างพลางกล่าว “เจ้า
สามารถเรียกข้าตาเฒ่า (เหล่าโถว)” จากนั้นกล่าวต่อด้วยสุ้มเสียงสนิท
สนม “การปลอมตัวของเจ้าไม่เลว อ้อ พลังเทพสุริยันของเจ้าก็ไม่เลว
เช่นกัน นับว่ามีโชควาสนาโดยแท้ที่ได้รับมรดกจากเผ่าเทพสุริยัน ไม่เลว
ไม่เลวเลยแม้แต่น้อย”
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” จั่วม่อแทบแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อแล้ว อีก
ฝ่ายทราบชัดว่ามันคือเซี่ยวม่อเกอ มิหนำซ้าเพียงมองปราดเดียว ยังบอก
ได้ทันทีว่ามันฝึกปรือพลังเทพสุริยัน!
ตาเฒ่ายิ้มกว้างขึ้นอีก เผยให้เห็นฟันเหลืองที่บางส่วนหักหลอ “ฮ่าฮ่า
เจ้าหนุ่ม อย่าได้ใจร้อน อืมม์ สาวใช้ของเจ้าไปที่ใดแล้ว
จั่วม่อดวงตาพลันทอประกายอำมหิต แหลมคมดุจกระบี่!