สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 707 ความลึกลับ
ตาเฒ่าประหลาดทันใดนั้นคล้ายค้นพบบางสิ่ง รีบกล่าวประโยคหนึ่ง
“เจ้าต้องระวังตัว มีคนจำนวนมากกำลังจับตามองพวกเจ้าอยู่”
ชั่วพริบตาถัดมา ร่างของมันก็หายวับไปโดยไร้ร่องรอย
จั่วม่องงงันวูบ แต่แล้วสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จนถึงยามนี้มันค่อย
ค้นพบว่ามีคนกำลังใกล้เข้ามา
ตาเฒ่าผู้นี้… …พลังฝีมือสูงล้าสุดยอดโดยแท้!
มันหวนคิดถึงสิ่งที่ตาเฒ่าเพิ่งกล่าวเมื่อครู่ อีกฝ่ายดูคล้ายไม่ได้
ประสงค์ร้าย
ขบคิดส่วนขบคิด มันออกจากที่แห่งนั้นไปอย่างเงียบเชียบ พลางลอบ
สังเกตการณ์บริเวณใกล้เคียงสองสามครั้ง ก่อนจะเข้ามายังที่พักของ
ตระกูลจี้มันทำความคุ้นเคยมาเป็นอย่างดี แผนการฝึกปรือพิเศษเฉพาะ
ของผูเยากับเว่ยนั้นได้ผลดีเยี่ยม จั่วม่อแม้มิใช่ยอดฝีมือในการซ่อนเร้น
ร่องรอย แต่คิดตบตายอดฝีมือทั่วไปยังคงไม่มีปัญหาใด
เมื่อกลับคืนไปยังเคหะสถาน มันยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับตาเฒ่าผู้นั้น
ชายชราที่มีฝีมือกล้าแข็งถึงเพียงนี้ย่อมมิใช่ชนชั้นไร้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อตื่นตระหนกมากที่สุด คือมันกระทั่งว่าชายชราฝึกปรือพลัง
ยุทธ์ใดมันยังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้า
ถ้อยคำของตาเฒ่านั้นหมายความว่าอย่างไรกัน?
มีคนจำนวนมากกำลังจับตามองพวกมันอยู่?
? จั่วม่อสั่นศีรษะ มันแม้ไม่ล่วงรู้จิตเจตนาของ
ตาเฒ่าประหลาด แค่คำเตือนของอีกฝ่ายดูคล้ายไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
ตาเฒ่าย้าว่า ‘คนจำนวนมาก’ นั่นย่อมหมายถึงมีมากกว่าหนึ่ง แต่คน
เหล่านั้นไฉนเฝ้าจับตามองมันเล่า?
ศาสตรามารปฐพี? นี่อาจเป็นข้อสันนิษฐานที่ใกล้เคียงที่สุด ศาสตรา
มารปฐพีถือเป็นยอดศาสตราที่เลิศล้าที่สุดในแดนปิศาจทุกวันนี้ ย่อมเป็น
ที่หมายปองของชาวปิศาจทั่วหล้า
แต่จั่วม่อผู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ตรงชายขอบของความเป็นความ
ตาย มีความรู้สึกเฉียบไวต่อภัยอันตรายเป็นพิเศษ เหตุผลที่ฟังดูเข้าเค้านี้
กลับถูกปฏิเสธไปก่อนอื่นใดทั้งหมด
นอกจากศาสตรามารปฐพีแล้ว สิ่งที่มันสามารถดึงดูดใจผู้คนมาก
ที่สุด เกรงว่าคงไม่พ้นตัวตนของมันในฐานะเซี่ยวม่อเกอ รวมถึงมรดกวิชา
พลังเทพที่มันถือครอง หากมีคนล่วงรู้ความจริงว่ามันคือเซี่ยวม่อเกอ
เช่นนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว!
จั่วม่อหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่ไม่นานนักก็ละวางปัญหานี้ไว้ที่ด้านข้าง
อาศัยเพียงคำพูดไม่กี่คำจากตาเฒ่าประหลาด ไม่ควรทำให้มันต้องหวาด
วิตกใหญ่โตอันใด สิ่งที่มันต้องทำในยามนี้คือหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี
เล่มใหม่ต่างหาก
ซึ่งความจริงการที่มันคิดใช้ศาสตรามารปฐพีแลกกับหญ้าไหมย้อน
เงาคืนวิญญาณ มิใช่ความคิดที่เกิดขึ้นโดยหุนหันพลันแล่น ยามนี้มันรู้สึก
ว่าแผนการนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าการที่พวกมันจะไป
ถึงอาณาจักรน้าพุปรโลกด้วยตัวเอง
เนื่องเพราะมันมิใช่บุคคลไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยวม่อ
เกอ หรือเซียวอวิ๋นไห่ ล้วนมีศักดิ์ฐานะ
แต่หากมันสามารถหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่มใหม่ได้จริง จะมี
ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนเสาะหาหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณมากำนัล
ให้แก่มันเอง ศาสตรามารปฐพีซึ่งในสายตาของคนมากมายมีค่ามหาศาล
หาใดเปรียบ สำหรับจั่วม่อกลับเป็นวัตถุสิ่งของธรรมดาสามัญชิ้นหนึ่ง หาก
สนใจตาเฒ่าประหลาดหรือผู้อื่นไปไยกัน เป้าหมายของมันในตอนนี้มี
เพียงหนึ่งเดียว หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่มี
ส่วนเกี่ยวข้องใดกับมัน ไม่ว่าผู้ใดมาเสาะหามัน มันหาได้เกรงกลัวไม่
“เจ้าเป็นใคร?
?” เขิงเหลียนเอ๋อร์ผู้เพิ่งจะได้พบเห็น
ชิงฮวาเสวี่ยเป็นครั้งแรกถามด้วยสุ้มเสียงสงบราบเรียบ
ชิงฮวาเสวี่ยรู้สึกในสายตาพร่าเลือนวูบ จากนั้นเงาร่างสีแดงอันเฉิด
ฉันพลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้านางโดยไม่มีเค้าลางบอกเหตุ
กระทั่งชิงฮวาเสวี่ยผู้เยือกเย็นยังสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย นางแม้
แตกตื่นตระหนก แต่ยังคงบังคับสีหน้าให้สงบราบเรียบ ย้อนถามกลับไปว่า
?”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ร่างหายวับไปในบัดดล
ในที่สุดบนใบหน้าหมดจดงดงามของชิงฮวาเสวี่ยค่อยทอแววตื่น
ตระหนกสุดระงับ
“นางเรียกว่าชิงฮวาเสวี่ย มื่อครั้งกระโน้นข้าเคยประมือเอาชนะนาง
รอบหนึ่ง นางติดตามมากับคณะทูตเผ่าอสูรและจดจำข้าได้ ดังนั้นข้าตกลง
ใจให้นางมาติดตามข้า เพื่อป้องกันมิให้นางเที่ยวกล่าววาจาวุ่นวายอยู่
ภายนอก” จั่วม่ออธิบายอย่างจริงจัง ผู้อื่นอาจไม่ทราบ แต่มันรู้ชัดว่าเมื่อ
ครู่เขิงเหลียนเอ๋อร์ตั้งใจจะฆ่านางจริง ๆ หากมันเอ่ยปากล่าช้าไปสักชั่วอึด
ใจ เกรงว่าชิงฮวาเสวี่ยคงทอดร่างเป็นซากศพไปแล้ว
“ข้าจะไม่ถือสาหาความเด็กหญิงน้อย ๆ ผู้หนึ่งก็แล้วกัน” เขิงเหลียน
เอ๋อร์มุมปากซ่อนยิ้มที่แทบมองไม่เห็น
นางหมุนตัวอย่างเฉิดฉาย กระโปรงยาวสีแดงสดบานสะพรั่ง ก่อนจะ
ทรุดนั่งลงด้วยท่วงท่าสูงสง่าเบื้องหน้าจั่วม่อ
เขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่ว่าจะยกมือวางเท้าล้วนสูงส่งสง่างามราวกับว่าเป็น
สิ่งที่ติดตัวนางมาตั้งแต่กำเนิด นี่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านร้านตลาดอย่างมันไม่
อาจลอกเลียนได้ จั่วม่อได้แต่สั่นศีรษะ สลัดความคิดเหลวไหลออกจากใจ
แล้วถามด้วยความห่วงใยว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“สำเร็จด้วยดี!” เขิงเหลียนเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ถ่อมตัว รอยยิ้มเบิก
บานปานบุปผา กระจ่างจ้าถึงเพียงนั้น เฉิดฉันถึงเพียงนั้น “สายเลือดของ
ข้ากลายเป็นสมบูรณ์พร้อม นี่จะส่งผลดีต่อการฝึกฝีมือของข้าในภายภาค
หน้า พลังเทพของข้าเพิ่มพูนขึ้นเกือบครึ่ง!”
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยน สำหรับเผ่าปิศาจ สายเลือดของพวกมันคือ
หัวใจหลักของพลังอำนาจ ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานทั้งหมดของพวกมัน
การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แก่นแท้แห่งพลังของตนย่อมสามารถ
ล่อลวงผู้ฝึกฝีมือทั้งมวล พอฟังว่าพลังเทพของนางเพิ่มพูนขึ้นกว่าครึ่ง ทำ
เอาจั่วม่อถึงกับอ้าปากค้าง
กระทั่งมือขวาของมันซึ่งเปรียบประดุจเสินจิงก้อนน้อย ๆ ที่ไม่มีวัน
หมดสิ้น หากคิดเพิ่มพูนพลังเทพอีกครึ่งหนึ่งของปริมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน
โดยไม่มีประสบการณ์ปาฏิหาริย์อื่นใดเพิ่มเติม เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย
กว่าหนึ่งปี
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มน้อย ๆ ดวงตาที่คล้ายเคลือบคลุมด้วยม่าน
หมอกชั้นหนึ่งทอประกายด้วยอารมณ์ความรู้สึก แน่นอนว่าคุ้มค่าเหลือที่
จะกล่าว เพียงแต่ราคาแลกเปลี่ยนกลับเป็นศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง!
นางพอฟังว่าต้องแลกด้วยศาสตรามารปฐพี เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ยอม
ตัดใจจากกระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ในทันที ราคานี้หาใช่สิ่งที่นางจะมีปัญญา
จ่ายได้ไม่ แม้แต่บิดาของนางเขิงอี้ ซึ่งเป็นผู้ครองแคว้นแห่งหนึ่งก็ตาม ยัง
ไม่อาจจ่ายค่าตอบแทนสูงล้าเทียมฟ้านี้ได้
แต่คนเบื้องหน้านางนี้ไม่รีรอลังเลแม้แต่แวบเดียว
นี่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกฉันท์บุรุษสตรี นางพลันเข้าใจอย่างถ่อง
แท้ว่าไฉนรอบกายจั่วม่อมักเพียบพร้อมไปด้วยยอดอัจฉริยะที่น่า
ประหลาดใจมากมาย
เหวยเสิ้ง กงซุนชา เปี๋ยหาน… …
ไม่ว่าผู้ใดในจำนวนนี้ ด้วยตัวเองเพียงลำพังก็เปล่งประกายเจิดจรัส
ดุจดาวประกายพรึก ทว่ายอดอัจฉริยะอันเด่นล้าเหล่านี้กลับมารวมตัวกัน
อยู่ข้างกายจั่วม่อ และเพื่อมันแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตตัวเองก็ไม่ขมวด
คิ้วนิ่วหน้า
ที่แท้เป็นเช่นนี้… …
จั่วม่อไม่ทันสังเกตอารมณ์ของเขิงเหลียนเอ๋อร์ บนใบหน้ามันเต็มไป
ด้วยความลิงโลดยินดีที่ยากจะปกปิดอำพราง “ประเสริฐ! เจ้าเมื่อออกมา
จากปิดด่านฝึกตน ข้าก็วางใจหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีได้เสียที”
“หลอมสร้างศาสตรามารปฐพี
เขิงเหลียนเอ๋อร์นับตั้งแต่ได้รับ
กระดูกงูสันเขาพิสุทธิ์ก็เข้าปิดด่านฝึกตนทันที ไม่ได้ล่วงรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น
ในภายหลังแม้แต่น้อย นางพอฟังว่าจั่วม่อจะหลอมสร้างศาสตรามารปฐพี
อีกหนอดตื่นตะลึงไม่ได้
“ถูกแล้ว” จั่วม่อพยักหน้า กล่าวพลางยิ้มกว้าง “ข้าบังเกิดความคิด
อันยอดเยี่ยมประการหนึ่ง นั่นคือใช้ศาสตรามารปฐพีแลกเปลี่ยนกับหญ้า
ไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ ด้วยวิธีนี้เราก็ไม่ต้องเหนื่อยยากไปยังอาณาจักร
น้าพุปรโลกแล้ว”
?”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ตะลึงงัน นางถึงกับสงสัยว่าตนเองใช่ฟังผิดไปหรือไม่ “เรา
ยังมีศาสตรามารปฐพีหลงเหลืออยู่อีกหรือ
มองดูใบหน้าตื่นตะลึงของเขิงเหลียนเอ๋อร์ จั่วม่อนึกกระหยิ่มใจอยู่
บ้าง มันหัวร่อฮี่ฮี่ พลางกล่าว “เราจะหลอมสร้างขึ้นใหม่!”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ไร้วาจาจะกล่าว อึ้งงันไปครึ่งค่อนวัน จากนั้นริมฝีปาก
แตะแต้มด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย จั่วม่อยามกล่าวถึงการหลอมสร้างศาสตรา
มารปฐพีเล่มใหม่ สุ้มเสียงปลอดโปร่งสบายใจเหมือนกล่าวถึงดินฟ้า
อากาศเท่านั้น นางแม้ตื่นตะลึง แต่ไม่เคยกังขาแม้แต่น้อยว่ามันจะทำไม่ได้
สายตาของนางเบนเบือนไปทางอากุ่ยอย่างเงียบ ๆ ไม่ทราบเพราะ
เหตุใด ต้องลอบทอดถอนโดยไร้เสียงคราหนึ่ง ดวงตาคู่งามคล้ายเอ่อท้น
ด้วยละอองหมอกบางเบา
“เจ้าจะลงมือเมื่อใด
นางถามอย่างยิ้มแย้ม
“เจ้าในเมื่อออกมาแล้ว เช่นนั้นก็ไม่ต้องเสียเวลาอีกต่อไป” จั่วม่อรอย
ยิ้มเลือนหายไป กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “ข้าจะเริ่มลงมือพรุ่งนี้!”
“ครั้งนั้นเจ้าโคถึกไม่กล้าประมือกับข้า ทำเอาข้าผิดหวังไปหลายวัน
ทีเดียว” ตาเฒ่าประหลาดยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันเหลืองที่ไม่ชวนมองเอา
เสียเลย
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นไม่ห่างออกไปนัก เสื้อผ้ารัดรูปขับเน้น
ร่างสูงโปร่งของบุรุษหนุ่ม เห็นมันเอนกายอยู่กลางอากาศธาตุราวกับมีตั่ง
เตียงที่มองไม่เห็นรองรับอยู่เบื้องหลัง ร่างครึ่งหนึ่งขดตัวอยู่ในตั่งเตียงที่
มองไม่เห็นนี้ กลายเป็นท่วงท่าแปลกพิสดารอย่างบอกไม่ถูก
มือข้างหนึ่งถือชามทรงสูงที่เต็มไปด้วยองุ่นเลือด อีกมือหนึ่งโยนผล
องุ่นเลือดใส่ปากอย่างเกียจคร้าน
“อย่าว่าแต่พี่รองเลย ข้าเองก็ไม่กล้าต่อสู้กับผู้อาวุโสเช่นกัน ข้ามา
เพื่อลิ้มรสของอร่อยและเที่ยวเล่นเท่านั้น” บุรุษหนุ่มกล่าวเสียงอู้อี้เพราะ
ขบเคี้ยวอยู่เต็มปาก “อย่างไรก็ตาม คราครั้งนั้นผู้อาวุโสลอบปกป้องเซี่ยว
ม่อเกอ ทำให้พี่รองต้องพกพาความล้มเหลวหลับไป แล้วคราวนี้เล่า ผู้
อาวุโสไฉนดูท่าทางคล้ายมีความสนใจในตัวเซียวอวิ๋นไห่อีกเล่า?
? เจ้ามิใช่มาเพื่อเซี่ยวม่อเกอหรอกรึ
ชายชราทำท่า
แคะหู “ข้าพอแก่ตัวลง หูตาก็ชักจะไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่มีเสียงซุบซิบใดรอด
พ้นจากโสตประสาทของข้าไปได้ เซียวอวิ๋นไห่เป็นเบาะแสสำคัญในการ
ค้นหาเซี่ยวม่อเกอ เฒ่าชราเช่นข้ายังไม่ได้หูตึงเกินไปจึงจะไม่ได้ยินเรื่อง
นี้”
“เฮ้ เฮ้ ผู้อาวุโส อย่าเพิ่งตัดรอนถึงเพียงนั้นได้หรือไม่ มาหารือกัน
ดีกว่าน่า ท่านไฉนคอยตอแยพวกเราเหล่าชนรุ่นหลังไม่เลิกรา ผู้อาวุโส ว่า
ราคามาเถอะ… …” วาจาของบุรุษหนุ่มว่ากล่าวรัวเร็วมากแล้ว แต่มือของ
มันคล้ายยังเร็วยิ่งกว่า ทว่าองุ่นในจานคล้ายไม่มีหมดสิ้น
ชายชราจ้องมองบุรุษหนุ่มคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “คราครั้งนี้วิหารเทพ
ปิศาจคล้ายจะใจกว้างไม่น้อย”
“กล่าวหนักไปแล้ว” บุรุษหนุ่มหัวร่อ “ผู้อาวุโส ท่านก็รู้พวกเรา
ยากจนนัก ไม่ค่อยมีสิ่งที่ดีอันใด อย่าได้เรียกราคาสูงเกินไปนักเล่า!”
“ไม่ต้องถ่อมตนแล้ว หากข้าจำไม่ผิด ไม้กำยานหอมตกสะเก็ดใน
วิหารเทพของพวกเจ้ายามนี้สมควรเริ่มตกสะเก็ดแล้วกระมัง เราผู้เฒ่าไม่
ต้องการมากมายอันใด …ห้าชิ้น!” ตาเฒ่าประหลาดเผยฟันเหลืองเต็มปาก
อีกครั้งด้วยรอยยิ้มไร้ยางอาย
บุรุษหนุ่มตัวแข็งทื่อ ความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นในใจ ไม้กำยาน
หอมตกสะเก็ดเป็นความลับสุดยอดของวิหารเทพปิศาจ เจริญเติบโตใน
เขตหวงห้ามของวิหาร กระทั่งองครักษ์พิทักษ์วิหารเทพยังไม่ล่วงรู้ แต่ตา
เฒ่าโสโครกผู้นี้กลับล่วงรู้!
“ผู้อาวุโสฉลาดปราดเปรื่อง ร้ายกาจยิ่ง! อย่างไรก็ตาม ทางเราเองก็
ผลิตออกมาได้เพียงห้าชิ้น หากท่านต้องการทั้งหมด เกรงว่า… …”
ตาเฒ่าประหลาดหัวร่อฮิฮะ “จุ๊จุ๊ ห้า ไฉนข้าฟังว่ามีอยู่สิบเอ็ด?”
บุรุษหนุ่มเหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง มันเขม้นมองชายชราด้วยแวว
ตาคมกล้า กล่าวเสียงเย็นยะเยียบ “ผู้อาวุโส ท่านเป็นใครกันแน่?”