สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 712 อึกทึกครึกโครมไม่จบสิ้น (ตอนกลาง)
เมื่อจั่วม่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ถึงกับสะดุ้งสุดตัวกับภาพเบื้องหน้า
เห็นบ่อน้าศาสตรามารยามนี้กลับกลายเป็นเสาน้าสูงตระหง่านหลาย
ร้อยจั้ง ไม่ต่างจากพายุหมุนลูกหนึ่ง! เสาน้าหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน กลิ่น
อายเย็นเยียบแผ่กระจายออกมา บนพื้นโดยรอบบ่อน้าศาสตรามารปก
คลุมด้วยชั้นน้าแข็งหนาหนัก
ภายในเสาน้ามหึมา เห็นกลุ่มแสงสิบดวงลอยขึ้น ๆ ลง ๆ ดุจวิญญาณ
ภูตพรายสิบดวง
จั่วม่อพอเพ่งดูให้ชัดเจนอดประหลาดใจไม่ได้ เสาน้ามหึมาต้นนี้ที่แท้
ก่อตัวขึ้นจากบรรดาคลื่นใต้น้าเล็กจิ๋วนับหมื่นนับแสนสาย กระแสคลื่น
เหล่านี้แฝงเร้นไปด้วยพลังอันไพศาล เมื่อผนึกรวมกันเหมือนเช่นเบื้อง
หน้านี้ ไม่ต่างจากฝูงแมลงวันน้าแข็งเล็ก ๆ นับหมื่นนับแสนตัว รุมล้อมบิน
วนรอบ ๆ กลุ่มแสงทั้งสิบอย่างแน่นหนา ขัดเกลาพวกมันอย่างไม่หยุดยั้ง
ตัวอ่อนศาสตรามารทั้งสิบเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิมก่อนที่จั่วม่อ
จะหลับตาเข้าฌานสมาธิอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือพวกมันหดเล็กลงจากเดิมเหลือขนาดเพียง
หนึ่งในสาม ประกายแสงรอบตัวยิ่งบริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าเดิม เห็นได้ว่า
คุณสมบัติของพวกมันเพิ่มสูงขึ้นมาก
จั่วม่อเดิมคิดใช้กระแสเย็นเยียบในแม่น้านรกใต้พิภพกลั่นเกลาตัว
อ่อนศาสตรามาร แต่นึกว่าไม่ถึงกว่าการกลั่นเกลาตัวอ่อนศาสตรามารสิบ
เล่มในบ่อน้าศาสตรามารแห่งเดียว จะก่อเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายถึงเพียง
นี้
มันจับจ้องมองดูตัวอ่อนศาสตรามารทั้งสิบเขม็งนิ่ง มันในฐานะยอด
ฝีมือหลอมสร้าง เพิ่งจะเคยพบพานภาพเหตุการณ์อันอัศจรรย์พันลึก
เช่นนี้เป็นครั้งแรก ไม่กล้าละความสนใจแม้แต่น้อย
รอจนเมื่อประกายแสงของกลุ่มแสงทั้งสิบในเสาน้าเริ่มนุ่มนวลลง
จั่วม่อทราบว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว สิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนอยู่ภายในตัวอ่อน
ศาสตรามารถถูกขจัดออกไปแทบหมดสิ้น ดังนั้นการสนองตอบต่อกระแส
เย็นเยือกของตัวอ่อนศาสตรามารค่อย ๆ ลดต่าลง
ยามนี้จั่วม่อค่อยละสายตาจากเสาน้า จากนั้นพุ่งวาบดุจสายฟ้าสาย
หนึ่ง โถมออกไปด้านนอกบ่อน้าศาสตรามารในชั่วพริบตาเดียว
“จัดเตรียมวัตถุดิบไว้แล้วหรือไม่?”
เมื่อออกมาด้านนอกบ่อน้าศาสตรามาร กลับพบเห็นภาพความสับสน
อลหม่านที่ภายนอก ต้องงงงันวูบ แต่ชั่ววิบตาเดียวพลันเข้าใจแจ่มแจ้งว่า
เป็นเรื่องราวใด มันกวาดตามองไปยังแม่น้านรกใต้พิภพ เป็นไปตามที่คาด
ไว้ ระดับน้าของแม่น้านรกใต้พิภพลดต่าลงกว่าเมื่อตอนที่มันเข้าไปด้านใน
ถึงหลายสิบจั้ง
ตัวอ่อนศาสตรามารสิบเล่มแทบจะดึงเอาพลังทั้งหมดของแม่น้านรก
ใต้พิภพไปใช้งาน ไม่แปลกเลยที่จะส่งผลกระทบจนโกลาหลวุ่นวายถึง
เพียงนี้
แต่มันไม่มีเวลาจะมากังวลสนใจเรื่องนี้ สมาธิจิตใจทั้งมวลของมัน
ทุ่มเทอยู่ที่ตัวอ่อนศาสตรามารทั้งสิบที่มันกำลังหลอมสร้าง
ตัวอ่อนศาสตรามารทั้งสิบหยิบยืมใช้พลังส่วนใหญ่ของแม่น้านรกใต้
พิภพไปจนแทบหมดสิ้น พวกมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว หากมันประสบ
ความสำเร็จ ศาสตรามารทั้งสิบจะบรรลุถึงระดับชั้นอันน่าแตกตื่นสะท้าน
โลก! แต่หากมันประมาทพลาดพลั้ง การกระทำทั้งหมดของมันล้วนสูญ
เปล่า ศาสตรามารทั้งสิบจะดับสลายไป
ในช่วงคับขันอันตรายเช่นนี้ กระทั่งจั่วม่อที่เชื่อมั่นในตัวเองยังไม่กล้า
ประมาทเลินเล่อ
เจ้าถั่วงอกจู่ ๆ ได้ยินเสียงของท่านปรมาจารย์อย่างกะทันหัน ต้อง
สะท้านขึ้นทั้งร่าง เผ่นผึงขึ้นจากพื้น “ศาลาสมบัติหายากจัดเตรียมมาให้
แล้วขอรับ!”
จั่วม่อถามยังไม่ทันจะขาดคำ พลันเหลือบไปเห็นวัตถุดิบกองโตสุม
ซ้อนเป็นภูเขาเลากา รวมถึงวัตถุดิบพิเศษซึ่งมีค่าควรเมืองเหล่านั้นด้วย
อดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันก็ไม่
ซักไซ้มากความอีก
ร่างของมันหายวับไป จากนั้นปรากฏขึ้นข้างกองวัตถุดิบ ภายในชั่ว
กะพริบตาครั้งเดียว ภูเขาวัตถุดิบขนาดย่อมก็หายวับไปกับตา จากนั้นจั่ว
ม่อหายวับไปอีกครั้ง คราครั้งนี้ไม่มีผู้พบเห็นเงาร่างของมันอีก
หลายคนพอพบเห็นการปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของจั่วม่อ ต้อง
หวั่นไหวใจขึ้นมา จากนั้นเหลือบมองผู้คุ้มกันที่ยืนเฝ้าระวังรอบ ๆ บริเวณ
บ่อน้าศาสตรามาร เห็นไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แล้วหันไปมอง
เส้นทางออกที่สับสนวุ่นวาย บางคนมีกำลังขวัญเพิ่มพูนขึ้นทันที แทบฉวย
โอกาสลงมือ แต่ในไม่ช้าพลันฟื้นฟูสติยั้งคิด
สถานการณ์สับสนอลหม่านค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย
การปรากฏตัวของจั่วม่อบรรเทาความหวาดวิตกของเจ้าถั่วงอกแทบ
หมดสิ้น มันเต็มไปด้วยความครั่นคร้ามยำเกรงต่อท่านปรมาจารย์เซียว สม
แล้วที่เป็นปรมาจารย์ ต่อให้ขุนเขาถล่มลงมายังไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
ปรมาจารย์เพียงออกมาหยิบฉวยวัตถุดิบเพิ่มเติม แล้วกลับเข้าไปหลอม
สร้างศาสตรามารของตนอีกครั้ง เพียงกำลังขวัญอันกล้าแข็งนี้ก็เหนือล้า
กว่าอาจารย์ศาสตรามารมากมายไม่รู้ว่าเท่าใด นี่อาจเป็นเหตุผลที่
ปรมาจารย์สามารถทะยานขึ้นเป็นปรมาจารย์ท่านหนึ่ง!
เจ้าถั่วงอกลอบปลุกปลอบตัวเองอยู่ภายในใจ
หากเทียบกันแล้ว เหล่าผู้คุ้มกันจากศาลาสมบัติหายากถึงกับหน้า
เปลี่ยนสีทันควัน โดยเฉพาะเหล่าหัวหน้าขบวนผู้เข้มแข็งแกร่งกร้าว พวก
มันสบตากันวูบ ต่างพบเห็นเค้าความตื่นตระหนกในดวงตาของสหาย
เซียวอวิ๋นไห่กลับปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า ในพวกมันไม่
มีผู้ใดทันได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดกระบวนการที่เซียวอวิ๋นไห่กวาดวัตถุดิบทั้งหมด
จวบกระทั่งหายวับไปกับตา พวกมันไม่มีผู้ใดติดตามทันแม้สักคนเดียว
ทุกผู้คนในใจปรากฏถ้อยคำหนึ่งระเบิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว … พลังอันลึก
ล้าสุดหยั่งคำนวณ!
ผู้คุ้มกันเหล่านี้ย่อมเป็นส่วนสำคัญของศาลาสมบัติหายาก บางคน
ได้รับการชุบเลี้ยงจากศาลาสมบัติหายาก ความภักดีของพวกมันที่มีต่อ
ศาลาสมบัติหายากนั้นเรียกได้ว่าไม่มีปัญหา เมื่อระดับสูงของศาลาสมบัติ
หายากทุ่มเดิมพันกับเรื่องครั้งนี้อย่างอึกทึกครึกโครม พวกมันหลายคนไม่
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเหล่าอาจารย์ศาสตรามารตีตัวออก
ห่าง ยิ่งเพิ่มพูนความวิตกกังวลให้แก่พวกมัน
แต่ความภักดีที่พวกมันมีต่อศาลาสมบัติหายาก ย่อมหมายความว่า
แม้ในใจจะไม่เห็นพ้องด้วย แต่พวกมันยังคงปฏิบัติตามคำสั่งอย่าง
เคร่งครัด
เช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ พวกมันหวาดวิตกว่าเซียวอวิ๋นไห่หาก
ล้มเหลวต่อหน้าสายตามากมายนับไม่ถ้วน เช่นนั้นศาลาสมบัติหายากของ
พวกมันคงไม่พ้นต้องกลายเป็นตัวตลกใหญ่ให้ผู้คนทั่วหล้าได้หัวร่อเยาะ
แล้ว
ความประทับใจที่พวกมันมีต่อเซียวอวิ๋นไห่ ทั้งหมดล้วนมาจากข่าว
ลือและชุดภาพมายา
แต่รอจนพวกมันได้พบหน้าเซียวอวิ๋นไห่จริง ๆ ทั้งสายตาเยือกเย็น
ของเซียวอวิ๋นไห่ ทั้งแรงกดดันเกือบมีสภาพที่แผ่ซ่านออกมา แทบทำให้
พวกหยุดหายใจ นอกจากตื่นตะลึงแล้ว พวกมันกลับอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
บุคคลเช่นนี้ ไหนเลยเป็นเพียงคนที่ชอบคุยโวโอ้อวดเท่านั้น
“เข้มแข็งยิ่ง!” ผู้คุ้มกันของศาลาสมบัติหายากผู้หนึ่งอดไม่ได้ อุทาน
เสียงต่าอย่างตระหนก ทุกผู้คนรอบกายมันล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึง
เหล่าหัวหน้าผู้คุ้มกันสบตากันวูบ ล้วนพบเห็นเค้าตื่นตระหนกใน
ดวงตาสหาย พลังอำนาจที่จั่วม่อแสดงออกมาโดยไม่ได้ใส่ใจเหนือล้ากว่าที่
พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก
คนผู้นี้เป็นปรมาจารย์ศาสตรามารจริง ๆ รึ?
ท่ามกลางฝูงชนที่ว้าวุ่นสับสน เสียงพึมพำที่แทบไม่มีใครได้ยินนี้ดัง
ขึ้นในหลายตำแหน่ง
ดังเช่นฉินหมิง มันเขม้นมองเล็กน้อย ก่อนจะอุทานด้วยสุ้มเสียง
ประหลาดใจ “พลังฝีมือที่แท้จริงของเซียวอวิ๋นไห่ข้าคล้ายไม่อาจหยั่ง
ทราบได้ชัดเจน”
จงเวิ่นเทียนและทังเฉินที่ข้างกายพอฟังต้องสีหน้าหนักอึ้งอยู่บ้าง
หากกระทั่งฉินหมิง จอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง ยังไม่อาจมองเห็นขอบเขต
พลังฝีมือของผู้อื่น นี่นับว่าตึงมืออยู่บ้าง
เซียวอวิ๋นไห่ไม่รวบรัดธรรมดา!
ทันใดนั้นจงเวิ่นเทียนหลับตาลง นิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะลืมตากล่าว
อย่างกะทันหัน “แม่น้านรกใต้พิภพ!”
อีกสองคนพอฟัง ต้องหันไปมองแม่น้านรกใต้พิภพอย่างลืมตัว ทั้งคู่
ดวงตาทอประกายประหลาดพิกล เห็นแม่น้านรกใต้พิภพซึ่งปกติแล้วกว้าง
ใหญ่บริบูรณ์ บัดนี้ระดับน้าลดต่าลงไปมาก จนแทบจะมองเห็นส่วนพื้นที่
ก้นแม่น้า!
“นี่ … นี่มัน… …” ทังเฉินหลุดปากโดยไม่รู้สึกตัว เมืองปู้โจวเป็น
ดินแดนของมัน ย่อมต้องสนิทสนมคุ้นเคยกับแม่น้านรกใต้พิภพเป็นที่สุด
น้าในแม่น้ามักจะเปี่ยมล้นสมบูรณ์ตลอดกาล ไม่เคยมีครั้งใดที่ระดับน้าจะ
ลดต่าลงอย่างน่าใจหายถึงเพียงนี้
“ศาสตรามารปฐพี!” ทังเฉินคล้ายฉุกคิดถึงเรื่องราวบางประการ ม่าน
ตาหดแคบลงทันควัน โพล่งออกมาอย่างตื่นตระหนก
ฉินหมิงและจงเวิ่นเทียนร่างสะท้านขึ้นคราหนึ่ง บนใบหน้าทอแวว
เหลือเชื่อ
… …
… …
“เซียวอวิ๋นไห่อันร้ายกาจ! แรงสั่นสะเทือนอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
นัก!” ฟงซิ่นจื่อยืนอยู่บนยอดหินที่ชะโงกออกมาจากผนังถ้า ก้มลงมอง
ภาพเบื้องล่าง สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายไม่หยุดยั้ง
จีลี่อวี่ชมดูภาพเบื้องหน้า ต้องอัศจรรย์ใจอย่างบอกไม่ถูก นางเมื่อรั้ง
อยู่ข้างกายฟงซิ่นจื่อ ย่อมมีโอกาสได้ชมดูการเปลี่ยนแปลงอันน่าตระหนก
ของแม่น้านรกใต้พิภพตั้งแต่แรก แม่น้านรกใต้พิภพที่กว้างใหญ่หลายสิบลี้
ประดุจสัตว์ร้ายซึ่งหมอบเงียบมานาน พอขยับเคลื่อนไหวก็สามารถสำแดง
พลังอันเกรี้ยวกราดสุดขั้วให้ผู้คนต้องใจสั่นสะท้าน!
“บางทีอาจไม่เกี่ยวข้องกับเซียวอวิ๋นไห่ก็ได้” จีลี่อวี่อดโต้แย้งไม่ได้
แม้ในใจนางเองยังไม่เชื่อคำพูดของตนเองก็ตาม ผู้ใดใช้ให้นางไม่มี
ความรู้สึกที่ดีต่อคนผู้นั้นกันเล่า
“ข้ารู้สึกได้ถึงกลิ่นอายสภาวะชนิดหนึ่ง” ฟงซิ่นจื่อกล่าวเสียงเย็นชา
โดยไม่หันกลับมามอง
“กลิ่นอายสภาวะอันใด?” จีลี่อวี่งงงัน
“กลิ่นอายสภาวะของศาสตรามารอันร้ายกาจ! มันกำลังจะถือ
กำเนิด!” ฟงซิ่นจื่อหลับตาพริ้ม กล่าวราวรำพึงกับตัวเอง
ทว่าในใจมันหาได้สงบเยือกเย็นเท่าที่แสดงออกภายนอกไม่
เซียวอวิ๋นไห่วร้างความตื่นตะลึงให้แก่มันมากเกินไปแล้ว!
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง มันกวาดมองชิงฮวาเสวี่ยซึ่งยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก
บ่อน้าศาสตรามารด้วยสีหน้าตึงเครียด ฟงซิ่นจื่อบนริมฝีปากปรากฏรอย
แย้มยิ้มใคร่ครวญ
ดูเหมือนจะถึงเวลาที่ต้าเหรินต้องไปสนทนากับตระกูลชิงฮวาสักรอบ
แล้วกระมัง
ทว่าสิ่งที่ประทับอยู่ในใจมันอย่างลึกล้า กลับเป็นท่าร่างลี้ลับดุจเงาภูต
พรายของเซียวอวิ๋นไห่เมื่อครู่
ภายในเงามืดบนหน้าผาสูงชันเหนือแม่น้านรกใต้พิภพ เทพปิศาจ
หนุ่มเงยหน้ามอง กระทั่งหยุดขบเคี้ยวองุ่นเลือดที่โปรดปรานนักหนา
กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “คราวนี้แม้แต่ข้าเองยังเริ่มเชื่อแล้ว คนผู้นี้อาจ
สามารถหลอมสร้างศาสตรามารนภาได้จริง ๆ”
“ที่เจ้าสมควรเชื่อมากกว่า คือมันเป็นเบาะแสสำคัญในการค้นหา
เซี่ยวม่อเกอ” สุ้มเสียงแหบพร่าพลันดังขึ้นที่ไม่ห่างออกไปนัก เป็นตาเฒ่า
ประหลาดที่สวมใส่อาภรณ์แหว่งวิ่นดุจผ้าขี้ริ้วผู้นั้นเอง
บุรุษหนุ่มคล้ายรู้ล่วงหน้าว่าตาเฒ่าอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก จึงไม่มีทีท่า
ประหลาดใจอันใด เพียงหัวร่อคิกคัก “มิผิด มันเมื่อสามารถหลอมสร้าง
ศาสตรามารนภา ย่อมสามารถซ่อมแซมพวกมันเช่นกัน”
“เพียงแต่มีผู้คนไม่น้อยมุ่งเป้าไปที่มัน” ชายชรายิ้มกว้าง เผยให้เห็น
ฟันเหลืองและช่องว่างที่ฟันหักหายไป
“ภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไรข้าไม่ทราบ แต่ในตอนนี้ พลังเทพที่
วิหารเทพปิศาจเราถือครองนับว่ากล้าแข็งที่สุด” เทพปิศาจหนุ่มกล่าว
เสียงราบเรียบ แต่ไม่อาจปิดบังเค้าความทระนงถือดีอันล้นเหลือ จากนั้น
น้าเสียงพลันอ่อนลง กล่าวประจบประแจงอย่างสดใสว่า “แน่นอน นี่ต้อง
ยกเว้นท่านไว้สักคนหนึ่ง ผู้อาวุโส!”
“แต่ต่อให้เป็นเราผู้เฒ่า ก็ไม่มีปัญญารับมือพวกเจ้าทั้งสาม” ชายชรา
ลึกลับโบกมือตัดบท กล่าวต่อไปว่า “แต่เจ้าต้องระวัง คุนหลุนกับเทียน
หวนคล้ายค้นพบหนทางบ้างแล้ว อาศัยรากฐานของพวกมัน พวกมันจะไล่
ตามมาอย่างรวดเร็วจนน่าตระหนก”
บุรุษหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าไม่อินังขังขอบ “ไม่ง่ายดายปานนั้น พวก
เราเฝ้าพากเพียรพยายามมาหลายชั่วอายุคนยังเพิ่งจะบรรลุถึงปากทาง
เท่านั้น เคล็ดวิชาของเรายังคงเต็มไปด้วยจุดบกพร่องมากมาย ไม่ว่าจะคุน
หลุน เทียนหวนหรือตัวบัดซบใด พวกมันจะค้นพบในไม่ช้า จุ๊จุ๊ หาได้
ง่ายดายดั่งใจนึกไม่!”
“นั่นก็ใช่แล้ว” ชายชราพอฟัง ต้องพยักหน้าเห็นพ้อง
เทพปิศาจหนุ่มเปลี่ยนน้าเสียงอีกรอบ “แน่นอน นี่ยังมีข้อยกเว้น
อย่างเช่นเซี่ยวม่อเกอ! เจ้าผู้นี้นับเป็นอัจฉริยะในการฝึกปรือพลังเทพ! ใน
ไม่ช้าผู้คนจะตระหนักถึงคุณค่าของเซี่ยวม่อเกอ แต่เมื่อถึงยามนั้น ข้าก็คิด
ชมดูว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจมากเพียงใด ฮ่าฮ่า!”
“เซี่ยวม่อเกอ?” ชายชราลึกลับดวงตาทอประกายลึกล้าจนหยั่งไม่ถึง
“นี่กล่าวเริ่มจากที่ใด?”
“ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย เราพบว่าเจ้าผู้นี้ไม่เพียงรุดหน้า
อย่างรวดเร็วยิ่ง แต่เคล็ดวิชาของมันไม่มีผลข้างเคียงแม้แต่น้อย” บุรุษ
หนุ่มเริ่มหันมาโยนองุ่นเลือดใส่ปากอีกครั้ง เอียงคอมองพลางกล่าวอย่าง
จริงจัง “ผู้อาวุโสหากยอมลดตัวเข้าร่วมกับเรา พวกเราสามารถแบ่งปันทุก
อย่างด้วยกัน”
“ไม่มีผลข้างเคียง? เป็นความจริง?” ชายชราลึกลับสีหน้าทอแววไม่
เชื่อถือ
“รอให้เซี่ยวม่อเกอยอมโผล่หัวออกมา ผู้อาวุโส ท่านจะได้เห็นเอง”
บุรุษหนุ่มกล่าวปนหัวร่อ จากนั้นกล่าวด้วยดวงตาวาวโรจน์ “เพื่อเซี่ยวม่อ
เกอแล้ว วิหารเทพปิศาจเราไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด ล้วนไม่
คำนึงถึง”
“อืมม์ ดูเหมือนในการเผชิญหน้ากับเจ้าโคถึกเมื่อครั้งนั้น พวกเจ้าหา
ได้มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวเท่านี้ไม่” ชายชราเอ่ยถามอย่างสงสัยใจ
เทพปิศาจหนุ่มแบสองมือ “น่าเสียดายจริง ๆ ในครั้งนั้นเรายังไม่ได้
ตระหนักถึงคุณค่าของเซี่ยวม่อเกอ!”
ทันใดนั้นเอง คนทั้งสองคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างในเวลา
เดียวกัน การสนทนาชะงักขาดหายไปทันที พวกมันหันไปจ้องมองบริเวณ
บ่อน้าศาสตรามารเป็นตาเดียว
บุรุษหนุ่มจากวิหารเทพปิศาจยืดตัวขึ้นตามสัญชาตญาน ในมือยังถือ
องุ่นเลือดค้างไว้ กลับลืมเลือนที่จะโยนสิ่งที่โปรดปรานใส่ปาก เพียงพึมพำ
อย่างตื่นเต้นเร้าใจอยู่บ้าง “กำลังจะเริ่มแล้ว!”