สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 713 อึกทึกครึกโครมไม่จบสิ้น (ตอนปลาย)
เมื่อวัตถุดิบถูกโยนเข้าไปในเสาน้า ก็ถูกเสาน้าที่หมุนคว้างอย่างเร่ง
ร้อนบดขยี้เป็นผุยผง หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
จั่วม่อสีหน้าขรึมเคร่ง สายตาจดจ่อรวมรั้ง ไม่ว่าวัตถุดิบใดพอเข้ามา
อยู่ในมือของมันจะทอแสงประกายเจิดจ้า นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
คุณลักษณะพิเศษเฉพาะของวัตถุดิบนั้น ๆ ถูกกระตุ้นไปจนถึงขีดสุด หากมี
อาจารย์ศาสตรามารคนอื่น ๆ ชมดูอยู่ด้านข้าง พวกมันจะต้องตื่นตะลึง
อย่างสุดแสน เนื่องเพราะแม้แต่วัตถุดิบชั้นต่าที่สุดพอตกอยู่ในมือของ
จั่วม่อยังทอแสงสลัวเลือนรางออกมาด้วย
ในสามัญสำนึกทั่วไปของบรรดาอาจารย์ศาสตรามาร วัตถุดิบชั้นต่า
เหล่านี้ความจริงไม่สามารถเปล่งแสงประกายอันใด
เสาน้ามหึมาประดุจมังกรใหญ่ยักษ์ที่แผดเสียงคำรามพร้อมบิดกาย
ไปมาอย่างเกรี้ยวกราด บันดาลให้ผู้คนครั่นคร้ามต่อพลังอันน่าตระหนกที่
อัดแน่นอยู่ภายใน
กลุ่มแสงทั้งสิบลอยขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในเสาน้า แต่จากสายตาของจั่วม่อ
สามารถมองเห็นกระแสพลังหลากสีจำนวนเหลือคนานับชำแรกผ่านเข้า
ไปในดวงแสงทั้งสิบไม่ขาดสาย
กระแสพลังหลากสีที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าเหล่านั้น ย่อมต้อง
เป็นแก่นสารจากบรรดาวัตถุดิบทั้งหลาย!
พวกมันพอพุ่งหายเข้าไปในกลุ่มแสงเส้นหนึ่ง ประกายแสงก็จะสว่าง
ขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
จั่วม่อควบคุมจังหวะการเติมวัตถุดิบอย่างระมัดระวัง วัตถุดิบกองโต
เท่าภูเขาข้างกายมันเริ่มหดหายไปด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก กลุ่ม
แสงในเสาน้าเจิดจ้ารุนแรงกว่าเมื่อตอนแรกเริ่มนับสิบเท่าตัว
กระทั่งชุดค่ายกลอาคมหวงห้ามที่ก่อตั้งไว้ ยังไม่อาจปิดกั้นลำแสง
เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์
เจ้าถั่วงอกปากอ้าตาค้าง เหม่อมองไปทางบ่อน้าศาสตรามารชั้น
สวรรค์อย่างซึมเซา เห็นริ้วประกายห้าสีดุจลำแสงทะลวงผ่านออกมาจาก
ด้านในบ่อน้าศาสตรามาร ทั้งประหลาดอัศจรรย์และตระการตาสุด
บรรยาย
เขิงเหลียนเอ๋อร์ปฏิกิริยารวดเร็วยิ่ง ชั่ววิบตานั้นนางหน้าเปลี่ยนสี
เล็กน้อย โถมเข้าคว้าร่างเจ้าถั่วงอกผู้ยืนตะลึงลาน แล้วดีดกายปราด ๆ
ถอยร่นออกห่างไปอีกสิบจั้ง
เมื่อริ้วแสงประหลาดที่ผุดออกมาจากบ่อน้าศาตรามารเหล่านั้นตก
กระทบพื้น พื้นที่ว่างกว่าหกจั้งพลันถูกตัดเฉือนราวกับว่าเป็นเพียงก้อน
เต้าหู้ก็มิปาน!
อากุ่ย เขิงเหลียนเอ๋อร์และชิงฮวาเสวี่ยต่างก็ถอยร่นอย่างพร้อม
เพรียงโดยไม่ต้องร้องบอกต่อกัน ถึงยามนี้เหล่าผู้คุ้มกันค่อยมีปฏิกิริยา
ตอบสนอง พวกมันสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง รีบคว้าหีบสีทองสะพาย
ขึ้นหลัง แล้วล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว
เพียะ เพียะ เพียะ!
พื้นที่โดยรอบบริเวณบ่อน้าศาสตรามารชั้นสวรรค์พลันถูกปกคลุมไป
ด้วยร่องลึกนับไม่ถ้วนในบัดดล ร่องลึกเหล่านี้ถูกคว้านตัดไขว้เต็มพื้นที่
ชวนให้ผู้พบเห็นแทบหยุดหายใจ
ฝูงชนพอเห็นภาพเหล่านี้กลายเป็นปั่นป่วนรวนเรในทันที แต่ละคน
ถลึงตามองร่องลึกที่ตัดไขว้อย่างตื่นตะลึง ร่องลึกเหล่านี้เห็นได้ชัดว่า
กว้างยาวไม่เท่ากัน ขนาดแตกต่างหลากหลาย บ้างปกคลุมด้วยสะเก็ด
น้าแข็ง บ้างมีรอยตัดราบเรียบแวววาวดุจกระจกแก้ว บ้างคล้ายถูกฝูงมุสิก
นับไม่ถ้วนรุมทึ้ง ล้วนแล้วแต่ผิดแผกแตกต่าง ไม่มีรอยร่องใดคล้าย
เหมือนกันเลย
ศาสตรามารอันใดกันจึงจะมีคุณสมบัติมากมายถึงปานนี้?
ผู้คนทั้งตื่นตะลึงทั้งตื่นตาตื่นใจ ทั่วบริเวณบ่อน้าศาสตรามารชั้น
สวรรค์ซึ่งส่องแสงเจิดจรัส ในยามนี้ผู้คนคล้ายหลงลืมเรื่องราวก่อนหน้าไป
เสียหมด พากันขบคิดคาดเดาลักษณะพิเศษของศาสตรามารที่กำลังจะถือ
กำเนิดเล่มนี้!
บางคนที่มีความคิดประเปรียวประหวัดนึกถึงหอกอสรพิษฟ้าสิบ
แปลงซึ่งเซียวอวิ๋นไห่หลอมสร้างขึ้นก่อนหน้า หรือว่าศาสตรามารเล่มนี้ก็
จะถือครองคุณสมบัติมากมายเฉกเช่นเดียวกัน?
เหล่าปิศาจที่มีฝีมือกล้าแข็งทั้งตื่นตะลึงและหวาดวิตกมากยิ่งกว่า
พวกมันสามารถสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่าคนทั่วไป ในประกายแสงที่คล้าย
สวยสดงดงามเหล่านั้น อัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวซึ่ง
ยังคงเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง!
หากกระทั่งลำแสงที่เล็ดลอดออกมายังกล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงนี้
เช่นนั้นตัวศาสตรามารที่แท้จริงเล่า… …
พวกมันแทบไม่กล้าครุ่นคิดสืบต่อ!
ผู้ที่ตื่นเต้นและคาดหวังมากที่สุด เห็นจะไม่มีผู้ใดเกินหน้าบรรดาผู้คุ้ม
กันแห่งศาลาสมบัติหายาก พวกมันแม้ตื่นตะลึงเช่นกัน แต่ล้วนมีสีหน้า
ปลาบปลื้มปิติ ดูจากปรากฏการณ์อึกทึกครึกโครมที่สำแดงเดชในยามนี้
ศาสตรามารที่กำลังจะถือกำเนิดหาได้ธรรมดาสามัญไม่!
สมควรเป็นศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง!
ศาสตรามารปฐพีเล่มนี้เรียกได้ว่าถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อศาลาสมบัติหา
ยากของพวกมัน ผู้ซึ่งถูกบีบบังคับให้ต้องทุ่มเดิมพันจนหมดหน้าตัก เป็น
ศาสตราแห่งแสงที่จะฉีกทะลวงความมืดมนให้แก่พวกมัน!
ทังเฉินเหม่อมองดูลำแสงอันน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น หลังจากตื่น
ตะลึง สีหน้าต้องทอแววซับซ้อน เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้วิเศษเพียงใด ความ
ปั่นป่วนและอึกทึกครึกโครมเบื้องหน้านี้ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันอย่างชัด
แจ้ง! หากคราครั้งนี้เซียวอวิ๋นไห่หลอมสร้างศาสตรามารปฐพีสำเร็จจริง ๆ
ชื่อเสียงของมันจะมากพอให้มันทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในบรรดายอดคนแห่ง
แดนปิศาจ
เซียวอวิ๋นไห่ถือครองศักยภาพที่เหนือความคาดหมายของทังเฉินไป
มาก
ตั้งแต่แรกเริ่มที่มันคิดใช้ปรมาจารย์ศาสตรามารผู้นี้เป็นเหยื่อล่อ
เซี่ยวม่อเกอก็ไม่เคยลังเลใจแม้แต่ชั่ววูบ แต่ยามนี้มันเริ่มสำนึกเสียใจแล้ว
ฉินหมิงเหลือบมองมันแวบหนึ่ง คล้ายล่วงรู้ว่าทังเฉินกำลังครุ่นคิดอัน
ใด จึงปลอบโยนว่า “แม้ว่าจะเป็นศาสตรามารปฐพีจริง ๆ แล้วจะเป็นไร
มันไม่มีคุณค่ามากพออีกแล้ว ในยามนี้พลังเทพต่างหากที่สำคัญที่สุด!”
ทังเฉินได้สติทันที สูดลมหายใจลึก พยักหน้าพลางกล่าว “ถูกของเจ้า
พลังเทพสำคัญที่สุด!”
ความลังเลในดวงตามันถูกกวาดหายไป เปลี่ยนเป็นทอแววแน่วแน่
มั่นคงอีกครั้ง มันก็เป็นชนชั้นจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง จิตใจเข้มแข็งเหนือ
คน มิใช่ว่าจะปั่นป่วนรวนเรได้โดยง่าย มันจ้องเขม็งไปยังบ่อน้าศาสตรา
มารชั้นสวรรค์ เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้ถึงกับทำให้ทำให้จิตใจของมันเสียขบวน
รวนเรไปวูบหนึ่ง นับว่ามีความสามารถอันยอดเยี่ยมนัก
จงเวิ่นเทียนโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ไฉนข้ามีความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่
ศาสตรามารเพียงเล่มเดียว?”
“ไม่ใช่ศาสตรามารเพียงเล่มเดียว?” ฉินหมิงงงงันวูบ อย่าได้เห็นว่าจง
เวิ่นเทียนเป็นบุรุษอันหยาบกระด้าง แต่ในด้านความรู้สึกอันเฉียบไว นับว่า
เข้มแข็งที่สุดในหมู่พวกมันทั้งสาม
“อาจบางทีเป็นศาสตรามารปฐพีที่เพียบพร้อมด้วยความ
เปลี่ยนแปลง ดุจเดียวกันกับหอกอสรพิษฟ้าสิบแปลงอีกเล่มหนึ่งกระมัง?”
ทังเฉินขบคิดคาดเดา
จงเวิ่นเทียนไม่กล่าววาจา แต่ในดวงตาเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความ
ตื่นตะลึงและเคลือบแคลงสงสัย
“เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้นับว่าเป็นอัจฉริยะผู้หนึ่ง” บุรุษหนุ่มแห่งวิหารเทพ
ปิศาจจับตามองบ่อน้าศาสตรามารอย่างใกล้ชิดจากในระยะไกล แววตา
แปรเปลี่ยนวูบ
ชายชราคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “คราวนี้เริ่มนิยมชมชื่นผู้มีพรสวรรค์แล้ว
หรือไร?” ตาเฒ่าลึกลับอดเหลียวหน้ามองไม่ได้ ในใจลอบตื่นตระหนก
ขึ้นมา
“ยุคสมัยแห่งพลังเทพกำลังใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งนั่นหมายถึงยุคสมัย
แห่งยุทธภัณฑ์เทพซึ่งกำลังจะมาถึงเช่นกัน” บุรุษหนุ่มเทพปิศาจสลัดสี
หน้าท่าทีไม่อินังขังขอบจนหมดสิ้น คล้ายรำพึงกับตัวเองอย่างจริงจัง
“ท่านไม่คิดบ้างหรือ เซียวอวิ๋นไห่ผู้นี้อาจสามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์
เทพ?”
ชายชรามุมปากจุดรอยยิ้มเย้ยหยันเย็นชาที่แทบมองไม่เห็น ปรากฏ
ขึ้นเพียงแวบเดียวแล้วหายวับไปทันทีจนคู่สนทนาไม่ทันได้สังเกตเห็น
“ยุทธภัณฑ์เทพ? ฮ่าฮ่า! เจ้าละเมอเพ้อฝันมากไปแล้ว! เพื่อที่จะฟื้นฟูพลัง
เทพกลับมา พวกเราไม่ทราบใช้เวลาไปตั้งกี่ปี? ยุคสมัยแห่งพลังเทพ ใคร
จะรู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด สำหรับยุทธภัณฑ์เทพ ผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อนบ้าง?
หากกระทั่งพบเห็นยังไม่เคยเห็น แล้วจะหลอมสร้างขึ้นมาได้อย่างไรกัน!”
เทพปิศาจหนุ่มพลันกลับสู่ท่วงท่าเกียจคร้านเริงร่าตามปกติ “เช่นนั้น
เมื่อถึงเวลา ผู้อาวุโสท่านอย่าได้แย่งชิงกับพวกเราก็แล้วกัน!”
ชายชราลึกลับยิ้มอย่างกลอกกลิ้ง “ไหนเลยจะทำเรื่องโง่เขลาเยี่ยง
นั้นได้ เราผู้เฒ่ายังล่วงรู้คุณค่าความหมายของการเก็งกำไร ซื้อในราคาต่า
ต่อไปจะได้ขายในราคาแพง ข้าจะพลาดได้อย่างไรกัน ถึงตอนนั้นเราผู้เฒ่า
จะขายให้แก่ผู้ที่ยอมจ่ายค่าตอบแทนมากที่สุด!”
เทพปิศาจหนุ่มแห่งวิหารเทพปิศาจเริ่มปวดเศียรเวียนเกล้า ตาเฒ่าผู้
นี้ไม่ว่าใช้กระบวนท่าใดก็หาได้หวั่นไหวใจไม่ แต่พานมีความเป็นมาลึกลับ
ทั้งยังพลังฝีมือร้ายกาจยิ่ง ร้ายกาจจนเกินไป
แต่แล้วความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวายของมัน พลันถูกการเปลี่ยนแปลงอัน
น่าตระหนกในบ่อน้าศาสตรามารชั้นสวรรค์ดึงดูดความสนใจไปหมดสิ้น
เมื่อวัตถุดิบชิ้นสุดท้ายถูกโยนลงในบ่อน้า เสาน้าอันเกรี้ยวกราดพลัน
หยุดหมุนอย่างฉับพลัน
กลุ่มแสงทั้งสิบทันใดนั้นสาดแสงเจิดจรัสดุจดวงตะวันสิบดวง
ร้อนแรงเสียจนผู้คนไม่อาจจ้องมองตรง ๆ
ภายใต้แสงอันแรงกล้า เสื้อผ้าอาภรณ์ของจั่วม่อหลอมละลายดุจหิมะ
ใต้แสงอาทิตย์ยามเที่ยง จั่วม่อถึงกับตะลึงลาน มันแม้เลือกอาภรณ์
ธรรมดาเพื่อปกปิดตัวตน แต่เนื่องเพราะมีม๋อเป้ยมากมาย ทั้งยังเพื่อให้
สอดรับกับป้ายยี่ห้อปรมาจารย์ ดังนั้นอาภรณ์ที่เลือกมาล้วนมีราคาแพง
ทั้งยังเพียบพร้อมไปด้วยพลังป้องกันอันโดดเด่น
ทว่าอาภรณ์เช่นนี้กลับไม่อาจหยุดยั้งประกายแสงได้แม้แต่ชั่ววูบเดียว
อาจสามารถเห็นพลังอันเกรียงไกรของประกายแสงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อประกายแสงส่องกระทบร่าง จั่วม่อเพียงรู้สึกอบอุ่นจนชวนเกียจ
คร้าน ไม่มีอื่นใดมากไปกว่านี้ นี่เพียงพอให้มันประหลาดใจ แต่ยามนี้ไหน
เลยจะใช่เวลาให้มัวมาประหลาดใจ
จั่วม่อได้สติทันที มันเดินอ้อมไปรอบ ๆ เสาน้า เพื่อกระตุ้นการทำงาน
ของแผนผังปิศาจที่จัดเตรียมไว้
ทันใดนั้นแผนผังปิศาจสีเขียวเข้มสว่างวาบขึ้นรอบบ่อน้า แผนผัง
ปิศาจชุดนี้สลับซับซ้อนยิ่ง แต่ละเส้นสายทั้งเรียวบางและประณีตบรรจง
ทั้งซับซ้อนและละเอียดอ่อน เรียงตัวเป็นชั้น ๆ แผ่ขยายออกไปรอบนอก
เสาน้าที่นิ่งสงบพลันสั่นไหวขึ้นมา
ชั่วอึดใจให้หลัง เสียงดังกึกก้องกัมปนาทคำรามลั่นมาจากใต้พื้นดิน
ในเวลาเดียวกัน หกตำแหน่งบนพื้นรายรอบบ่อน้าพลันยุบหายไป ก่อ
เกิดเป็นหลุมลึกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหกจั้งจำนวนหกหลุม แต่ละหลุมลึก
ล้าสุดหยั่งจนไม่เห็นก้นบึ้ง
เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทดังออกมาจากหลุมทั้งหกนี้เอง
พื้นดินยิ่งมายิ่งสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นทุกขณะ ราวกับว่าสัตว์
ประหลาดมหายักษ์กำลังจะทลายพื้นปฐพีออกมา
กระทั่งจั่วม่อยังมีสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด สองมือผนึกท่ามุทรา
ลำแสงเวทวิชาพวยพุ่งเข้าสู่เสาน้าไม่ขาดสาย ลำแสงเวทวิชาเหล่านี้เมื่อ
กระทบถูกเสาน้าก็จมหายลงไปทันที
เวทวิชาเหล่านี้พอพุ่งหายเข้าไปครั้งหนึ่ง ศาสตรามารภายในเสาน้า
เล่มหนึ่งจะปรากฏลวดลายยันต์อันพิเศษเฉพาะชุดหนึ่ง
จั่วม่อสีหน้ายิ่งนานยิ่งเคร่งขรึม กระแสพลังเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนรอบกาย
มันคล้ายก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนพลังงานทรงกลมที่หมุนคว้างอย่างเร่งร้อน ชั่ว
ขณะนี้จั่วม่อไม่ได้เก็บกักสิ่งใดไว้แม้แต่น้อย พลังสภาวะอันแกร่งกร้าว
เกรียงไกรของมันระเบิดวาบออกมาในบัดลดล
ทันใดนั้น มังกรเพลิงแดงฉานหกตัวพุ่งทะยานขึ้นจากหลุมลึกทั้งหก
แล้วกระโจนเข้าสู่เสาน้าอย่างพร้อมเพรียง! นี่เป็นหินหลอมเหลวร้อนจัด
จากใต้พิภพ และเป็นวิธีการหลอมสร้างด้วยไฟของซิวเจ่อ ซึ่งจั่วม่อ
ดัดแปลงผสานรวมเข้าด้วยกัน!
เคล็ดหลอมสร้างหกกระถางหยางร้อนแรง!
ในเวลานี้เอง จั่วม่อดวงตาทอประกายเจิดจ้า แผนผังปิศาจรูปดวง
อาทิตย์สีทองเข้มส่องวาบขึ้นในดวงตา!
ใบหน้ากลับกลายเป็นปราศจากอารมณ์ความรู้สึก ดุจเทพเทวา
ทอดตามองโลกโลกิยะ!
โดยไม่รีรอลังเล บนฝ่ามือของมันปรากฏกลุ่มแสงขุมหนึ่งหมุนคว้าง
เร็วรี่ พลังเทพสุริยันพลันไหลบ่ามาผนึกรวมกันในกลุ่มแสง ดรรชนีกรีด
วาดเป็นเส้นสายกลางอากาศ บังเกิดริ้วแสงสีทองลากยาวมาตามดรรชนี
ลอยค้างอยู่กลางอากาศ!
ดรรชนีของจั่วม่อกรีดวาดเชื่องช้ายิ่ง ดูคล้ายต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งร่าง
เพื่อเคลื่อนที่สักเล็กน้อย ราวกับคันธนูที่ถูกน้าวสายจนสุดล้า!
จากนั้นลวดลายยันต์โบราณอันลึกล้าซับซ้อนและยากจะบ่งบอก
บรรยายก่อตัวขึ้นอย่างแช่มช้า ลวดลายยันต์ชุดนี้ถูกบันทึกไว้ในใบไม้
ทองคำที่มันหยิบฉวยจากวิหารเทพสุริยัน ต่อให้เป็นจั่วม่อในยามนี้ยังแทบ
ไม่มีปัญญาใช้ออก
รอจนเส้นสายสุดท้ายถูกขีดวาดแล้วเสร็จ ลวดลายยันต์เลือนหายไป
กลับกลายเป็นกลุ่มแสงสีทองขนาดเท่ากำมือดวงหนึ่ง ลอยหายเข้าไปใน
เสาน้าเป็นชุดสุดท้าย
ทันทีที่กลุ่มแสงสีทองผ่านเข้าไปในเสาน้า เสาน้ามหึมาพลันเริ่มหมุน
คว้างอย่างเร่งร้อนอีกครั้ง แรงดูดของเสาน้าทวีความแข็งกล้าขึ้นอย่าง
ฉับพลัน
ตูม ตูม ตูม!
แม่น้านรกใต้พิภพสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นเป็นคำรบสอง กระแสคลื่นใต้
น้าไหลบ่าเร็วรี่ ระดับน้าลดต่าลงด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้าน
ใจ
เสาเพลิงทั้งหกระเบิดวาบ ธารหินหลอมเหลวสีแดงฉานกลับ
กลายเป็นสีแดงเข้ม ความร้อนเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ในช่วงเวลาไม่กี่
อึดใจ หินหลอมเหลวสีแดงเข้มก็กลับกลายเป็นสีขาวโชติช่วง
ถึงตอนนี้จั่วม่อค่อยมีสีหน้าปิติยินดีเล็กน้อย
หินหลอมเหลวสีขาวเจิดจ้าคือหินหลอมเหลวแกนโลก ซึ่งดึงดูดมา
จากใจกลางโลก กล้าแข็งกว่าหินหลอมเหลวทั่วไปนับร้อยเท่าพันทวี!
เสาเพลิงขาวทั้งหลายราวกับฝูงมังกรรัดพันกันและกัน กลับ
กลายเป็นกระถางหลอมกลั่นมหายักษ์ใบหนึ่ง!
เสาเพลิงขาวเจิดจ้าทั้งหกประหนึ่งมังกรไฟสีขาวหกตัว ม้วนตัวพัน
รอบเสาน้า ไต่สูงขึ้นไปเป็นลำดับ
พลังเย็นยะเยียบและพลังร้อนของเพลิงพิภพพัวพันกันดุจเส้นหนวด
นับไม่ถ้วน ถักประสานอยู่กลางเวหา ก่อเกิดลวดลายสีน้าเงินสลับขาวอัน
ซับซ้อนสุดบรรยาย!
หากมีผู้ชมดูอยู่ด้านข้าง พวกมันจะพบว่าสิ่งนี้ดูคล้ายลวดลายแผนผัง
ปิศาจอันสมบูรณ์พร้อมชุดหนึ่ง ทั้งยังคลับคล้ายกับลวดลายค่ายกลยันต์!
ลวดลายสีน้าเงินสลับขาวดูประหนึ่งร่างแหตาข่ายปากหนึ่ง ที่ถักทอ
ล้อมรอบเสาน้าและเสาเพลิงไว้ภายใน งดงามตระการตาอย่างบอกไม่ถูก
ทว่ากระทั่งจั่วม่อผู้สรรค์สร้างสิ่งอัศจรรย์นี้กับมือ ยังคงประเมินพลัง
ของมันต่าทรามไป!