สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 714 เทพสวรรค์จุติลงสู่โลกหล้า
อาณาบริเวณใต้ดินทั้งหมดสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ศิลาก้อนมหึมาหลุด
ร่วงลงมาจากผนังถ้าด้านบน ดูประหนึ่งวันสิ้นโลกก็มิปาน ทว่าผู้คนที่เลือก
รั้งอยู่ผู้ใดไม่ใช่ยอดยุทธ์ที่เชื่อมั่นในพลังฝีมือของตน พวกมันหลบเลี่ยง
ก้อนศิลาที่ร่วงกราวอย่างชำนิชำนาญ ล้วนมีทีท่าไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ทุก
ผู้คนเพียงจับจ้องมองดูอย่างจดจ่อ สายตาทุกคู่จ้องเขม็งไปยังบ่อน้า
ศาสตรามารชั้นสวรรค์โดยไม่คลาดไปแม้สักแวบเดียว
แม้ว่าด้วยพลังของอาคมหวงห้ามที่ทับซ้อนเป็นชั้น ๆ จะปิดกั้นไม่ให้
พวกมันมองเห็นสิ่งใดภายในถ้าแห่งนั้น แต่พวกมันยังคงสัมผัสได้อย่าง
ชัดเจน พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลและน่าพรั่นพรึงถึงที่สุดกำลังก่อตัวขึ้น
ภายใน! ประหนึ่งว่าสัตว์ประหลาดบรรพกาลกำลังค่อย ๆ ตื่นขึ้นจากห้วง
นิทราอันยาวนานอย่างช้าๆ
หัวหน้าผู้คุ้มกันแห่งศาลาสมบัติหายากหัวใจสั่นสะท้าน อาจบางทีมัน
ยืนอยู่ใกล้กับบ่อน้าศาสตรามารชั้นสวรรค์มากที่สุด มันรู้สึกได้อย่างชัด
แจ้ง พลังที่ก่อตัวอยู่ภายในยิ่งมายิ่งกล้าแข็ง กล้าแข็งจนชวนอกสั่นขวัญ
แขวน พลันบังเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้า ศาสตรามารซึ่งกำลังจะถือ
กำเนิดขึ้นในบ่อศาสตรามารแห่งนั้น เต็มไปด้วยอันตรายอย่างสุดขั้ว!
“ถอยไป! ทุกคนล้วนล่าถอยไป!” มันตะโกนสุดเสียง
เหล่าผู้คุ้มกันหันไปมองหน้ากัน อึกอักลังเลอยู่เป็นครู่ เนื่องเพราะ
คำสั่งของหัวหน้าครั้งนี้ขัดแย้งกับคำสั่งที่พวกมันได้รับมาจากระดับสูง
ตั้งแต่แรก พวกมันไม่อาจล่าถอยออกห่างจากบริเวณนี้ จนอาจเปิดช่อง
โหว่ในการรักษาความปลอดภัยให้แก่ท่านปรมาจารย์ได้ ทว่าหัวหน้าผู้คุ้ม
กันก็มีศักดิ์ฐานะสูงส่งยิ่งในศาลาสมบัติหายาก สำหรับภารกิจภายนอก
วาจาของมันอาจถือเป็นสิทธิ์ขาด
“พวกเจ้าทั้งหมด รีบถอยไปเร็ว!” หัวหน้าผู้คุ้มกันตวาดด้วยโทสะ
ระคนร้อนรุ่มอยู่บ้าง
เหล่าผู้คุ้มกันเค้าความลังเลบนใบหน้าหายวับไปทันที พากันแบกหีบ
ทองคำเข้มไว้บนหลัง ล่าถอยไปราวกับคลื่นน้าถดถอย
พวกมันเพียงล่าถอยออกไปได้ห้าสิบจั้ง ภายในบ่อน้าศาสตรามาร
พลันบังเกิดเสียงดังอึงอล เห็นเสาลำแสงสีฟ้าปนขาวหยาบหนามหึมา
ระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเกรี้ยวกราด!
ตูม ตูม ตูม!
เสาลำแสงหนาสิบจั้งพวยพุ่งขึ้นด้วยความดุดันสุดขั้ว เมื่อกระทบถูก
เพดานหินเบื้องบน แผนผังปิศาจที่ปกคลุมชั้นหินสลายวับไปดุจ
แผ่นกระดาษบาง ๆ ชั้นศิลาแข็งกระด้างกลับถูกคว้านออกปานก้อนเต้าหู้
อ่อนนุ่ม เป็นที่คาดคำนวณได้ว่าเสาลำแสงนั้นทรงพลังสุดฟ้าสุดดินปานใด
เห็นเสาลำแสงทะลวงผ่านชั้นหินหนาสามสิบกว่าลี้โดยไม่เปลืองเรี่ยวแรง
ใด ๆ
ตูม ตูม ตูม!
พื้นปฐพีไหวสะเทือนอย่างรุนแรง ฝูงชนบนท้องถนนมีสีหน้าตื่น
ตระหนก พากันเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างเคลือบแคลงสงสัย
“เกิดเรื่องอันใด?”
“แผ่นดินไหวรึ?”
พวกมันเพียงเริ่มถกเถียงได้สองสามคำ ทันใดนั้นเสาลำแสงหยาบ
หนาสีฟ้าอมขาวระเบิดออกมาจากใต้พื้นปฐพี พุ่งทะลวงตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า
อย่างอหังการ
เสาลำแสงแทงทะลุชั้นเมฆในชั่วพริบตา
ตูม ตูม ตูม!
ชั้นเมฆคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นกวาดดึงเข้ามา มวลเมฆม้วนตัวมา
จากทุกทิศทุกทาง เริ่มถาโถมมารวมตัวกันอย่างเร่งร้อนรอบเสาลำแสง
ภายในชั่วพริบตาเดียว ชั้นเมฆกลับกลายเป็นหนาหนักและดำทะมึน
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีเพียงเสา
ลำแสงหยาบหนาสีฟ้าอมขาวต้นนั้น ที่ยิ่งมายิ่งเจิดจ้าบาดตาขึ้นเรื่อย ๆ!
เมฆดำหนาหนักราวน้าหมึก หนักข้นจนชวนให้ผู้คนหายใจไม่ออก
สายลมเกรี้ยวกราดก่อตัวขึ้น กวาดเอาเศษหินละอองทรายปลิวเวียนว่อน
ผู้คนตะลึงมองท้องฟ้าอย่างประหวั่นใจ
ทันใดนั้นเอง สายฟ้าหยาบหนาสว่างไสวระเบิดวาบอยู่บนท้องฟ้า!
ครืน ครืน ครืน!
เสียงฟ้าคำรนคล้ายกึกก้องกัมปนาทอยู่กลางใจผู้คน ผู้ที่ขลาดเขลา
อยู่บ้างแทบพลัดตกลงจากท้องฟ้า
ซ่า ซ่า หยาดพิรุณหยาบหนาเท่าเม็ดถั่วสาดซัดลงมา ชั่วขณะนี้ สาย
ลมคลุ้มพายุคลั่งพลันพัดกระโชกอย่างกราดเกรี้ยว ฟ้าดินถูกปกคลุมอยู่
ภายใต้ม่านพิรุณหนาหนัก ปิดบังทัศนวิสัยของทุกผู้คน!
อสรพิษสีเงินเต้นเร่าอยู่กลางฟากฟ้าเหนือศีรษะ อำนาจฤทธาแห่ง
ฟ้าดินสำแดงออกมาอย่างไม่ออมรั้ง
ทว่าฝูงชนที่หวาดหวั่นพรั่นพรึงหาได้มีเวลาให้อัศจรรย์ใจต่ออำนาจ
แห่งฟ้าดินไม่ สายตาของพวกมันล้วนจับจ้องอยู่ที่เสาลำแสงสีฟ้าอมขาว
อันเจิดจ้าบาดตา เต็มไปด้วยความหวาดกลัว!
ภายในเสาลำแสงสีฟ้าปนขาว จั่วม่อเองก็หาได้สุขสบายไม่
นี่เป็นครั้งแรกที่มันผสานรวมแผนผังปิศาจกับค่ายกลยันต์เข้าด้วยกัน
อย่างสมบูรณ์ ทว่าพลังของการผสานรวมกลับเหนือความคาดหมายของ
มันไปมาก รอจนแผนผังปิศาจสีฟ้าปนขาวสว่างขึ้น มันพลันพบเห็นว่าผิด
ท่า แต่ลำแสงรวดเร็วเกินไป เพียงวาบขึ้นก็โถมกลืนมันลงไปในบัดดล
เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ยังเหลือติดกายสลายเป็นเถ้าธุลี มันสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ทันใดนั้นกำไลข้อมือกรงเล็บมังกรสีเทาบนข้อ
แขน พลันเปล่งแสงที่ราวกับย้อมด้วยโลหิตจาง ๆ ออกมา
ชั้นแสงสีโลหิตนี้พลันพุ่งวาบ ห่อหุ้มรอบกายจั่วม่อราวกับกองเพลิง
กลุ่มหนึ่ง เสาลำแสงสีฟ้าปนขาวแม้เกรี้ยวกราดดุดัน แต่ยังไม่อาจมีชัย
เหนือชั้นแสงสีโลหิตอันบางเบานี้ได้
เป็นกรงเล็บพิฆาตมังกร!
จั่วม่อตะลึงลาน นับตั้งแต่กรงเล็บพิฆาตมังกรได้รับความเสียหาย
อย่างรุนแรงในศึกสุดท้ายกับอวี่ไสว้ ศาสตรามารนภาเล่มนี้ก็สูญเสีย
ประกายและพลังอำนาจทั้งมวล แต่แล้วจู่ ๆ กลับสำแดงตนออกมาอย่าง
เหนือความคาดหมาย ทำเอาจั่วม่ออดหัวใจเต้นระทึกไม่ได้
จั่วม่อก้มลงมอง คล้ายมีเส้นสายหมอกโลหิตที่เป็นประกายกว่าเดิม
ห่อหุ้มรอบข้อแขนของมัน พวกมันดูคลับคล้ายมังกรโลหิตตัวน้อย ๆ รัด
พันรอบข้อมือ ทันใดนั้นหมอกโลหิตขนาดเท่ากำมือพวยพุ่งออกมา มังกร
โลหิตคล้ายเชิดหัวขึ้น
“กรรรร!”
เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องในใจจั่วม่อโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า หมอก
โลหิตเปิดอ้าออก ประดุจมังกรอ้าปากแยกเขี้ยว กู่คำรามอย่าเกรี้ยวกราด!
กลุ่มแสงตัวอ่อนศาสตรามารหนึ่งในสิบซึ่งอยู่ใกล้กับจั่วม่อมากที่สุด
พลันไหวสะท้านวูบหนึ่ง จากนั้นเริ่มบินส่ายหนีออกห่างจากจั่วม่ออย่างไม่
คิดชีวิต
นี่มัน… …
จั่วม่ออ้าปากค้าง มองดูภาพประหลาดนี้อย่างมึนงง แต่ก่อนที่มันจะมี
ปฏิกิริยาใด กลุ่มหมอกโลหิตที่ข้อมือของมันพลันลงมือดุจมังกรที่ยังมีชีวิต
กระโจนเข้าขย้ากลุ่มแสงที่บินหนีนั้นอย่างแม่นยำ
ชั่วพริบตาที่หมอกโลหิตตะปบใส่กลุ่มแสง ก็แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่ม
หมอกโลหิตที่ใหญ่โตกว่ากลุ่มแสง ห้อมล้อมกลุ่มแสงตัวอ่อนศาสตรามาร
เอาไว้อย่างแน่นหนา
กลุ่มแสงตัวอ่อนศาสตรามารดิ้นรนอยู่ในหมอกสีเลือด แต่การต่อสู้
ดิ้นรนของมันอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว จวบกระทั่งนิ่งสนิทไปในไม่ช้า ไม่
ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีก
หมอกโลหิตม้วนตลบอย่างคลุ้มคลั่ง กลืนกินกลุ่มแสงดวงนั้นลงไปจน
หมดสิ้น ในไม่ใช่หมอกโลหิตก็หนาแน่นเข้มข้นกว่าเดิม กำไลข้อมือกรงเล็บ
มังกรบนข้อมือของจั่วม่อก็ทอแสงประกายเจิดจ้ากว่าเดิม
หลังจากเขมือบกลืนอาหารโอชารส หมอกโลหิตคล้ายกล้าแข็งขึ้น
กว่าเดิมหลายเท่า ฉกวาบเข้าหากลุ่มแสงตัวอ่อนศาสตรามารอีกดวงหนึ่ง
ทันที
ภายในเสาแห่งแสงพลันบังเกิดภาพเหตุการณ์อันเหลือเชื่อ ตกสู่ความ
โกลาหลวุ่นวายในบัดดล กลุ่มแสงอีกเก้าดวงที่เหลือพากันหลบหนีกลุ่ม
หมอกโลหิตมฤตยูกันจ้าละหวั่น กลุ่มแสงตัวอ่อนศาสตรามารทั้งเก้าคล้าย
มีสติปัญญารับรู้ ทั้งยังคล่องแคล่วปราดเปรียวหาใดเปรียบ หมอกโลหิตบัด
เดี๋ยวโถมไปทางนั้น บัดเดี๋ยวกระโจนมาทางนี้ ยามกะทันหันยังไม่มีปัญญา
คร่ากุมเหยื่อรายใหม่แม้สักรายเดียว
ทันใดนั้นเอง หมอกโลหิตพลันหยุดยั้งลง ไม่อาละวาดอีกต่อไป แต่
กลับกลายเป็นภาพร่างหัวมังกรพร่าเลือน มังกรเงานั้นพลันอ้าปากกว้าง
แผดเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน
“กรรรร!”
เสียงมังกรคำรามระเบิดเปรี้ยงในใจจั่วม่อ มันกลายเป็นสมองขาวว่าง
เปล่าในบัดดล กลุ่มแสงทั้งเก้าคล้ายตัวแข็งทื่อ หยุดกึกอย่างพร้อมเพรียง
หมอกโลหิตรีบฉวยโอกาสนี้เขมือบกลืนกลุ่มแสงอีกดวงหนึ่งลงไป
กำไลข้อมือกรงเล็บมังกรที่แขนของจั่วม่อยิ่งสดใสเป็นประกายขึ้นอีก
แต่แล้วในเวลานี้เอง เห็นเงาร่างเล็ก ๆ สีทองเข้มร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
ภายในเสาแห่งแสงอย่างฉับพลัน แทบเป็นภาพสะท้อนของจั่วม่อเอง มัน
คือทหารยันต์ทองคำดำ! มันเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย แล้วโถมเข้าหา
กลุ่มแสงดวงหนึ่งอย่างเร่งร้อน พยายามอ้าปากเขมือบกลืนมันลงไป เจ้า
ตัวร้ายนี้เดิมทีก็ร่างเล็กอยู่แล้ว เมื่อมันพยายามกลืนกินกลุ่มแสง ก็ใช้สอง
แขนกอดรัดกลุ่มแสงแนบแน่น สองเท้าตะกุยใส่กลางอากาศ เห็นได้ชัดว่า
ต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดในการกลืนกิน
หมอกเลือดที่ลงมือก่อนพลันลงมืออีกครั้ง มันเขมือบกลุ่มแสงเป็น
ดวงที่สาม ก่อนจะสะบัดหาง เผ่นแน่บกลับเข้าไปในกำไลข้อมือกรงเล็บ
มังกร กรงเล็บมังกรที่ข้อแขนจั่วม่อเปลี่ยนจากสภาพแห้งเฉา กลับ
กลายเป็นมีชีวิตชีวาราวกับมีชีวิตจริง อัดแน่นไปด้วยเนื้อหนังมังสา เผย
กรงเล็บสีแดงเข้มดุจโลหิต
อารมณ์ความรู้สึกอันลึกลับชนิดหนึ่งท่วมท้นขึ้นในใจมัน มันสามารถ
รับรู้ความคิดที่กรงเล็บมังกรส่งผ่านมาได้อย่างชัดเจน
เทียบกันแล้วทหารยันต์ทองคำดำนับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก มันเพียงมี
เวลาให้เคี้ยวกลืนกลุ่มแสงสองดวงเท่านั้น มันจ้องมองกลุ่มแสงที่เหลือ
อย่างโหยหาอาวรณ์ แต่ลอบเหลือบมองจั่วม่ออย่างระมัดระวัง ฉวยโอกาส
ในยามที่จั่วม่อมัวแต่สนใจกรงเล็บมังกร รีบหนีกลับเข้าไปในแหวนมิติ
อย่างแนบเนียน
ทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป จั่วม่อในยามนี้ยังคงเหม่อมองอย่าง
ตะลึงลาน
มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่คิดว่าระหว่างหลอมสร้างถึงขั้นตอนสำคัญ
กรงเล็บพิฆาตมังกรกับทหารยันต์ทองคำดำกลับสอดแทรกเข้ามาอย่าง
ฉับพลันทันใด กว่าที่มันจะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันก็สูญเสียกลุ่ม
แสงตัวอ่อนศาสตรามารไปกว่าครึ่ง!
กรงเล็บพิฆาตมังกรดูคล้ายมีกำลังวังชากว่าเดิม แต่ยังไม่ได้ฟื้นฟูสู่
สภาพเดิม ส่วนทหารยันต์ทองคำดำเริ่มหลับเป็นตายอีกครั้ง… …
กลุ่มแสง…แต่ละดวง…. …คือศาสตรามารปฐพีหนึ่งเล่ม… …
เพียงชั่วพริบตาเดียว ศาสตรามารปฐพีลดน้อยลงไปห้าเล่ม… …
ศาสตรามารปฐพีห้าเล่ม!
ทันทีที่ตระหนักถึงความจริงอันเจ็บปวดรวดร้าวข้อนี้ จั่วม่อสมองลั่น
อึงอล แทบไม่อาจยืนหยัดมั่น ม๋อเป้ยมากเท่าใดที่ต้องสูญเสียไป? มันคล้าย
มองเห็นทะเลม๋อเป้ยสลายวับไปต่อหน้าต่อตา เพลิงโทสะพลุ่งพล่าน
ทะยานฟ้า!
ไม่มีสิ่งใดที่เกอจะเคียดแค้นชิงชังมากกว่าไปกว่าการถูกฉกชิงจิงสือ
กับม๋อเป้ยอีกแล้ว!
จั่วม่อดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด พลังสภาวะสุดเกรี้ยวกราดระเบิด
วาบออกมาจากร่าง กลุ่มแสงอีกห้าดวงที่โชคดีเหลือรอดถึงกับสั่นสะท้าน
ดุจลูกแกะน้อยสั่นระริกอยู่ภายใต้เขี้ยวเล็บของจอมมาร
ทว่าความมีเหตุผลที่ยังหลงเหลืออยู่น้อยนิดในใจมันยับยั้งเพลิงพิโรธ
ของจั่วม่อไว้ได้อย่างฉิวเฉียด หลังจากสูญเสียกลุ่มแสงไปห้าดวง ความ
เข้มข้นของพลังงานภายในเสาลำแสงสีฟ้าปนขาวก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่า
ตระหนก!
การหลอมสร้างศาสตรามารครั้งนี้เหยียบย่างมาถึงขั้นตอนสำคัญ
ที่สุดแล้ว หากมันประมาทเลินเล่อสักเพียงน้อยนิด ทุกสิ่งที่ทำมาจะสูญ
เปล่าทั้งหมด
เสาลำแสงสีฟ้าปนขาวประหนึ่งกระถางหลอมกลั่นใบมหึมา ที่สร้าง
ขึ้นจากการผสานรวมเพลิงพิภพและกระแสคลื่นเย็นเยือกของแม่น้านรก
ใต้พิภพ!
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก ด้วยความเดือดดาลที่ฝืนระงับไว้ในใจ มันผนึก
ท่ามุทรา พวยพุ่งแผนผังปิศาจเข้าสู่ตัวอ่อนศาสตรามารทั้งห้าอย่างบ้าคลั่ง
ทุกครั้งที่แผนผังปิศาจพุ่งหายเข้าไปในกลุ่มแสง จะชักนำเพลิงพิภพอัน
บริสุทธิ์และกระแสเย็นเยือกสองสายชำแรกผ่านเข้าไปในกลุ่มแสงด้วย
แต่กระนั้น ด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโหมจากการสูญเสียม๋อเป้ยจำนวน
มหาศาล จั่วม่อเห็นได้ชัดว่ากระทำการด้วยความโกรธแค้นอัดอก แผนผัง
ปิศาจที่พุ่งออกจากมือของมันยิ่งมายิ่งเกรี้ยวกราดดุดันมากขึ้นเรื่อย ๆ!
ในยามที่จัดการกับกลุ่มแสงดวงแรก มันยังคงพยายามควบคุมตัวเอง
แผนผังปิศาจที่ใข้ยังคงอยู่ในระดับปกติ
แต่รอจนถึงกลุ่มแสงดวงสุดท้าย มันก็สูญเสียเหตุผลไปอย่างสิ้นเชิง
ลำแสงแผนผังปิศาจโหมซัดลงมาดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง มิหนำซ้ายังปรากฏ
ลวดลายค่ายกลยันต์อันซับซ้อนจำนวนมากปะปนอยู่ด้วย
ในศาสตรามารเล่มสุดท้ายนี้ มันโหมกระหน่าแผนผังปิศาจและค่าย
กลยันต์ไม่หยุดมือเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยามเต็ม ราวกับว่าคิดระบายโทสะ
ทั้งมวลลงไปในกลุ่มแสงดวงนี้
กลุ่มแสงทั้งห้าสั่นไหวไม่หยุดยั้ง กรงเล็บพิฆาตมังกรกลายเป็นเรียบ
ๆ ร้อย ๆ ทหารยันต์ทองคำดำก็เงียบกริบ
รอจนกระแสเย็นเยือกและเพลิงพิภพปริมาณมหาศาลอย่างน่า
ตระหนกไหลบ่าเข้าไปในกลุ่มแสงดวงสุดท้ายจนหมดสิ้น กลุ่มแสงก็สั่นไหว
อย่างรุนแรง ราวกับว่าจะแตกระเบิดได้ทุกเมื่อ
ถึงตอนนี้จั่วม่อพลันได้สติรู้สึกตัวอย่างเต็มที่ ฟื้นคืนความสงบเยือก
เย็นดังเดิม แทบสะดุ้งสุดตัวอย่างขวัญหนีดีฝ่อ
กลุ่มแสงดวงสุดท้ายโหญ่โตกว่ากลุ่มแสงอื่น ๆ เป็นเท่าตัว เหมือน
ลูกโป่งที่อัดแน่นเกินไป
จั่วม่อรู้สึกหนังศีรษะชาซ่านขึ้นมาทันที!
หากว่าเจ้าตัวโตนี้เกิดระเบิดขึ้นมา… …
เพียงนึกดูก็ตัวสั่นสะท้าน มันพอเห็นถนัดชัดตา ก็รีบหยุดมือทันควัน
เหล่าตัวอ่อนศาสตรามารภายในกลุ่มแสงทั้งห้าดูคล้ายกลุ่มก้อนโลหะ
หลอมเหลวห้ากลุ่ม พวกมันเริ่มก่อตัวเป็นรูปทรง จั่วม่อเบิกตามองอย่าง
จดจ่อ ไม่กล้าพลาดรายละเอียดใดไป การได้ชมดูขั้นตอนเจริญเติบโตของ
ตัวอ่อนเหล่านี้สมควรเป็นประโยชน์ต่อมันนับอเนกอนันต์
ศาสตรามารสามประสาน กระบี่ ดาบและโล่รวมเป็นหนึ่ง หอกสีโลหิต
ที่มีพู่หอกเป็นน้าแข็งสีเงิน กงจักรตะวันจันทรา แส้สิบสามปล้องอีกคู่หนึ่ง
… …
เหลือเพียงกลุ่มแสงดวงสุดท้ายที่ใหญ่โตที่สุดเท่านั้นที่ยังคง
แปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง แต่กลับยังไม่เป็นรูปเป็นร่างที่แน่นอน มันดูคล้าย
ก้อนโลหะเหลวที่เต็มไปด้วยแผนผังปิศาจและลวดลายยันต์ ไหลวนอย่าง
ต่อเนื่อง จั่วม่อถลึงมองไม่คลาดสายตา รู้สึกตาลายละลานอยู่บ้าง ทั้ง
บังเกิดความคาดหวังต่อศาสตรามารเล่มนี้มากขึ้นอีกหลายส่วน
การรอคอยครั้งนี้รอถึงหกชั่วยามเต็ม!
ศาสตรามารที่เหนือคาดคิดในที่สุดก็ถือกำเนิดอย่างสมบูรณ์
นั่นเป็นชุดเกราะสงครามชุดหนึ่ง!
ชุดเกราะสงครามสีฟ้าน้าแข็งประกอบไปด้วยเส้นสายอันงดงาม
หมวกเกราะสีแดงเข้มแฝงเร้นด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันอันหนักข้น เกล็ดของชุด
เกราะทุกชิ้นบางเบาและเป็นสีฟ้าเยือกเย็นดุจน้าแข็ง หากมีคนพิศดูใกล้ ๆ
อาจพบเห็นได้ว่าเกล็ดทุกชิ้นที่ประกอบขึ้นเป็นชุดเกราะปกคลุมไปด้วย
เส้นสายลวดลายอันประณีตซับซ้อน มีปีกสีขาวราวหิมะคู่หนึ่งประดับอยู่
กลางหลัง แผ่ซ่านกลิ่นอายสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใดเสมอเหมือน
กระทั่งจั่วม่อผู้หลอมสร้างสมบัติวิเศษจนนับไม่ถ้วน ยังอดลุ่มหลงงม
งายต่อชุดเกราะสงครามอันพิสดารล้านี้ไม่ได้
ชั่วพริบตาที่ชุดเกราะถือกำเนิด เสาแห่งแสงพลันระเบิดวาบ ขยาย
ใหญ่และร้อนแรงขึ้นในบัดดล
จั่วม่อรู้สึกถึงพลังอันมหาศาลที่ทะลักทลายขึ้นมาจากใต้พื้นปฐพี
มันยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใด ก็มีสภาพไม่ต่างไปจากก้อนหินเล็ก ๆ ที่
ถูกซัดออกไปเต็มแรง พุ่งลิ่วขึ้นสู่เบื้องบนตามแรงกระชากอันบ้าคลั่งนั้น
ชั่วขณะที่พุ่งผ่านศาสตรามารกำเนิดใหม่ทั้งห้า ศาสตรามารทั้งห้าพลัน
แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงห้าสาย หมุนคว้างติดตามอยู่รอบกายมันไม่ยอม
ห่าง
รอจนมันถูกซัดผ่านชั้นหินกว่าสามสิบลี้ ปลิวลิ่วจากพื้นพสุธาขึ้นสู่
ท้องฟ้า ทุกผู้คนในเมืองปู้โจวอดไม่ได้ ต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างพร้อม
เพรียง
“อ๊ากกก!”
จั่วม่อกรีดร้องโหยหวนยาวเหยียด ได้ยินถนัดชัดเจนไปทั่วทั้งเมือง
มันไม่เคยบินสูงลิบลิ่วถึงเพียงนี้มาก่อน!
ทะลุผ่านชั้นเมฆ ทะลุผ่านชั้นบรรยากาศ จั่วม่อพบตัวเองอยู่สูงลิ่ว
เหนือมวลหมู่เมฆา ถึงกับไม่ล่วงรู้ว่ามันลอยขึ้นมาเป็นเวลานานเท่าใด
ทันใดนั้นมันรู้สึกว่าร่างกายเริ่มจะร่วงหล่นลง ต้องแตกตื่นจนขวัญหนี
ดีฝ่อ เสียงกรีดร้องโหยหวนยิ่งดังกว่าเมื่อครั้งขามา “อ๊ากกกก… …”
ในความแตกตื่นลนลาน จั่วม่อคว้าได้ชุดเกราะสงครามที่หมุนคว้าง
อยู่รอบกาย!
ในใจมันมีเพียงความคิดเดียว
ชุดเกราะนี้มีปีกคู่หนึ่ง!
ในเวลานี้เอง เมฆดำที่ท่วมทับท้องนภาพลันเริ่มสลายหายไป ลำแสง
เจิดจ้าสายหนึ่งสาดส่องทะลุลงมาจากชั้นเมฆหนาทึบ!
ภายในลำแสงใหญ่โตที่ราวกับสาดส่องลงมาจากสวรรค์เบื้องบน
ภายใต้สายตาที่จับจ้องเป็นตาเดียวจากเมืองปู้โจว เห็นเงาร่างอันสมบูรณ์
พร้อมเปล่งประกายระยิบระยับ บนแผ่นหลังประดับด้วยคู่ปีกขาวราวหิมะ
ขนาดใหญ่ วงรัศมีเจิดจรัสอยู่เบื้องหลัง ล้อมรอบด้วยศาสตรามารอัน
วาววับสี่ชุด ดิ่งลิ่วลงมาดุจดาวตก
เสียงคำรามกระหึ่มอันน่าแตกตื่นดังก้องอยู่ในอากาศ
ตูม!
ชั่วพริบตานั้น สองเท้าที่ห่อหุ้มด้วยชุดเกราะสีฟ้าน้าแข็งย่อลง
เล็กน้อย เหยียบย่าลงบนพื้นอย่างหนักหน่วง กระแสอากาศระเบิดวาบ