สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 724 เหตุเปลี่ยนแปลงเหนือคาดหมาย
ลู่หานยังคงโลดแล่นต่อไปอีกกกว่าสามจั้ง ประกายสีม่วงเข้มก็กร่อน
สลายร่างกายของมันอย่างเห็นได้ชัดด้วยแต่เปล่า แต่ที่ชวนให้ผู้คนหนาว
เยือกไปถึงขั้วหัวใจ คือลู่หานยังคล้ายไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ยังคงมุ่งมั่น
ทุ่มเทท่าร่างหลบหนีจากศัตรูที่ด้านหลัง ริ้วแสงพลังสีม่วงค่อย ๆ สลาย
สีหน้ากระด้างเย็นชาของหัวหน้าผู้คุ้มกันแห่งศาลาสมบัติหายาก
ถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง ลอบคร่าครวญอย่างหวนโหย ผิด
ท่าแล้ว มันไม่ทราบว่าอากุ่ยไฉนอยู่ดี ๆ ลงมือเข่นฆ่าคนผู้นี้ อากุ่ยในสภาพ
นี้กระทำการไปตามสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว นางจะต้องสัมผัสได้ถึง
บางสิ่งบางอย่างเป็นแน่! หรือว่าคนของคุนหลุนผู้นี้ในอดีต… …
จั่วม่อสะบัดศีรษะ นี่ยังไม่ใช่เวลาจะมาขบคิดถึงต้นสายปลายเหตุ
หรือหนี้แค้นในอดีต อากุ่ยพอลงมือโดยไม่คาดฝันก็ไม่อาจปกปิดซ่อนเร้น
อีก ศัตรูอีกสองคนที่ยังคงซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดจะต้องเห็นการโจมตีของ
นางอย่างชัดตา
ตัวตนของพวกมันจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า
จั่วม่อสูดหายใจลึก ๆ สะกดข่มความตื่นตะลึงในใจ สมาธิจิตใจพลัน
สงบเยือกเย็นอย่างไร้ที่เปรียบ พวกมันเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว มันจะต้อง
ก่อตั้งค่ายกลให้เสร็จสิ้นก่อนที่คนเหล่านั้นจะทันได้ตอบสนองต่อเหตุพลิก
ผันครั้งนี้
ถึงยามนี้ไม่มีเวลาพอให้หลบลี้หนีหน้าอีก ผู้ที่มารวมตัวกันในค่าคืนนี้
สมควรเป็นเหล่ายอดยุทธ์ที่กล้าแข็งที่สุดในภพทั้งสาม โอกาสที่จะหนีรอด
จากคนเหล่านี้แทบเป็นศูนย์ ยิ่งไปกว่านั้นหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ
ใกล้จะจัดส่งมาแล้ว หากมันหลบหนีไปในเวลานี้ ความพยายามที่ผ่านมา
ล้วนแล้วแต่สูญเปล่า
จั่วม่อกล่าวอย่างเคร่งเครียด “ไปเร็ว รีบไปยังเนินสุสานภูต!”
ในเวลานี้มันไม่ปิดซ่อนพลังที่แท้จริงของตนอีก พุ่งทะยานไปด้วย
ความเร็วสูงสุด
อากุ่ย เขิงเหลียนเอ๋อร์และชิงฮวาเสวี่ยพอฟังก็ไม่ชักช้าร่าไร ทุ่มเทท่า
ร่างตามติดไปอย่างสุดกำลัง
หัวหน้าผู้คุ้มกันศาลาสมบัติหายากใบหน้าทอแววตื่นตะลึง ก่อนจะ
กลับคืนสู่ความกระด้างเย็นชาอีกครั้ง หันไปสั่งว่า “พวกเจ้าทั้งหมดจง
กลับไปก่อน”
“ต้าเหริน!” เหล่าผู้คุ้มกันร้องเรียกอย่างตื่นตระหนก
“ในการต่อสู้ที่กำลังจะอุบัติขึ้น ไม่มีที่ให้พวกเจ้าสอดมือเข้ามาได้”
กล่าวจบคำมันก็โถมลงจากพาหนะปิศาจ ไล่ติดตามจั่วม่อกับพวกไปด้วย
พลังของตน
ผู้คุ้มกันที่หลงเหลือหันไปมองหน้ากัน คนผู้หนึ่งพลันเสนอว่า “เรา
ต้องรีบกลับไปรายงานเหล่าป่าน!”
เหล่าผู้คุ้มกันทั้งหมดไม่ลังเลอีก รีบย้อนกลับเข้าเมืองในบัดดล
… …
จั่วม่อหันกลับไปมองหัวหน้าผู้คุ้มกันที่ติดตามพวกมันมา ต้อง
ประหลาดใจอยู่บ้าง กล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องมาเกลือกกลั้วกับปลักน้านี้
ด้วย!”
“เหล่าป่านมอบหมายภาระหน้าที่ ข้าย่อมต้องกระทำให้สำเร็จโดยไม่
มีข้อแม้” หัวหน้าผู้คุ้มกันกล่าวอย่างเคร่งขรึมหนักแน่น
จั่วม่อดวงตาทอแววนิยมยกย่อง “ไม่ทราบท่านที่นับถือมีนามสูงส่ง
ว่าอะไร
“ไคว่อาน” หัวหน้าผู้คุ้มกันเอ่ยอย่างเย็นชา
จั่วม่อผงกศีรษะรับรู้ ไม่กล่าวอันใดอีก คนทั้งกลุ่มหันไปจดจ่ออยู่กับ
การเร่งรุดเดินทาง
แต่ต่อให้ไคว่อานไม่บอก จั่วม่อก็ทราบแน่แก่ใจว่าพวกมันมาถึง
จุดหมายปลายทางแล้ว สถานที่แห่งนี้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานหยิน
หนาแน่นเข้มข้นจนรู้สึกได้แต่ไกล จั่วม่อแปลกใจไม่น้อย พลังหยินที่หนัก
ข้นถึงเพียงนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันยังรู้สึกถึงพลังแห่งความ
ตายอันเข้มข้นที่ผสมรวมอยู่ภายใน
มันอดถามไม่ได้ “สถานที่นี้มีความเป็นมาอย่างไร?”
“ว่ากันว่าในยุคบรรพกาล เกิดศึกใหญ่ระหว่างชนเผ่านับสิบขึ้นใน
บริเวณนี้ ผู้เข้มแข็งนับไม่ถ้วนฝังร่างกับพื้นพสุธา วิญญาณแค้นของพวก
มันยากจะสลายหายไป กลับกลายเป็นภูตหยินวิญญาณร้ายอันน่า
สะพรึงกลัว ทว่านี่เป็นเพียงเรื่องที่เล่าลือกันมา หาได้มีหลักฐานยืนยันอัน
ใดไม่” ไคว่อานบอกเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
จั่วม่อก้มลงเพ่งพิศอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นกล่าวราวรำพึงกับตัวเอง “ดู
ท่าจะไม่ใช่เพียงเรื่องที่เล่าลือกันมาเสียแล้ว”
ไคว่อานดวงตาทอประกายวูบ
ทว่าจั่วม่อไม่ได้มองดูไคว่อาน สายตาของมันกวาดมองสำรวจไปทั่ว
เนินสุสานภูต สถานที่แห่งนี้ตอบสนองความต้องการของมันทุกประการ มี
ภูเขา มีแม่น้า อีกทั้งในอากาศยังเจือด้วยกลิ่นกำมะถัน ซึ่งหมายความว่าที่
แห่งนี้เพียบพร้อมด้วยเพลิงพิภพด้วย มิหนำซ้าแม่น้าหยินที่นี่ยังผ่านการ
กัดกร่อนด้วยพลังงานหยินมานานจนนับปีไม่ถ้วน กลับกลายเป็นแม่น้า
พลังงานหยินที่แท้จริงไปแล้ว
หากดูเพียงสภาพแวดล้อม ที่แห่งนี้เหมาะสมต่อการก่อตั้งค่ายกล
อาคมหวงห้าม ‘สวนสวรรค์จักพรรดิต้องห้าม’ เป็นที่สุด แม่น้าหยินเที่ยง
แท้ยังถือเป็นผลรับที่ไม่คาดหมาย สามารถช่วยเสริมพลังให้แก่ค่ายกลได้
อย่างใหญ่หลวง
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกหวั่นวิตกอย่างเลือนราง
จั่วม่อสะบัดศีรษะแรง ๆ สลัดความหวั่นไหวไม่มั่นคงอันเบาบางนั้น
ทิ้งไป แม้ว่าที่แห่งนี้คล้ายมีบางสิ่งประหลาดพิกลอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับ
นึกถึงว่าอีกไม่นานจะได้ประมือกับเหล่ายอดฝีมือผู้เลื่องชื่อของทั้ง
สามภพ จิตวิญญาณการต่อสู้พลันลุกโหมอยู่ในใจ ทั่วร่างเต็มไปด้วย
พละกำลังอันไม่มีที่สิ้นสุด
เพื่อต่อสู้ห้าหั่นกับจอมยุทธ์ทั่วหล้าด้วยพลังของมัน!
เพียงแค่คิดก็ชวนให้ผู้คนโลหิตเดือดพล่านแล้ว!
… …
… …
“ที่แท้ผู้อาวุโสล่วงรู้อยู่แล้วว่าเซียวอวิ๋นไห่ก็คือเซี่ยวม่อเกอ” เทพ
ปิศาจหนุ่มใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ มันยืนด้วยท่วงท่าเกียจ
คร้าน คล้ายกับว่าจะสามารถล้มตัวลงนอนหลับใหลได้ทุกเมื่อ
ตาเฒ่าลึกลับที่ขวางอยู่เบื้องหน้ายิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันเหลืองที่หัก
หายไปส่วนหนึ่ง “เรื่องนี้ข้าไม่อาจยอมรับได้ ไฉนปรักปรำข้าเช่นนั้นเล่า”
“ยามนี้ข้าสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ผู้อาวุโส ท่านที่แท้มี
ความสัมพันธ์ใดกับเซี่ยวม่อเกอ หรือว่าเป็นเครือญาติของมัน?” เทพ
ปิศาจหนุ่มถามอย่างยิ้มแย้ม
ตาเฒ่าประหลาดสั่นศีรษะ “เจ้าผิดแล้ว ข้ากับมันไม่เคยมี
ความสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน”
“เช่นนั้นมันก็เป็นศัตรูของท่านกระมัง?” เทพปิศาจหนุ่มเอ่ยถาม
จากนั้นสั่นศีรษะปฏิเสธความคิดของตนเอง “ดูไม่คล้ายว่าจะเป็นเช่นนั้น
เลย!”
“ฮ่า ไม่ต้องคาดเดาแล้ว เจ้าไม่มีวันเดาถูก” ชายชราลึกลับกล่าว
อย่างไม่เห็นสำคัญ
“ไม้กำยานหอมตกสะเก็ดไม่ใช่ของธรรมดาสามัญ แม้ว่าข้าไม่
คาดหวังให้ท่านส่งคืนให้แก่ข้า แต่ผู้อาวุโส เกรงว่าท่านต้องมีคำอธิบาย
ให้แก่ข้าบ้าง มิเช่นนั้นข้าคงต้องเสื่อมเสียหน้ามากแล้ว” เทพปิศาจหนุ่ม
แบสองมือทำท่าจนปัญญา
ตาเฒ่าประหลาดยิ้มกว้างพลางกล่าว “เราผู้เฒ่าผิดคำพูดที่ใดเล่า ข้า
บอกแล้วว่ามันสามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพ แม้ว่า ‘อาภรณ์ทูต
?”
? แต่ละคนต่างหยั่งทราบฝีมือของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี อาศัย
เจ้าคนเดียวไม่อาจเอาชัยข้าได้ แต่หากเป็นพวกเจ้าสองคน ข้าย่อมต้อง
พ่ายแพ้อย่างแน่นอน และหากพวกเจ้าสามคนมากันพร้อมหน้า ข้ากระทั่ง
โอกาสหลบลี้หนีหน้ายังไม่มี”
“นั่นก็ใช่แล้ว ดูท่าว่าข้าได้แต่กล้ากลืนฝืนทนจนกว่าพวกมันจะ
ตามมาสมทบ” เทพปิศาจหนุ่มเอียงคอ กล่าวอย่างไม่เห็นค้าน
“แต่ลงไม้ลงมือยังคงต้องลงไม้ลงมืออยู่” ตาเฒ่ากล่าวพลางหัวร่อฮี่ฮี่
“ต้องการให้ข้าช่วยท่านถ่วงเวลากระมัง แม้ว่าข้าคร้านจะลงมือ
เหลือเกิน แต่ยังจะทำอย่างไรได้อีกเล่า? สิ่งที่ข้าหยิบฉวยมาไม่ได้ เจ้าพวก
ลูกเต่าที่ด้านหลังถึงกับคิดแย่งชิงด้วย ข้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง” เทพปิศาจ
หนุ่มทำหน้าเจ็บปวดใจ
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว” ชายชราลึกลับผงกศีรษะระรัว ปั้นสีหน้าคล้อยตาม
“ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังบอกว่าข้าสู้ท่านไม่ได้ เรื่องนี้ข้าก็ไม่พอใจมาก
เช่นกัน!” เทพปิศาจหนุ่มเงยหน้าขวับ เพ่งมองตรงไปยังตาเฒ่าลึกลับ
พลังเทพของมันสั่นสะเทือน บนใบหน้าหล่อเหลาความเกียจคร้าน
เฉื่อยชาสลายวับไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมมุ่งมั่นผิดธรรมดา นี่ทำให้
ใบหน้าของมันแผ่รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวออกมา จนผู้คนแทบไม่อาจมอง
ตรง ๆ เศษหินฝุ่นทรายรอบกายมันคล้ายถูกดึงดูดด้วยพลังที่มองไม่เห็น
ขุมหนึ่งค่อย ๆ ลอยขึ้นช้า ๆ
บึม!
พลังเทพสุดแกร่งกร้าวกวาดวาบออกรอบข้าง ยิ่งหมุนคว้างยิ่งกล้า
แข็งขึ้นเรื่อย ๆ ถึงกับฉุดรั้งพลังทั้งมวลในรัศมีหลายสิบลี้เข้ามารวมกัน!
ราวกับพายุหมุนที่จู่ ๆ ก็พวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า
รอยยิ้มของมันยังคงทรงเสน่ห์ดุจเดิม ทว่าแหลมคมสุดเปรียบปาน
“จะทำอย่างไรได้เล่า เรื่องราวในโลกหลายประการมักไม่เป็นไปตาม
ความพอใจของผู้คน” ชายชรายังคงกล่าวพลางแย้มยิ้มอย่างไม่ยี่หระ
มันสั่นศีรษะคราหนึ่ง แล้วสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
หนึ่งก้าวนี้ธรรมดาสามัญยิ่ง คล้ายไม่ได้ออกแรงหนักหน่วงอันใด แต่
ชั่วพริบตาที่เท้าข้างนั้นกระทบพื้น ตูม กลับปรากฏสุ้มเสียงหนักทึบดุจ
กลองศึก พื้นปฐพีภายในรัศมีหนึ่งร้อยลี้คล้ายถูกหวดฟาดอย่างรุนแรง
สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นหนึ่งครั้งครา!
ยึดถือเท้าขวาข้างนั้นเป็นจุดศูนย์กลาง ปรากฏรอยแตกร้าวดุจใยแมง
มุมแผ่กว้างออกไปมากกว่าเจ็ดลี้
รอยร้าวที่ผุดขึ้นคล้ายลึกลงไปถึงนรกโลกันตร์ มืดดำไร้ก้นบึ้ง
พายุหมุนของเทพปิศาจหนุ่มยังไหวสะเทือนวูบ ส่วนยอดของพายุ
หมุนพลันหลุดออกจากการควบคุม กลับกลายเป็นกระแสลมปั่นป่วน แล้ว
กระจายหายไป
เทพปิศาจหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ดวงตาเรียวยาวทอประกายคมกริบ
ดุจใบมีด
ริมฝีปากพลันสยายเป็นรอยยิ้มกว้าง “คนมากมายกำลังมา!”
ชายชราถอนใจเฮือก “ดูเหมือนว่าเราต้องสำแดงฝีมือที่แท้จริงแล้ว มิ
เช่นนั้นคงไม่อาจขู่ขวัญคนเหล่านี้ได้”
“ข้าไม่ชอบออกแรง” บุรุษหนุ่มเทพปิศาจคล้ายพึมพำกับตัวเอง แต่
ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าด้วยแสงอันร้อนแรง
สายตาสองคู่ปะทะกันกลางอากาศ ประกายไฟแลบปลาบ
ในความมืดมิดของรัตติกาล พลังอันรุนแรงที่เกิดจากการปะทะหัก
หาญของสองยอดยุทธ์พลังเทพเจิดจรัสดุจอาทิตย์ยามเที่ยง ไม่เพียงแต่
ละแวกใกล้เคียงกับเมืองปู้โจว กระทั่งจั่วม่อที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ยัง
รู้สึกได้ชัดเจน
ทุกผู้คนในเมืองปู้โจวพากันตกตะลึงพรึงเพริด
ระยะหลังมานี้คลื่นใต้น้าเชี่ยวกราก ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น
ทุกขณะ บรรดาพลเมืองเดิมของเมืองปู้โจวล้วนคาดเดาได้หลายส่วน
หลายคนหลบหนีออกจากเมืองปู้โจวตั้งแต่แรก
ถึงยามนี้ผู้คนส่วนใหญ่ภายในเมืองปู้โจวล้วนเป็นคนจากภายนอก ที่
หลงเหลือก็มีแต่ตระกูลใหญ่ที่เชื่อว่าตนมีขีดความสามารถในการคุ้มครอง
ตัวเอง ดังเช่นตระกูลทัง แต่ในช่วงเวลาเช่นนี้แม้แต่ตระกูลทังยังระวัง
ป้องกันอย่างเต็มที่
เกิดเรื่องโกลาหลวุ่นวายถึงเพียงนี้ พวกมันไหนเลยจะไม่ทราบได้
ทังเฉินใบหน้าขาวซีด แรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้นอกเมือง กระทั่ง
มัน จอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งยังต้องใจสั่นสะท้าน ข้างกายมันเป็นบุรุษวัย
กลางคนผู้หนึ่ง ถัดจากคนผู้นั้นเป็นฉินหมิง จงเวิ่นเทียนและซือกงจื้อผู้ยืน
สำรวมตนเยื้องไปทางด้านหลัง บุรุษกลางคนยังจะเป็นใครไปได้อีก นอก
จากตี๋ไสว้ผู้เดินทางมาถึงเป็นการลับในค่าคืนนี้เอง!
ตี๋ไสว้สีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด “พวกมันทั้งคู่ล้วนใช้พลังเทพ”
แววตื่นตะลึงบนใบหน้าของฉินหมิงยากจะปกปิดซ่อนเร้น พวกมันทั้ง
สี่ล้วนเป็นยอดยุทธ์ด่านไสว้ ทว่าต่อให้พวกมันถือครองศาสตรามารปฐพี
แต่หากจะสำแดงอานุภาพถึงระดับนี้ ยังต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง
แต่คนทั้งสองนั้นคล้ายท่องชมทิวทัศน์ในสวนหลังบ้านก็มิปาน ทว่า
คลื่นพลังที่เปล่งออกมาจากแต่ละกระบวนท่าสามารถพลิกขุนเขาแยก
สมุทร!
ตี๋ไสว้กวาดตามองเหล่าสหายข้างกาย พอเห็นสีหน้าของพวกมัน ก็
ล่วงรู้อย่างชัดแจ้งว่าพวกมันถูกขู่ขวัญจนลนลานแล้ว พลันแย้มยิ้มออกมา
กล่าวว่า “เวิ่นเทียน หากเจ้ากับเหล่าฉินผนึกกำลังกัน มีความมั่นใจที่จะ
รับมือโหยวซือหย่าเค่อหรือไม่?”
จงเวิ่นเทียนดวงตาเป็นประกาย คำรามออกมา “ย่อมสามารถต่อกร
สักครา!”
อีกสองคนสีหน้าคลายใจลงเล็กน้อย
“นั่นก็ใช่แล้ว!” ตี๋ไสว้สุ้มเสียงหนักแน่นเปี่ยมพลัง “นับรวมข้ากับ
เหล่าทังเข้าไปด้วย พวกเราสี่จอมปิศาจด่านไสว้กับศาสตรามารปฐพีอีกสี่
เล่ม หากนับด้วยวิธีนี้ พวกเราเทียบเท่ากับเทพปิศาจสองตน ขุมกำลังเพียง
อ่อนด้อยกว่าวิหารเทพปิศาจเพียงหนึ่งคนเท่านั้น ในสถานการณ์อัน
วุ่นวายนี้อาจพอมีโอกาสให้ฉกฉวย!”
ทุกผู้คนคึกคักขึ้นอักโข
“เช่นนี้เวลานี้สมควรทำอย่างไร
ทังเฉินถาม
“เฝ้ารอ!” ตี๋ไสว้สีหน้าไม่อนาทรร้อนใจ “พวกเราไม่ได้เข้มแข็งที่สุด
ดังนั้นช่วงเวลาลงมือจึงมีความสำคัญมากที่สุด ลงมือครั้งเดียวต้องประสบ
ผล! เหล่าทัง จงเร่งสืบสวนดู เซียวอวิ๋นไห่เร่งรุดออกจากเมืองทั้งยามราตรี
จากนั้นตามมาด้วยการต่อสู้ห้าหั่นของสองสุดยอดยุทธ์พลังเทพ ที่แท้เกิด
เรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เราต้องจับตาดูเซียวอวิ๋นไห่ มันจึงเป็นกุญแจสำคัญ
ที่สุดในเรื่องนี้”
ทังเฉินพยักหน้ารับคำอย่างไม่ลังเล “ทราบแล้ว!”