สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 725 ยอดยุทธ์พลังเทพ
เนินสุสานภูตมืดสนิทอย่างน่าหวั่นใจ
ทุกผู้คนเมือพลิ้วกายลงไปล้วนรู้สึกบรรยากาศเย็นเยือก กระทั่งจั่วม่อ
ยังต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ ความหนาแน่นเข้มข้นของพลังงานหยิน
ภายในเนินสุสานภูตแตกต่างจากที่สัมผัสได้จากเบื้องบนอย่างสิ้นเชิง ยัง
เหนือกว่าที่มันคาดการณ์เอาไว้มาก
“เฝ้าระวังและคุ้มกันข้า” จั่วม่อกล่าว “ข้าอาจต้องใช้เวลาราว ๆ สาม
วัน”
มันได้ทำการหลอมสร้างชิ้นส่วนทั้งหมดของค่ายกล ‘สวนสรรค์
จักรพรรดิต้องห้าม’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าการตั้งค่ายกลจะยุ่งยากอยู่
บ้าง แต่ไม่ได้เหนือขีดความสามารถของจั่วม่อ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกัน
เหตุไม่คาดฝันระหว่างการตั้งค่ายกล มันจะต้องทำการสำรวจสถานที่
เสียก่อนเป็นอันดับแรก ในชิ้นส่วนทั้งหมดหนึ่งหมื่นแปดพันชิ้น ไม่ว่าชิ้นใด
หากชำรุดเสียหาย จะส่งผลกระทบต่อพลานุภาพของค่ายกลอย่างใหญ่
หลวง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือมันไม่มีเวลาพอจะหลอมสร้างชิ้นส่วน
เหล่านี้ใหม่อีกครั้ง
ไคว่อานผงกศีรษะรับ เขิงเหลียนเอ๋อร์และชิงฮวาเสวี่ยพากันชะงัก
เท้า แยกย้ายหาตำแหน่งที่เหมาะต่อการเฝ้าระวังป้องกัน มีเพียงอากุ่ยที่ยัง
ตามติดอยู่ข้างกายจั่วม่อ จั่วม่อไม่รู้จะทำอย่างไรกับนาง บางทีอากุ่ยเชื่อ
ฟังยิ่ง แต่บางครั้งกลับกระทำการที่บันดาลให้ผู้คนต้องประหลาดใจ
เป็นไปได้ว่าสัญชาตญาณของอากุ่ยค้นพบบางสิ่งที่ไม่น่าไว้ใจ
จั่วม่อตระหนักแน่แก่ใจ จึงไม่สิ้นเปลืองวาจามากความ ดึงอากุ่ยเดิน
ลึกเข้าไปด้านในเนินสุสานภูต
ยิ่งสำรวจลึกเข้าไปเท่าใด สีหน้าของมันก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นมากเท่านั้น
พลังงานหยินยิ่งมายิ่งหนาหนัก เข้มข้นจนทบจะจับต้องได้ อากาศรอบข้าง
เป็นสีเทาจาง ๆ ความเย็นเยียบของสภาพแวดล้อมทิ่มแทงเสียดผิวราวกับ
หนามแหลมนับไม่ถ้วน จั่วม่อต้องโคจรพลังของสังขารปิศาจอุปกรณ์
สวรรค์สิบอีกาเพื่อต้านทานพลังงานหยินอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
มันไม่ได้มุ่งสำรวจต่อไป ห้าสิบลี้ก็เพียงพอที่จะตอบสนองความ
ต้องการในการตั้งค่ายกล ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ของมันแล้ว ที่
สำคัญยิ่งกว่า คือมันไม่มีเวลาให้สำรวจตรวจตราเพิ่มเติมอีกแล้ว
ท้องนภาเริ่มฉาบทาด้วยแสงทอง รุ่งอรุณกรายมาอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อทราบว่าผู้คนในเมืองปู้โจวเหล่านั้น ส่วนใหญ่สมควรได้รับข่าว
การหลบหนีออกจากเมืองของมันแล้ว
เวลาไม่คอยท่า มันต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด!
จั่วม่อละวางความกังวลเร้นลับที่กรีดระงมอยู่ในใจ เริ่มลงมือก่อตั้ง
ค่ายกล ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ในบัดดล
“ที่แท้เซียวอวิ๋นไห่ก็คือเซี่ยวม่อเกอ! ข่าวสำคัญที่ลู่หานคิดส่งกลับมา
ตั้งแต่เมื่อค่าคืนก่อน สมควรเป็นเรื่องนี้เอง“ โฮ่วฟงกล่าวเสียงขรึมเครียด
เซียนกระบี่ผู้นี้ร่างสูงใหญ่กำยำ แต่แขนขายาวให้ความรู้สึกที่ปราดเปรียว
บนหลังสะพายกระบี่ที่ทั้งหยาบหนาและใหญ่โตเล่มหนึ่ง
“กลุ่มของเหลยอี้ล้มตายหมดสิ้น กลุ่มของลู่หานก็ล้มตายหมดสิ้น”
เป้ยเซียงสีหน้าเคร่งขรึม สุ้มเสียงเบาต่า นางเป็นมือขวาของโฮ่วฟง ทั้งคู่
ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันมานาน รู้ใจกันเป็นอย่างดี
“หากความจำของข้าไม่ผิดพลาด ทางสำนักมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ
เซี่ยวม่อเกออยู่จำนวนหนึ่งใช่หรือไม่
โฮ่วฟงถาม
เป้ยเซียงผู้นี้ล่วงรู้ข้อมูลข่าวสารทุกชนิดเท่ามีอยู่ในสำนัก นางตอบคำ
โดยปราศจากท่าทีลังเลไม่แน่ใจแม้แต่น้อย “ถูกแล้ว เซี่ยวม่อเกอเป็นหนึ่ง
ในเป้าหมายหลักของเรา การสืบสวนเรื่องราวเกี่ยวกับมันไม่เคยหยุดนิ่งมา
ก่อน ดูจากข้อมูลข่าวสารเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีความเป็นไปได้มากว่า
เซี่ยวม่อเกอผู้นี้อาจเป็นจั่วม่อ”
“จั่วม่อ?”
“สำนักกระบี่สุญตา?
?” โฮ่วฟงยิ่ง
ขมวดคิ้วแนบแน่นกว่าเดิม “ข้าจำได้ว่านอกจากเหวยเสิ้ง ศิษย์สำนักกระบี่
สุญตาทุกคนสมควรตกตายไปหมดสิ้น”
“เนื่องเพราะก่อนหน้าที่กองทัพอสูรจะบุกเข้ารุกราน จั่วม่อถูก
ส่งออกไปยังสถานที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมามันก็ขาดการติดต่อกับ
สำนักกระบี่สุญตา ผู้ที่ร่วมทางไปกับมันในครั้งนั้นมีกงซุนชาและศิษย์อื่น
ๆ อีกหลายคน” เป้ยเซียงสาธยาย
โฮ่วฟงสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย “เป็นกงซุนเสี่ยวเหนียง
แม่
นางน้อยแซ่กงซุน)
“มิผิด!” เป้ยเซียงผงกศีรษะรับ
“สำนักกระบี่สุญชาช่างมีอัจฉริยบุรุษมากหน้าหลายตานัก ข้าจดจำ
เหวยเสิ้งได้ คนผู้นั้นเข้มแข็งยิ่ง เสวียตงเองก็ชื่นชมกงซุนชาไม่น้อย นึกไม่
ถึงว่ามันจะมาจากสำนักกระบี่สุญตาเช่นกัน”
“นั่นก็ใช่แล้ว ซึ่งความจริงเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เราค้นพบ
ตัวตนที่แท้จริงของเซี่ยวม่อเกอ ก็สืบเนื่องจากกงซุนชาเอง” เป้ยเซียง
กล่าวปนทอดถอน
“เช่นนี้ก็หมายความว่าทั้งเซี่ยวม่อเกอและเซียวอวิ๋นไห่ ล้วนแล้วแต่
แปลกปลอมกระมัง?”
?”
“รวมทั้งพลังเทพและเทพวิชาด้วย!” เป้ยเซียงช่วยเสริม “ชาติกำเนิด
ของมัน… …มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกี่ยวข้องกับมรสุมโลหิตเมื่อยี่สิบ
หกปีก่อน”
โฮ่วฟงดวงตาวาวจ้า รำพึงเบา ๆ ว่า “มิน่าเล่า… …”
ทันใดนั้น เป้ยเซียงหน้าเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน “กลุ่มของเซี่ยหลี่เกิด
เรื่องแล้ว”
โฮ่วฟงพอฟังต้องมีสีหน้าขัดตาอยู่บ้าง นิ่งงันไปนาน นับตั้งแต่เมื่อ
ครั้งที่หลินเชียนต่อสู้ช่วงชิงหลักศาลาปิศาจ การเคลื่อนไหวในแดนปิศาจ
ของคุนหลุนยิ่งมายิ่งยากลำบาก เผ่าปิศาจแทบทั้งหมดคล้ายพร้อมใจกัน
ต่อต้านคุนหลุนโดยไม่ต้องเอ่ยออกจากปาก คราครั้งนี้ยิ่งเห็นได้ชัด พวก
มันหากประมาทพลาดพลั้งแม้แต่น้อย ตัวตนในฐานะศิษย์คุนหลุนถูก
แพร่งพรายออกไป พวกมันจะตกเป็นเป้าล้อมสังหารจากทุกทิศทาง
ครั้งนี้พวกมันดั้นด้นเดินทางไกลมาถึงที่นี่ ต้องต่อสู้ในแดนที่มีแต่ศัตรู
รอบด้าน ข้อเสียเปรียบที่ต้องแบกรับนับว่าหนักหน่วงยิ่ง เหล่าเซียนกระบี่
ที่ถูกส่งมายังแดนปิศาจในคราวนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือของสำนัก แทบทั้งหมด
ล้วนเป็นยอดคนเนฝ่านซูและกึ่งฝ่านซู ความสูญเสียระดับนี้กระทั่งคุน
หลุนยังไม่อาจแบกรับไหว
จากนั้นสีหน้าของมันกลายเป็นลิงโลดยินดี “คำสั่งให้กลับไปยัง
สำนัก!”
“กลับไปยังสำนัก?”
? วิหารเล็ก ๆ เยี่ยงพวกมันไหน
เลยจะยกขึ้นเทียบกับรากฐานอันล้าลึกของพวกเราได้
“แล้วอาภรณ์ทูตสวรรค์เล่า?” เป้ยเซียงยังรีรอลังเล
“กล่าวถึงที่สุดแล้วมันเป็นเพียงแค่ยุทธภัณฑ์เทพเทียมเท่านั้น” โฮ่ว
ฟงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “คราครั้งนี้ทางสำนักทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังมหาศาล
ในที่สุดค้นพบสถานที่บางแห่งซึ่งอาจเป็นซากโบราณสถานจากยุคบรรพ
กาล แผนการขั้นต่อไปของสำนักก็คือสำรวจซากปรักหักพังเหล่านี้เพื่อ
เสาะหายุทธภัณฑ์เทพ การค้นหาทั้งหมดจะอยู่ในภพเซียนของพวกเรา ไย
ต้องเสี่ยงอันตรายเปลืองแรงถึงเพียงนี้อีก?”
“ความคิดอันประเสริฐ! ซากโบราณสถานจากยุคบรรพกาลสมควรมี
อยู่ไม่น้อย เชื่อว่าจะต้องมียุทธภัณฑ์เทพสักเล่มสองเล่มอยู่เป็นแน่” เป้ย
?”
“กลับสำนัก?”
โฮ่วฟงกล่าวอย่างฮึกเหิม “ยุคสมัยแห่งพลังเทพถูกกำหนดให้เป็นยุค
สมัยของคุนหลุน!”
… …
คุนหลุนถอนตัวจากสมรภูมิอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นลมใด
ๆ นอกจากขุมกำลังที่มีหน่วยสืบสวนที่เก่งกาจและบุคคลอันชาญฉลาด
ไม่กี่คนแล้ว ทุกผู้คนล้วนไม่ล่วงรู้เรื่องนี้ กระทั่งผู้ที่ล่วงรู้นอกจากแปลกใจ
เล็กน้อยแล้ว ก็หาได้กังวลสนใจไปมากกว่านั้นไม่
เนื่องเพราะทุกสายตาถูกตรึงแน่นอยู่กับศึกสะท้านฟ้าระหว่างสอง
ยอดยุทธ์พลังเทพที่นอกเมือง
การที่ได้ชมดูการต่อสู้ของผู้ใช้พลังเทพด้วยสายตาตัวเอง ช่าง
แตกต่างจากที่เห็นในภาพมายาอย่างสิ้นเชิง พลังที่พวกมันขับเคลื่อน
คล้ายสามารถทลายโลก ความกดดันที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออกดูราวกับไม่
นั่นคืออานุภาพของพลังเทพกล้าแข็งกว่ายอดวิชาทักษะปิศาจมาก
ในไม่ช้าพลังเทพจะกลับกลายเป็นพลังยุทธ์ขั้นสูงสุดอีกครั้ง ยุคสมัยใหม่
เริ่มเปิดฉากขึ้นแล้ว…
หากก่อนหน้านี้ผู้คนเพิ่งเริ่มตระหนักถึงความจริงข้อนี้ เช่นนั้น
หลังจากการต่อสู้ที่เปิดเผยต่อหน้าสายตาคนของสองยอดยุทธ์พลังเทพ
เรื่องนี้ก็สลักลึกลงไปในใจของผู้คน
…ยุคสมัยแห่งพลังเทพมาถึงแล้ว!
ไคว่อานสีหน้าระแวดระวัง มันตื่นตาตื่นใจกับการต่อสู้อันดุเดือดที่
เกิดขึ้นในระยะไกล นี่เป็นครั้งแรกที่มันเต็มไปด้วยความปรารถนาต่อพลัง
เทพ
มันเมื่อฝึกปรือมาจนถึงด่านไสว้ก็ยากจะก้าวหน้าไปอีกขั้น
นอกเหนือจากด่านหวัง (อ๋อง) ที่มีอยู่แต่ในตำนาน ด่านไสว้ถือเป็นด่าน
พลังสูงสุดเท่าที่ปิศาจตนหนึ่งจะบรรลุถึงได้ นับตั้งแต่วันที่มันบรรลุด่าน
ไสว้ ก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นต่อพลังฝีมือของตนอย่างเปี่ยมล้น ทว่า
หลังจากยอดยุทธ์พลังเทพปรากฏออกมาไม่ขาดสาย มันเพิ่งรู้สึกถึงความ
อ่อนแอของตนเป็นครั้งแรก
แต่มันไม่ได้ลืมเลือนภาระหน้าที่ของตน ทันใดนั้นสายตาเพ่งมองไป
ยังที่ห่างไกล
บริเวณขอบฟ้าด้านตรงข้ามกับเมืองปู้โจว เห็นกลุ่มเงาดำเป็นจุด ๆ
ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
มีคนกำลังมา!
มันยังไม่ทันจะร้องเตือน เงาดำเล็ก ๆ กลุ่มนี้พลันขยายใหญ่ขึ้นอย่าง
รวดเร็ว พวกมันเร็วเสียจนแทบบรรลุถึงตรงหน้ามันในชั่วพริบตาเดียว
คนเหล่านั้นห้อมล้อมอยู่รอบกายโฉมสะคราญผมสีทองนางหนึ่ง!
สายตาของไคว่อานประสานสบกับดวงตาคู่งามของสตรีนางนั้น
ความรู้สึกที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายพลุ่งขึ้นในใจ มันถึงกับหัวหมุนงุนงงไป
ชั่ววูบ แต่มันปฏิกิริยารวดเร็ว เพียงสะท้านขึ้นคราหนึ่งก็กลับคืนสู่ความ
แจ่มใสดังเดิม
สตรีที่น่ากลัวนัก!
รอจนมันมองเห็นตราสัญลักษณ์บนอาภรณ์ของผู้มา ม่านตาพลันหด
แคบลงทันควัน กระทั่งจอมปิศาจด่านไสว้เช่นมันยังอดหน้าเปลี่ยนสีไม่ได้!
สภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร!