สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 726 ปากทางเข้า
“ผู้น้อยหมิงเยวี่ยเยี่ย มิทราบว่าท่านปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่อยู่ที่นี่
หรือไม่?” นางงามปานเทพธิดาเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แม้ว่าสีหน้า
ท่าทีเปี่ยมด้วยไมตรีจิต แต่กอรปด้วยพลังสภาวะแกร่งกร้าวเกรียงไกร ยาก
ที่ผู้คนจะปฏิเสธได้
สุ้มเสียงสงบราบเรียบคล้ายดังแว่วมาจากส่วนลึกของราตรีมืดดำ
“ท่านปรมาจารย์ไม่มีเวลาว่าง โปรดกลับมาใหม่ในอีกสามวันให้หลังดี
หรือไม่?”
แสงทองสาดส่องที่เส้นขอบฟ้า ความมืดมิดของรัตติกาลถูกแสงสว่าง
ของรุ่งอรุณขับไล่ไปทีละน้อย ทว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์ผู้อยู่กลางฉากนั้นกลับ
คล้ายเป็นความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้ง นางยืนชดช้อยกระโปรงแดงยาวระ
พื้น ท่วงท่าสภาวะแตกต่างจากหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างสิ้นเชิง คล้ายมีคล้ายไม่
มี ยากจะจับต้องได้
ไคว่อานใบหน้าร้อนผ่าวอยู่บ้าง มันเป็นจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง แต่
เพียงแรกพบหน้ากลับถูกพลังสภาวะของอีกฝ่ายสะกดข่มเอาไว้ รู้สึกเสื่อม
เสียหน้านัก
“ได้ยินมานานว่าคุณหนูเขิงเป็นวีรสตรีจากตระกูลเลื่องชื่อ วันนี้ได้
พบพาน นับว่าสมดังคำร่าลือโดยแท้” หมิงเยวี่ยเยี่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
ดวงตากระจ่างดุจดวงดา ฟันขาวเป็นประกาย ชวนให้ผู้คนใจสั่นหวั่นไหว
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มจาง ๆ “ข้าไหนเลยจะเทียบกับหมิงเจี่ย
เจียท่านได้ ยอดวีรสตรีใต้หนึ่งเหนือหมื่น พลังอำนาจในมือท่าน เพียงเอ่ย
คำเดียวเกรงว่าจะมีวีรบุรุษนับไม่ถ้วนยินยอมบุกน้าลุยไฟเพื่อท่าน”
หมิงเยวี่ยเยี่ยหัวร่อเบา ๆ หันไปเพ่งพิศชิงฮวาเสวี่ย ดวงตาคู่งามทอ
ประกายวูบ “เจ้าคือชิงฮวาเสวี่ยกระมัง?”
“ชิงฮวาเสวี่ยคารวะผู้อาวุโสหมิง” ชิงฮวาเยวี่ยย่อกายคารวะเล็กน้อย
“ตระกูลชิงฮวามีตาแต่ไร้แวว ช่างน่าเสียดายนัก” หมิงเยวี่ยเยี่ยทอด
ถอนเบา ๆ ก่อนจะเพ่งมองชิงฮวาเสวี่ยอย่างจริงจัง “ข้าพอดีไม่มีผู้ช่วย
ข้างกาย หากเจ้ายินดีต่อไปก็ติดตามข้าเถอะ”
ชิงฮวาเสวี่ยกล่าวอย่างเยือกเย็น “ผู้อาวุโส รบกวนให้ท่านกังวลสนใจ
ชิงฮวาเสวี่ยซาบซึ้งใจนัก แต่ผู้น้อยความสามารถต่าต้อย ไม่อาจรับหน้าที่
ยิ่งใหญ่นี้”
“ฮึ่ม! ช่างไม่รู้จักดีชั่ว!” ผู้อาวุโสที่เย่อหยิ่งถือดีผู้หนึ่งคำรามมาจาก
ทางด้านข้างของหมิงเยวี่ยเยี่ย “ไม่น่าแปลกใจที่ตระกูลชิงฮวาละเลยเจ้า
สมควรแล้ว!”
ชิงฮวาเสวี่ยเพียงแย้มยิ้มจาง ๆ ราวกับว่านางไม่ได้ยินก็มิปาน
ทันใดนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งวาบขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ผู้อาวุโสนั้นรู้สึกสายตาพร่าเลือนวูบ บางสิ่งจู่ ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า
มันอย่างฉับพลัน อารามแตกตื่นลนลาน ต้องร้องตวาดอย่างเดือดดาล
“บังอาจ!”
บุรุษชราผมเผ้าลุกโชนด้วยความพิโรธโกรธกริ้ว มือขวาประกบเป็น
ท่าดรรชนี ลำแสงสีเขียวหลายสายพวยพุ่งออกมาอย่างเกรี้ยวกราด! ใน
เวลาเดียวกัน ชั้นลำแสงคล้ายกระจกแก้วสีเขียววาบขึ้น ป้องกันอยู่เบื้อง
หน้ามัน
ปัง!
ลำแสงสีเขียวพอกระทบถูกเงาร่างสายนั้น พลันแตกกระจายสาด
กระเซ็นไปทุกทิศทาง
บุรุษชราสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ในขณะที่คิดตอบโต้อีกหลาย
กระบวนท่า เงาร่างนั้นกลับหายวับไปต่อหน้าต่อตา มันอดตะลึงลานไม่ได้
ชั่วพริบตาต่อมา เงาร่างนั้นพลันปรากฏออกมาจากอากาศธาตุ แทบ
ประชิดกับม่านแสงสีเขียวที่ป้องกันตัวมัน
สุดที่มันจะตอบโต้ได้ทัน ได้แต่เบิกตามองเงาร่างนั้นพุ่งชนใส่โล่แสง
ของตนอย่างหักโหม
ปัง!
เสียงแตกร้าวดังถนัดชัดเจนดุจสายฟ้าคำรนกรอกหู พลังหนักหน่วง
ปานขุนเขาขุมหนึ่งกระแทกใส่มันอย่างรุนแรง ร่างปลิวลิ่วไปหลายสิบจั้ง
ดุจว่าวสายป่านขาด!
เห็นเขิงเหลียนเอ๋อร์รั้งฝ่ามือกลับ สะบัดชายแขนเสื้อปิดคลุมไว้
ดังเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงกล่าวเสียงราบเรียบ “ท่านปรมาจารย์
กำลังปิดด่านกักตน ทุกท่านเบาเสียงกว่านี้”
ไคว่อานเบิกตาโปนโต ใบหน้าทอแววเหลือเชื่อ!
นางถึงกับพุ่งเข้าโจมผู้อาวุโสของเผ่าอสูรอย่างไม่ลังเล… …
ชิงฮวาเสวี่ยงงงันอยู่บ้าง แต่สีหน้าของนางยังคงสงบราบเรียบดังเดิม
จิตใจไม่บังเกิดระลอกอันใด
เป็นความเงียบเสมือนตาย!
“พลังเทพ!” ผู้อาวุโสเผ่าอสูรอีกคนหนึ่งสุ้มเสียงแหบลึก จ้องมองเขิง
เหลียนเอ๋อร์ตาเขม็ง “ใต้หล้ามีคำเล่าลือว่าคุณหนูเขิงฝึกปรือพลังเทพ
จันทราซึ่งลี้ลับสุดจะหยั่งคำนวณ วันนี้นับว่าช่วยให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาไม่
น้อย แต่เป็นที่เหนือความคาดหมายของข้านัก คุณหนูเขิงไฉนคล้ายตั้งตัว
เป็นศัตรูกับเราตั้งแต่ต้น”
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มเบิกบานปานบุปผา “หรือว่าพวกเจ้าตั้งใจจะ
มาดื่มชา?”
ผู้อาวุโสเผ่าอสูรสะอึกอึ้งไปทันที ไคว่อานคล้ายเพิ่งสะท้านตื่นจาก
ฝัน สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ค่อย ๆ ปลดศาสตรามารของมันออกมาจากห่อ
ผ้า ศาสตรามารด้ามยาวในห่อผ้าที่มันสะพายอยู่บนหลังถึงกับเป็น ‘ตัว
เหลือบสีน้าเงิน’ ศาสตรามารปฐพีที่จั่วม่อเพิ่งหลอมสร้างขึ้น!
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ใส่ใจการประลองกำลังเมื่อครู่ เพียงกล่าวแฝงความ
นัย “ไม่ว่าจะเป็นเซียวอวิ๋นไห่ก็ดี หรือเซี่ยวม่อเกอก็ดี จุดมุ่งหมายของเรา
มีเพียง ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เท่านั้น แต่ตามที่ข้าล่วงรู้ กลับมีคนจำนวน
มากกำลังหมายตามรดกเคล็ดวิชาเทพของเจ้า”
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน กล่าวว่า “นั่นต้องดูว่าพวกมันมี
ความสามารถพอหรือไม่”
“นั่นก็ใช่แล้ว” หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ได้โต้แย้ง ทันใดนั้นนางยื่นมือออกมา
ลำแสงหลายสายพลันงอกเงยออกมาจากฝ่ามือของนาง สะบัดพลิ้วเป็น
จังหวะดุจสาหร่ายทะเล
เขิงเหลียนเอ๋อร์สุ้มเสียงคล้ายกังวานมาจากที่ห่างไกล แต่ก็คล้ายดัง
อยู่ริมหูผู้คน “ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้เจ้าบรรลุถึงพลังเทพเป็นที่เรียบร้อย”
“หากท่านปรมาจารย์ยินดีขายอาภรณ์ทูตสวรรค์ให้แก่พวกเรา เราจะ
รับประกันความปลอดภัยของท่านปรมาจารย์เอง พวกเราต้องการเพียง
อาภรณ์ทูตสวรรค์เท่านั้น” หมิงเยวี่ยเยี่ยเหลือบมองนาง พลางกล่าว
ด้วยสุ้มเสียงจริงใจ
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยกมือขึ้นจัดแต่งเรือนผมตรงหน้าผาก กล่าวเสียง
นุ่มนวล “อาศัยพวกเจ้าไม่กี่คนเกรงว่ายังไม่เพียงพอ”
“ข้าเมื่อกล้ากล่าวเช่นนี้ ย่อมมีความเชื่อมั่นอยู่บ้าง” หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่
หลบเลี่ยงสายตาเคลือบแคลงสงสัยของเขิงเหลียนเอ๋อร์ สุ้มเสียงของนาง
ไม่พลุ่งพล่าน แต่เปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง บันดาลให้ผู้คน
บังเกิดความรู้สึกว่านางสามารถกระทำได้ทุกสิ่ง
“ผู้ใดบอกว่าเราจะไม่ขาย?” เขิงเหลียนเอ๋อร์ยิ้มจาง ๆ “เพียงแต่ด้วย
นิสัยใจคอของปรมาจารย์ ยุทธภัณฑ์เทพเทียมย่อมมิใช่ราคาถูก”
ยุทธภัณฑ์เทพเทียม!
สามคำนี้เห็นได้ชัดว่ากระทบใจเหล่าผู้อาวุโสเผ่าอสูร พวกมันแม้สี
หน้ายังเหมือนเช่นปกติ แต่แววตาที่เปลี่ยนเป็นร้อนแรงย่อมไม่อาจหลุด
รอดจากสายตาของเขิงเหลียนเอ๋อร์
“ยุทธภัณฑ์เทพเทียม ยุทธภัณฑ์เทพ ย่อมมีคุณสมบัติพอที่จะตั้ง
ราคาเช่นนั้น” หมิงเยวี่ยเยี่ยสีหน้าปกติธรรมดา “เจ้าสามารถเสนอราคา
แทนตัวปรมาจารย์หรือไม่?”
“ไม่” เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มอย่างเยือกเย็น
“เช่นนั้นเชิญปรมาจารย์ออกมาเสนอราคาเถอะ” หมิงเยวี่ยเยี่ยกล่าว
อย่างไม่อ้อมค้อม
“ขออภัยด้วย ท่านปรมาจารย์อยู่ในระหว่างปิดด่านกักตน จะใช้เวลา
ราวสามวัน ทุกท่านโปรดกลับมาใหม่ในอีกสามวันให้หลังเถอะ” เขิง
เหลียนเอ๋อร์กล่าวตรง ๆ
“สามวัน?” หมิงเยวี่ยเยี่ยสั่นศีรษะ “พวกเรามิอาจรอนานปานนั้น”
“เช่นนั้นคงไม่มีทางอื่นแล้ว” เขิงเหลียนเอ๋อร์ก็สั่นศีรษะด้วย
หมิงเยวี่ยเยี่ยใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบานปานบุปผา “อย่าง
นั้นให้พวกเราลองรับทราบพลังเทพจันทราของแม่นางเขิงดู ผู้อาวุโสสวี
ต้องรบกวนท่านแล้ว”
ผู้อาวุโสผู้มีสุ้มเสียงแหบลึกพยักหน้ารับคำ ก้าวช้า ๆ ออกมาจาก
ขบวน กล่าวดว้ยสีหน้าจริงจัง “กระทั่งในยุคบรรพกาลเผ่าเทพจันทราก็
เป็นชนเผ่าที่มีชื่อเลื่องลือ พลังเทพจันทราที่พวกมันใช้นับว่ายืนอยู่บน
จุดสูงสุดของพลังเทพ วันนี้มีโอกาสได้รับทราบ ถือเป็นเกียรติของข้านัก”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ขยับปากจะตอบคำ แต่แล้วเสียงหนึ่งพลันขัดจังหวะ
“นี่ไม่จำเป็นต้องรบกวนแม่นางเขิง ปล่อยให้ข้าลงมือเป็นคนแรกเถอะ”
ไคว่อานหลังตั้งตรงดุจคันทวน ถือหอก ‘ตัวเหลือบสีน้าเงิน’ แนบแผ่น
หลัง ใบหน้าเย็นชาเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน
จั่วม่อเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง บัดเดี๋ยวซ้ายบัดเดี๋ยวขวาราวกับเงาเลือน
รางสายหนึ่ง ลำแสงพร่าพรายพวยพุ่งออกจากสองมือ ทยอยจมหายลงไป
ในพื้นไม่ขาดสาย
การก่อตั้งค่ายกลอาคมหวงห้ามอันซับซ้อนถึงเพียงนี้มีข้อเรียกร้อง
มากมาย เต็มไปด้วยค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจนับไม่ถ้วน กระทั่งจั่วม่อ
ยังต้องทุ่มเทสมาธิจิตใจอย่างสุดกำลัง
หากมีคนชมดูจั่วม่อในยามนี้ รับรองว่าจะต้องปากอ้าตาค้างด้วย
ความตะลึงลาน
บริเวณพื้นถูกปรับเปลี่ยนอย่างสมบูรณ์ ทุกหนแห่งปกคลุมไปด้วย
ค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจจำนวนมหาศาล พลังหยินโดยรอบเริ่มได้รับ
ผลกระทบ บางครั้งก่อเกิดลมหมุนเล็ก ๆ อันเย็นเยือก
จั่วม่อสีหน้าจรดจดจ่อ ไม่กล้าแบ่งแยกความสนใจแม้แต่น้อย มัน
ทราบดีว่าเวลาของมันมีค่ามากเพียงใด ในการต่อกรกับยอดฝีมือทั่วหล้าที่
กำลังจะมาถึง ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ เป็นไพ่ตายที่ร้ายกาจที่สุด
ของมัน ยิ่งมันตระเตรียมไพ่ตายใบนี้ได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น
‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ เดิมมีเส้นผ่านศูนย์กลางห้าร้อยลี้ แต่
จั่วม่อบีบอัดลงเหลือเพียงห้าสิบลี้ ด้วยวิธีนี้พลานุภาพของค่ายกลจะทวีขึ้น
อีกหลายเท่าตัว แต่แน่นอนว่าความยากลำบากในการตั้งค่ายกลก็จะ
เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน
จั่วม่อใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ
แต่มันไม่ได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ดวงตาเป็นประกายเจิดจรัส
แรงกดดันอันหนักหน่วงบันดาลให้สมาธิจิตใจของมันจดจ่อรวมรั้งอย่างที่
ไม่เคยเป็นมาก่อน มันจมอยู่ในภวังค์อย่างสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความอาจ
หาญอันเพียบพร้อม
ความคิดของมันปราดเปรียวยิ่งกว่าครั้งใด จิตใจกระจ่างแจ้งอย่างที่
ไม่เคยมี
กระบวนท่ามุทราของมันเริ่มแปรเปลี่ยน ค่ายกลที่มันกำลังก่อตั้งก็
ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ลุ่มหลงมึนเมาอยู่กับงานตรงหน้า จั่วม่อไม่ได้ตระหนักแม้แต่น้อยว่า
มือของมันแทบจะเคลื่อนไหวเร็วเท่าความคิด ทุกประการคล้ายเป็นไป
ตามสัญชาตญาณ
ค่ายกลอาคมหวงห้ามที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์
ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อย
พลังหยินรอบข้างได้รับผลกระทบมากขึ้น กระแสพลังหยินปริมาณ
มหาศาลไหลบ่ามาจากส่วนลึกของเนินสุสานภูต เข้าเติมเต็มในบริเวณที่
จั่วม่อก่อตั้ง่ค่ายกล
จั่วม่อสังเกตเห็นอย่างชัดเจน แต่เวลานี้สมาธิจิตใจทั้งหมดของมัน
ทุ่มเทอยู่ที่การตั้งค่ายกล ปฏิกิริยาแรกที่ผุดขึ้นในใจมัน กลับเป็นการ
ครุ่นคิดว่าจะนำพลังหยินที่หนาแน่นจนชวนตะลึงนี้มาใช้งานอย่างไร
สองมือของมันเปลี่ยนกระบวนท่าอีกครั้งตามสัญชาตญาณ คล้ายว่า
ทุกประการฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของมันตั้งแต่แรก
พลังหยินไหลบ่าออกมาจากเนินสุสานภูต ยิ่งมายิ่งมากขึ้นทุกขณะ
พวกมันไหลหลั่งมาเป็นระลอก ระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
พลังหยินยิ่งนานยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จั่วม่อยิ่งตื่นเต้น
ยินดีมากขึ้น
พลังหยินหากหนาแน่นมากพอจะเป็นพลังชนิดหนึ่งที่สามารถ
นำมาใช้งานได้หลากหลาย และพลังหยินที่เข้มข้นถึงเพียงนี้ปกติแล้วยาก
จะพบพานเป็นที่สุด
แรงสั่นสะเทือนซึ่งแทบจะสังเกตไม่เห็นก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของเนิน
สุสานภูต
จั่วม่อไม่ได้ตรวจพบสิ่งนี้แม้แต่น้อย แต่กุ่ยพลันเงยหน้าขวับ ดวงตา
สาดประกายสีม่วงอำไพ แล้วหายเข้าไปในหมอกพลังหินโดยปราศจากสุ้ม
เสียง
อากุ่ยมุ่งลึกเข้าไปอีกยี่สิบลี้ ก่อนจะหยุดยั้งลง
บนพื้นไม่ห่างออกไปนัก เห็นหลุมลึกที่คล้ายไร้ก้นบึ้งทอดขวางหน้า
พลังหยินเข้มข้นหลั่งไหลออกมาจากหลุมลึกนี้เอง มิหนำซ้าพลังหยินตรง
บริเวณปากหลุมนี้ยังหนาแน่นเสียจนแทบกลายเป็นสีดำดุจหมึก
ยิ่งเข้าไปใกล้ แรงสั่นสะเทือนของพื้นปฐพียิ่งเห็นได้ชัดเจน
การสั่นสะเทือนนี้จะปะทุขึ้นทุก ๆ สิบอึดใจหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย
ทันใดนั้นอากุ่ยดวงตาทอประกายวูบ แสงสีม่วงเจิดจ้าอยู่ในดวงตา
พลันถลันไปข้างหน้าอย่างไม่รีรอลังเล
เห็นผีร้ายตนหนึ่งผุดขึ้นจากปากหลุม ร่างของมันปกคลุมด้วยควันดำ
ทึบ ท่ามกลางพลังหยินอันหนาแน่นยากจะค้นพบอย่างที่สุด แต่กุ่ยพลัน
ปรากฏกายขึ้นด้านหลังผีร้ายตนนั้น ฝ่ามือของนางอาบคลุมด้วยพลังสีม่วง
ทะลวงเข้าไปในร่างของผีร้ายอย่างง่ายดาย
พลังหยินสีดำดุจหมึกไม่ส่งผลกระทบต่ออากุ่ยแม้แต่น้อย
ผีร้ายตัวแข็งทื่ออยู่กับที พลังสีม่วงประดุจเปลวไฟร้อนแรง แผ่ลาม
ไปทั่วร่างของมันอย่างรวดเร็ว ภายในชั่วพริบตาเดียวผีร้ายก็จมอยู่ในกอง
เพลิงสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัว
พลังสีม่วงดุดันอำมหิตยิ่ง ผีร้ายกระทั่งเวลาจะกรีดร้องยังไม่มี ก่อน
จะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไป
หลังจากถูกเพลิงผลาญ เจ้าสิ่งที่เคยเป็นผีร้ายก็หลงเหลือเพียงพลังห
ยินที่บริสุทธิ์อย่างยิ่งสายหนึ่ง อากุ่ยอ้าปากน้อย ๆ สูดพลังหยินบริสุทธิ์
สายนั้นเข้าไปในร่างของนาง ชั่วอึดใจให้หลัง อากุ่ยค่อยลืมตาขึ้นอีกครั้ง
พลังสีม่วงในดวงตานางคล้ายเจิดจ้าขึ้นเล็กน้อย
ไม่นานนักผีร้ายอีกตนหนึ่งก็โผล่ออกมาท่ามกลางกระแสพลังหยิน
อากุ่ยย้อนทวนกระบวนการเมื่อครู่อีกครั้ง
อากุ่ยประดุจวิญญาณภูตพราย ท่าร่างของนางรวดเร็วปานสายฟ้า
พลังหยินเข้มข้นไม่อาจระคายผิวนางแม้แต่น้อย ส่วนมากผีร้ายยังไม่ทัน
จะรู้เรื่องรู้ราวอันใด ก็ดับดิ้นสิ้นสูญไปภายใต้พลังสีม่วงของอากุ่ย
ผีร้ายแต่ละตนล้วนถูกพลังเทพมิดับสูญเผาผลาญ หลงเหลือเพียง
พลังหยินบริสุทธิ์สายหนึ่ง อากุ่ยดูดกลืนพลังหยินบริสุทธิ์เหล่านี้คล้าย
กระหายมานานปี หลังจากกลืนกินลงไปหลายสิบสาย พลังสีม่วงบนฝ่ามือ
อากุ่ยค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงอย่างสมบูรณ์
เฉกเช่นเดียวกันกับครั้งก่อน อากุ่ยร่างหายวับไปอีกครั้ง จากนั้นฝ่ามือ
ที่ปกคลุมด้วยเพลิงม่วงพลันทะลวงเข้าหากระแสพลังหยินอย่างชำนิ
ชำนาญ
แต่ชั่วพริบตาถัดมา เปลวเพลิงสีม่วงในดวงตาอากุ่ยทอประกายวูบ
ปัง!
พลังมหาศาลขุมหนึ่งแล่นมาตามฝ่ามือของนาง อากุ่ยร่างพร่าเลือน
วูบ ชิงล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาเรืองรองด้วยเพลิงม่วงจับนิ่งอยู่ที่ปาก
ทางเข้าของหลุมลึก
ทันใดนั้นกระแสอากาศระเบิดวาบ พลังหยินหนาหนักที่ปากทางเข้า
หลุมลึกกวาดซัดออกไปทุกทิศทาง เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้ที่
ออกมาจากหลุมซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังหยิน