สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 727 แม่ทัพภูตผี
ผู้ที่ปรากฏกายออกมาจากปากทางลงสู่หลุมลึก ทั่วร่างห่อหุ้มด้วย
พลังหยิน เป็นแม่ทัพภูตผีสวมเกราะตนหนึ่ง ในเบ้าตากลวงเปล่าของมัน
ลุกโชนด้วยลูกไฟสีดำทมิฬสองดวง
หากจั่วม่ออยู่ที่นี่ มันจะต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าแม่ทัพภูตผีตนนี้
ถึงกับมีคลื่นพลังเทพจาง ๆ แผ่ออกมาจากร่าง
ชั่วพริบตาที่ประมือกันหนึ่งรอบ ทันใดนั้นแม่ทัพภูตผีพลันอ้า
ปากกว้าง พลังหยินถูกดูดเข้าไปอย่างรุนแรงประหนึ่งวาฬยักษ์สูบน้า
ลูกไฟสีดำในเบ้าตากลวงเปล่าใหญ่โตขึ้นสองเท่าในบัดดล พลังหยินรอบ
กายแม่ทัพภูตผีแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟสีดำเบาบางลุกไหม้อยู่บนชุด
เกราะของมัน
สำหรับอากุ่ยแล้ว นอกจากไฟสีดำ แม่ทัพภูตผีตรงหน้านี้ก็ไม่ได้ต่าง
อะไรกับผีร้ายวิญญาณหยินก่อนหน้านี้
อากุ่ยเปลวไฟสีม่วงในดวงตาทอประกายวูบ ร่างของนางพลันหายวับ
ไปจากที่
ลูกไฟสีดำในดวงตาของแม่ทัพภูตผีลุกวาบแทบจะพร้อมกัน ร่างของ
มันก็หายวับไปด้วย
ปัง!
ฝ่ามือหนึ่งดำหนึ่งม่วงปะทะกันกลางอากาศเสียงดังหนักทึบ
สะเก็ดไฟสีม่วงและสีดำสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทาง แต่คู่ต่อสู้ทั้ง
สองคล้ายมองไม่เห็น ฝ่ามือสองคู่ยังคงโหมฟาดปะทะกันไม่ขาดสาย ปัง
ปัง ปัง! ที่กลางอากาศอาจมองเห็นเงาร่างสองสายบัดเดี๋ยวผลุบบัดเดี๋ยว
โผล่ แสงสว่างวาบระเบิดขึ้นเป็นครั้งคราว สาดส่องไปทั่วบริเวณ เปลวไฟสี
ม่วงและสีดำปลิวเวียนว่อนอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าสัมผัสถูกสิ่งใดจะแผด
เผาเป็นเถ้าธุลี
เสียงต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหวถึงปานนี้ ในที่สุดก็ดังถึงหูของจั่วม่อผู้จมอยู่
ในภวังค์
หลังจากงงงันวูบ จั่วม่อตั้งสติเล็กน้อยก็พลันเข้าใจเรื่องราวในบัดดล
ในเวลานี้ค่ายกลกว่าครึ่งสำเร็จลุล่วงไปแล้ว มันไม่ได้สอดมือเข้าไปในทันที
แต่ลอบสังเกตการณ์จากในเงามืดอยู่ครู่ใหญ่
แม่ทัพภูตตีฝีมือกล้าแข็ง สิ่งที่จั่วม่อคาดไม่ถึงคือมันแผ่กลิ่นอายของ
พลังเทพออกมาอย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดมันจึงสามารถต่อกรกับ
อากุ่ยได้นานถึงเพียงนี้ เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คืออย่าได้เห็นว่าอมุษย์ตน
นี้ดูแข็งกระด้างเหมือนท่อนไม้ แท้ที่จริงช่าชองชำนาญในการต่อสู้เป็น
ที่สุด ไม่ว่ากระบวนท่าหรือปฏิกิริยาตอบโต้ของมัน มีอยู่หลายครั้งที่ทำเอา
จั่วม่อถึงกับตื่นตะลึง ภูตผีตนนี้ก่อนตายจะต้องเป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจยิ่ง
ผู้หนึ่ง
หลังจากเฝ้าดูอยู่ชั่วครู่ จั่วม่อค่อยเข้าใจมากขึ้น ซึ่งความจริงแม่ทัพ
ปิศาจตนนี้พลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าอากุ่ยอยู่ขั้นหนึ่ง เหตุที่มันสามารถต่อสู้
ได้คู่คี่ก้ากึ่งกับอากุ่ย ก็เพียงเพราะว่ามันมีประสบการณ์ต่อสู้ที่มากมาย
มหาศาลกว่า
อย่างไรก็ตาม อากุ่ยผู้พึ่งพาแต่สัญชาตญาณในการต่อสู้ ไม่เคยถูก
จำกัดด้วยอารมณ์ความรู้สึกของปุถุชน เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน นางก็
เริ่มลอกเลียนแบบฉบับการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว ประมืออีก
ไม่กี่กระบวนท่านางพลันพลิกกลับเป็นฝ่ายมีเปรียบ
คลื่นพลังเทพของแม่ทัพภูตผีกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ของจั่ว
ม่อขึ้นมา พลังเทพขุมนั้นเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความตายอันหนาหนัก
ผิดแผกแตกต่างจากพลังเทพทั้งมวลที่จั่วม่อเคยพบเห็นมาก่อน มิหนำซ้า
ยังไม่มีบันทึกไว้ในใบไม้ทองคำจากวิหารเทพสุริยัน
นั่นก็คือนี่เป็นพลังเทพชนิดใหม่อย่างสมบูรณ์!
จั่วม่อหวั่นไหวใจขึ้นมา มันในยามนี้ย่อมซาบซึ้งดีถึงคุณค่าของพลัง
เทพชนิดใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
มันสะบัดมือ ผนึกกระบวนท่าดรรชนี ลำแสงหลายสายพุ่งกระทบพื้น
อย่างต่อเนื่อง
แม่ทัพภูตผีซึ่งค่อย ๆ ถูกอากุ่ยสะกดเอาไว้พลันพบว่ามันกำลังจะ
ปราชัย ดังนั้นพยายามหาทางหนีกลับลงไปในหลุมลึก แต่แล้วทันใดนั้น
พลังหยินโดยรอบกลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมา แม่ทัพภูตผีงงงันวูบ
พลังหยินอันหนาแน่นที่เปี่ยมล้นอยู่รอบข้างเป็นสิ่งที่มันพึ่งพาอาศัย จู่ ๆ
กลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวายโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า ทำเอามันแตกตื่นลนลาน
แล้ว
สำหรับอากุ่ยที่เพิ่งเรียนรู้กลวิธีการต่อสู้อย่างมากมาย ไฉนเลยจะ
ปล่อยให้โอกาสอันดีงามปานนี้หลุดมือไปได้?
ร่างของนางพร่าเลือนวูบ อากุ่ยสองร่างพลันปรากฏตัวขึ้นทั้งซ้ายขวา
ด้านหน้าของแม่ทัพภูตผี แม่ทัพภูตผีอดตะลึงงันไม่ได้
ทันใดนั้นมันรู้สึกว่าลำคอถูกตะปบอย่างรุนแรง ม่านสายตาพร่าเลือน
ฝ่ามือที่ห่อหุ้มด้วยเพลิงม่วงขยุ้มลำคอของมัน ยกชูขึ้นสุดล้า แล้วจับฟาด
ใส่พื้นอย่างหนักหน่วง!
อากุ่ยเป็นผู้ใช้พลังเทพ พลังของท่าทุ่มฟาดนี้หนักหน่วงรุนแรงยิ่ง แม่
ทัพภูตผีร่างจมลึกลงไปในพื้น ลูกไฟสีดำในเบ้าตากลวงเปล่าถึงกับถูก
กระแทกจนสั่นไหว
ยังไม่ทันที่มันจะหายจากการอาการมึนงงและดิ้นรนลุกขึ้น สอง
ดรรชนีที่ปกคลุมด้วยเพลิงม่วงพลันทิ่มใส่เบ้าตากลวงเปล่าของมัน จู่โจม
ถูกลูกไฟสีดำทั้งสองอย่างถนัดถนี่
แม่ทัพภูตผีตัวแข็งทื่อ กลายเป็นเชื่องเชื่อในทันที ใบหน้าที่ปกคลุม
ด้วยพลังหยินทอแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง
จั่วม่อปรากฎกายขึ้นด้านข้างอากุ่ยในบัดดล ก้มลงมองสำรวจแม่ทัพ
ปิศาจอย่างสนอกสนใจ
จั่วม่อแม้เคยเข่นฆ่าภูตผีวิญญาณร้ายมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยตั้งใจ
ศึกษาพวกมันเป็นจริงเป็นจังมาก่อน แม้แต่ในภพเซียนของมัน ซิวเจ่อที่ใช้
พลังหยินนับว่าหาได้ยากยิ่ง เนื่องเพราะพลังหยิน พวกมันมักไม่เป็นที่
ต้อนรับของผู้คนทั่วไป
แม่ทัพปิศาจตนนี้เมื่อสามารถต่อกรกับอากุ่ยได้นานถึงเพียงนี้ พลัง
ฝีมือของมันย่อมไม่รวบรัดธรรมดา ทำให้จั่วม่อยิ่งสงสัยใคร่รู้ต่อพลังเทพ
ของอมนุษย์นี้เป็นอย่างยิ่ง มันกรีดดรรชนีติดต่อกันหลายครั้งครา ริ้วแสง
หลายสายแทรกหายเข้าไปในร่างของแม่ทัพภูตผี แม่ทัพภูตผีตัวแข็งทื่อ
ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวแม้แต่ปลายนิ้ว
อากุ่ยค่อยขยับมือออกจากเบ้าตาของอมนุษย์ ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง แม่
ทัพปิศาจมองดูจั่วม่อด้วยความหวาดกลัวสุดระงับ กลิ่นอายสภาวะของ
จั่วม่อเป็นพิษร้ายสำหรับมันอย่างแท้จริง พลังเทพสุริยันสุดหยางสุดแกร่ง
กร้าว ย่อมเป็นดาวข่มตามธรรมชาติของภูตผีวิญญาณร้ายซึ่งเกิดจาก
พลังหยินอย่างมัน
นี่เองจึงเป็นเหตุผลว่าไฉนในสถานที่ที่มีพลังหยินเปี่ยมล้นสมบูรณ์
เช่นนี้ จั่วม่อจึงไม่มีทีท่าหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
หลังจากตรวจสอบอยู่ชั่วขณะ จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง ที่แท้พลัง
เทพของแม่ทัพภูตผีมีมาตั้งแต่ก่อนตกตาย ไม่ทราบเพราะเหตุใด ขณะที่
มันสิ้นชีพพลังเทพของมันกลับไม่ได้กระจายหายไปอย่างสมบูรณ์ แต่ยัง
ถูกเก็บกักไว้ส่วนหนึ่ง พลังเทพส่วนที่หลงเหลือตกค้างนี้เอง นานวันเข้าก็
ผสานรวมกับพลังหยิน ก่อเกิดเป็นพลังเทพชนิดใหม่ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมา
ก่อน
สติปัญญาของแม่ทัพปิศาจไม่ได้สูงนัก มันต่อสู้ด้วยสัญชาตญาต
ดั้งเดิมเท่านั้น
จั่วม่อฉุกใจคิด หันไปมองอากุ่ย เห็นใบหน้าไร้อารมณ์ของอากุ่ยเผย
ให้เห็นความปรารถนาที่หาได้ยากยิ่ง ชั่วพริบตานั้นจั่วม่อพลันเข้าใจ พลัง
เทพชนิดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งความตาย และเป็นประโยชน์ต่ออากุ่ย
อย่างมหาศาล
พลังเทพของอากุ่ยก็คือพลังเทพมิดับสูญ ก่อเกิดขึ้นจากทัณฑ์เทวะมิ
ดับสูญที่นางแบกรับไว้ แม้ขนานนามว่ามิดับสูญ แต่เดิมทีมีที่มาจาก
แหล่งกำเนิดเดียวกันกับความตาย ถึงแม้ว่าสิ่งที่แสดงออกมาจะตรงข้าม
กันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม
ในความเข้าใจดั้งเดิมเกี่ยวกับความตาย ความตายไม่เพียงเป็น
ปลายทางสุดท้ายของชีวิต แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นอีกด้วย จุดเริ่มต้นและจุด
จบ พวกมันเป็นฝาแฝดที่อยู่คนละสุดปลาย แต่พานไม่อาจแยกจากกัน
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญนั้นไม่อาจหลุดพ้นชั่วนิรันดร์กาล เมื่อต้องทัณฑ์
เท่ากับถูกคุมขังไว้ในความตายอันเจ็บปวด ไร้ซึ่งความหวังและไม่รู้จักจบ
สิ้น มันเป็นความตายที่ไม่ดับสูญ ความเจ็บปวดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความทุกข์
ทรมานและความสิ้นหวัง สิ่งเหล่านี้เป็นแหล่งพลังเทพมิดับสูญ ทั้งยังเป็น
พลังที่เพียบพร้อมด้วยความตาย แต่หากผู้ใดสามารถบุกฝ่าออกมาจาก
ความตายอันสิ้นไร้ซึ่งความหวัง จะกลายเป็นชีวิตที่มิดับสูญ!
ชีวิตจะต้องก่อเกิดจากความตายเสมอ!
นี่ก็คือแก่นแท้ของตราเทพมิดับสูญซึ่งเป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว
ของอากุ่ย!
จั่วม่อพลันเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ทว่ายิ่งทำให้อารมณ์ของมันซับซ้อน
กว่าเดิม หนทางนี้อันตรายยิ่ง เป็นหนทางที่หนักหนาสาหัสกว่าความตาย
ในวิถีดั้งเดิมหลายเท่าตัว
การกลับคืนสู่ชีวิตย่อมยากเย็นแสนเข็ญความความตายเสมอ!
จั่วม่อไม่เปิดเผยความรู้สึกภายใน เพียงล่าถอยไปด้านข้าง ทิ้งแม่ทัพ
ภูตผีไว้ให้แก่อากุ่ย
อากุ่ยไม่รีรอลังเล ฝ่ามือตบฟาดลง พลังหยินที่ปกป้องแม่ทัพภูตผี
กระจายหายไปทันที เผยให้เห็นลูกไฟสีดำอันบริสุทธิ์ที่สุดสองดวง อากุ่ย
อ้าปาก ดูดกลืนลูกไฟทั้งสองเข้าไปในคำเดียว เปลวไฟสีม่วงในดวงตา
อากุ่ยพลันสว่างเรืองรองกว่าเดิม
จั่วม่อฉวยมือของอากุ่ยขึ้นมาตรวจดูทันที
สิ่งที่ถูกหล่อเลี้ยงอยู่ภายในร่างอากุ่ยกลายเป็นชัดเจนขึ้นส่วนหนึ่ง
พลังเทพอันบริสุทธิ์ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยพลังแห่งความตายมีประโยชน์มาก
สำหรับอากุ่ย
จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย
มันแม้สงสัยใคร่รู้ว่าในหลุมลึกมีสิ่งใด แต่เวลากระชั้นเกินไป นี่ย่อม
ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมต่อการสำรวจใต้พื้นพิภพ แต่ปากทางเข้าสู่หลุมลึกนี้
พวยพุ่งพลังงานหยินออกมาอย่างไม่หมดสิ้น มีส่วนช่วยต่อมหาค่ายกล
ของมันอย่างใหญ่หลวง
อากุ่ยยืนปักหลักเฝ้าอยู่หน้าปากทางลงสู่หลุมลึก มองผ่าน ๆ เหมือน
เด็กน้อยหิวโหยผู้หนึ่ง จั่วม่ออดหัวร่อเบา ๆ ไม่ได้ จากนั้นตั้งอาคมหวงห้าม
หลายชุดไว้รอบๆ ปากทางเข้า เผื่อไว้ในกรณีที่อากุ่ยประสบอันตราย
ผู้ใดทราบว่าภายในหลุมลึกนั้นยังมีตัวอะไรอยู่อีก
จั่วม่อหลังจากตั้งค่ายกลไว้หลายชุด ก็หันกลับไปตั้งมหาค่ายกลอาคม
หวงห้ามของมันต่อ
‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ซึ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว เริ่มจะ
ปลดปล่อยพลังอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงออกมา
ไคว่อานใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล ดวงตาราวกับลูกไฟร้อนแรงสอง
ดวง มันกระชับหอกตัวเหลือบสีน้าเงินแนบแน่น ปลายหอกจี้ตรงไป
ข้างหน้า
“ไม่มีประโยชน์” ผู้อาวุโสสวีสีหน้าดูแคลน ผลึกบนหน้าผากของมัน
เป็นสีฟ้าบริสุทธิ์ คล้ายจะแผ่ซ่านระลอกคลื่นจางๆ จากมหาสมุทรอัน
ไพศาลที่เห็นได้ชัดเจน มิหนำซ้ายังแว่วเสียงคลื่นเลือนราง คล้ายมีคล้ายไม่
มี
พลังเทพของผู้อาวุโสสวีไม่กล้าแข็งนัก แต่กอรปด้วยพลังสภาวะอัน
ไพศาลดุจห้วงสมุทร
มันยกมือขึ้นอย่างเกียจคร้าน เสียงคลื่นเลือนรางพลันรุนแรงขึ้นใน
บัดดล ประหนึ่งพายุก่อตัวขึ้นเหนือมหาสมุทร
ในม่านสายตาของไคว่อานพลันพร่าเลือน ทันใดนั้นมันถูกรายล้อม
ด้วยคลื่นพิโรธจากห้วงสมุทรคลั่ง พลังอันน่าสะพรึงกลัวโหมซัดมาจากทุก
ทิศทาง ฉุดรั้ง บิดม้วนและฉึกกระชาก มันแทบไม่อาจยืนหยัดมั่น
มหาสมุทร เป็นมหาสมุทรของแท้!
ไคว่อานตะลึงลาน นี่ไม่ใช่ศาสตร์อสูร!
เทพวิชา!
สองคำนี้ระเบิดขึ้นในใจของไคว่อานดุจฟ้าร้องกรอกหู
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายวูบ ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมาก แต่
พลังเทพของมันไม่บริสุทธิ์ นี่เกรงว่าจะสืบเนื่องมาจากวิถีทางที่พวกมัน
เลือกเดิน ผสานรวมพลังเทพเข้ากับพลังศาสตร์อสูร ก่อเกิดเป็นเคล็ดวิชา
เทพใหม่อย่างสมบูรณ์!
สมแล้วที่เป็นสมาชิกของสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร มันสามารถคิดค้น
เทพวิชาใหม่ที่ไม่เหมือนผู้ใด นับว่าร้ายกาจโดยแท้ ศาสตร์อสูรเดิมทีก็พัน
เปลี่ยนหมื่นแปร หลังจากผสานรวมพลังเทพเข้าไปด้วย สารพัน
เปลี่ยนแปลงทั้งมวลยังคงเดิม แต่พลานุภาพเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม เทพวิชาใหม่ของพวกมันนี้มิใช่ว่าไม่มีจุดบกพร่อง
ความไม่บริสุทธิ์นี้เองที่เป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่สุด!
เขิงเหลียนเอ๋อร์ฝึกปรือพลังเทพมาเป็นเวลายาวนาน ทราบดีว่าเคล็ด
วิชาเทพอันบริสุทธ์นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนมากมายอันใด พลัง
เทพบริสุทธิ์เพียงใช้กระบวนท่าที่เรียบง่ายที่สุด สำแดงพลานุภาพอัน
ยิ่งใหญ่ที่สุด
ทว่าเคล็ดวิชาเทพใหม่นี้ก็ช่วยให้เผ่าอสูรฝึกปรือได้ง่ายดายกว่าเดิม
อาจเห็นได้จากการที่เผ่าอสูรมีความก้าวหน้าในการศึกษาค้นคว้าพลังเทพ
ไม่น้อย
หากคนกลุ่มนี้ล้วนฝึกปรือพลังเทพ เช่นนั้นก็ยุ่งยากมากแล้ว!
เขิงเหลียนเอ๋อร์ลอบตื่นตะลึง มองดูไคว่อานดิ้นรนต่อต้านอยู่ในพลัง
ของศาสตร์เทพอสูร ดวงตาคู่งามทอประกายวูบ นางตระเตรียมลงมือแล้ว
แต่แล้วไคว่อานพลันตวาดก้องอย่างดุดัน!
หอกตัวเหลือบสีน้าเงินในมือของมันเปล่งประกายเจิดจ้าอย่าง
ฉับพลัน แสงสีน้าเงินอันเงียบงันส่องสว่างไปทั่วผืนสมุทร
เพียะ เพียะ เพียะ!
หนามกระดูกแหลมคมกลุ่มหนึ่งแทงออกมาจากร่างของไคว่อาน
หนามกระดูกเหล่านี้ยาวห้าชุ่น ความหนาเท่าตะเกียบ ภายในชั่วพริบตา
หนามกระดูกนับไม่ถ้วนก็ปกคลุมทั่วร่างของไคว่อาน
จากนั้นหนามกระดูกหลุดออกจากร่างของไคว่อาน ล่องลอยอยู่รอบ
กายมัน ที่ปลายแหลมของหนามกระดูกแต่ละแท่งห่อหุ้มด้วยปราณแสงสี
ขาวแหลมคม จำนวนของหนามเหล่านี้มากมายมหาศาลเสียจนชวนให้
ผู้คนหนังศีรษะชาซ่าน
เขิงเหลียนเอ๋อร์ดวงตาวาวจ้า สะกดกลั้นแรงกระตุ้นที่จะลงมือ
แทรกแซงในทันที
สังขารปิศาจเม่นพันหอก!
นึกไม่ถึงว่าไคว่อานที่ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา จะเป็นหนึ่งใน
ตระกูลเม่นพันหอก ปิศาจเม่นพันหอกเป็นยอดฝีมือในการใช้หอกและ
อาวุธยาวโดยกำเนิด สิ่งที่ทำให้พวกมันมีชื่อเสียงมากที่สุด ย่อมต้องเป็น
สังขารปิศาจเม่นพันหอก
หนึ่งในสุดยอดสังขารปิศาจ ซึ่งสามารถใช้สรรพวิชาทักษะปิศาจ
ประเภทหอกได้ถึงขีดสุด
มิหนำซ้าตัวเหลือบสีน้าเงินในมือของมัน ต่อให้ทอดตาทั่วหล้า ยัง
นับเป็นหนึ่งในสุดยอดศาสตรามารประเภทหอก!
แต่ละปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เขิงเหลียนเอ๋อร์กลายเป็นอยากรู้อยากเห็น
ขึ้นมาทันที
วู้ม!
ตัวเหลือบสีน้าเงินซึ่งเปล่งประกายสีน้าเงินเรืองรอง พลันแตกระเบิด
เป็นเศษชิ้นส่วนสีน้าเงินนับหมื่นชิ้น เศษพลังงานสีน้าเงินเหล่านี้แหวกว่าย
ในมหาสมุทรประหนึ่งฝูงปลาขนาดใหญ่ที่ปราดเปรียวถึงขีดสุด
พลังสะท้านขวัญวิญญาณของมหาสมุทรคล้ายไม่อาจสร้างความ
ลำบากให้แก่พวกมันแม้แต่น้อย
อีกด้านหนึ่งของฝูงปลาสีน้าเงิน บรรดาหนามกระดูกที่ล่องลอยอยู่
รอบกายไคว่อาน พลันพุ่งเข้ามารวมตัวกันในมือของมันด้วยระดับ
ความเร็วอันเร่งร้อน จากนั้นหอกกระดูกที่สร้างขึ้นจากหนามกระดูกนับพัน
นับหมื่นก็ปรากฏขึ้นในมือของไคว่อาน
กระแสคลื่นคลั่งอันกราดเกรี้ยวซึ่งโหมซัดมาจากทุกสารทิศ กลับไม่
อาจหยุดยั้งการก่อตัวของหอกกระดูกเล่มนี้ได้
ชั่วพริบตาที่หอกกระดูกถือกำเนิดอย่างสมบูรณ์ ฝูงปลาสีน้าเงินเข้ม
พากันหยุดนิ่งลงอย่างพิสดาร
ไคว่อานถลึงตากลมกว้าง ไม่แยแสสนใจคลื่นสมุทรสุดคลุ้มคลั่งรอบ
กาย ร่างเคลื่อนตามสัญชาตญาณ บิดเอวแทงหอกออกไปอย่างสุดแรงเกิด
สมบูรณ์พร้อมตามตำราไม่มีผิดเพี้ยน!