สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 728 ข่มขวัญ
“อืมม์?”
“ฮะ!”
เทพปิศาจหนุ่มและตาเฒ่าลึกลับพลันหยุดมือโดยพร้อมเพรียง พา
กันหันไปมองในทิศทางของเนินสุสานภูตเป็นตาเดียว
“ดูท่าว่าจะมีคนคิดตัดหน้าเราเสียแล้ว” ชายชราเปรยเบา ๆ พลาง
สั่นศีรษะ
“ไปกันเถอะ ต่อสู้กันมานานเพียงนี้สมควรยืนเส้นยืดสายเพียงพอ
แล้ว จะอย่างไรในแดนปิศาจเราไม่อาจปล่อยให้เผ่าอสูรเข้ามาหยิบฉวย
ผลประโยชน์ตามอำเภอใจ!” เทพปิศาจหนุ่มกล่าวอย่างเฉื่อยชา
ตาเฒ่าลึกลับสั่นศีรษะระรัว “วิหารเทพปิศาจเจ้ายิ่งใหญ่เกรียงไกร
ส่วนอสูรเฒ่าเหล่านั้นมีพวกมาก แต่ข้าเพียงตัวคนเดียวโดดเดี่ยวลำพัง”
“คิดคดโกงผู้ใดกัน? ท่านเห็นได้ชัดว่ายืนอยู่ฝ่ายเดียวกันกับพวกเซี่ยว
ม่อเกอ” เทพปิศาจหนุ่มเหลือกตา “บอกมาคำเดียว เอาด้วยหรือไม่เอา
ด้วย?”
“อ้อ เช่นนี้ก็ดี เจ้าพวกที่พยายามหยิบฉวยผลประโยชน์ตัดหน้าผู้อื่น
ล้วนไม่ใช่ตัวดี!” ชายชราขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นสีหน้าพลันทอแวว
อำมหิต
เทพปิศาจหนุ่มปรบมือ โห่ร้องเห็นดีเห็นงาม “กล่าวได้ดี!”
ทั้งสองสบตากันวูบ แล้วพลันหายวับไปพร้อมกัน
เหล่าผู้คนที่อกสั่นขวัญแขวนในเมืองปู้โจวพากันถอนหายใจโล่งอก
แต่จากนั้นยอดฝีมือผู้มีประสาทสัมผัสเฉียบไวพลันค้นพบเสียงต่อสู้ฆ่าฟัน
จากที่ห่างไกล
“เนินสุสานภูต!”
“เป็นเนินสุสานภูต!”
ผู้คนเดือดพล่านขึ้นมาทันที ผู้ที่ขวัญกล้าบังอาจกว่าผู้อื่นเหินร่างขึ้น
ฟ้า มุ่งตรงไปยังเนินสุสานภูตในบัดดล
หอกหนามกระดูกพลันบังเกิดแรงดูดมหาศาล ประดุจวังวนมหึมา ดูด
รั้งเศษเสี้ยวพลังงานสีน้าเงินที่คล้ายฝูงปลาเข้ามาผนึกรวมกันในชั่ว
พริบตา! ยึดถือปลายหอกเป็นศูนย์กลาง คลื่นพลังคมกล้าดุจหนามแหลม
แผ่กระจายไปทุกทิศทาง
พลังงานสีน้าเงินตามติดคลื่นพลังหนามแหลม ผนึกรวมรั้งตรงปลาย
หอก
ปลายหอกกลายเป็นสว่างเจิดจ้าจนผู้คนไม่อาจมองตรง ๆ เมื่อชมดู
พลังสีน้าเงินที่เข้มขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าผู้ใดก็รู้สึกขวัญวิญญาณสั่นสะท้าน
ซี่ซี่ซี่!
คลื่นเสียงแหลมสูงโหมซัดดุจคลื่นยักษ์ แต่ละระลอกยิ่งมายิ่งแหลม
สูงขึ้นเรื่อย ๆ พลังงานสีน้าเงินดูคล้ายมีชีวิต หลั่งไหลไปยังจุดประกายที่
ปลายหอกอย่างไม่หยุดยั้ง จุดแสงยิ่งมายิ่งหดเล็กลง แต่ยิ่งนานยิ่งสว่างเจิด
จ้ากว่าเดิม
ผู้อาวุโสสวีสีหน้าแปรเปลี่ยน สายตาของมันเพ่งมองไปยังจุดแสงสีน้า
เงินอันพิสดารล้า
ศาสตรามารปฐพี!
ผู้อื่นถึงกับถือครองศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง ทันใดนั้นมันพลันนึก
ขึ้นได้ว่านอกเหนือจาก ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ แล้ว เซี่ยวม่อเกอยังหลอม
สร้างศาสตรามารปฐพีอีกสี่เล่มชุด
หากเป็นในกาลก่อน การหลอมสร้างศาสตรามารปฐพีเล่มใหม่จะต้อง
ดึงดูดความสนใจอย่างรุนแรง แต่สำหรับผู้อาวุโสเผ่าอสูรที่เพิ่งประสบ
ความสำเร็จในการเหยียบเข้าธรณีประตูแห่งพลังเทพ ได้มองข้ามคุณค่า
ความหมายของศาสตรามารปฐพีทั้งสี่โดยไม่รู้ตัว สายตาของพวกมัน
มองเห็นแค่เพียงยุทธภัณฑ์เทพเทียมเท่านั้น
ทว่าเมื่อเผชิญกับพลังสีน้าเงินเจิดจ้าที่กระชากขวัญวิญญาณ สังหรณ์
อันตรายอย่างแรงกล้าพลันกรีดร้องระงมอยู่ในใจ
ผู้อาวุโสสวีคล้ายเพิ่งสะท้านตื่นขึ้นจากฝัน ลำพังศาสตรามารปฐพี
เล่มหนึ่งยังเพียงพอที่จะคุกคามมัน!
อาภรณ์ของมันสะบัดพลิ้วแม้จะปราศจากลม ผู้อาวุโสสวีใบหน้าจู่ ๆ
กลับกลายเป็นแดงก่าดุจเมาสุรา สองมือกดลง ตวาดอย่างดุดันปานฟ้า
คำรน “อยู่!”
มหาสมุทรอันเต็มไปด้วยกระแสคลื่นคลุ้มคลั่งสงบลงอย่างฉับพลัน
ผิวน้านิ่งสนิท ดูผิวเผินคล้ายอัญมณีสีฟ้าใส
แต่ภายในอัญมณีใหญ่โตมโหฬารนั้น เห็นลำแสงสีฟ้าเบ่งบานปาน
บุปผา โคจรหมุนวนอย่างเชื่องช้าผิดธรรมดา
แรงกดทับจากทุกทิศทุกทางยิ่งทวีความกล้าแข็งขึ้นอย่างมหาศาล ไค
ว่าอานแทบลมหายใจขาดห้วง ภายใต้แรงกดทับมหาประลัยนี้ แม้แต่
สังขารปิศาจอันแกร่งกร้าวของมันยังถึงกับปริแตก แต่มันมีประสบการณ์
ต่อสู้โชกโชน เคยเข่นฆ่าอาบเลือดฝ่าออกมาจากชายขอบของความเป็น
ความตายนับครั้งไม่ถ้วน มันทราบแน่แก่ใจว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ามันกลับหลับตาลง มีแต่ตัวมันเองที่ทราบว่าจิตใจ
ของตนสงบเยือกเย็นอย่างสมบูรณ์ มือขวาที่จับด้ามหอกกระดูกบัดนี้
เลื่นอลงไปจนสุดปลายด้าม ทันใดนั้นบิดเอวพลิกข้อมือ แทงหอกหมุน
คว้างอย่างหักโหม!
ปัง!
หอกกระดูกระเบิดออกไปอย่างฉับพลัน หมุนเป็นเกลียวอย่างเกรี้ยว
กราดดุดัน เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ตูมตูมตูม!
มหาสมุทรที่ขวางหน้าถูกกระแสพลังหอกฉีกออกเป็นช่อง
ไคว่อานโลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงจากมุมปาก ถึงยามนี้มันค่อยลืมตา
ขึ้น ดวงตาทั้งคู่ทั้งสงบเยือกเย็นและสดใสเป็นประกาย
จุดแสงสีน้าเงินอันผนึกรวมรั้งที่ปลายหอก ค่อยพุ่งวาบออกไปตาม
รอยแยกของมหาสมุทร
ไคว่อานมุมปากจุดเป็นรอยยิ้มสาสมใจ นับตั้งแต่ที่มันพบว่าฝ่ายตรง
ข้ามฝึกปรือพลังเทพ มันก็วางเดิมพันสองประการ เดิมพันแรกมันวางไว้
กับหอกตัวเหลือบสีน้าเงิน สุดยอดศาสตรามารปฐพีรูปแบบหอกที่ไม่มีผู้ใด
เคยได้ชมดูพลังอำนาจของมัน อีกประการหนึ่งก็คือ ไคว่อานเดิมพันว่า
ฝ่ายตรงข้ามแม้ฝึกปรือพลังเทพ แต่สมควรเพิ่งฝึกปรือได้ไม่นาน ดังนั้นมัน
เดิมพันว่าหอกตัวเหลือบสีน้าเงินสามารถทำร้ายศัตรูได้!
จุดแสงสีน้าเงินกรีดผ่านมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่โดยไม่มีอุปสรรคขวาง
กั้น ผู้อาวุโสสวีใบหน้าขาวซีดดุจคนตาย
สองมือยังคงกดลง มันเร่งเร้าพลังอย่างไม่คิดชีวิต!
กำแพงน้ามากมายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นจากห้วงสมุทร เพียรปิดสกัดจุด
แสงสีน้าเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่จุดแสงสีน้าเงินคล้ายไม่มีตัวตน
แท้จริง ยังคงพุ่งตรงผ่านไปโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้นเอาไว้ได้
จุดแสงสีน้าเงินคล้ายใช้เวลายาวนาน แท้ที่จริงเพียงชั่ววิบตาเดียวก็
พุ่งวาบเข้ามาถึงตรงหน้าผู้อาวุโสสวี
ผู้อาวุโสสวีเหม่อมองจุดแสงสีน้าเงินอันพร่างพราว พลันพบว่าแรง
ดูดอันรุนแรงแล่นผ่านมาจากจุดแสงสีน้าเงิน สะกดตรึงมันจนไม่อาจขยับ
เคลื่อนไหว ในยามแตกตื่นลนลานและสิ้นหวังได้แต่ร้องสุดเสียง “ช่วยข้า
ด้วย!”
ยังไม่ทันกล่าวจบคำ จุดแสงสีน้าเงินพุ่งทะลวงกึ่งกลางหว่างคิ้วของผู้
อาวุโสสวีอย่างถนัดถนี่
จากนั้นศีรษะของผู้อาวุโสสวีระเบิดแสงสีน้าเงินเหลือคนานับ ผู้
อาวุโสสวีร่างหลอมละลายดุจหิมะต้องแสงอาทิตย์
เปรี๊ยะ!
ตัวเหลือบสีน้าเงินกลับสู่คืนรูปลักษณ์ดั้งเดิม หอกศาสตรามารปฐพี
หม่นประกายลงมาก เห็นรอยร้าวปกคลุมไปทั่วทั้งใบหอกด้ามหอก มันร่วง
ลิ่วลงจากฟ้า กระแทกใส่พื้นอย่างหนักหน่วง แล้วแตกกระจายเป็นเศษ
ชิ้นส่วนนับไม่ถ้วน
ไคว่อานก็ร่วงลงจากฟ้าพร้อมกัน ใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ลม
หายใจรวยรินแทบขาดห้วงได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้นเสียงตวาดด้วยโทสะดังกึกก้อง เปลวไฟสายหนึ่งพลันพวย
พุ่งออกมาจากกลุ่มผู้อาวุโสเผ่าอสูร มุ่งจู่โจมใส่ไคว่อานผู้สิ้นสติ
เปรี้ยง!
เปลวไฟสายหนึ่งจู่ ๆ แตกระเบิดกลางอากาศ
แขนเสื้อยาวรัดพันรอบร่างของไคว่อาน ดึงรั้งกลับมาอย่างนุ่มนวล
สุ้มเสียงสงบนิ่งแต่เย็นเยียบของเขิงเหลียนเอ๋อร์คล้ายดังอยู่ริมหูทุก
ผู้คน “ผู้อาวุโสเผ่าอสูรผู้สูงส่งกลับไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ข้าเพิ่งจะเคยพบ
พานเป็นครั้งแรก นับเป็นบุญตาของข้านัก”
“บังอาจ! เด็กหญิงเจ้ากล้า… …” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งชี้หน้าเขิงเหลียนเอ๋อร์
ตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
แต่มันยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค จันทร์เสี้ยวดวงหนึ่งจู่ ๆ สาด
ประกายที่ด้านหลังศีรษะของมัน เห็นจันทร์เสี้ยวตวัดวูบ ศีรษะของผู้
อาวุโสนั้นหลุดร่วงออกจากร่าง กลิ้งหลุน ๆ ไปตามพื้นด้านล่าง ดวงตาของ
มันยังเบิกค้าง กึ่งงงงวย กึ่งเหลือเชื่อ
เขิงเหลียนเอ๋อร์เอ่ยเสียงราบเรียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “แก่ชราถึง
เพียงนี้ ไฉนอารมณ์ร้อนวู่วามนัก?”
ท่าสังหารของเขิงเหลียนเอ๋อร์มาโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า การจู่โจม
สังหารอย่างเฉียบขาดของนางขู่ขวัญทุกผู้คนจนต้องสยิวกายอย่างหนาว
เหน็บ รู้สึกลำคอเย็นวาบขึ้นมา ในใจตื่นตระหนกสุดระงับ กระบวนท่าของ
เขิงเหลียนเอ๋อร์อยู่เหนือความเข้าใจของพวกมัน ผู้อาวุโสเผ่าอสูรเหล่านี้
นับตั้งแต่ย่างเท้าเข้าสู่วิถีแห่งพลังเทพ พลังยุทธ์ของพวกมันก็เติบโตขึ้น
อย่างก้าวกระโดด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พวกมันอย่างล้นเหลือ ไม่ว่าอสูร
ฟ้า จอมปิศาจด่านไสว้หรือยอดคนด่านฝ่านซูสามัญ พวกมันล้วนหยามดู
แคลนทั้งสิ้น หนึ่งเดียวที่พวกมันระแวงระวัง มีเพียงสามเทพปิศาจแห่ง
วิหารเทพปิศาจเท่านั้น
ผู้ใดจะคาดคิด วันนี้จอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งกับศาสตรามารปฐพีเล่ม
หนึ่ง กลับสามารถปลิดชีวิตผู้อาวุโสสวี
ยิ่งไปกว่านั้น เขิงเหลียนเอ๋อร์นางนี้ยิ่งลี้ลับพิสดาร สุดหยั่งคำนวณยิ่ง
กว่า ผู้อาวุโสหวังกระทั่งวิญญาณหลุดจากร่างยังไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ใน
หมู่พวกมัน ไม่มีผู้ใดมีความมั่นใจว่าจะหลบรอดจากท่าสังหารนี้ได้
หมิงเยวี่ยเยี่ยสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา คลื่นพลังเทพทะลักทลายออก
จากร่าง พลังสภาวะเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง นางประดุจดวงตะวันเจิดจรัสที่
กลางหาว แผดแสงแรงกล้าจนผู้คนไม่อาจมองตรง ๆ ดวงตาคู่งามทอแวว
เย็นยะเยียบ ขณะกล่าวเสียงเย็นชา “เซี่ยวม่อเกอต้อนรับแขกเหรื่อเช่นนี้
หรือ?”
เขิงเหลียนเอ๋อร์ยังคงมีสีหน้าสงบเยือกเย็น แต่หัวใจจมดิ่งลงเล็กน้อย
ท่าสังหารเมื่อครู่เป็นเทพวิชาที่นางเพิ่งบรรลุเมื่อไม่นานมานี้เอง เรียกว่า
‘จันทราแรกสังหาร’ นางเห็นคนเหล่านี้ทั้งเย่อหยิ่งจองหองทั้งวาง
อำนาจบาตรใหญ่ คิดขู่ขวัญพวกมันสักครา ดังนั้นใช้กระบวนท่านี้ปลิด
ชีวิตหนึ่งคนอย่างไม่ลังเล ‘จันทราแรกสังหาร’ แม้ร้ายกาจยิ่ง แต่สิ้นเปลือง
พลังเทพปริมาณมาก ยามนี้พลังเทพของนางสิ้นสูญไปกว่าครึ่ง
สิ่งที่นางไม่คาดคิดก็คือ ในขณะที่ผู้อาวุโสอื่น ๆ ถูกขู่ขวัญจนเสีย
ขบวนรวนเร สตรีนามหมิงเยวี่ยเยี่ยนั้นกลับไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
คลื่นพลังเทพที่หมิงเยวี่ยเยี่ยระเบิดออกมายังทำให้เขิงเหลียนเอ๋อร์
ประหลาดใจไม่น้อย ถึงกับกล้าแข็งกว่าผู้อาวุโสสวีไม่รู้เท่าใด หากนางยังมี
พลังสมบูรณ์เต็มที่ เขิงเหลียนเอ๋อร์เชื่อมั่นว่าสามารถต่อกรกับสตรี
อันตรายนางนี้โดยไม่เพลี่ยงพล้า แต่ยามนี้ขอเพียงลงมือ ความลับของนาง
จะถูกเปิดเผยทันที
ชิงฮวาเสวี่ยแม้พลังฝีมือรุดหน้าก้าวไกล แต่ไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพ
เมื่อเทียบกับผู้อาวุโสเหล่านี้ยังห่างไกลกันมาก ไม่อาจช่วยเหลืออันใด
ขณะที่เขิงเหลียนเอ๋อร์เริ่มวิตกกังวลขึ้นมา สุ้มเสียงเย็นเยียบพลันดัง
กังวานลงมาจากฟากฟ้า
“นั่นต้องดูว่าเป็นแขกเหรื่อเช่นไร แขกเหรื่อที่ไม่ได้รับเชิญเยี่ยงพวก
เจ้า ข้าต้อนรับเช่นนี้ไม่เห็นมีอันใดไม่ถูกต้อง!”
หมิงเยวี่ยเยี่ยม่านตาหดแคบลงทันควัน
ชั่วพริบตาที่สุ้มเสียงนั้นดังขึ้น เปลวไฟสีทองสายหนึ่งพลันพุ่งขึ้นจาก
พื้น แผ่ขยายออกไปสองฟากข้างอย่างเร่งร้อน กั้นขวางกึ่งกลางระหว่าง
เขิงเหลียนเอ๋อร์กับหมิงเยวี่ยเยี่ย
เห็นเปลวไฟสีทองตรงแน่วเส้นหนึ่ง ราวกับมีดคมกล้ากรีดผ่าน
แบ่งแยกสองฝ่ายออกจากกันอย่างสมบูรณ์
“ผู้ที่ข้ามเส้นนี้มา ล้วนฆ่าโดยไม่ละเว้น!”
สุ้มเสียงเย็นยะเยือกเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ประหนึ่งสายลม
เหมันต์พัดผ่านในใจเหล่าผู้อาวุโสเผ่าอสูร แต่ละคนรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
แต่ไม่มีผู้ใดกล้ายึดถือวาจานี้เป็นเรื่องขบขัน เส้นเปลวไฟสีทองแม้ลุก
ไหม้อย่างเงียบเชียบ ทว่าความบริสุทธิ์ของพลังเทพที่แฝงอยู่ภายในขู่ขวัญ
พวกมันจนตะลึงลาน!
ในโลกถึงกับมีพลังเทพที่บริสุทธิ์ถึงเพียงนี้!
ชั่วพริบตานี้กระทั่งหมิงเยวี่ยเยี่ยยังลืมหายใจ นางเองก็ถูกขู่ขวัญแล้ว
ถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ยามนี้นางทราบชัดแล้วว่านางประเมินเซี่ยว
ม่อเกอต่าทรามเกินไป ฝีมือพลังเทพของอีกฝ่ายเหนือล้ากว่าที่นางคาด
เอาไว้มาก
ชั่วอึดใจให้หลัง สีหน้านางกลับเป็นปกติ เซี่ยวม่อเกอแม้พลังฝีมือกล้า
แข็งกว่าที่นางคิด แต่ในด้านกำลังคนฝ่ายนางยังคงมีเปรียบอย่างเต็มที่
ผู้อาวุโสทั้งหมดที่อยู่รอบกายนางล้วนฝึกปรือพลังเทพ แม้พลังฝีมือ
ของแต่ละคนอาจไม่เข้มแข็งเท่าเซี่ยวม่อเกอ แต่หากพวกมันผนึกกำลังกัน
ย่อมไม่ตกเป็นเบี้ยล่าง
เพียงชั่วอึดใจสั้น ๆ นางพิจารณาผลได้ผลเสียอย่างถี่ถ้วน
หมิงเยวี่ยเยี่ยลอบกำหนดมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพของเซี่ยวม่อเกอ
เพิ่มเข้าไปในจุดมุ่งหมายของพวกนางคราวนี้ด้วย นอกจากอาภรณ์ทูต
สวรรค์แล้ว หากพวกนางสามารถครอบครองมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพของ
เซี่ยวม่อเกอ อาจสามารถปรับปรุงแก้ไขพลังเทพของสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูร
จนสมบูรณ์พร้อม
“เซี่ยวม่อเกอ เจ้าคิดเป็นศัตรูกับสภาผู้อาวุโสหรือ?” หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่
ยอมเลิกรา เอ่ยถามด้วยเสียงเย็นเยือก
เบื้องหลังม่านเพลิงเป็นความเงียบอย่างสมบูรณ์ ไม่ทราบตั้งแต่
เมื่อใด เขิงเหลียนเอ๋อร์และชิงฮวาเสวี่ยนำตัวไคว่อานหายไปแล้ว
“เซี่ยวม่อเกอ ประวัติความเป็นมาของเจ้าแม้ยังไม่เปิดเผย แต่จะต้อง
มีสายเลือดของเผ่าอสูรเราเป็นแน่” หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ท้อถอย สุ้มเสียงของ
นางยังคงหนักแน่นมั่นคง “เวลานี้ใต้หล้าถึงกาลเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่
หลวง เจ้าไม่คิดกระทำการให้ระบือลือลั่นบ้างรึ? สภาผู้อาวุโสเราชื่นชอบ
คนมีฝีมือ เจ้าเองก็เป็นคนที่พวกเราต้องการ! หากเจ้ายินดีเข้าร่วมสภาผู้
อาวุโส ข้าก็ยินดีสละตำแหน่งของข้า ขอเป็นผู้ช่วยของเจ้าแทน! สภาผู้
อาวุโสมีกองทัพมากมาย มีทรัพยากร มีผู้คน พวกมันสามารถสนับสนุนเจ้า
อย่างที่เจ้าคาดไม่ถึง ส่วนขุมกำลังของเจ้าในตอนนี้จะยังคงอยู่ในคำบัญชา
ของเจ้าอย่างสมบูรณ์ รับรองว่าสภาผู้อาวุโสจะไม่ก้าวก่ายแม้แต่น้อย!”
ผู้อาวุโสอื่น ๆ พอฟังล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยน สายตาที่พวกมันมองดู
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่เพียงตื่นตะลึง แต่ยังเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใส!
ภายในเนินสุสานภูต จั่วม่อเองยังอดนับถือเลื่อมใสหมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ได้
เช่นกัน สตรีนางนี้ร้ายกาจยิ่ง! หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ต่อหน้าเงื่อนไขเหล่านี้
พวกมันจะต้องหวั่นไหวใจแล้ว ควรทราบว่าสภาผู้อาวุโสครอบครองพลัง
อำนาจอันยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม เผ่าอสูรทั้งมวลอยู่ภายใต้การ
ปกครองของพวกมัน หนึ่งเดียวที่สามารถยกขึ้นเทียบกับพวกมันได้ มีเพียง
คุนหลุน ส่วนเทียนหวนและมหาสำนักอื่น ๆ ยังคงอ่อนด้อยกว่าบ้าง ไม่
ต้องเอ่ยถึงเผ่าปิศาจซึ่งแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่ายภายใต้การปกครองของ
ขุนศึกต่าง ๆ ยังห่างไกลจากขุมกำลังของสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรนัก
แปะ แปะ แปะ!
เสียงปรบมืออย่างเสแสร้งพลันดังขึ้นอย่างเหมาะเจาะพอดี เห็นบุรุษ
หนุ่มรูปงามผู้สง่าผ่าเผยผ่านเข้ามาในครรลองสายตาของผู้คนอย่างแช่ม
ช้า นี่ยังจะเป็นผู้ใดไปได้นอกจากเทพปิศาจหนุ่มแห่งวิหารเทพปิศาจ โหย
วซือหย่าเค่อ
มันพอปรากฏตัวก็เหลือบมองเส้นเปลวไฟบนพื้น หัวใจกระตุกวูบ แต่
บนใบหน้าไม่เปิดเผยร่องรอยใด เพียงแย้มยิ้มอย่างเกียจคร้าน “ได้ยินมา
นานว่าคุณหนูหมิงเป็นวีรสตรีที่หาได้ยากในเผ่าอสูร ครั้งนี้ได้พบพาน
นับว่าสมดังคำเล่าลือ! ร้ายกาจ ร้ายกาจ! อย่างไรก็ตาม พวกเจ้าเหล่าอสูร
แล่นมาอาละวาดหมายจะขุดเจาะรากฐานของเรา จะให้พวกเราเผ่าปิศาจ
กล้ากลืนฝืนทนได้อย่างไร?”
“ท่านคือเทพปิศาจโหยวซือหย่าเค่อกระมัง? ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้
พบ!” หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาทอประกายเจิดจ้า ย่อกายคารวะอย่างงดงาม
“ไอหย่าหยา สตรีอันร้ายกาจเช่นเจ้า ข้ากลับไม่อยากพบพาน“ โหยว
ซือหย่าเค่อไม่เกรงอกเกรงใจ ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสรอบกายหมิงเยวี่ยเยี่ย
ใบหน้าทอแววโกรธขึ้งในบัดดล
ทว่าเทพปิศาจหนุ่มไม่แยแสสนใจพวกมัน กลับหันไปหาจั่วม่อ ร้อง
ชักชวนว่า “เฮ้ เซี่ยวม่อเกอ เจ้ามาที่วิหารเทพปิศาจดีหรือไม่? ข้าจะยก
ตำแหน่งของข้าให้แก่เจ้า อ้อ ใช่แล้ว วิหารเทพปิศาจเราไม่มีกฎเกณฑ์คร่า
ครึเหล่านั้น เจ้าสามารถกระทำได้ทุกอย่างที่เจ้าต้องการ ไปมาได้ตาม
สะดวก เป็นสถานที่ดีงามที่เหมาะสำหรับการกินนอนจนกว่าจะตาย
รับรองว่าไม่มีที่ใดเสมอเหมือน!”
ชิงฮวาเสวี่ยกับเขิงเหลียนเอ๋อร์หันไปมองจั่วม่อด้วยสายตาแปลก
พิกล ส่วนไคว่อานซึ่งเพิ่งจะฟื้นคืนสติถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง