สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 729 โหมโรงสู่งานฉลอง
จั่วม่อเองยังอึ้งงันไปเล็กน้อย แต่จากนั้นกลายเป็นลำพองใจอยู่บ้าง ที่
แท้เกอก็เนื้อหอมถึงเพียงนี้!
อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่สามเณรมือใหม่ที่เพิ่งออกท่องเที่ยวอีกแล้ว
บนใบหน้าไม่ได้เผยวี่แววกระหยิ่มยิ้มย่องแม้แต่น้อย สุ้มเสียงของมันเต็ม
ไปด้วยความขัดแย้งลังเล ราวกับว่ากำลังเผชิญกับตัวเลือกที่สุดแสนจะ
ยุ่งยากใจ “ข้า…ข้าต้องใคร่ครวญดูก่อน”
เขิงเหลียนเอ๋อร์และชิงฮวาเสวี่ยมองจั่วม่อด้วยสีหน้าแปลกพิกล พวก
นางไม่ว่าฟังอย่างไรก็ได้ยินแต่น้าเสียงจริงจังจริงใจ ถึงกับปากอ้าตาค้าง …
นักแสดง! นี่มันนักแสดงมือเอกชัด ๆ!
ไคว่อานสีหน้างุนงง มันไม่ค่อยเข้าใจนัก สำหรับสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูร
ย่อมไม่มีอันใดต้องกล่าวถึง ส่วนวิหารเทพปิศาจก็กำลังทะยานขึ้นเป็นหนึ่ง
ในขุมกำลังที่แกร่งกร้าวเกรียงไกรที่สุดในแดนปิศาจ แม้ยามนี้ยังไม่อาจ
เปรียบเทียบได้กับสภาผู้อาวุโส แต่ดูจากศักยภาพที่เผยออกมา เป็นที่แน่
ชัดว่าจะกลายเป็นมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งของทั้งสามภพ
คำเชื้อเชิญจากสองขุมกำลังทรงอำนาจ คนผู้นี้ไฉนทำเหมือนเป็น
เรื่องหยอกล้อกันเล่น?
ภายใต้สายตาอึ้งงันของไคว่อาน จั่วม่อไม่แยแสสนใจอันใดอีก หัน
กลับไปเร่งมือตั้งค่ายกลอีกครั้ง
หากก่อนหน้านี้มันเคยหวาดวิตกอยู่บ้าง จั่วม่อในตอนนี้ก็เต็มไปด้วย
ความเชื่อมั่นต่อ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ อย่างล้นเหลือ ‘สวน
สวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ เพิ่งจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมายังทรง
อานุภาพถึงเพียงนี้ แล้วหากก่อตั้งค่ายกลจนเสร็จสมบูรณ์ไม่ทราบจะร้าย
กาจปานใด นี่ทำให้มันตั้งตาคาดหวังรอคอย
คราครั้งนี้ค่ายจินวูสร้างสิ่งของร้ายกาจออกมาแล้ว!
นึกถึงเหล่าซิวเจ่อนักหลอมสร้างชั้นต่าซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในจุดต่าสุด ไม่
มีจิตปณิธาน ไร้ซึ่งความหวัง ถึงตอนนี้กลับสามารถคิดค้นค่ายกลอันทรง
พลังถึงเพียงนี้ ในใจจั่วม่อเต็มไปด้วยความสำเร็จ
ในเวลาเดียวกัน แดนม่ออวิ๋นไห่ ค่ายจินวูกำลังยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน
แต่ละคนเร่งเตรียมการมือเป็นระวิง
กองทัพเสร็จสิ้นการรวมพลตั้งแต่แรก บรรยากาศภายในม่ออวิ๋นไห่
หนักอึ้งเคร่งเครียด เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน
แผนที่อาณาจักรขนาดมหึมาวางอยู่ตรงหน้าพวกมัน
กงซุนชาบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเหมือนเด็กชายข้างบ้าน
นั่งเรียงรายเป็นแถวอยู่เบื้องหน้ามัน เป็นซู่หลง ม้าฝาน อาซาเก่อ
สือตง เว่ยหยาน เยี่ยหลิงและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งมวล คนเหล่านี้หาก
วางไว้ในขุมกำลังฝ่ายอื่น ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแต่สามารถขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่
แต่อยู่ที่นี่พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะเกียจคร้านสักเล็กน้อย แต่ละคนใบหน้า
เผยแววยะเยียบเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์ของแม่ทัพบัญชาการศึกชั้นยอด
เสื้อผ้าอาภรณ์พิถีพิถัน เป็นระเบียบเรียบร้อย สีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา แทบ
จะกลายเป็นลักษณะเฉพาะของเหล่าแม่ทัพบัญชาการศึกแห่งม่ออวิ๋นไห่
ไปแล้ว
เปี๋ยหานแม้มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับกงซุนชา แต่เพียงดูแลกองพัน
บาปเคราะห์ ส่วนระบบกองทัพและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งมวลของม่ออวิ๋
นไห่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกงซุนชาแต่ผู้เดียว กงซุนชาชมชอบ
แบบฉบับอันหมดจดคมชัด ซึ่งมีอิทธิพลต่อทุกผู้คนใต้สังกัดมัน กระทั่งคน
หยาบกร้านเช่นเหลยเผิงยามเข้าพบกงซุนชา ยังแต่งกายอย่างเรียบ ๆ
ร้อย ๆ ด้วยความระมัดระวัง
ชัยชนะอันยิงใหญ่เหนือวัดเสวียนคง ช่วยหนุนส่งให้กงซุนชากับเปีย
หานชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้า พวกมันเบียดเสียดเข้าสู่ทำเนียบยอดแม่ทัพ
บัญชาการศึกแห่งแดนซิวเจ่อ เหล่าแม่ทัพนายกองเบื้องหน้านี้หากมิใช่
ผ่านการปลุกปั้นส่งเสริมจากกงซุนชา ก็เป็นเชลยศึกที่ยอมจำนนหลังจาก
แพ้พ่าย คนเหล่านี้ไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยต่อคำสั่งของกงซุนชา
นับตั้งแต่ม่ออวิ๋นไห่ของพวกมันทำศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายนับเป็น
เวลานานพอดู ยามนี้เมื่อถูกเรียกมาเข้าประชุม ทุกผู้คนดวงตาทอประกาย
ร้อนแรง นอกจากเปี๋ยหานแล้ว แม่ทัพนายกองทั้งหมดล้วนมากันพร้อม
หน้า
“คราครั้งนี้ เราเพิ่งได้รับข่าวว่าคุนหลุนกำลังจะเข้าร่วมศึกตัดแบ่ง
ดินแดนของวัดเสวียนคง!” กงซุนชากล่าวอย่างยิ้มแย้ม
โอ!
ทั่วทั้งห้องประชุมกลยุทธ์ระเบิดขึ้นทันที ทุกผู้คนใบหน้าทอแวว
ลิงโลดยินดีอย่างปิดไม่มิด พวกมันไม่มีผู้ใดไม่เข้าใจว่านี่หมายความว่า
อย่างไร
“ต้าเหริน! พวกเราก็เข้าร่วมศึกด้วย!” เหลยเผิงผู้มักกลัวว่าโลกจะไม่
วุ่นวายพอ ย่อมกระโจนออกมาเป็นคนแรก
กระทั่งสือตงผู้ได้ชื่อว่าสงบเยือกเย็นกว่าผู้ใด ยามนี้ดวงตายังทอ
ประกายร้อนแรงด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ มันพึมพำเสียงเบา “โอกาสอัน
ดีงามนัก!”
ห้องประชุมกลยุทธ์ร้อนระอุขึ้นมาทันที เต็มไปด้วยเสียง
วิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรส กงซุนชาก็ไม่ห้ามปรามพวกมัน มันทราบว่า
คนเหล่านี้คาดหวังรอคอยโอกาสอันดีงามเช่นนี้มานาน
เมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้วนี้เอง คุนหลุนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหว เริ่มเปิด
ศึกโจมตีดินแดนของวัดเสวียนคงอย่างเต็มรูปแบบ! นี่เป็นสัญญาณอัน
ชัดเจน สัญญาณที่ทุกฝ่ายในสวรรค์สี่ดินแดนล้วนเฝ้ารอคอย
งานเลี้ยงตัดแบ่งวัดเสวียนคงเปิดฉากขึ้นแล้ว!
พวกมันเฝ้ารอสัญญาณนี้มานาน ไม่มีผู้ใดไม่ทราบว่าวัดเสวียนคง
ยามนี้อ่อนแอถึงที่สุด ที่ผ่านมาบริเวณชายแดนอาณาจักรของวัดเสวียนคง
เกิดการปะทะกันนับครั้งไม่ถ้วน ถึงกับมากครั้งกว่าในรอบหนึ่งพันปีที่ผ่าน
มารวมกันเสียอีก!
แต่กงซุนชาไม่ได้กระโจนเข้าไปร่วมวงด้วย ผลประโยชน์เล็กน้อย
เหล่านั้นไม่ควรค่าให้มันต้องเหลือบแล มันเฝ้าแต่ครุ่นคิดวางแผน ว่าทำ
อย่างไรจะหยิบฉวยผลประโยชน์จากงานเลี้ยงฉลองอันยิ่งใหญ่นี้ได้มาก
ที่สุด
มองดูเหล่าแม่ทัพนายกองที่ตื่นเต้นฮึกเหิม ริมฝีปากอดหยักโค้งเป็น
รอยยิ้มจาง ๆ ไม่ได้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันจู่ ๆ นึกถึงศิษย์พี่ขึ้นมา ศิษย์
พี่เวลานี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว? มันยังไม่อาจทราบได้ แต่หากศิษย์พี่อยู่ที่นี่
ด้วย ไม่ว่าปัญหาใดก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป!
กงซุนชาเหม่อลอยเล็กน้อย วิธีการที่ศิษย์พี่รับมือกับเรื่องราวอย่าง
ปลอดโปร่ง แล้วหลังจากนั้นค่อยเผยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง ทำเอามัน
เลื่อมใสไม่คลาย
มันตั้งสติอีกครั้ง สายตาจ้องมองไปยังเหล่าแม่ทัพนายกองอัน
เข้มแข็งที่เบื้องหน้า มันสูดลมหายใจลึก ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้องช่วยศิษย์
พี่วางรากฐานอันมั่นคงให้จงได้!
มีแต่รากฐานอันมั่นคงแข็งแรง จึงสามารถช่วยให้ศิษย์พี่บรรลุถึงสิ่งที่
มุ่งมาดปรารถนาได้อย่างสมบูรณ์!
จิตวิญญาณการต่อสู้พลันลุกโชน ประดุจเปลวไฟที่จู่ ๆ ก็ปะทุขึ้นแล้ว
ลุกไหม้อย่างคลุ้มคลั่ง แผ่กระจายออกมาจากดวงอันสงบเยือกเย็นคู่นั้น!
เหล่าแม่ทัพนายกองชะงักกึก รู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณการต่อสู้อัน
รุนแรงของแม่นางน้อย ห้องประชุมอันเอะอะอึกทึกพลันเงียบกริบ ทุก
ผู้คนยืดอกเอวตั้งหลังตรง ใช้สายตารอคอยคำสั่งของกงซุนชาอย่างหิว
กระหาย!
“แผนการทั้งหมดล้วนแจกจ่ายให้พวกเจ้าแต่แรก เชื่อว่าพวกเจ้าคง
ศึกษาจนทะลุปรุโปร่งนานแล้ว ดังนั้นข้าจะไม่กล่าวซ้า”
สุ้มเสียงของกงซุนชาแหลมคม แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายคลุ้มคลั่ง กังวาน
ชัดเจนอยู่ในห้องประชุมกลยุทธ์ บันดาลให้จิตวิญญาณการต่อสู้อัน
ร้อนแรงของทุกผู้คนยิ่งบ้าคลั่งกว่าเดิม
“คราครั้งนี้ เป้าหมายของเราคือห้าสิบหกอาณาจักร! ทั้งหมดถูกทำ
เครื่องหมายไว้แล้ว! อย่าให้เหลือแม้แต่แห่งเดียว! ไม่ว่าขุมกำลังฝ่ายใด
หากขวางทางพวกเจ้า พวกมันล้วนเป็นศัตรู! ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีการใด
สยบพวกมัน เข่นฆ่าล้างผลาญพวกมัน จับคนเป็นตัวประกัน ข้าล้วนไม่
สนใจ ข้าเพียงต้องการแค่อย่างเดียว ต้องรวดเร็ว! เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยึดครองห้าสิบหกอาณาจักรนั้นให้เร็วที่สุด!
ถึงตอนท้ายสุ้มเสียงของกงซุนชาแทบกลายเป็นเสียงตวาด
“น้อมรับคำสั่ง ต้าเหริน!” ทุกผู้คนคำรามรับคำอย่างพร้อมเพรียง
… …
… …
เกาะเมฆอีกาทองคำไม่เคยยุ่งวุ่นวายถึงเพียงนี้มาก่อน เนืองแน่นไป
ด้วยผู้คน สมาชิกแกนหลักทั้งหมดของค่ายจินวูล้วนมารวมตัวกันอย่าง
พร้อมหน้า นอกเหนือจากกลุ่มแกนหลักเหล่านี้แล้ว ยังมีองค์กรฝ่ายนอก
ขนาดใหญ่อีกคับคั่ง
ในม่ออวิ๋นไห่มีองค์กรฝ่ายนอกอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่นำโดย
สมาชิกแกนหลักของค่ายจินวูหนึ่งคน หรือไม่เกินสองคน ภายในองค์กรมัก
ประกอบด้วยซิวเจ่อสามัญที่มีฝีมือในศาสตร์วิชาสายการผลิต อาวุธเวท
อันเรียบง่ายบางส่วน รวมถึงโอสถปราณและกระยาหารปราณทั่วไป จะถูก
ผลิตขึ้นโดยองค์กรฝ่ายนอกเหล่านี้เอง ยิ่งพลังอำนาจของม่ออวิ๋นไห่ทวี
ความแข็งแกร่งขึ้น จำนวนสิ่งของจำเป็นที่พวกมันต้องใช้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่าง
มหาศาล อาศัยเพียงค่ายจินวูไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ ดังนั้นองค์กรฝ่าย
นอกเหล่านี้จึงถือกำเนิดขึ้น
คนรุ่นเยาว์ซึ่งมีพรสวรรค์อันเด่นล้าจะต้องผ่านการเรียนรู้จากองค์กร
ฝ่ายนอกเหล่านี้เสียก่อน เพื่อสั่งสมประสบการณ์ เพิ่มพูนความช่าชอง
ชำนาญในศาสตร์วิชาที่พวกมันถนัด
เนื่องเพราะการอบรมสั่งสอนเวทวิชาและทักษะเคล็ดลับจากอาจารย์
ชั้นยอด มิหนำซ้าพวกมันยังหางานที่ถนัดมือได้ง่ายดาย ภายใต้
สภาพแวดล้อมในการประชันขันแข่งที่ค่อนข้างยุติธรรม ดังนั้นองค์กรฝ่าย
นอกเหล่านี้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายอย่างรวดเร็ว
มองดูกลุ่มคนที่ทั่งเอะอะและวุ่นวาย สองปรมาจารย์แห่งค่ายจินวู
ขมวดคิ้วแนบแน่น ดวงตาสองคู่ทอแวววิตกกังวล เมื่อเทียบกับค่ายจินวูที่
ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี องค์กรฝ่ายนอกเหล่านี้ก็ยุ่งเหยิงจนแทบ
ทนดูไม่ได้
เมื่อนึกถึงแผนการอันอัศจรรย์พันลึกของกงซุนชาต้าเหริน สอง
ปรมาจารย์รู้สึกน้าหนักอันหนักหน่วงกดทับอยู่บนไหล่บ่า หนักอึ้งจน
หายใจหายคอไม่สะดวก ด้านหลังพวกมันมีเรือวิเศษมากกว่าหนึ่งพันลำ
ลอยตัวอยู่กลางเวหา ก่อเกิดเป็นภาพอันยิ่งใหญ่ตระการตา! เรือวิเศษ
เหล่านี้ถูกเรียกระดมมาจากเรือวิเศษที่ใช้ขนสิ่งสินค้าของบรรดากิจการ
ร้านค้าทั้งหมดในม่ออวิ๋นไห่
คราครั้งนี้ พวกมันลงทุนลงแรงอย่างมหาศาลโดยแท้!
ทันใดนั้นเอง นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งเหินร่อนลงมาตรงหน้า
ปรมาจารย์ซุนเป่า ปรมาจารย์ซุนเป่ารีบยื่นมือออกไปคว้า แล้วอ่าน
ข่าวสารภายในทันที จากนั้นใบหน้าแดงซ่านด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ
มันส่งนกกระเรียนกระดาษให้แก่จี๋เหว่ย ปรมาจารย์จี๋เหว่ยกวาดตา
อ่านเร็ว ๆ รอบหนึ่ง ใบหน้าทอแววลิงโลดยินดีที่คล้ายคลึงกัน
สมาชิกค่ายจินวูที่เฝ้ารออยู่เบื้องล่าง พากันเบิกตากลมกว้างมองดู
สองปรมาจารย์อย่างใจจดใจจ่อ
ปรจารย์ซุนเป่าพลันประกาศอย่างเคร่งขรึม “กองทัพเคลื่อนพล
แล้ว!”
ทุกผู้คนดวงตาเป็นประกาย พลุ่งพล่านปั่นป่วนขึ้นมาอีกรอบ
ปรมาจารย์ซุนเป่าตะโกนสั่งการด้วยเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมด สุ้มเสียง
ของมันส่งผ่านค่ายกลยันต์ไปยังทุกซอกทุกมุมของเกาะเมฆอีกาทองคำใน
คราวเดียว
“ทุกคนจงฟัง นำหน่วยของพวกเจ้าขึ้นเรือวิเศษตามคำสั่งที่ได้รับ เรา
จะติดตามไปเบื้องหลังกองทัพ ป้อมปราการค่ายกลที่สร้างเตรียมเอาไว้ถูก
กำหนดตำแหน่งแห่งที่ของพวกมันไว้พร้อมสรรพ ทันทีที่กองทัพปราบ
พิชิตพื้นที่แถบหนึ่ง เราจะต้องก่อตั้งป้อมปราการค่ายกลด้วยความเร็ว
สูงสุดเท่าที่จะเร็วได้!”
“พวกเจ้าทั้งหมดฟังให้ดี! เร็วที่สุด! ต้องเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้! ป้อม
ปราการค่ายกลหนึ่งร้อยหกสิบเก้าชุด! อย่าให้ขาดไปแม้แต่แห่งเดียว!”
“เตรียมพร้อมขึ้นเรือ! เราจะออกเดินทางในบัดดล!”
ผู้คนเริ่มเคลื่อนไหว หลั่งไหลตามกันไปยังเรือตามหมายเลขของพวก
มัน
ผู้คนมากมายลอยตัวอยู่ด้านนอกของเนินสุสานภูต
สายตาของพวกมันจ้องเขม็งไปยังเส้นเปลวไฟสีทองตรงแน่วที่อยู่บน
พื้น ไม่มีผู้ใดกล้าข้ามเส้นมฤตยูนี้ไป ผู้ที่มีฝีมืออยู่บ้างล้วนสูดได้กลิ่นอาย
อันตรายอย่างแรงกล้า ส่วนผู้ที่ฝีมือกล้าแข็งยิ่งกว่า ล้วนพากันอัศจรรย์ใจ
กับความบริสุทธิ์ของพลังเทพภายในเส้นเปลวไฟสีทอง
ข่าวที่ว่าสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรทลายประตูไขความลับของพลังเทพ
สำเร็จได้แพร่สะพัดไปดุจไฟลามทุ่ง การต่อสู้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่อาจ
หลุดรอดไปจากสายตาผู้คน พลังเทพ พลังยุทธ์โบราณที่ไม่คุ้นเคยนี้ไม่ต่าง
จากเส้นเปลวไฟสีทองบนพื้น มันจะกลายเป็นเส้นแบ่งใหม่สำหรับยอด
ฝีมือทั่วหล้า
ความลับของพลังเทพ สุดที่ผู้คนทั่วไปจะหยั่งคำนวณได้
ทว่าจอมปิศาจด่านไสว้ผู้ถือครองศาสตรามารปฐพีเล่มหนึ่ง ยัง
สามารถคุกคามยอดฝีมือผู้ใช้พลังเทพได้ นี่เป็นข่าวสารสำคัญที่ได้จากการ
ต่อสู้เมื่อครู่
บางทีอาจจะไม่ใช่ศาสตรามารปฐพีทั้งหมด แต่ศาสตรามารปฐพีของ
ปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่ได้พิสูจน์ความจริงข้อนี้แล้ว!
‘ตัวเหลือบสีน้าเงิน’ แหลกสลายหลังการต่อสู้ ส่วน ‘กงจักรหยินฟ้า
โปร่งไม่พลัดพราก’ ถูกผู้คนแลกเอาไปแล้ว คุณค่าของศาสตรามารปฐพี
อีกสองเล่มที่หลงเหลือพุ่งทะยานขึ้นทันที สำหรับเหล่าจอมปิศาจด่านไสว้
‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ หาใช่สิ่งที่พวกมันจะครอบครองได้ สิ่งเดียวที่สามารถ
มอบความรู้สึกปลอดภัยให้แก่พวกมันได้ มีเพียงศาสตรามารปฐพีสองเล่ม
สุดท้ายนั้น
แต่เพียงชั่วกะพริบตาเดียว ศาสตรามารปฐพีสองเล่มสุดท้ายก็ถูก
แลกเปลี่ยนเอาไปแล้ว
อี้อันมองดูหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณที่อยู่ในมือของตน มันในยาม
นี้ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เรื่องราวกลับพัฒนาไปในทางที่ผู้คนสุดจะคาดคิดไปถึง เซียวอวิ๋นไห่
ถึงกับเป็นเซี่ยวม่อเกอจริง ๆ! ผลสุดท้ายที่เหนือความคาดหมายนี้ ทำให้
มันจบลงด้วยการขี่อยู่บนหลังเสือ ไม่อาจลงมาได้
พ่อบ้านใหญ่แห่งศาลาสมบัติหายากย่อมไม่กล้าซุกงำหญ้าไหมย้อน
เงาคืนวิญญาณสามต้นนี้เอาไว้ มันจึงไม่โง่งมพอที่จะตอแยศัตรูอันน่า
สะพรึงกลัวนี้ เพียงเพื่อหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณสามต้น
แต่สถานการณ์ของเซี่ยวม่อเกอเองก็ไม่สู้ดีนัก มันถูกรายล้อมไปด้วย
ศัตรู!
ไม่ว่าอาคมหวงห้ามที่กำลังก่อตั้งจะทรงพลานุภาพสักปานใด เซี่ยว
ม่อเกอก็ไม่อาจมุดหัวอยู่ภายในนั้นไปตลอดชีวิต ขอเพียงมันออกมา ก็
จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ถูกศัตรูล้อมโจมตีจากทั่วสี่ทิศแปดทาง
เว้นเสียแต่ว่ามันจะยอมตนเข้าร่วมกับขุมกำลังที่กล้าแข็งบางฝ่าย
หญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณสามต้นกลายเป็นเผือกเผาร้อนลวกมือ
ในทันที หากอี้อันนำไปมอบให้เซี่ยวม่อเกอ ก็เท่ากับว่าล่วงเกินทั้งวิหาร
เทพปิศาจและสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูร แต่หากมันไม่นำไปมอบให้แก่เซี่ยวม่อ
เกอ บังเอิญเซี่ยวม่อเกอรอดชีวิตมาได้ จากนั้นมันก็ต้องเสี่ยงต่อการทวง
ถามหนี้แค้นของผู้อื่นแล้ว