สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 736 ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่ลืม
จั่วม่อเปิดกล่องออกดู แล้วต้องแปลกใจเล็กน้อย “ไฉนมีหญ้าไหม
ย้อนเงาคืนวิญญาณห้าต้น?”
อี้อันกล่าวอย่างนอบน้อม ท่าทีระมัดระวัง “อีกสองต้นเป็นของกำนัล
ศาลาสมบัติหายากเราหวังว่าจะได้รับการคุ้มครองจากต้าเหริน”
“การคุ้มครอง?” จั่วม่อเข้าใจทันที หลังจากขบคิดชั่วครู่ค่อยกล่าวว่า
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ไคว่อานสังหารผู้อาวุโสเผ่าอสูรเพื่อช่วยข้า ข้า
จะไม่นิ่งดูดายกับผลที่จะตามมา”
อี้อันฝืนยิ้ม “เมื่อต้าเหรินยังอยู่ที่นี่ย่อมไม่มีปัญหาอันใด แต่ทันทีที่ต้า
เหรินจากไป ศาลาสมบัติหายากจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติในบัดดล”
จั่วม่อนิ่งครุ่นคิด พบว่าการวิเคราะห์เรื่องราวของอี้อันนั้นเห็นท่าจะ
ไม่ผิดไป สภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรครองอำนาจล้นฟ้า หากพวกมันลอบ
ดำเนินแผนการจากเงามืด ลำพังศาลาสมบัติหายากย่อมไม่อาจต่อต้าน
แข็งขืน มิหนำซ้าตัวมันเองจะไม่อยู่ที่เมืองปู้โจวนานเกินไป
“เช่นนั้นเจ้าคิดเห็นประการใดลองบอกมาฟังดู” จั่วม่อถามอย่างไม่
อ้อมค้อม
อี้อันสุ้มเสียงนอบน้อม ทว่าเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ต้าเหรินมี
เรื่องราวมากมายรัดตัว ย่อมไม่สมควรมาเสียเวลากับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้
ศาลาสมบัติหายากเราแม้มิได้เป็นหนึ่งในกิจการค้าที่ใหญ่โตที่สุดในแดน
ปศาจ แตมรากฐานหนกแนนมนคง เชื่อว่าสามารถเป็นมือเป็นเท้าให้แก่ต้า
เหรินในการรวบรวมและจัดจำหน่ายวัตถุดิบ ขนส่งทรัพยากรและซื้อขาย
สินค้าต่าง ๆ”
คราวนี้จั่วม่อแปลกใจอย่างแท้จริง มันคิดไม่ถึงว่าแผนการของอี้อัน
จะเป็นการสวามิภักดิ์ต่อมันอย่างเต็มรูปแบบ ควรทราบว่ากิจการค้าของ
ตระกูลซึ่งมีรากฐานลึกล้าเช่นศาลาสมบัติหายาก โดยตัวมันเองแล้วหาใช่
ขุมกำลังขนาดเล็กไม่ ขุมกำลังเช่นนี้จะไม่สวามิภักดิ์ต่อกองกำลังอื่นโดย
ง่ายดาย
“ตัวข้าไม่มีปัญหากับเรื่องนี้” จั่วม่อขบคิดแล้วกล่าว “แต่เจ้าต้องคิด
ทบทวนให้รอบคอบ ทันทีที่เจ้าเลือกข้าง เจ้าอาจจะไม่ปลอดโปร่งผ่อน
คลายเหมือนเช่นในตอนนี้”
อี้อันสีหน้าปิติยินดี ค้อมกายคารวะโดยไม่ลังเล “บริวารใคร่ครวญมา
อย่างถี่ถ้วนดีแล้ว รับรองว่ามิใช่เพียงความคิดชั่วแล่น”
จั่วม่อพึงพอใจยิ่ง ศาลาสมบัติหายากของอี้อันเป็นความยินดีที่มาโดย
ไม่ได้คาดหมาย ไม่ว่าจะเป็นความช่าชองชำนาญในการดูแลกิจการร้านค้า
ของอี้อัน หรือเครือข่ายสายสัมพันธ์ทางการค้าอันใหญ่โตของศาลาสมบัติ
หายาก ล้วนเป็นสิ่งที่ม่ออวิ๋นไห่ในยามนี้ต้องการเป็นที่สุด
นี่เป็นขนมเปี๊ยะชิ้นโตที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้าอย่างแท้จริง!
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไปในตอนนี้” จั่วม่อนิ่งครุ่นคิดอยู่ชั่ว
ครู่
อี้อันเข้าใจความนัยทันที “ทราบแล้ว!”
จวมอกลาว เวลานดานนอกเสยงอนตรายมากเกนไป เจาอยูทนไป
ก่อน ช่วยตระเตรียมงานประมูลสำหรับ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ ให้แก่ข้า”
“ต้าเหรินตั้งใจจะขาย ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เช่นนั้นรึ?” อี้อันตะลึงงัน
“ถูกแล้ว ขายมันไปเสีย จะอย่างไรนี่เป็นเพียงยุทธภัณฑ์เทพเทียม
เท่านั้น” จั่วม่อผงกศีรษะ ไม่ได้อธิบายอันใดมากกว่านี้ เพียงกล่าวอย่างไม่
เห็นสำคัญ “แค่เตรียมการง่าย ๆ ก็พอ”
กล่าวจบคำก็หายตัวไป
ทิ้งไว้เพียงอี้อันผู้นิ่งขึงตะลึงลาน ถึงยามนี้อี้อันเพิ่งเข้าใจชัดแจ้ง ว่า
ไฉนกระทั่งสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรยังกระโจนเข้ามาร่วมวงด้วย
ยุทธภัณฑ์เทพเทียม! ที่แท้ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เป็นยอดศาสตราที่อาจ
ใกล้เคียงกับยุทธภัณฑ์เทพแห่งยุคบรรพกาล
อี้อันไม่เคยพบเห็นยุทธภัณฑ์เทพ ย่อมไม่อาจประเมินมูลค่าที่แท้จริง
ได้ แต่ลำพังคำ ‘ยุทธภัณฑ์เทพเทียม’ ก็เพียงพอให้ผู้คนนับไม่ถ้วน
กลายเป็นบ้าคลั่งขึ้นมา
‘เพียงยุทธภัณฑ์เทพเทียมเท่านั้น’
ทั่วหล้าอาจมีแต่ต้าเหรินเพียงผู้เดียวที่กล้ากล่าวเช่นนี้ ใบหน้าตะลึง
งันของอี้อันกลับกลายเป็นฝืนยิ้มอย่างจนปัญญา
… …
มองดูหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณทั้งห้าต้นที่อยู่ภายในกล่อง
จั่วม่ออดใจเต้นระทึกขึ้นมาไม่ได้ เพื่อสิ่งนี้มันแทบจะบุกบั่นผ่าน
ดินแดนร้อยเถื่อนไปกว่าครึ่งค่อนอาณาจักร ยามนี้เพื่อไม่ให้มีผู้ใดมา
รบกวน จั่วม่อนำกล่องหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณลงมายังบริเวณแท่น
บูชาใต้พื้นพิภพ
อากุ่ยและทหารยันต์ทองคำดำยืนเฝ้าระวังอยู่สองฟากข้างของ
บริเวณใต้พิภพ พลังหยินเป็นประโยชน์ต่ออากุ่ย ทหารยันต์ทองคำดำเองก็
ชมชอบพลังหยิน มันถึงกับลอกเลียนเยี่ยงชุดเกราะกระดูก ทำการดูดซับ
พลังหยินเข้าไปทางสองเท้า จากนั้นพ่นออกมาทางปาก สนุกสนานอยู่ผู้
เดียว
จ้องมองหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณในกล่อง ไม่ทราบเพราะเหตุใด
จั่วม่อหัวใจพลันกระชั้นเร่งร้อนขึ้นมา
น่าแปลกที่มันรู้สึกตึงเครียดอยู่บ้าง
ปริศนาที่เฝ้าวนเวียนอยู่ในใจของมันมานาน สุ้มเสียงที่ปรากฏซ้าซาก
ในความฝัน คำตอบทั้งมวลจะเปิดเผยออกมาในอีกไม่นาน ชาติกำเนิดของ
มัน ความทรงจำดั้งเดิมของมัน… …
จั่วม่อเหม่อมองหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณอย่างซึมเซา ไม่ขยับ
เคลื่อนไหวอยู่เป็นนาน
เนิ่นนานให้หลัง จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ดวงตาสับสนงุนงงค่อยฟื้นฟู
สติสัมปชัญญะส่วนหนึ่ง ใบหน้าแข็งทื่ออยู่บ้างกลับกลายเป็นมีชีวิต
สายตาจดจ่อรวมรั้ง
มันสูดลมหายใจลึก หันไปมองอากุ่ยผู้ยืนเฝ้าพิทักษ์อย่างเงียบเชียบ
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ทั้งความสับสนและความหวาดวิตกล้วน
ปลาสนาการไปทันที
มันหัวร่อเย้ยหยันความอ่อนแอของตัวเอง ดวงตากลับคืนสู่ประกาย
มุ่งมั่นห้าวหาญของยอดยุทธ์ผู้สามารถเย้ยฟ้าท้ามฤตยู
มันโยนหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณต้นหนึ่งเข้าปากในบัดดล
ในจิตใจของมันคล้ายมีบางสิ่งระเบิดวาบ ริ้วแสงและสุ้มเสียงมากมาย
นับไม่ถ้วนไหลบ่าเข้ามาหามันจากทุกทิศทุกทาง
บึม!
จั่วม่อสมองขาวว่างเปล่า จมอยู่ในห้วงแห่งความสับสนงุนงงอย่าง
สิ้นเชิง
ราวกับว่ามีผู้คนมากมายกล่าววาจาอยู่ริมหูของมัน คนเหล่านั้นกล่าว
อันใดมันไม่อาจบอกได้ชัดเจน ภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนวาบผ่านในสายตา
แต่มันก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจนเช่นกัน
ข้อมูลปริมาณมหาศาลจู่ ๆ ท่วมท้นออกมาจากความทรงจำของมัน
ห้อมล้อมกลืนกินมันลงไป
ต่อหน้าภาพเหตุการณ์และสุ้มเสียงมากมายมหาศาลถึงเพียงนี้
กระทั่งจั่วม่อผู้มีจิตสำนึกกล้าแข็งยังแทบไม่อาจทนทานรับได้
ฉากเหตุการณ์ที่พร่ามัว สุ้มเสียงเอะอะวุ่นวาย ราวกับว่าจะล่องลอย
ห่างออกไป
โลกของจั่วม่อกลับกลายเป็นสงัดงันลงอีกครา
ซ่อนตัวอยู่ในมุมที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เด็กชายตัวสั่นสะท้าน
“เราต้องได้ตัวมันอย่างแน่นอน!” ผ่านอีกฟากหนึ่งของกำแพงชำรุด
ทรุดโทรม เด็กชายสามารถได้ยินความดุร้ายในสุ้มเสียงของบุรุษนั้นอย่าง
ชัดเจน
“เป็นความจริง?” เสียงหัวร่อเบา ๆ ของสตรีนางหนึ่งดังตอบโต้ “คุน
หลุนช่างสมกับเป็นคุนหลุนโดยแท้ ท่วงท่าโอ่อ่าอาจหาญกระไรปานนี้ จุ๊จุ๊
ช่างแตกต่างกับผู้อื่นนัก! แต่ในยามที่นางเฒ่านั้นยังไม่ตาย ไฉนไม่ได้ยิน
ว่าคุนหลุนวางท่าเขื่องโขถึงเพียงนี้?”
“ฮึ่ม! ไปของเจ้า! ทนดูสีหน้าจอมปลอมของพวกเจ้าวัดเสวียนคง ข้า
ขุ่นข้องรำคาญเหลือทนแล้ว!” บุรุษนั้นร้องตวาดอย่างดูแคลน
“อา ช่างทำร้ายจิตใจข้านัก ข้าไม่ได้มากวนใจเจ้า แต่คิดร่วมมือกัน
ต่างหาก ลองไตร่ตรองดูเถอะ หากของสิ่งนั้นตกอยู่ในมือเทียนหวนหรือซี
เซวียนเล่า… …” สตรีแสร้งรำพันอย่างเจ็บปวดใจ
“ไม่จำเป็น” บุรุษกล่าวอย่างทระนงถือดี “พวกเราคุนหลุน ไม่เคย
ต้องร่วมมือกับผู้ใด!”
“ไม่ต้องเปลืองเรี่ยวแรงแล้ว ของสิ่งนี้ไม่อาจใช้การได้ อาคมหวงห้าม
ชั้นนอกนั้นไม่อาจทำลายได้”
“มารดามันเถอะ! ลงทุนลงแรงมากมายถึงเพียงนี้ เพียงเพื่อเศษเหล็ก
ที่ใช้การไม่ได้กองหนึ่งหรือ?”
“พวกมันอาจค้นพบบางสิ่ง จะอย่างไรพวกมันต้องไม่ยอมให้ของ
วิเศษนี้กลับกลายเป็นเพียงแค่เศษเหล็กแน่ รับรองว่าต้องมีกระบวนท่า
ตามหลัง”
“มีคนหลุดรอดไปได้หรือไม่?”
“ดูเหมือนว่าจะมีเด็กน้อยผู้หนึ่งที่เรายังหาตัวไม่พบ”
“เจ้าอุบาทว์บัดซบ! ไฉนเกิดเรื่องผิดพลาดเช่นนี้ได้?”
“เด็กน้อยนั้นเป็นเศษสวะผู้หนึ่ง มันไม่ชมชอบฝึกฝีมือ ฟังว่านางเฒ่า
นั้นไม่ชมชอบมัน… …”
“มันมีความสัมพันธ์ใดกับนางเฒ่าผู้นั้น?”
“มันเป็นหลานชายของนางเฒ่า… …”
“เจ้าโง่! ไปตามหามันเดี๋ยวนี้! ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องล่าตัวมันมาให้ได้!
ข้าต้องการเห็นหน้ามัน ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม!”
ในห้องลับที่ทั้งมืดและอับชื้นแห่งหนึ่ง เด็กชายตัวน้อยจ้องมอง
ลวดลายลึกลับที่อยู่เบื้องหน้าอย่างลุ่มหลงมึนเมา ไม่ทราบเพราะเหตุใด
มันรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับลวดลายลึกลับเหล่านี้อย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะ
ลวดลายลึกลับจากม้วนหยกมากมายเหล่านั้น บันดาลให้มันรู้สึกสนิมสนม
และอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ผู้ใดให้เจ้าเข้ามาในนี้?” สุ้มเสียงแหลมคมเย็นชาพลันดังขึ้นจาก
เบื้องหลัง
เด็กชายตัวน้อยสะดุ้งขึ้นสุดตัว ม้วนหยกหลุดมือตกลงบนพื้น มันหัน
ขวับกลับมา เห็นหญิงชราใบหน้าเย็นยะเยียบกำลังมองดูมันด้วยสีหน้าไร้
อารมณ์ความรู้สึก
“ข้า… …ข้า… …” เด็กน้อยหน้าซีดจนขาว
“พูด!” หญิงชราตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
“ข้า ข้าแก้มันได้ ข้าแก้อาคมหวงห้ามแล้วเปิดเข้ามา… …” เด็กน้อย
หวาดกลัวสุดหัวใจ ตอบตะกุกตะกัก
หญิงชรานิ่งเงียบงันไปนาน
“เจ้าคงชมชอบของเหล่านี้มากกระมัง?”
เนิ่นนานให้หลัง หญิงชราจู่ ๆ เอ่ยถามประโยคนี้ สีหน้าของนางยังคง
ยะเยียบเย็นชา แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับดูคล้ายไม่น่าหวาดกลัว
เท่ากับเมื่อครู่อีก
“ขอรับ” เด็กน้อยความหวาดกลัวคลายลงไม่น้อย มันก้มหน้าพลาง
ตอบคำ
หญิงชราสายตาคล้ายทิ่มแทงจนทะลุ เด็กน้อยได้แต่ก้มหน้างุด ไม่
กล้าเงยหน้าขึ้น
“ของเหล่านี้คือสิ่งที่บิดาเจ้าทิ้งไว้ให้ ข้าไม่เห็นด้วย แต่เจ้ายังคง
ค้นพบวิธีการของเจ้าเอง เช่นนั้นนับตั้งแต่วันนี้สถานที่นี้เป็นของเจ้า”
หญิงชรากล่าวจบประโยคอย่างเฉื่อยชา จากนั้นหมุนกายจากไป
“นับตั้งแต่วันนี้ไป นางคือวิญญาณของเจ้า”
ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หญิงชรา เป็นเด็กสาวสวมชุดขาวสีหน้าเอียงอายผู้
หนึ่ง
“วิญญาณคืออะไร?” เด็กชายถามอย่างกริ่งเกรง
“คนที่จะปกป้องคุ้มครองเจ้า” หญิงชรากล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“คนที่จะปกป้องคุ้มครองข้า?” เด็กชายคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ
“ไฉนต้องให้นางปกป้องข้าด้วยเล่า?”
“เพราะข้าจะตาย” หญิงชรากล่าวเสียงเย็นเยียบ
“กุ่ยกุ่ย ชื่อนี้ฟังไม่สบายหูเอาเสียเลย” เด็กชายบ่นพึมพำ แต่มือของ
มันยังคงเคลื่อนไหวโดยไม่ชักช้าแม้แต่น้อย
เด็กสาวเอียงคออย่างน่ารัก “กุ่ยกุ่ยรู้สึกว่าดียิ่ง!”
“ฝึกฝนเรื่องน่าเบื่อดังเช่นการฝึกฝีมือ เจ้าไฉนต้องหักโหมทุ่มเทถึง
เพียงนี้ด้วยเล่า?” เด็กชายรำพึงอย่างงุนงง ในขณะที่พยายามรักษา
บาดแผลฉกรรจ์ที่เท้าของเด็กสาวอย่างระมัดระวัง
เด็กสาวเจ็บปวดจนน้าตาไหล สุ้มเสียงยังเจือสะอื้น อย่างไรก็ตาม สุ้ม
เสียงนั้นกลับมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวผิดธรรมดา “เนื่องเพราะมีแต่แข็งแกร่งขึ้น ข้า
จึงสามารถปกป้องคุ้มครองนายน้อยได้”
“ที่นี่ปลอดภัยยิ่ง ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าปกป้องคุ้มครองข้า ข้าไม่
ชมชอบออกไปข้างนอก” เด็กชายสั่นศีรษะระรัวดุจกลองป๋องแป๋ง
“แล้วหากวันนั้นมาถึงจริง ๆ จะเป็นอย่างไรเล่า?” เด็กสาวเอียงหน้า
ถาม
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว!” เด็กชายแสร้งทำท่าเป็นผู้ใหญ่ พลางเคาะ
ศีรษะของเด็กสาวเบา ๆ
“อ๊า!” เด็กสาวกุมศีรษะร้องลั่น
“ยายเฒ่าสอนอะไรเจ้า? ไฉนจึงได้รับบาดเจ็บทุกครั้ง?” เด็กชายแค่น
เสียงด้วยโทสะ “นางใช่ทุบตีเจ้าหรือไม่?”
“อย่ากล่าวถึงท่านย่าเช่นนั้น!” เด็กสาวทำแก้มป่องอย่างขุ่นเคือง
“เอาเถอะ เอาเถอะ ข้าไม่พูดแล้ว นางไม่เคยชมชอบข้าเลย” เด็กชาย
กล่าวอย่างหดหู่อยู่บ้าง
“ท่านย่าเป็นห่วงนายน้อยมาก” เด็กสาวรีบปลอบโยน
“ไม่ ข้ารู้ นางไม่ชอบข้า” เด็กชายรำพึงเสียงเบา “เนื่องเพราะนางไม่
ชมชอบมารดาข้า ข้าทราบดี”
“ถูกของเจ้า” สุ้มเสียงเย็นเยือกดังมาจากเบื้องหลัง หญิงชราสีหน้าไร้
ความรู้สึก แต่ดวงตาทอประกายชิงชังวูบ
กิ่งไม้หวดฟาดใส่ใบหน้าของมันไม่ขาดสาย เจ็บปวดจนน้าตาแทบ
ร่วง แต่เด็กน้อยกัดฟันทน อากุ่ยแบกมันขึ้นหลัง วิ่งหนีติดต่อกันหลายต่อ
หลายวัน หลายวันเสียจนมันลืมนับไปแล้ว
ในที่สุดเท้าของอากุ่ยก็สะดุด
ปัง
มันพลัดตกจากแผ่นหลังของนาง ศีรษะฟาดพื้นจนหัวหมุนมึนงง
โลหิตสายหนึ่งไหลปรี่ลงมาจากมุมปากของอากุ่ย นางคืบคลานเข้า
มาหามัน กล่าวเสียงสะอื้น “นายน้อย นายน้อย ท่านเจ็บหรือไม่?”
มันพยายามเค้นรอยยิ้มไม่นำพา “ไม่ไม่ไม่ ข้าไม่เป็นไร!“
“นายน้อย ข้าช่างใช้การไม่ได้!” อากุ่ยเม้มปากแน่น ในดวงตาคู่สวย
เอ่อท้นไปด้วยน้าตา
“เป็นนายน้อยต่างหากที่ใช้การไม่ได้” มันเอื้อมมือออกไปลูบผมของ
อากุ่ยเหมือนยามปกติ “กุ่ยกุ่ย เจ้าไปเถอะ”
“ไม่ได้!” อากุ่ยสั่นศีรษะอย่างดื้อดึง
มันทอดถอนอย่างอ่อนล้า “พวกมันใช้เวทวิชาลับทิ้งร่อยรอยไว้ในจิต
วิญญาณของข้า ต่อให้เราหลบหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ก็ไม่อาจหนีพวกมัน
พ้น”
“ไม่!” อากุ่ยนิ่งงัน จากนั้นกรีดร้องปานจะขาดใจ น้าตาสองสายไหล
อาบแก้ม
มันเค้นรอยยิ้ม ลูบศีรษะอากุ่ยอย่างทนุถนอม “หนีไป กุ่ยกุ่ย จงมีชีวิต
อยู่แทนข้าด้วย”
อากุ่ยใช้มือที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนของนางปาดเช็ดน้าตา แล้วพลัน
ลุกขึ้นแบกมันไว้บนแผ่นหลัง เริ่มวิ่งอย่างบ้าคลั่งโดยไม่เอ่ยคำใด
“กุ่ยกุ่ย ไม่มีประโยชน์ ทิ้งข้าไว้เถอะ” ระหว่างเส้นทางอันยาวไกล
มันเฝ้ากระตุ้นเตือนนางไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่ครา
หลังจากวิ่งต่อไปโดยไม่รู้ว่ากี่วันกี่คืน เรี่ยวแรงส่วนเสี้ยวสุดท้ายของ
อากุ่ยค่อย ๆ หมดสิ้นลง สองบุรุษสตรีล้มฟาดแล้วกลิ้งไปตามพื้น อากุ่ย
ใบหน้าซีดขาวดุจซากศพ พลังทั้งหมดของนางถูกใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด
นางกระเสือกกระสนคืบคลานเข้าหามัน ใบหน้าของนางขาวเผือด
ราวกับกระดาษ นางลูบใบหน้ามัน พลางรำพันเสียงแหบหาย “นายน้อย
ท่านจะลืมเลือนอากุ่ยหรือไม่?”
“ไม่มีทาง” มันยิ้มอ่อนแรง มันเองก็แทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรงไม่
ต่างกัน
“นายน้อย จดจำไว้ ท่านจะต้องไม่ลืมเลือนอากุ่ย!” ทันใดนั้นอากุ่ย
ใบหน้าอาบไปด้วยน้าตา เสียงสะอื้นไห้คล้ายล่องลอยมาจากที่ห่างไกล
น้าตาร้อนระอุตกต้องใบหน้าของมัน จิตสำนึกของมันเริ่มเลือนราง
แต่ปากยังคงรับคำเสียงอู้อี้
“แน่นอน… …ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่ลืม… …”