สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 737 เมือง
มันไม่ล่วงรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด อาจบางทีเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
หรืออาจเนิ่นนานนับปี
เมื่อจั่วม่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง บางสิ่งคล้ายไหลรินลงมาตามสองข้าม
แก้มของมันโดยไร้เสียง หลายสิ่งหลายอย่างถูกฝังลงในใจมัน มากมายเสีย
จนมันจำเป็นต้องใช้เวลาในการชำระสะสาง แต่ดวงตาพร่ามัวของมัน
เพียงมองดูเงาร่างบอบบางซึ่งเฝ้าพิทักษ์อยู่ไม่ห่างกายอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาพร่ามัวของมันค่อย ๆ กลับเป็นกระจ่างสุกใส ราวกับว่ามันฟื้น
ตื่นจากความฝันกลับคืนสู่ความเป็นจริง จิตใจของจั่วม่อสงบราบคาบลง
อย่างช้า ๆ
มันพลันยื่นมือออกไปลูบศีรษะอากุ่ย
มองดูใบหน้าแข็งทือดุจท่อนไม้ของอากุ่ย จัวม่อประกายตาทอแวว
นุ่มนวล แต่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มอันเฉิดฉัน กล่าว
เบา ๆ ว่า “กุ่ยกุ่ย คราวนี้ถึงตานายน้อยปกป้องเจ้าบ้างแล้ว!”
จั่วม่อลุกขึ้นยืน ท่วงท่าสภาวะของมันกลายเป็นยิ่งลึกล้าสุดหยั่ง เศษ
เสี้ยวความทรงจำส่วนใหญ่ที่ฟื้นคืนมานั้นเต็มไปด้วยความโศกสลด เย็น
เยือกและสิ้นหวังอับจน ทว่าจั่วม่อในปัจจุบันก็ห่างไกลจากเด็กชายที่
อ่อนแอและใช้การไม่ได้ผู้นั้นมาก
มันขัดเกลาตัวเองผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน เคยตกอยู่ในห้วงความ
เป็นความตายหลายครั้งหลายครา มันเป็นบุคคลที่สร้างม่ออวิ๋นไห่ขึ้นจาก
ศูนย์ด้วยกำลังของตนเอง!
ความเจ็บปวด ความโศกเศร้าและความสิ้นหวังอับจนในความทรงจำ
เก่าก่อน กลับยิ่งช่วยให้มันเติบใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
แม้ว่ามันยังคงรู้สึกหวาดกลัว แต่มันจะไม่ถอยหนี ต่อให้ทะเลเพลิง
ภูเขากระบี่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า มันก็จะยืดอกบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่าง
ไม่ครั่นคร้าม มันแม้ยังคงรู้สึกสูญเสีย แต่มันจะไม่สูญเสียตัวตนของมันไป
ด้วย มันจะยังยื่นมือออกไปไขว่คว้าหาหนทาง แม้ว่ามือของมันจะถูกขวาก
หนามในม่านหมอกทิ่มตำทำร้ายจนโลหิตอาบท่วม มันจะยังคงละโมบโลภ
มาก แต่มันก็รู้แน่แก่ใจว่าสิ่งใดมีค่ามากที่สุดและควรค่าแก่การปกป้อง
คุ้มครอง มันจะไม่ยอมแพ้ในการปกป้องคุ้มครอง แม้ว่าจะต้องแลกด้วย
ชีวิตของมันก็ตาม
มันเริ่มเข้าใจชะตากรรมของมัน
ยังคงมีคำถามอีกมากมาย มันจำเป็นต้องชำระสะสางความทรงจำ
เหล่านี้เสียก่อน อาจบางทีต้องใช้ความพยายามอีกหนสองหน เพื่อฟื้น
ความทรงจำทั้งหมดของมัน และมันอาจต้องค้นหาเศษเสี้ยวความทรงจำ
บางส่วนที่มันหลงลืมจากอากุ่ย จั่วม่อยังจดจำได้ว่าตาเฒ่าลึกลับเคยบอก
ว่าหากให้อากุ่ยกลืนกินหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ จะเป็นประโยชน์ต่อ
นางอย่างใหญ่หลวง
ตาเฒ่าลึกลับผู้นั้นจะต้องมีสายสัมพันธ์กับตระกูลของมันอย่างแยก
ไม่ออก
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่เวลาจะมัวมาสนใจเรื่องเหล่านี้
ปริศนาชาติกำเนิดของมันทั้งซับซ้อนและใหญ่โตยิ่งกว่าที่คาดเอาไว้
มาก มันจำต้องใช้เวลาค่อย ๆ ขุดคุ้ยออกมา
อี้อันเริ่มแตกตื่นลนลานอยู่บ้าง
ต้าเหรินบอกให้มันจัดการประมูล มันก็เริ่มเตรียมการทันที แน่นอนว่า
งานเช่นนี้เป็นความถนัดจัดเจนของมันอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปอย่าง
ราบรื่นสะดวกดาย และเพื่อที่จะยกระดับศักดิ์ฐานะของ ‘อาภรณ์ทูต
สวรรค์’ มันแพร่งพรายข่าวสารที่ว่า ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เป็นยุทธภัณฑ์
เทพเทียมออกไปอย่างไม่รีรอ
ยอดศาสตราที่ใกล้เคียงกับยุทธภัณฑ์เทพมากที่สุด
ข่าวนี้สร้างความปั่นป่วนอย่างรุนแรงในแดนปิศาจ ก่อนหน้านี้บรรดา
ขุมกำลังยิ่งใหญ่ล้วนมีข้อตกลงประการหนึ่งซึ่งไม่ได้เอ่ยออกจากปาก นั่น
คือพวกมันจะไม่แพร่งพรายเรื่องที่ว่า ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เป็นยุทธภัณฑ์
เทพเทียม แต่อี้อันทำลายข้อตกลงทางใจนี้ไป ผู้คนในที่สุดค่อยเข้าใจว่า
ไฉนเหล่ายอดคนลือนามที่แทบไม่ค่อยได้ปรากฏตัวไฉนสนอกสนใจเรื่องนี้
เป็นนักหนา
ยุทธภัณฑ์เทพ!
นี่เป็นคำที่ทั้งแปลกใหม่และห่างไกลยิ่ง แม้ว่าผู้คนจำนวนมากในยาม
นี้ มิใช่ว่าไม่คุ้นเคยกับพลังเทพ แต่เรื่องของยุทธภัณฑ์เทพกลับไม่เคยได้
ยินผู้ใดเอ่ยถึงมาก่อน
ไม่มีผู้ใดทราบว่ายุทธภัณฑ์เทพเป็นเช่นไร ยุคบรรพกาลนั้นเก่าแก่
โบราณเกินไป ยากจะค้นพบบันทึกใดเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้ ในทาง
ตรงข้าม ศาสตรามารนภาทั้งหมดกลับมีบันทึกไว้อย่างละเอียด ผู้คนแม้ไม่
เคยพบเห็นศาสตรามารนภา แต่ยังคงล่วงรู้รายละเอียดของพวกมัน
ดังนั้น ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ เป็นเหตุให้เมืองปู้โจวเดือดพล่านแทบ
ถล่มทลาย
เหล่าขุมกำลังและยอดยุทธ์ที่เดิมทีไม่คิดเข้ายุ่งเกี่ยว ยามนี้อดรนทน
ไม่ได้อีกต่อไป เทียบกับคนทั่วไปแล้วพวกมันยิ่งทราบกระจ่างแก่ใจ
มากกว่า ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งการมาถึงของยุคสมัยแห่งพลังเทพได้
ในเวลาเช่นนี้ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ นั้นประเมินค่ามิได้
สำหรับยอดยุทธ์ที่พากเพียรค้นคว้าพลังเทพ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’
อาจมอบแรงบันดาลใจให้แก่พวกมัน หรือกระทั่งอาจเป็นแบบอย่าง จะมี
ส่วนช่วยอย่างใหญ่หลวงต่อการทำความเข้าใจความลับของพลังเทพของ
พวกมัน และสำหรับขุมกำลังบางฝ่ายซึ่งบรรลุถึงพลังเทพแล้ว พวกมัน
มุ่งหวังว่าจะค้นพบเบาะแสของวิธีการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพจาก
การศึกษา ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ ชุดนี้
พลังเทพแม้ทรงอานุภาพสุดฟ้าสุดดิน แต่กลับมิใช่สิ่งที่อาวุธเวทหรือ
ศาสตรามารจะสามารถทนทานรับได้
มีแต่ยุทธภัณฑ์เทพ จึงจะเป็นทิศทางที่สมควรพัฒนาสืบต่อไปใน
อนาคต
ด้วยผลกระทบเหนือความคาดหมายที่เกิดจากการเตรียมการของมัน
อี้อันทีแรกสุขสำราญใจยิ่ง มองดูทั่วแดนปิศาจพากันคลุ้มคลั่งดวงตาแดง
ฉานเนื่องเพราะ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ มันยิ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกปลาบ
ปลื้มประโลมใจของความสำเร็จ ช่วงเวลาที่ศาลาสมบัติหายากโด่งดัง
สะท้านแดนปิศาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่พวกมันพบพานต้าเหริน
ทว่าเมื่อ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่
หยุดยั้ง และต้าเหรินยังคงไม่ปรากฏกาย อี้อันเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาแล้ว
ควรทราบกระทั่งบรรดาผู้อาวุโสเผ่าอสูรยังต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว
เนื่องเพราะยอดยุทธ์มากมายจากขุมกำลังใหญ่โตหลายแห่งล้วนมาชุมนุม
กันอยู่ในที่แห่งนี้ จำนวนยอดยุทธ์ในยามนี้บรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้าน
โลกแล้ว ผู้อาวุโสเผ่าอสูรแม้ฝึกปรือพลังเทพ แต่จอมปิศาจด่านไสว้ที่
ครอบครองศาสตรามารปฐพียังคงเป็นภัยคุกคามต่อพวกมัน หากพวกมัน
ประมาทสักเล็กน้อยอาจร้ายแรงถึงชีวิต
ยอดยุทธ์กว่าครึ่งในแดนปิศาจล้วนรุดมาอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าหมิง
เยวี่ยเยี่ยจะถือดีสักเพียงใด นางก็ไม่คิดว่าพวกนางจะต่อกรกับยอดยุทธ์
จำนวนมหาศาลนี้ได้
ซึ่งความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม พวกนางยิ่งต้องระวังป้องกันอยู่
ตลอดเวลา หากมีผู้มีจิตคิดร้ายลอบชักใยจากเงามืด สร้างสถานการณ์ให้
ยอดยุทธ์เผ่าปิศาจเหล่านี้ลงมือต่อพวกนาง เช่นนั้นพวกนางจะตกอยู่ใน
สภาพคับขันอันตรายแล้ว กระทั่งผู้อาวุโสที่เย่อหยิ่งถือดีที่สุด พอเห็นเหล่า
จอมปิศาจรอบบริเวณยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ยังต้องขยับเข้ามา
รวมกันโดยไม่รู้ตัว
ทว่าการที่เหล่ายอดยุทธ์มาชุมนุมกันอย่างคับคั่ง โดยตัวมันเองแล้วก็
เต็มไปด้วยความล่อแหลมอันตรายเป็นทุนเดิม
เพียงแค่ความขัดแย้งสักครั้ง หรือการต่อยตีสักหน อาจนำมาซึ่งการ
ตะลุมบอนขนานใหญ่ ถึงเวลานั้นไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีปัญญาควบคุม
สถานการณ์อีก ผลสุดท้ายเกรงว่าไม่มีผู้ใดแบกรับไหว
อย่างไรก็ตาม จนถึงยามนี้ต้าเหรินยังไม่ปรากฏตัวออกมา อี้อัน
สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน บรรดายอดยุทธ์ซึ่งบากบั่นรอนแรมมาไกล
จนถึงเมืองปู้โจว กำลังเริ่มจะหมดความอดทนในไม่ช้า
สถานการณ์ย่าแย่ยิ่ง หากว่าต้าเหรินยังไม่ออกมา… …
นึกถึงเรื่องราวที่กำลังจะปะทุ มันรู้สึกหนังศีรษะชาซ่าน
รอจนอี้อันเห็นหน้าจั่วม่ออีกครั้ง ต้องปลาบปลื้มยินดีจนแทบหลั่ง
น้าตา “ต้าเหริน… …ต้าเหริน… …ท่านมาแล้ว… …”
“จัดเตรียมการประมูลแล้วหรือไม่?” จัวม่อนึกถึงเรืองทีมันสังไว้
ก่อนที่จะปลีกตัวไป
อี้อันผงกศีรษะระรัว รียรายงานสถานการณ์ปัจจุบันโดยละเอียด มัน
ยังบอกเล่าเรื่องที่มันวิตกกังวลจนหมดสิ้น
จั่วม่อแย้มยิ้มพลางชมเชย “เจ้าทำได้ดีมาก ข้าว่าคราวนี้เราต้องขาย
ได้ราคาดีไม่น้อย”
อี้อันฝืนยิ้มเจื่อนขม ในเวลาเช่นนี้ต้าเหรินยังจะยิ้มออกอีก… ..
จั่วม่อขบคิดชั่วครู่ จากนั้นกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราสมควรรออีก
สักระยะ”
“รอ… …รออีก… …สักระยะ?” อี้อันสีหน้ายิ่งขมปร่ากว่าเดิม
จั่วม่อแย้มยิ้มจาง ๆ แต่ไม่กล่าวมากความอีก หันไปนำวัตถุดิบกองโต
ออกจากแหวนมิติ แล้วเริ่มหลอมสร้างต่อหน้าต่อตาอี้อัน
อี้อันได้แต่หุบปากลงอย่างรู้ความ
เปลวไฟโลดเต้นอยู่ในมือของจั่วม่อดุจมีชีวิต วัตถุดิบมากมายถูกใส่
ลงในเปลวไฟอย่างต่อเนื่อง แต่ละชิ้นหลอมละลายกลายเป็นโลหะ
หลอมเหลวต่างสีสัน ไหลเวียนอยู่กลางอากาศอย่างลี้ลับพิสดาร
จั่วม่อสายตาสงบราบเรียบ เงาพร่ามัวที่กระจัดกระจายไหลผ่านในใจ
มันไม่ขาดสาย ค่อย ๆ กลายเป็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ
นอกเหนือจากอากุ่ย สิ่งที่มันจดจำได้ชัดเจนที่สุดคือชุดอาคมหวง
ห้ามเหล่านั้น อาคมหวงห้ามหลากชนิดหลายรูปแบบซึ่งมันศึกษาร่าเรียน
จากมรดกตกทอดที่บิดาทิ้งไว้ให้
กาลเวลาคล้ายไหลย้อนกลับไปสู่วันคืนเหล่านั้นเมื่อหลายปีก่อน
เห็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่าฝ่ามือก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอยู่
บนฝ่ามือของมัน
อี้อันปากอ้าตาค้าง เบิกตามองเมืองน้อยที่ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของ
จั่วม่ออย่างตะลึงลาน เมืองน้อยแห่งนี้วิจิตรงดงามยิ่ง ตัวตึกสิ่งปลูกสร้าง
แต่ละหลังล้วนเชื่อมต่อกัน บนหอสูงตระหง่ายแขวนระฆังทองแดงเล็ก ๆ
อยู่บนชายคา อาจสามารถมองเห็นอิฐแต่ละก้อนบนกำแพงเมืองได้อย่าง
ถนัดชัดเจน
“นี่คล้ายเหมือนที่สุดเท่าที่ข้าจะทำได้แล้ว” จั่วม่อทอดถอนคราหนึ่ง
ในดวงตาทอแววเศร้าเสียใจ
ของสิ่งนี้สร้างขึ้นจากความทรงจำของมัน เป็นแบบจำลองของ
สถานที่ที่มันเคยพักอาศัยในตอนที่ยังเป็นเด็กชายเมื่อครั้งกระโน้น
จากม้วนหยกมากมายที่บิดาของมันทิ้งไว้ให้ มันทราบว่าเมืองแห่งนั้น
บิดาของมันเป็นผู้สร้างขึ้น ครั้งนั้นมันที่ยังเล็กไม่อาจเข้าใจได้มากนัก แต่
ยามนี้พอทบทวนหวนนึก มันค่อยค้นพบด้วยความตระหนก ไม่ว่าจะเป็น
อาคมหวงห้าม ค่ายกลยันต์หรือเคล็ดความในม้วนหยกของบิดา ล้วน
แล้วแต่ลึกล้าสุดหยั่งถึง จนแม้แต่ตัวมันในเวลานี้ยังยากจะเข้าใจได้
ในม้วนหยกของบิดามัน ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ของอาคมหวงห้าม
ทุกชุดภายในเมืองเอาไว้อย่างชัดเจน นั่นเป็นหนึ่งในการละเล่นของมันเมื่อ
ยามเป็นเด็ก มันจะติดตามไปตามสัญลักษณ์ของบิดา เสาะหาห้องลับซึ่ง
ซุกซ่อนไว้โดยไม่มีใครค้นพบ จากนั้นมันจะแก้อาคมหวงห้ามเพื่อเข้าไปใน
ห้อง ภายในนั้นมักจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่บิดาของมันทิ้งไว้ให้ ของ
เหล่านั้นกลายเป็นของเล่นเมื่อวัยเด็กของมัน
แต่แม้ว่ามันจะฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับอาคมหวงห้ามเหล่านั้น มัน
ยังคงไม่อาจหลอมสร้างเมืองที่เหมือนกับเมืองในความทรงจำของมันแห่ง
นั้นได้
อย่างไรก็ตาม เท่านี้ก็เพียงพอให้มันใช้งานในคราวนี้แล้ว
จั่วม่อเพ่งจิต โยนเมืองน้อยขึ้นไปกลางอากาศอย่างเบามือ
ค่ายกลยันต์อันเจิดจรัสของ ‘สวนสวรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ ที่
ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้าเหนือเนินสุสานภูตพลันไหวสะท้าน จากนั้นพวกมัน
ประหนึ่งผีเสื้อบินเข้าล้อแสงไฟ พากันไหลบ่าไปยังเมืองน้อยสีเขียวที่กลาง
อากาศเมืองนั้น
จุดแสงนับแสนนับล้านพุ่งลิ่วไปยังเมืองร้อยขนาดเท่าฝ่ามืออย่าง
พร้อมเพรียง ก่อเกิดเป็นภาพอันงดงามตระการตา
แสงสว่างลากยาวเป็นเส้นสายดุจสายฝนพร่างพราว สว่างไสว
เรืองรองไปทั้งเวิ้งฟ้า!
เหล่ายอดฝีมือที่ชุมนุมกันอยู่ด้านนอกเนินสุสานภูตแตกตื่นตระหนก
ขึ้นมาทันที ผู้คนมากมายเหินร่างขึ้นกลางอากาศเพื่อชมดูให้ชัดตา
เมืองสีเขียวขนาดเท่าฝ่ามือราวกับหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง ดูดกลืนแสงทั้ง
มวลบนท้องนภา
ภายในชั่วไม่กี่สิบลมหายใจ แสงหลากสีสันในรัศมีห้าสิบลี้ล้วน
อันตรธานไปสิ้น เหลือเพียงเมืองน้อยล่องลอยอยู่กลางเวหา กลุ่มหมอก
หลากสีล่องลอยอยู่รอบ ๆ เมองนอยราวกบหวงดาราจกร ทงลลบและ
งดงามอย่างบอกไม่ถูก
ฝูงคนส่งเสียงฮือฮาไม่ขาดหู
ทันใดนั้นเอง เมืองน้อยพลันขยายตัวด้วยระดับความเร็วอันน่า
แตกตื่นสะท้านใจ
การเปลี่ยนแปลงนี้ดึงดูดความสนใจของทุกผู้คน แต่ละคนเบิกตา
กลมกว้าง จ้องเขม็งด้วยเกรงว่าจะพลาดรายละเอียดใดไป
เมื่อเมืองน้อยมีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งลี้ และยังคงขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่
หยุดยั้ง ฝูงชนที่พลุ่งพล่านปั่นป่วนเริ่มจะเงียบเสียงลงอย่างน่าประหลาด
ห้าลี้… …เจ็ดลี้… …สิบลี้… …
สุดท้ายแล้ว เมืองสีเขียวซึ่งมีพื้นที่กว่าห้าสิบลี้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้อง
หน้าฝูงชน ผู้คนเงียบกริบเสมือนตาย พวกมันเคยพบเห็นอาวุธเวทไม่น้อย
พวกมันยังเคยเห็นอาคมหวงห้ามมากมาย เมืองแห่งหนึ่งหากมีพื้นที่เพียง
ห้าสิบลี้ นับเป็นเมืองที่เล็กที่สุด แต่เมื่อเมืองน้อยห้าสิบลี้ปรากฏขึ้นเบื้อง
หน้าพวกมันด้วยลำดับขั้นตอนอันน่าตื่นตาตื่นใจและเหลือเชื่อ ผู้คนล้วน
อัศจรรย์ใจจนแทบลืมหายใจ
เมืองสีเขียวแห่งนั้นปกคลุมด้วยม่านหมอกสีรุ้งที่ส่องประกาย
ระยิบระยับ
มันค่อย ๆ ลอยลงมาอย่างแช่มช้า ทอดตัวลงบนพื้นเหนือเนินสุสาน
ภูต
พลังหยินปริมาณมหาศาลอย่างน่าตระหนกถูกเมืองประหลาดนั้นสูบ
กลืนจากใต้พื้นพิภพอย่างไม่ขาดสาย ในแม่น้าทะเลสาบภายในเมืองเริ่ม
ปรากฏสายน้าถั่งท้น น้าเป็นน้าที่ก่อตัวขึ้นจากพลังหยิน ไหลบ่าถาโถมเข้า
เติมเต็มแม่น้าทะเลสาบทุกแห่งถายในเมือง
ที่ตำหนักกลางภายในเมือง จั่วม่อผลักประตูเปิดออกช้า ๆ
มองดูภาพที่คล้ายเคยคุ้นคล้ายไม่คุ้นเคยที่อยู่เบื้องหน้า ฉาก
เหตุการณ์มากมายไหลผ่านในใจมัน อารมณ์ของมันกลายเป็นพลุ่งพล่าน
ใจอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย มันยื่นมือออกไปลูบศีรษะอากุ่ยโยไม่รู้ตัว
ความรู้สึกแข็งกระด้างใต้ฝ่ามือของมันทำให้จั่วม่อชะงักกึก หันไป
มองอากุ่ยอย่างสงสัยใจ
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด ชุดเกราะกระดูกจากแท่นบูชาใต้พิภพกลับสวม
ใส่อยู่บนร่างของอากุ่ย ชุดเกราะกระดูกคล้ายถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออากุ่ย
โดยเฉพาะ นางสวมใส่กระชับพอดีกับร่าง ขับเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าอัน
สมบูรณ์พร้อมของนางออกมา ชุดเกราะกระดูกคล้ายชั้นผลึกสีเทาห่อหุ้ม
ร่างกายของอากุ่ยไว้เป็นอย่างดี เพิ่มสีสันอันลึกลับชั้นหนึ่ง
จั่วม่อยิ้มกว้าง เปลี่ยนเป็นลูบหมวกเกราะของอากุ่ยแทน ทหารยันต์
ทองคำดำหายหัวไปหลบซ่อนตัวแล้ว มันเพียงย่องออกมาเพื่อเติมเต็ม
กระเพาะอันหิวโหย ยามนี้กริ่งเกรงจั่วม่อจะคาดโทษมันจึงชิงหลบลี้หนี
หน้า ส่วนเขิงเหลียนเอ๋อร์ ชิงฮวาเสวี่ยและอี้อันได้แต่อ้าปากค้างเหม่อมอง
ภาพมหัศจรรย์เบื้องหน้า
ความลกลาในดวงตาของจวมอคอยสลายคลาย กลบคนสูเคาทระนง
ถือดีตามเดิม สุ้มเสียงของมันดังกังวานไปไกล
“ท่านทั้งหลาย ยินดีต้อนรับสู่วังจักรพรรดิต้องห้าม!”
ทุกผู้คนที่เข้ามาในวังจักรพรรดิต้องห้ามล้วนเต็มไปด้วยความตกใจ
และสงสัยใคร่รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนี้ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกมัน
ด้วยวิธีการอันเหลือเชื่อ หลายคนประเมินความแข็งแกร่งของจั่วม่อ
เพิ่มขึ้นอีกหลายขั้น
พลังฝีมือของเซี่ยวม่อเกอกล้าแข็งสุดเปรียบปาน นี่ไม่ถือเป็นข่าวสาร
ที่พวกมันต้องเหลือบแล สำหรับบรรดายอดยุทธ์ผู้มีนัยน์ตาสูงส่งอยู่เหนือ
ศีรษะ พวกมันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น ในสายตา
ของคนทั่วไป การสังหารจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่งอาจเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่
สำหรับยอดยุทธ์นามกระเดื่องเหล่านี้ยังจะนับเป็นอะไรได้?
พวกมันแต่ละคน ไม่ว่าผู้ใดก็ยืนอยู่ในจุดสูงสุดในแดนปิศาจ สำหรับ
ชนชั้นพวกมัน ด่านไสว้เป็นเพียงข้อกำหนดพื้นฐานที่พึงมีเท่านั้น บางคน
กระทั่งเริ่มบรรลุถึงพลังเทพแล้วด้วยซ้า
สิ่งที่พวกมันระแวดระวังมากกว่า กลับเป็นอาคมหวงห้ามอันพิสดาร
ขบวนนี้ต่างหาก
หากกล่าวถึงพลานุภาพอันไพศาลของอาคมหวงห้ามชุดนี้ การพ่าย
แพ้อย่างยับเยินของวิหารเทพปิศาจสามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ได้มากเกิน
พอ มิเช่นนั้นแล้วด้วยพลังฝีมือของเซี่ยวม่อเกอ มันย่อมไม่อาจปะทะหัก
พ่อบ้านใหญ่แห่งศาลาสมบัติหายากมือเท้าคล่องแคล่วว่องไว ไม่นาน
สถานที่ก็ถูกจัดเตรียมอย่างเรียบร้อย
เหล่ายอดยุทธ์นามกระเดื่องหลั่งไหลเข้าสู่งานประมูล แต่ละคนกวาด
ตามองรอบด้านอย่างระแวดระวัง เต็มไปด้วยความตื่นตัว ท่ามกลางยอด
ยุทธ์ชั้นสุดยอดทั่วทุกหนแห่ง กระทั่งผู้ที่มีความเชื่อมั่นมากที่สุดยังไม่กล้า
ย่อหย่อนผ่อนคลายแม้แต่น้อย เห็นสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรหลบอยู่ในมุม
หนึ่งอย่างเงียบ ๆ
“พบสิ่งใดบ้าง
หมิงเยวี่ยเยี่ยถามเบา ๆ
ผู้อาวุโสชุดเทาที่ข้างกายนางสายตาทอแววอัศจรรย์ใจ มันตอบ
ด้วยสุ้มเสียงเบาต่า “มีแผนผังปิศาจ ค่ายกลยันต์และอีกบางส่วนที่ข้าไม่
เข้าใจ พวกมันดูคล้ายลวดลายอักขระสัญลักษณ์ศึกโบราณ”
“ลวดลายอักขระสัญลักษณ์ศึกโบราณ?” ฟงซิ่นจื่อที่อยู่อีกฟากหนึ่ง
ของหมิงเยวี่ยเยี่ยพอฟังต้องตะลึงลานวูบ
“หมายถึงยันต์เทพยดา” ผู้อาวุโสชุดเทาอธิบาย ยิ่งลดเสียงเบาลง
กว่าเดิม “ฟังว่าเทียนหวนสร้างยันต์เทพยดาสำเร็จแล้ว เพียงแต่พวกมัน
เดินในแนวทางที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่อักขระสัญลักษณ์ศึกแบบดั้งเดิม
ส่วนอักขระสัญลักษณ์ศึกที่พวกเราเห็นอยู่นี้เกรงว่ายังไม่สมบูรณ์”
“พลังของพวกมันเป็นอย่างไร?”
? นั่นล้วน
แล้วแต่ประกอบไปด้วยพลังหยิน หากข้าดูไม่ผิด จะต้องมีเส้นชีพจรปราณ
ปฐพีพลังหยินระดับสูงมากอยู่ใต้สถานที่นี้ มันนับว่าเสาะพบสถานที่อัน
ประเสริฐโดยแท้!”
“ดูท่าพวกเราคงต้องเลือดออก10บ้างแล้ว” หมิงเยวี่ยเยี่ยหัวร่อเบา ๆ
สุ้มเสียงไม่อนาทรร้อนใจเท่าใด
กับความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นของหมิงเยวี่ยเยี่ย เหล่าผู้อาวุโสรอบ
กายนางไม่มีผู้ใดเห็นขัดตา ต่างมีสีหน้าท่าทีว่าสมควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
10 หมายถึงต้องยอมจ่ายเงินหรือจ่ายค่าตอบแทนบ้าง
เสียงทอดถอนชมเชยระคนตื่นตะลึงดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง หลาย
คนอดไม่ได้ต้องผุดลุกขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้นเร้าใจ
ในมุมด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสอสูรชุดเทาตื่นเต้นยินดีจนแทบเสียกิริยา
“งดงามยิ่ง! ช่างงดงามโดยแท้! นี่มันชิ้นงานของอัจฉริยะชัด ๆ ตระการตา
นัก… …”
“มันใช่เป็นยุทธภัณฑ์เทพเทียมจริงหรือไม่?”
“ข้าเชื่อว่าทุกท่านรู้จักอาภรณ์ทูตสวรรค์กันดีอยู่แล้ว ข้าจะไม่กล่าว
มากความอีก แต่จะสาธิตการใช้งานให้ท่านทั้งหลายได้ชมดู”
จั่วม่อใบหน้าประดับรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับเป็นคุณชายกรุ้มกริ่มผู้
สุภาพสง่างาม มือขวายื่นออกไปแตะเบา ๆ บนอาภรณ์ทูตสวรรค์
ทันทีที่กล่าวจบคำ แสงสีฟ้าพลันตวัดพันรอบมือข้างนั้นอย่างเร่งร้อน
ชั่วพริบตาเดียวก็ห่อหุ้มไปทั่วร่าง
รอจนแสงประกายจางหายไป จั่วม่อปรากฎกายต่อหน้าฝูงชนในชุด
เกราะอาภรณ์ทูตสวรรค์เต็มชุดปกคลุมร่าง
ชุดเกราะสงครามสีฟ้าน้าแข็ง หน้ากากสีแดงเข้ม และพลังฆ่าฟันอัน
เย็นเยือกกวาดซัดไปทั่วตำหนักในบัดดล เสียงอุทานอย่างตื่นตระหนกดัง
ระงมในกลุ่มคน หลายคนถึงกับตั้งท่าระวังป้องกันโดยไม่รู้ตัว
ผู้ทีมีคุณสมบัติอยู่ทีนีล้วนแล้วแต่เป็นชนชันจอมปิศาจด่านไสว้ ซึงไม่
มีผู้ใดมิได้กรำศึกมาแล้วนับร้อยครั้งพันหน พวกมันย่อมทราบดีว่าหากคน
ผู้หนึ่งสามารถปิดซ่อนการคงอยู่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ จะความหมายว่า
อย่างไร
ทว่าเซี่ยวม่อเกอยังทำให้พวกมันต้องตื่นตะลึงมากกว่าเดิม
ปีกขาวราวหิมะสั่นไหวเบา ๆ
ร่างของมันพลันหายวับไปจากที่
เร็วมาก!
หลายคนม่านตาหดแคบลงโดยพลัน พวกมันไม่เห็นกระทั่งเงาร่าง
ของเซี่ยวม่อเกอ ระดับความเร็วนี้น่าแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว!
“ข้างบน!”
คนผู้หนึ่งตะโกนลั่น ทุกผู้คนพลันเงยหน้าขึ้นตามเสียง
เห็นร่างสีฟ้ายืนอยู่กลางเวหาเหนือศีรษะพวกมัน สองปีกขาวยก
สูงขึ้น กลายเป็นรูปร่างคล้ายกรรไกร จั่วม่อร่างงองุ้มในมุมอันแปลก
ประหลาด ประหนึ่งอินทรีเตรียมพร้อมจะดิ่งทะยานลงมา
สองปีกสะบัดพรึบ ร่างของจั่วม่อหายวับไปอีกครั้ง
ตูม!
รอจนเงาร่างสีฟ้าอ่อนปรากฏให้ผู้คนพบเห็นอีกครั้ง เปลวไฟสีฟ้าสด
ซึ่งห่อหุ้มอยู่บนร่างลุกโชนเป็นวงใหญ่อย่างฉับพลัน มันราวกับดาวตกโถม
ดิ่งลงมาเพื่อทำลายล้างโลก!
ชั่วพริบตานั้น เงารางเลือนซึ่งห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีฟ้ายึดครอง
ครรลองสายตาของพวกมันทั้งหมด! ชั่วขณะนั้นทุกผู้คนมือเท้าเย็นเฉียบ
ล้วนบังเกิดความรู้สึกไม่อาจต้านทานได้
ในห้วงแห่งความตื่นตระหนก ยอดยุทธ์บางคนเร่งเร้าพลังตระเตรียม
ต้านรับโดยไม่รู้ตัว
แต่แล้วทันใดนั้นเงาร่างสีฟ้าหายวับไปอีกหน
แปะแปะแปะ เสียงปรบมือเบา ๆ ทำให้ผู้คนที่เขม็งตึงเครียดพลัน
สะท้านตื่นขึ้นมา
“สิ่งของอันประเสริฐ! สิ่งของอันประเสริฐ!” ตาเฒ่าลึกลับยังคง
ปรบมือไม่หยุด สีหน้าชื่นชมระคนมึนเมา
เซี่ยวม่อเกอหวนกลับมายืนอยู่ที่เดิมราวกับไม่เคยเคลื่อนไหวมาก่อน
ข้างมือของมันเป็นอาภรณ์ทูตสวรรค์สีฟ้าน้าแข็งซึ่งกลับสู่สภาพเดิม เปล่ง
ประกายความงามที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย
ทุกผู้คนจดจำชายชราได้ในทันที เป็นตาเฒ่าผู้มีสารรูปไม่ต่างจาก
ยาจกขอทานผู้นี้เองที่เปิดศึกสะท้านโลกกับเทพปิศาจโหยวซือหย่าเค่อบริ
วเณนอกเมืองปู้โจว ชายชราลึกลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ที่มานี้ กลายเป็น
เป้าหมายหลักที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ
จั่วม่อขุ่นแค้นยิ่ง เฒ่าบัดซบนี้ถึงกับทำลายอารมณ์ร่วมที่มันสู้อุตส่าห์
สร้างขึ้นจนไม่เหลือชิ้นดี
ประวัติความเป็นมาของตาเฒ่ายังเป็นปริศนา ไม่มีผู้ใดสามารถสืบค้น
ได้ กระทั่งจั่วม่อผู้ได้รับความทรงจำกลับคืนมายังไม่อาจค้นพบเบาะแสอัน
?
?”
คราวนี้จั่วม่อแตกตื่นลนลานจริง ๆ แล้ว เกอลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้
คนเหล่านี้มิใช่ว่าสมควรสำแดงสีหน้าหิวกระหายออกมาหรือ? ไฉนพวกมัน
ล้วนไม่มีปฏิกิริยาใด?
ยังคงเงียบสงัดเสมือนตาย
ทันใดนั้นเอง คนผู้หนึ่งกล่าวราวกับกระซิบ เคราะห์ดีที่รอบข้างเงียบ
สงัด จึงได้ยินชัดเจน “เรียกราคาของเจ้ามา”
“ราคากี่ม๋อเป้ย? บอกราคามา! ข้าซื้อ!” บุรุษสูงใหญ่ผู้หนึ่งลุกขึ้น
ประกาศ
“เจ้าซื้อ?
? ยุทธภัณฑ์เทพ
เช่นนี้ไหนเลยจะอาศัยเพียงม๋อเป้ยซื้อหาได้
ในฝูงชนมีคนกล่าวแดกดัน
บุรุษกลางคนอีกผู้หนึ่งลุกขึ้นป่าวร้อง “ข้าขอแลกด้วยอาณาจักรแห่ง
หนึ่ง เจ้าสามารถเลือกอาณาจักรใต้ร่มธงของข้าอาณาจักรใดก็ได้”
“อาณาจักรมีอันใดดี ทรัพยากรต่างหากจึงมีค่ามากที่สุด” อีกคนหนึ่ง
โต้แย้งอย่างเย็นชา “ข้าจะยกสายแร่สิบสายให้แก่เจ้า ล้วนแล้วแต่เป็น
เหมืองใหญ่ สามารถผลิตสินแร่ระดับหกขึ้นไป”
“ปรมาจารย์ไหนเลยต้องสิ้นเปลืองเวลาไปทำการขุดแร่?”
ราคานี้กระทั่งจั่วม่อเองยังตกตะลึงพรึงเพริด นับเป็นราคาที่สูงที่สุด
โดยไม่มีผู้กังขา วัตถุดิบระดับเก้าแต่ละชิ้นล้วนมีราคามหาศาล มิหนำซ้า
ยังเสนอวัตถุดิบระดับเก้าเป็นจำนวนตัวเลขถึงสองหลัก จั่วม่อเพิ่งจะเคย
ได้ยินได้ฟังเป็นครั้งแรก กระทั่งศาลาสมบัติหายากแม้จะสั่งสมความมั่งคั่ง
มานานนับพันปี ยังมีวัตถุดิบระดับเก้าเพียงสามชิ้นเท่านั้น อย่าแต่วัตถุดิบ
ระดับสิบซึ่งพวกมันไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว
สำหรับวัตถุดิบระดับสิบ จั่วม่อกระทั่งเคยเห็นยังไม่เคยเห็นมาก่อย
ระดับสิบ นั่นคือวัตถุดิบระดับสูงสุดในใต้หล้า!
ทว่าแม้จะเศร้าเสียดายอย่างสุดแสน แต่จั่วม่อยังตอบสนองทันที มัน
จดจำคำเตือนของตาเฒ่าลึกลับได้แม่นยำ รีบกล่าวว่า “ข้าต้องการสิ่งที่
สามารถหล่อเลียงจิตวิญญาณ ของวิเศษทีมีคุณสมบัติเช่นนันจะได้รับการ
พิจารณาก่อน แน่นอนว่าสิ่งของดาษดื่นธรรมดาอย่าได้เสนอออกมาแล้ว”
สตรีนางนั้นรีบกล่าว “วัตถุดิบเหล่านี้มากพอให้ปรมาจารย์
แลกเปลี่ยนเป็นของวิเศษที่สามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณได้มากมาย
หลายชิ้น!
จั่วม่อสั่นศีรษะ สีหน้าแน่วแน่ไม่แปรผัน
“ข้ามีกำยานวิญญาณเป็น!” คนผู้หนึ่งผุดลุกขึ้นด้วยสีหน้าแตกตื่น
ยินดี หลายคนดวงตาทอแววริษยา ที่ว่าการประมูลส่วนมากก็เป็นเช่นนี้
เพียงแลกเปลี่ยนกับบางสิ่ง ไม่ได้ซื้อขายเป็นเงินตรา สิ่งนี้บางทีเป็นเรื่อง
ของโชควาสนา คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าโชควาสนานำพา กำยานวิญญาณเป็น
นับเป็นของวิเศษหายากซึ่งสามารถหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณจริง ๆ
แต่จั่วม่อยังคงสั่นศีรษะ “ระดับไม่สูงพอ”
หลายคนสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ กระทั่งกำยานวิญญาณเป็น
ยังระดับไม่สูงพอ!
หมิงเยวี่ยเยี่ยเผยสีหน้าเชื่อมั่นอีกครา นับตั้งแต่ฟังว่าเซี่ยวม่อเกอใช้
ศาสตรามารปฐพีขอแลกเปลี่ยนกับหญ้าไหมย้อนเงาคืนวิญญาณ นางก็
คาดเดาว่าเซี่ยวม่อเกอต้องการของวิเศษประเภทนี้ ดังนั้นตระเตรียมไว้
ล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง
นางวางเดิมพันถูกต้อง อาภรณ์ทูตสวรรค์ตกเป็นของนางโดยไม่
ลำบากยากเย็น
แต่แล้วในเวลานี้เอง สุ้มเสียงหยาบกร้านพลันร้องตวาดเสียงดัง
กังวาน “ขอเสนอ ‘โอสถวิญญาณห้าธาตุแห่งซีเซวียน!’
หมิงเยวี่ยเยี่ยสีหน้าแข็งทื่อ
จั่วม่อดวงตาทอแววปิติยินดีวูบ