สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 786 เพลิงผลาญ
ดวงแสงร้อนแรงสองกลุ่มพุ่งดิ่งเข้าหากันอย่างหักโหม สองแม่ทัพ
บัญชาการศึกเผชิญหน้ากันกลางเวหา
เปี๋ยหานแผ่ซ่านรัศมีเปลวเพลิงพิโรธสีแดงฉาน ซ่างอวี่เซิงรอบกาย
เป็นรัศมีคลื่นคลั่งสีน้าเงินเข้ม
การต่อสู้เมื่อดำเนินมาถึงจุดนี้ ล้วนเหนือความคาดหมายของทุกผู้คน
ทั้งเปี๋ยหานและซ่างอวี่เซิงพากันสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนไม่หยุด
หย่อน เปี๋ยหานรั้งลำดับสิบในทำเนียบยอดแม่ทัพบัญชาการศึกแห่งแดน
ซิวเจ่อ ไม่มีผู้ใดกล้าประเมินขีดความสามารถของมันต่าทรามเกินไปอยู่
แล้ว ทว่าสังขารปิศาจของกองพันบาปเคราะห์และวิธีการต่อสู้ในรูปแบบ
แม่ทัพปิศาจของเปี๋ยหาน รวมไปถึงเปลวไฟพิโรธนามว่า ‘เพลิงผลาญ’ ที่
มันสวมใส่ ล้วนสร้างความตื่นตะลึงอย่างใหญ่หลวงในแก่ผู้คน ในขณะที่
ผู้คนเข้าใจว่านี่เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของมัน เปี๋ยหานก็หงายไพ่ใบอื่น
ติดตามมา ไพ่แต่จะใบล้วนร้ายกาจทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนทางด้านซ่างอวี่เซิง จนถึงยามนี้ผู้คนค่อยตระหนักว่าประเมินมัน
ต่าทรามเกินไปมาก ฝีมือที่มันแสดงออกมาในศึกนี้เด่นล้ากว่าผู้ใด มันมีขีด
ความสามารถของของยอดแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งอย่างแน่นอน แต่
เหตุที่ต้องตกอยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถถึงเพียงนี้ เพียงเพราะว่าคู่ต่อสู้ของ
มันคือเปี๋ยหาน
มันแม้ว่าจะมีสภาพสิ้นท่าถึงเพียงนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส
เปี๋ยหานแม้เป็นฝ่ายมีเปรียบ แต่ก็มิใช่ว่าสามารถกำชัยเป็นมั่นเหมาะ
นี่จึงเป็นศึกสุดท้ายที่แท้จริง!
ซ่างอวี่เซิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน ร่างพลันหายวับไปจากที่ แล้วปรากฏ
ขึ้นด้านข้างเปี๋ยหาน พลังสีน้าเงินเจิดจรัสนับไม่ถ้วนทะลักทลายออกไป
ประหนึ่งลมคลุ้มฝนคลั่ง โถมซัดเข้าหาเปี๋ยหานราวกับจะกลบฟ้ากลืนปฐพี
ทว่าเปี๋ยหานดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แต่แรก มันยื่นมือออกทำท่าตบ
ฟาดแต่ไกล
พลังแสงสีแดงพวยพุ่งออกจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็นฝ่ามือเปลวเพลิง
ขนาดมหึมา ตบฟาดใส่กระแสคลื่นสีน้าเงินอย่างหักโหม
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลก สะเก็ดแสงประกายไฟเหลือคณานับหมุน
คว้างเป็นเกลียว สาดกระเซ็นลงจากฟากฟ้า พร่างพรมลงบนพื้นปฐพีด้วย
ท่วงทำนองอันโศกสลดประการหนึ่ง
สองยอดแม่ทัพต่อสู้หักหาญรัวเร็ว ประดุจสายฟ้าหนึ่งแดง หนึ่งน้า
เงิน จู่โจมปะทะกันด้วยระดับความเร็วที่ยากจะมองเห็นได้ชัดตา ปะทะกัน
หนึ่งครั้งแล้วผละจากกันทันที ก่อนจะหวนกลับมาเข่นฆ่าปะทะกันใหม่
อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ยามกะทันหันผู้ใดเหนือล้ากว่ายังไม่อาจพิสูจน์ได้
ตูม ตูม ตูม!
เสียงระเบิดกึกก้องดุจอัสนีบาตฟาดทลาย ถี่กระชั้นจนผู้คนแทบหูดับ
ทุกครั้งที่ทั้งสองเข้าปะทะหักหาญ เห็นสะเก็ดประกายกระเด็นเวียน
ว่อน แสงสีแดงสีน้าเงินเจิดจ้าบาดตาพวยพุ่งออกทุกทิศทาง กลาดเกลื่อน
เต็มไปทั่วท้องนภา
“พลังอันร้ายกาจนัก!” หลีเซียนเอ๋อร์อดไม่ได้ให้ทอดถอนชมเชย
อย่างตื่นตะลึง คู่ต่อสู้ทั้งสองในภาพมายาคล้ายไม่ใช่ผู้คน พวกมันราวกับ
ดาวตกสองดวงพุ่งเข้าชนอีกฝ่ายซ้าแล้วซ้าเล่าโดยไม่สนใจสิ่งใด เพียง
หมายจะบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามให้แหลกสลายเป็นผุยผงเท่านั้น
แม่ทัพบัญชาการศึกเผ่าปิศาจหลอมรวมพลังของทั้งกองทัพเข้ามาใน
ร่างของตน พลังอันแกร่งกล้าเกรียงไกรของพวกมันในยามออกศึกเปล่ง
ประจายเจิดจรัส สุดที่ยอดฝีมือใดจะเทียบเทียมได้
นางย่อมเคยพบเห็นแม่ทัพบัญชาการศึกเผ่าปิศาจมาก่อน ทั้งยังเคย
ชมดูการสู้รบในวิถีปิศาจเช่นเดียวกันนี้ อย่างไรก็ตาม พลังของทั้งสองคนที่
กำลังต่อสู้พิสูจน์เป็นตายกัน ยังคงทำให้นางตื่นตะลึงอย่างสุดระงับ
ในฐานะหนึ่งในยอดยุทธ์ผู้เข้มแข็งที่สุดของเทียนหวน หลีเซียนเอ๋อร์
มีพลังฝีมือกล้าแข็งเหนือธรรมดา แต่กระทั่งยอดยุทธ์ระดับนาง ยังคงถูก
พลังที่สองแม่ทัพปิศาจสำแดงออกมาข่มขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ
ที่แท้แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง กลับกล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงนี้!
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสีหน้าเคร่งขรึม “ในแง่ของความเหี้ยมหาญดุดัน แม่
ทัพปิศาจย่อมจัดอยู่ลำดับแรก แต่กระทั่งในหมู่ปิศาจทั้งมวล พลังของสอง
คนนี้ยังนับว่าหาได้ยากยิ่ง”
ในภาพมายาเบื้องหน้า การโจมตีของทั้งคู่ทวีความเร็วขึ้นอย่างไม่
หยุดยั้ง เร็วเสียจนผู้คนเห็นแค่เพียงสายฟ้าหนึ่งแดงหนึ่งน้าเงินสาดพุ่งไป
มาทั่วท้องฟ้า
หลีเซียนเอ๋อร์พลันอุทานเบา ๆ อย่างแปลกใจ “พวกมันกำลังฝีมือ
รุดหน้า”
“ฝีมือรุดหน้า?” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงงงงันวูบ
“มิผิด พวกมันทั้งคู่ล้วนแล้วแต่กำลังรุดหน้า” หลีเซียนเอ๋อร์พลังฝีมือ
สูงส่ง ในการต่อสู้ระดับนี้ นางสามารถมองเห็นทุกการเปลี่ยนแปลงได้ถนัด
ชัดเจนกว่า
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงขบคิดชั่วอึดใจ จากนั้นเข้าใจในบัดดล “พวกมัน
กำลังปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวิธีการต่อสู้รูปแบบนี้ ทั้งเปี๋ยหานและซ่าง
อวี่เซิง ปกติหาได้ใช้วิธีการต่อสู้เช่นนี้ไม่ หนึ่งเป็นแม่ทัพเลือดปิศาจที่ถนัด
พิชัยยุทธ์ของซิวเจ่อ อีกหนึ่งคือแม่ทัพปิศาจผู้ถนัดจัดเจนยุทธวิธีควบคุม
สนามรบ แต่หลังจากศึกนี้เปี๋ยหานจะยิ่งน่ากลัวกว่าเดิม ด้านสหพันธ์จอม
ปิศาจกลับน่าอเนจอนาถนัก คราครั้งนี้พวกมันจะต้องประสบเคราะห์
กรรมจากความสูญเสียครั้งมโหฬาร สองยอดแม่ทัพบัญชาการศึกตกตาย
ในคราวเดียว กระทั่งเทียนหวนเรายังไม่อาจแบกรับความสูญเสียเช่นนี้ได้”
เทียนหวนและสหพันธ์จอมปิศาจมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แม้ว่า
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เปิดเผย แต่ในทางลับก็นับว่าความสัมพันธ์แน่นแฟ้น
ไม่น้อย ซือกงจื้อยังลุ่มหลงงมงายในตัวหลีเซียนเอ๋อร์ แต่หลีเซียนเอ๋อร์ใน
ยามนี้ หาใช่หลีเซียนเอ๋อร์ในตอนที่พวกมันเพิ่งพบกันครั้งแรกไม่
ในปัจจุบันหลีเซียนเอ๋อร์เป็นหนึ่งในสมาชิกแกนหลักของเทียนหวน
นางไม่จำเป็นต้องเสียสละตนเองวิวาห์เชื่อมสัมพันธ์เพื่อช่วยเหลือเทียน
หวนอีกต่อไป
หลีเซียนเอ๋อร์ขบคิดอยู่ชั่วครู่ จากนั้นกล่าว “แต่ว่าคราครั้งนี้ม่ออวิ๋น
ไห่ก็สูญเสียหนักหนาสาหัสไม่น้อย หลังจากศึกนี้ กองพันบาปเคราะห์จะ
หลงเหลือจำนวนคนเพียงแค่ครึ่งเดียว”
“ใช้กองพันบาปเคราะห์ครึ่งหนึ่งแลกกับสองยอดแม่ทัพบัญชาการ
ศึก ก็นับว่าคุ้มค่า” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกล่าวโดยไม่ลังเล
หลีเซียนเอ๋อร์พลันฉุกคิดถึงปัญหาประการหนึ่ง “กองพันบาป
เคราะห์เป็นกองทัพแปลกประหลาดที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน หากประสบ
ความสูญเสีย ไม่ทราบว่าพวกมันจะเสริมกำลังพลอย่างไร?”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงงงงันวูบ จากนั้นสีหน้าทอแววปิติยินดี “ใช่แล้ว! กอง
พันบาปเคราะห์ไม่อาจเสริมกำลังคนได้อีก คราครั้งนี้กองพันบาปเคราะห์
เท่ากับสิ้นพิษสงแล้ว แม้ว่าเปี๋ยหานจะครอบครองยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบ
อาภรณ์ มันก็ไม่มีกองพันบาปเคราะห์อีกทัพหนึ่ง! เมื่อปราศจากกองพัน
บาปเคราะห์ ความแข็งแกร่งของเปี๋ยหานย่อมต้องลดน้อยลงไปมาก
วิธีการต่อสู้ของเปี๋ยหานแม้ร้ายกาจ แต่ก็เท่ากับว่ากองทัพที่เหมาะสมกับ
มันมีเพียงกองพันบาปเคราะห์เท่านั้น”
“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นี่หมายความว่าม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้ประโยชน์อัน
ใดเลยรึ?” หลีเซียนเอ๋อร์สีหน้างงงวย “แล้วพวกมันจะเปิดศึกไปเพื่ออะไร
กัน? ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหานี้เปี๋ยหานจะไม่เคยครุ่นคิดไว้บ้างหรือ?”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงรอยยิ้มบนใบหน้าถึงกับแข็งค้าง
“พวกมันจะต้องมีวิธีเสริมกำลังพลของกองพันบาปเคราะห์อย่าง
แน่นอน” หลินเชียนสุ้มเสียงหนักแน่น เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่
มันมุ่งความสนใจอยู่ที่จั่วม่อมาโดยตลอด ความเข้าใจของมันที่มีต่อคนผู้นี้
นับว่าเหนือล้ากว่าผู้อื่นมาก ในภาพจำของมัน แผนการที่จะนำมาซึ่งความ
สูญเสียอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ จั่วม่อไม่มีวันกระทำเป็นอันขาด
เสวียตงขมวดคิ้ว “หรือว่าพวกมันยังจะกล้าคร่ากุมชนชาวปิศาจมา
สร้างเป็นกองพันบาปเคราะห์ด้วย? นั่นเป็นข้อห้ามร้ายแรง หากเรื่อง
เปิดเผยออกมา จะนำมาซึ่งปัญหาไม่สิ้นสุด ม่ออวิ๋นไห่มีประชากรชาว
ปิศาจรวมอยู่ไม่น้อย พวกมันไม่อาจยอมรับเรื่องเช่นนี้ได้”
“ย่อมไม่ใช่เช่นนั้น” หลินเชียนสั่นศีรษะ “ในความเข้าใจของข้า
จั่วม่อไม่ใช่คนที่จะกระทำผิดพลาดร้ายแรงเช่นนี้ มันจะต้องมีวิธีการอื่นไม่
ผิดแน่”
“วิธีการอื่น?” เสวียตงสีหน้าสนอกสนใจยิ่ง มันแม้มีฝีมือรบทัพจับศึก
ไร้ผู้ต้าน แต่สำหรับเรื่องเช่นนี้กลับไม่ค่อยล่วงรู้เรื่องรู้ราวนัก
“ข้าก็ไม่ทราบ” หลินเชียนสั่นศีรษะอย่างซื่อสัตย์ “แต่ข้าทราบว่า
พวกมันจะต้องมีหนทางอย่างแน่นอน”
“หากนั่นเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นเปี๋ยหานก็น่ากลัวยิ่ง!” เสวียตงเพ่งมอง
เข้าไปในภาพมายา ดวงตาเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ได้ชม
ดูการศึกระดับนี้นับเป็นที่สำราญใจไม่น้อย แต่หากมันได้เข้าร่วมในศึกนี้
ด้วย ไม่ทราบจะสุขสราญสักเพียงใด?
การต่อสู้ของเปี๋ยหานกับซ่างอวี่เซิงบรรลุถึงจุดที่ดุเดือดร้อนแรงถึง
ที่สุด
พวกมันทั้งคู่คล้ายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยังคงรักษาจังหวะการจู่โจมอัน
บ้าคลั่งอยู่ตลอดเวลา พวกมันต่างฝ่ายต่างละทิ้งเล่ห์กลอุบายทั้งมวล แต่
ละครั้งเพียงอาศัยกำลังเข้าปะทะกันอย่างไม่ออมรั้ง
พวกมันยังคงโหมจู่โจมเข้าหากันด้วยท่วงทำนองอันคลุ้มคลั่งเช่นนี้
นานกว่าสองชั่วยามเต็ม!
ผู้คนแทบไม่อาจเห็นเงาร่างของพวกมันได้ชัดตา
เห็นเพียงเสียงปะทะรัวเร็วและแสงประกายแตกระเบิดไม่รู้จบ
บรรดาสายสืบยอดฝีมือพากันเฝ้ามองจากที่ห่างไกลด้วยใบหน้าซีดเผือด
เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัย พวกมันล่าถอยออกมาห่างไกลตั้งแต่แรก แต่
กระทั่งอยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้แล้ว พวกมันยังรู้สึกว่าพื้นปฐพีสั่นสะเทือน
คลื่นอากาศกวาดกระแทกมาถึงตัวอย่างรุนแรง
สองตัวประหลาด!
ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง
เปี๋ยหานเพิ่งจะเคยใช้วิธีการสู้รบของแม่ทัพปิศาจในการต่อสู้จริงเป็น
ครั้งแรก ความรู้สึกสาสมใจที่พลุ่งขึ้นไม่หยุดทำให้โลหิตของมันแทบเดือด
พล่าน
ไม่มีลวดลาย ไม่มีกลอุบาย ไม่ต้องขบคิดใคร่ครวญ เพียงแค่พุ่งเข้า
ชนอย่างรวบรัดที่สุดและดิบเถื่อนที่สุด!
‘เพลิงผลาญ’ ประดุจเปลวเพลิงลุกโหม ยังคงเร่งเร้าพลังเทพในร่าง
ของมันออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง พลังเทพในกายมันยิ่งมายิ่งร้อนเร่า เมื่อ
โคจรกลับสู่ ‘เพลิงผลาญ’ ก็เปลี่ยนเป็นเปลวไฟเกรี้ยวกราดไหลบ่าไปตาม
ชุดเกราะ กลายเป็นร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นผนึกรวมรั้งในฝ่ามือ
ของเปี๋ยหาน กลายเป็นพลังจู่โจมที่คล้ายสามารถเผาผลาญฟ้าดิน
นี่ก็คือ ‘เพลิงผลาญ’ ชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพที่จั่วม่อออกแบบมาเพื่อ
เปี๋ยหานโดยเฉพาะ
แนวคิดของจั่วม่อเรียบง่ายยิ่ง ความสามารถของ ‘เพลิงผลาญ’ ก็
เรียบง่ายไม่น้อยไปกว่ากัน มันจะเผาผลาญพลังเทพของเปี๋ยหาน หนุน
เสริมให้เกรี้ยวกราดรุนแรงยิ่งขึ้น เพิ่มความแข็งแกร่งและพลังทำลายล้าง
ขึ้นไปถึงขีดสุด
เปี๋ยหานไม่ใช่ยอดยุทธ์ที่แท้จริง พลังของมันมาจากกองทัพของมัน
เทพวิชาที่โอ่อ่าสง่างามไม่มีคุณค่าสำหรับเปี๋ยหานมากนัก มันเพียง
ต้องการกระบวนท่าสังหารที่เรียบง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด นี่ก็เพื่อ
จุดมุ่งหมายเดียวเท่านั้น เพื่อให้มันมีพลังมากพอที่จะจู่โจมปลิดชีพใน
ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
พลังเทพที่ถูกเผาผลาญจะเกรี้ยวกราดผิดธรรมดา เหมาะสำหรับการ
จู่โจมที่เรียบง่ายตรงไปตรงมาเป็นที่สุด
ทว่าเพื่อที่จะควบคุมพลังเทพสุดเกรี้ยวกราดนี้ ผู้ใช้จะต้องมีจิตใจ
เข้มแข็งมั่นคงเหนือธรรมดา และความสงบเยือกเย็นที่แทบจะกลายเป็น
ยึดมั่นถือมั่นของเปี๋ยหาน ก็นับว่าเหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุดสำหรับการใช้
‘เพลิงผลาญ’
เมื่อยุทโธปกรณ์บรรลุถึงระดับชั้นของยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์
กระทั่งความสามารถที่เรียบง่ายที่สุด ยังสามารถกลายเป็นพลังทำลายล้าง
อันน่าสะพรึงกลัวเหนือธรรมดา
‘เพลิงผลาญ’ นั้นสมดังนามของมัน พยศดุร้ายถึงที่สุด มีเพียงเปี๋ย
หานเท่านั้นที่สามารถควบคุมบังคับยุทธภัณฑ์เทพชุดนี้ได้
ความเยือกเย็นที่แทบจะกลายเป็นอำมหิตของเปี๋ยหานสำแดงฤทธิ์
ร้ายออกมาในเวลานี้เอง แม้แต่ภายใต้สภาพที่ทั้งสองฝ่ายโหมโจมตีอย่าง
เร่งร้อนรุนแรง ในขณะที่ทั่วร่างร้อนแรงราวกับเพลิงผลาญ มันยังคงตรวจ
พบได้ว่าการโจมตีของซ่างอวี่เซิงกำลังอ่อนแรงลงอย่างช้า ๆ
เปี๋ยหานไม่รีรอลังเล เร่งจังหวะการจู่โจมขึ้นทันที
ในศึกประชันพลังอันบ้าระห่าเช่นนี้ไม่มีช่องว่างให้หลบหลีก
นอกเหนือจากใช้การโจมตีต่อต้านการโจมตี พวกมันไม่มีทางเลือกอื่นอีก
เมื่อเปี๋ยหานเร่งจังหวะการโจมตีขึ้นอย่างฉับพลัน ซ่างอวี่เซิงได้แต่ต้องเร่ง
จังหวะของตนขึ้นไปด้วย
การปะทะหักหาญของสองฝ่ายยิ่งมายิ่งเร่งร้อนรุนแรง
เหล่ายอดยุทธ์ที่เฝ้าดูการต่อสู้ผ่านทางภาพมายา พลันตระหนักว่าศึก
ครั้งนี้ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว พากันยืดกายจ้องเขม็งโดยไม่รู้ตัว
ศึกประชันพลังที่ละทิ้งลวดลายทั้งหมดนั้น ทั้งดิบเถื่อนและ
ตรงไปตรงมา หากมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่อาจไล่ทันจังหวะจู่โจมของอีกฝ่าย
สมดุลของการต่อสู้จะโอนเอียงในทันที
ซ่างอวี่เซิงเห็นได้ชัดว่าเชื่องช้าลง กลุ่มแสงรอบกายมันหม่นแสงลง
อย่างรวดเร็ว ยุทโธปกรณ์เทพบนร่างแตกหักเป็นชิ้นๆ ตั้งแต่แรก ร่างกาย
ส่วนที่เผยออกมาเต็มไปด้วยบาดแผลใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน
การจู่โจมของเปี๋ยหานยิ่งมายิ่งหนักหน่วงรุนแรง
มันระดมจู่โจมซ่างอวี่เซิงจากตำแหน่งแง่มุมที่แตกต่าง ในไม่ช้าซ่า
งอวี่เซิงก็เริ่มจะละล้าละลัง
เข้าปะทะกันหนึ่งครั้ง กลุ่มแสงของซ่างอวี่เซิงจะสั่นไหวเป็นระลอก
และหม่นแสงลงอีกหนึ่งส่วน
เรื่องราวเมื่อดำเนินมาถึงขั้นนี้ ผู้ใดชนะผู้ใดปราชัย ผู้ที่มีสายตาอยู่
บ้างย่อมสามารถเห็นได้ชัดเจน
เปี๋ยหานดวงตาทอประกายเย็นเยียบ พลันเร่งระดับความเร็วขึ้นอีก
ครั้ง!
ซ่างอวี่เซิงในที่สุดไม่อาจติดตามระดับความเร็วอันบ้าคลั่งนี้ทันอีก
ต่อไป มันคล้ายถูกดาวตกมหึมาพุ่งเข้าชนเต็มแรง
ตูม!
พลังสีน้าเงินสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง!
ซ่างอวี่เซิงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นลั่นโลก เกิดเป็นหลุมมหึมาราวกับ
ปากปล่องภูเขาไฟอยู่บนพื้น
เปี๋ยหานพุ่งลิ่วลงไปยังหลุมยักษ์ราวกับเปลวเพลิงพิโรธสายหนึ่ง
รอจนร่างที่ร้อนแรงของเปี๋ยหานลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ในมือของ
มันหิ้วร่างของคนผู้หนึ่ง
เป็นซ่างอวี่เซิงที่ไร้ชีวิต สีหน้าก่อนตายของมันดูสุขสงบยิ่ง
ผู้คนทั่วหล้าที่อยู่อีกฟากหนึ่งของภาพมายาต่างไม่มีอารมณ์จะกล่าว
วาจา ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ กลับได้เห็นยอดแม่ทัพสองคนตกตายตามกัน
ไป ต้องบังเกิดความสะท้านสะเทือนอย่างรุนแรง
เปี๋ยหานลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ เปลวเพลิงแดงฉานโอบล้อมอยู่รอบ
กาย แต่ดวงตาเย็นชาไม่ปรากฏระลอกแม้แต่น้อย
หลังจากแน่ใจว่าซ่างอวี่เซิงสิ้นชีพแล้ว มันกลับลงไปบนพื้นข้างหลุม
ยักษ์อีกครั้ง จากนั้นวางร่างของซ่างอวี่เซิงลงไปในหลุม โบกมือเบา ๆ ไป
ยังด้านข้างของหลุมยักษ์ พื้นปฐพีสองฟากข้างหลุมพลันแตกระเบิด ร่วง
กราวดุจห่าฝน ฝังร่างของซ่างอวี่เซิงไว้ตราบชั่วนิรันดร์
หลังจากกระทำเรื่องราวเหล่านี้เสร็จสิ้น เปี๋ยหานลุกขึ้นยืนตรง มอง
ไปยังสมรภูมิรบ
เห็นกองพันบาปเคราะห์ที่เหลือน้อยกว่าครึ่งยืนนิ่งอยู่กลางสนามรบ
เปี๋ยหานยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า ทันใดนั้นเปลวไฟนับไปถ้วนพวย
พุ่งออกจากมือ หายเข้าไปในร่างของสมาชิกกองพันบาปเคราะห์ที่เสียชีวิต
อยู่บนพื้น เพียงชั่วพริบตาเดียว ซากศพเหล่านั้นกลายเป็นเถ้าธุลี ทิ้งไว้
เพียงไข่มุกสีแดงฉานอยู่ภายในเถ้าธุลีแต่ละกอง
เปี๋ยหานกวักมือเบา ๆ คราหนึ่ง ไข่มุกสีแดงภายในกองเถ้าธุลีคล้ายได้
ยินเสียงเรียก พากันลอยเข้าสู่อุ้งมือของเปี๋ยหานแล้วหายวับไป
หลังจากสะสางสนามรบ เปี๋ยหานพลันหันกลับไปมองริมขอบของ
สนามรบที่อยู่ในระยะไกล แววตาเย็นยะเยียบของมันบันดาลให้ผู้คนที่อยู่
อีกฟากหนึ่งของภาพมายารู้สึกถึงเจตนาฆ่าฟันอันรุนแรง
ทันใดนั้นมันทำท่าทางที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
มันคล้ายจ้องมองผ่านภาพมายาอย่างเย็นชา แล้วยกมือขึ้น ใช้
นิ้วหัวแม่มือทำท่าปาดคอตัวเองเบา ๆ
ล้างคอรอไว้เถอะ!