สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 803 เฟิ่งหวงร่ายรำเดียวดายวัฏจักรมหาทมิฬ
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 803 เฟิ่งหวงร่ายรำเดียวดายวัฏจักรมหาทมิฬ
นกโง่กางปีกแผ่กว้าง ร่างของนางพลันเลือนหายไป ชั่วพริบตาต่อมา
ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าถานซวี
เร็วมาก!
ถานซวีม่านตาหดแคบลง บรรยากาศตรงหน้าถึงกับบิดเบี้ยว เงาร่างสี
แดงทะยานเข้าหามันด้วยสภาวะดุจอัสนีบาตฟาดทลาย
ทันใดนั้นจะงอยปากนกปลดปล่อยเปลวไฟจุดหนึ่งออกมา
สังหรณ์เลวร้ายอันรุนแรงผุดขึ้นในใจอย่างฉับพลัน
ถานซวีสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย กระบี่บินในมือพวยพุ่งเปลวไฟ
กลุ่มหนึ่งโดยไม่ลังเล ราวกับสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด กระบี่บินเหินดิ่งเข้า
รับหน้าเปลวไฟสุดลี้ลับอันตรายที่กำลังลอยตรงมา
กระบี่นี้ผิดแผกแตกต่างจากครั้งก่อน เปลวไฟกระบี่หนนี้เป็นสีแดง
เข้ม
เปลวไฟกระบี่มรณะ!
ปลายกระบี่บินคล้ายปะทุด้วยเพลิงไฟ ลากเป็นเปลวไฟยาวเหยียด
ตรงเข้าปะทะกับท่าจิกจู่โจมของนกโง่
เปลวไฟสองสายปะทะกันกลางอากาศอย่างถนัดถนี่
เปลวไฟสีแดงเข้มแตกระเบิดดังสนั่น ปราณกระบี่หนึ่งร้อยยี่สิบสาย
สาดวาบออกมาอย่างฉับพลัน
‘เปลวไฟกระบี่มรณะ’ เป็นขั้นสมบูรณ์กว่าของ ‘เปลวไฟกระบี่’
อาศัยการบีบอัดปราณกระบี่สามพันหกร้อยสาย ให้เหลือเพียงหนึ่งร้อย
ยี่สิบสาย ปราณกระบี่เปลวไฟมรณะแต่ละสายเกิดจากการผนึกรวมกัน
ของปราณกระบี่สามสิบสาย!
ปราณกระบี่แต่ละสายของเปลวไฟกระบี่มรณะ ล้วนเป็นมัจจุราชทวง
วิญญาณทั้งสิ้น!
หลังจากบีบอัดหลอมรวม ปราณกระบี่ของเปลวไฟกระบี่มรณะ
กลายเป็นสีแดงเข้ม อัดแน่นไปด้วยเจตจำนงกระบี่อันทรงอานุภาพ
“ตายเสียเถอะ! เจ้าเดรัจฉานหน้าขน!” ถานซวีหัวร่อดังกระหึ่ม
กระบวนท่านี้เปล่งอานุภาพอย่างน่าแตกตื่นสะท้านใจ ทั้งยังเป็นเรื่อง
ยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง อาศัยพลังฝีมือของมันในยามนี้ มิใช่ว่าสามารถใช้
กระบวนท่า ‘เปลวไฟกระบี่มรณะ’ เป็นผลสำเร็จทุกครั้งไป แต่ในช่วงคับ
ขันอันตรายเช่นนี้ มันกลับใช้ท่ากระบี่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความ
ลิงโลดยินดีในใจมันย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ไปลงนรกเสียเถอะ!
มองดูพายุเจตจำนงกระบี่สีแดงเข้มระเบิดออกใกล้บริเวณจะงอยปาก
ของนกโง่ มันทราบว่าชัยชนะเป็นของมันแล้ว!
ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งกระบวนท่านี้ได้!
ถานซวีรู้สึกคลายใจลง เฝ้ามองด้วยความคาดหวังรอคอย รอชม
ปราณกระบี่หนึ่งร้อยยี่สิบสายของเปลวไฟกระบี่มรณะฉีกเจ้าเดรัจฉาน
หน้าขนที่น่ารังเกียจนี้ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทุกอย่างจบแล้ว!
ทันใดนั้นเอง เห็นที่จะงอยปากของนกโง่ ลวดลายรูปเกลียววนพลัน
เปล่งแสงเจิดจรัส ถานซวีใจหายวาบ รอประเดี๋ยว… …
วู้ม!
จุดเปลวไฟที่จะงอยปากของนกโง่ระเบิดวาบ เปลี่ยนเป็นลำแสง
มหึมายิงตรงมาที่มันอย่างเร่งร้อน
ลำแสงเพลิงเจิดจ้าบาดตาสาดพุ่งเป็นทางยาวกลางอากาศ เจตจำนง
กระบี่สีแดงเข้มทั้งหมดถูกกลืนหายไปในเปลวไฟสุดร้อนแรงในชั่วพริบตา
ถานซวีสมองขาวว่างเปล่า ทุกสิ่งที่มันเห็นอยู่ในสายตามีเพียงเปลว
เพลิงแดงฉานที่ม้วนกวาดเข้ามาอย่างดุร้าย
มันยังไม่ทันจะได้มีปฏิกิริยาใด ก็ถูกกลืนหายเข้าไปในหอคอยเกลียว
วนแห่งเพลิงไฟ
บัดซบ!
ถานซวีขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง มันถูกขังเอาไว้ในโลกแห่งเปลว
ไฟ หากมิใช่ว่ามีพลังเทพคุ้มกาย เกรงว่าคงมอดไหม้เป็นเถ้าธุลีไปแต่แรก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีพลังเทพช่วยค้ายันเอาไว้ มันก็ยังไม่ได้ปลอดภัยไร้
เรื่องราว พลังเทพของมันหมดเปลืองไปในระดับความเร็วอันน่าตระหนก
เปลวเพลิงสีแดงฉานนี้ร้อนแรงสุดเปรียบปาน แม้ว่าจะใช้พลังเทพป้องกัน
เอาไว้ชั้นหนึ่ง มันยังคงรู้สึกถึงความร้อนอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
ความหวาดกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ
นี่เป็นเปลวไฟผีสางอันใดกัน?
ปราณกระบี่ของเปลวไฟกระบี่มรณะ ไหนเลยจะถูกกลืนกินไปเสีย
เฉย ๆ เช่นนี้ได้?
นี่เป็นไปไม่ได้!
จิตใจมันปั่นป่วนดุจพายุโหม แต่มันทราบว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมัวมาขบ
คิดถึงเรื่องนี้ ก่อนอื่นมันต้องหาทางหลบหนีเอาชีวิตรอดเป็นอันดับแรก
ความคิดต่อสู้ของถานซวีเลือนหายไปหมดสิ้น ในใจมันหลงเหลือเพียง
ความคิดเดียว หนี! หลบหนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!
เจ้าเดรัจฉานหน้าขนนี้ ใช่เป็นสัตว์อสูรบรรพกาลหรือไม่?
เปลวไฟที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า กระทั่ง
ปราณกระบี่ของเปลวไฟกระบี่มรณะยังไม่อาจหลบหลีกรอดพ้น นกตัวนี้…
มีความเป็นมาอย่างไรกันแน่?
ทารกหมอกวิญญาณใบหน้าที่ขาวราวหิมะอยู่แล้ว ถึงกับซีดเผือด
กว่าเดิม หัวใจน้อยๆ สั่นสะท้าน
โชคยังดี… …โชคยังดี… …
มันเห็นถนัดชัดเจน ในตอนที่นกโง่พ่นคลื่นเพลิงพิโรธสีแดงฉาน
ออกมา กลืนกินเจตจำนงกระบี่รวมทั้งร่างของฝ่ายตรงข้ามลงไปในคราว
เดียว ในฐานะนักรบจากยุคบรรพกาล ทารกหมอกวิญญาณไหนเลยจะไม่
เคยพบเห็นผู้คนพ่นไฟมานักต่อนัก แต่มันไฉนต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้?
ทารกหมอกวิญญาณรอบรู้กว้างขวาง เปลวเพลิงแดงฉานนี้ดูคล้าย
ปกติธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้วมีความเป็นมาอันใหญ่หลวง!
เปลวไฟเฟิ่งหวง!
ก่อนหน้านี้มันคาดเดาว่านกโง่สมควรเป็นเฟิ่งหวงตัวหนึ่ง ยามนี้ยิ่ง
แน่ใจมากกว่าเดิม เปลวไฟเฟิ่งหวงแตกต่างจากเปลวไฟอื่นๆ ทั้งหมด มี
พลังอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน กระทั่งในยุคบรรพกาล ผู้คน
พอได้ยินนามของเปลวไฟเฟิ่งหวงยังถึงกับหน้าถอดสี
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นดาวข่มของมันโดยเฉพาะ!
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
มันถึงกับยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันกับดาวข่มของมัน พอนึกถึงวันคืนของ
มันหลังจากนี้ ทารกหมอกวิญญาณทันใดนั้นชักไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าชีวิต
ของมันจะดีงามเท่าที่คิดไว้หรือไม่
นกโง่พบว่าถานซวีที่ติดอยู่ในเปลวไฟมีความคิดหลบหนี ดวงตาทรง
อำนาจกลายเป็นครึ่งหลับครึ่งลืม สองปีกที่แผ่กว้างกระพือเบาๆ
หากผู้ที่เฝ้าชมดูอยู่ด้านข้างเป็นบุคคลอื่น พวกมันอาจเข้าใจว่านี่เป็น
การกระพือปีกอย่างปลอดโปร่งตามสบายคราหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดสลักสำคัญ
ทว่าทารกหมอกวิญญาณที่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างจดจ่ออยู่ตลอดเวลา กลับ
พบเห็นเรื่องพิสดารประการหนึ่ง
ท่วงทำนอง!
การกระพือปีกของนกโง่ ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองพิเศษเฉพาะที่ยากจะ
บ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
นี่จะต้องเป็นเทพวิชาอันร้ายกาจวิชาหนึ่งไม่ผิดแน่!
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นตายของมัน ทารกหมอกวิญญาณจ้องดู
ตาไม่กะพริบ ดูผิวเผินนกโง่คล้ายกระพือปีกไม่กี่ครั้ง แต่แท้ที่จริงแล้ว เท้า
ของนางก็ขยับเคลื่อนย้ายหลายครั้งชนิดที่แทบจะมองไม่เห็น
ผู้คนเมื่อบรรลุถึงระดับชั้นนี้ ไม่ว่าท่วงท่าที่ดูสามัญธรรมดาสักเท่าใด
ล้วนแฝงเร้นไว้ด้วยความลี้ลับพิสดารที่ยากจะเข้าใจ
ทารกหมอกวิญญาณใช้ความคิดอย่างหนัก สืบค้นในความทรงจำอัน
ห่างไกลของตน มันดูเหมือนครุ่นคะนึงถึงบางสิ่ง
เปลวไฟเปรียบประดุจกรงขัง ถานซวีไม่ว่าเข่นฆ่าไปในทิศทางใด ก็ไม่
อาจบุกฝ่าออกมาจากเปลวไฟได้ คล้ายกับว่าท่วงท่ากระพือปีกและท่าเท้า
อันพิสดารของนกโง่ ก่อเกิดสนามพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งแผ่คลุมเปลว
ไฟเหล่านั้น
ถานซวีหลั่งเหงื่อโซมหน้า เริ่มแตกตื่นลนลานขึ้นมา
รอบกายมันห้อมล้อมไปด้วยเปลวไฟสีแดงฉาน ราวกับว่ามันอยู่
ท่ามกลางทะเลไฟที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่ว่ามันจะโถมฝ่าไปในทิศทางใด เปลว
ไฟก็คล้ายจะยืดขยายออกไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
แปลกประหลาดเกินไปแล้ว!
จะต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่!
มันทราบชัดว่าตนเองติดอยู่ในหลุมพรางของศัตรู กองเพลิงนี้แน่นอน
ว่าเป็นหลุมพรางกับดักตั้งแต่แรก!
ไม่ว่ามันจะเร่งเร้าพลังเทพสักเท่าใด เพลงกระบี่ของมันก็มีแต่จม
หายไปในเปลวไฟโดยไร้ร่องรอย
พลังเทพของมันสูญสิ้นไปด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก หากยัง
เป็นเช่นนี้ต่อไป ในไม่ช้ามันจะไม่อาจทานทนได้อีกต่อไป
หากปราศจากพลังเทพคุ้มกาย เปลวไฟจะเผาผลาญมันเป็นเถ้าธุลีใน
ชั่วพริบตา
หรือว่าวันนี้มันจะต้องตายที่นี่จริง ๆ?
น่าแปลก ความคิดนี้จู่ ๆ ผุดขึ้นในใจมัน ถานซวีอดตะลึงงันไม่ได้
นกโง่ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืม ขยับเท้าก้าวเล็ก ๆ ราวกับหญิงชรา
กำลังเดินเล่นหลังอาหาร บางครั้งยังกระพือปีกเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจนัก
เปลวไฟสีแดงฉานบิดม้วน ขยับเคลื่อนไหวราวกับสัตว์ประหลาดที่มี
ชีวิตจิตใจ ไม่ว่าผู้ใดชมดูล้วนรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
ทหารยันต์ทองคำดำกลืนน้าลายอย่างฝืดคอ กล่าวเสียงแหบพร่า “นี่
คงเป็น ‘เฟิ่งหวงร่ายรำเดียวดายวัฏจักรมหาทมิฬ’ กระมัง?”
มันทราบแน่แก่ใจ หากเป็นตัวมันเองติดอยู่ในกองเพลิงนั่น มีแต่จะ
หลอมละลายกลายเป็นโลหะเหลวสถานเดียว ผู้คนไม่สมควรล่วงเกิน
เหนี่ยวต้าเจียโดยแท้! ทหารยันต์ทองคำดำผู้ปราดเปรื่องถึงกับครุ่นคิดว่า
มันสมควรสละอาหารอีกส่วนหนึ่ง ส่งมอบเป็นบรรณาการแก่เหนี่ยวต้าเจีย
มากกว่าเดิมดีหรือไม่
หยางกวงทอดถอนพลางสั่นศีรษะน้อย ๆ กล่าวอย่างสมเพชเวทนา
“ช่างน่าสงสารนัก”
ซึ่งความจริงเปลวไฟเฟิ่งหวงกลุ่มนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกินหนึ่งจั้ง
เท่านั้น ทว่าถานซวีไม่ว่ากระเสือกกระสนดิ้นรนสักเท่าใด มันก็ไม่มีวันหนี
พ้น
ที่น่าขนพองสยองเกล้ายิ่งกว่า คือมันไม่มีทางล่วงรู้ความจริงข้อนี้ไป
ตลอดกาล
ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก!
ถือกรงเล็บพิฆาตมังกรอยู่ในมือ จั่วม่อเจตนาฆ่าฟันในร่างปะทุ
ออกมาอย่างรุนแรง ราวกับเปลวไฟที่ถูกลมเป่ากระพือ
จั่วม่อดวงตาทอประกายเย็นเยียบ ถือกรงเล็บพิฆาตมังกรด้วยมือข้าง
เดียว กระโดดปราดขึ้นกลางอากาศ กรงเล็บพิฆาตมังกรในมือหวดฟาดใส่
เนี่ยเฉินอย่างหักโหม ราวกับว่ามันถือขวานมหึมาเล่มหนึ่งก็มิปาน ทันใด
นั้นชั้นแสงสีทองปรากฏขึ้นบนกรงเล็บพิฆาตมังกร ก่อตัวเป็นคมขวานแสง
ขนาดใหญ่โตมโหฬาร กรงเล็บพิฆาตมังกรพลันกลับกลายเป็นขวานมหา
ยักษ์ที่สามารถผ่าขุนเขาแยกปฐพี
ชั่วพริบตานั้น ขวานเทพสุริยันเปลี่ยนจากขวานมือเดียวกลายเป็น
ขวานสองมืออันหนักหน่วง
ขวานยักษ์ที่หนักหน่วงนับหมื่นจิน!
ทุกผู้คนล้วนได้ยินเสียงแหวกฝ่าอากาศดังกระหึ่มก้อง กรงเล็บพิฆาต
มังกรเดิมทีก็เป็นศาสตราวุธอันโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่แล้ว หลังจากถูกเลี้ยง
ดูด้วยพลังเทพ ความดุร้ายอำมหิตของมันบรรลุถึงขั้นไร้ผู้ต้านติด กระแส
ลมที่เกิดจากคมขวานผ่าอากาศ แผดเสียงโหยหวนดุจหมื่นภูตผีร่าร้องทวง
ชีวิต กระทั่งท้องนภายังเริ่มจะมืดลง
หมอกวิญญาณในบริเวณโดยรอบ หลอมละลายราวกับหิมะถูกราด
ด้วยน้าเดือด
พลังเทพผสานรวมกับเจตนาฆ่าฟันอย่างสนิทแนบแน่น จั่วม่อฟัน
ขวานนี้ออกไปด้วยพลังทั้งหมดที่มี!
เนี่ยเฉินถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แต่จากนั้นกลับสงบเยือกเย็นลง กระบวน
ท่านี้หลอมรวมพลังเทพสุดแกร่งกร้าวอหังการกับเจตนาฆ่าฟันอย่าง
สมบูรณ์แบบ กระทั่งฟ้าดินยังเปลี่ยนสี ซึ่งความจริงเป็นเพียงขวานเล่ม
หนึ่ง แต่กลับกอรปด้วยสภาวะปานจะสยบฟ้าพิชิตปฐพี
ทันใดนั้น เนี่ยเฉินคล้ายมองเห็นภาพวีรบุรุษโบราณและขุนเขา
ตระหง่านง้า ยืนหยัดสูงเทียมฟ้า เงาร่างทาบทับโลกทั้งใบ
ภายใต้ขวานนี้ สวรรค์สะท้านปฐพีสะเทือน ทุกสรรพสิ่งล้วนไหว
สะเทือนตาม!
นี่เป็นครั้งแรกที่มันบังเกิดความรู้สึกว่าตัวมันเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย
ปราศจากคุณค่าความหมาย ไม่ต่างจากมดปลวกตัวหนึ่ง
แต่มันเป็นบุคคลที่มีจิตใจเข้มแข็งแกร่งกร้าวผู้หนึ่ง จิตใจแม้
สั่นสะเทือนไปชั่วขณะ แต่จากนั้นพลันฟื้นคืนสติ
เบื้องหน้ามันคือกระบวนท่าขวานไร้ผู้ต้าน แต่กลับไปสะกิดถูกความ
ทระนงตนของเนี่ยเฉิน กระบี่บินในมือของมันพลันเปล่งแสงเจิดจรัสบาด
ตา พลังเทพมหาศาลไหลบ่าเข้าไปในตัวกระบี่อย่างไม่ออมรั้ง กระบี่บินไม่
อาจทนทานรับได้ ผิวหน้าเริ่มหลอมละลาย ไม่ว่าลวดลายอักขระยันต์อัน
ใดล้วนถูกทำลายสิ้น
แต่บุตรแห่งคุนหลุนผู้นี้คล้ายไม่แยแสสนใจ สีหน้าสงบเคร่งขรึม
สายตาเพ่งมองกระบวนท่าขวานสะท้านโลกอย่างเฉยเมย
กระบี่บินแปรเปลี่ยนเป็นโลหะหลอมเหลวในชั่วพริบตา แต่ชั่ว
ขณะนั้นยังคงรักษารูปร่างของกระบี่บินเอาไว้ แสงเจิดจรัสหม่นมัวลงอย่าง
รวดเร็ว เนี่ยเฉินคว้าจับส่วนปลายด้ามของแท่งโลหะหลอมเหลวนั้น
เนี่ยเฉินพลันถลึงตากลมกว้าง กู่คำรามอย่างเกรี้ยวกราด
“คุนหลุน!”
โลหะหลอมเหลวในมือแผดเสียงกระหึ่ม สั่นวูบ แล้วพุ่งวาบออกมาดุจ
สายฟ้าพิโรธ!
ได้ยินคำ ‘คุนหลุน’ จั่วม่อไฟโทสะในใจปะทุขึ้นในบัดดล ความเดือด
ดาลและเจตนาฆ่าฟันรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ราวกับภูเขาไฟ
ระเบิด กลืนกินสติสัมปชัญญะของมันลงไปในทันที
กล้ามเนื้อทุกมัดสั่นสะเทือน เส้นผมทุกเส้นลุกชี้ชันไปจนสุดปลาย
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่ามีเพลิงพิโรธขุมหนึ่งเดือดพล่านอยู่ภายในร่างมัน
ภาพที่มันไม่เคยลืมเลือนหวนกลับมาปรากฏในเศษเสี้ยวจิตใจของมัน
อีกครั้ง ภูเขาสุญตา ท่านเจ้าสำนัก ซือฟู่ อาจารย์ลุงทั้งสอง เหล่าศิษย์น้อง
ศิษย์น้องหญิง … …
จั่วม่อรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในหัวใจ อึดอัดขัดข้องจน
บอกไม่ถูก
ในที่สุดความอึดอัดขัดข้องนี้พลันดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยน ไฟโทสะ
และเจตนาฆ่าฟันทั้งหมดทะลวงผ่านจุดวิกฤติ แตกระเบิดออกมาสุดแรง
กำลัง
“คุนหลุนมารดาเจ้าเถอะ!”
เสียงตวาดด้วยโทสะดังสนั่นลั่นโลก มันไม่ทันรู้สึกตัวว่ามีน้าตาสอง
สายไหลอาบใบหน้า
จั่วม่อที่บ้าคลั่ง ประหนึ่งเทพมฤตยูผู้มาเพื่อทวงชีวิต
“ผิดท่าแล้ว!” ทารกหมอกวิญญาณอุทานดังลั่น สีหน้าซีดเผือดลง
ทันใดนั้นแสงประกายพร่างพราวส่องสว่างบนท้องฟ้า ลำแสงนับไม่
ถ้วนกระหน่าลงมาดุจห่าพิรุณ จู่โจมเข้าหาจั่วม่อเป็นจุดเดียว
อาคมหวงห้าม! อาคมหวงห้ามของสนามประลองสัญลักษณ์ศึก
ทำงานแล้ว!
ทารกหมอกวิญญาณตื่นตกใจจนหน้าซีดขาว โผพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
หมายจะสกัดกั้นอาคมหวงห้ามให้แก่จั่วม่อ!
ต้าเหรินแท้จริงแล้ว… …ถึงกับทรงพลังมากพอที่จะทำให้อาคมหวง
ห้ามของสนามประลองสัญลักษณ์ศึกทำงานด้วยตัวเอง… …
แต่แล้วทันใดนั้น ทารกหมอกวิญญาณที่ยังตะลึงงันไม่คลาย พลัน
ม่านตาหดแคบลง ร่างแข็งทื่ออยู่กับที่!
ลำแสงนับไม่ถ้วนจู่โจมถูกร่างของจั่วม่อ แต่จั่วม่อคล้ายไม่รู้สึกอันใด
แสงประกายที่คุ้มครองทั่วร่างของมันทันใดนั้นขยายใหญ่พรวดพราด ก่อ
ตัวเป็นกลุ่มแสงเจิดจรัสที่ใหญ่โตกว่าร่างของจั่วม่อหลายเท่า!
เป็นไปได้อย่างไร… ..นี่จะเป็นไปได้อย่างไร!
ทารกหมอกวิญญาณอ้าปากค้าง สมองขาวว่างเปล่าไปหมด
จุดแสงมากมายกว่าเดิมผุดขึ้นบนท้องฟ้าราวกับหมู่ดาวทอประกาย
ลำแสงกระหน่าจู่โจมจั่วม่อจากทุกทิศทางดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง
จั่วม่อผู้บ้าคลั่งกลับไม่รู้สึกอันใด มันถลึงตา ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยว
กราด กล้ามเนื้อทุกมัดเขม็งตึง!
กลุ่มแสงมหึมาห่อหุ้มมันไว้ ภายในกลุ่มแสงเห็นสายฟ้าแลบลั่น เปลว
ไฟลุกโหม น้าแข็งตัดสะบั้น… …
ในกลุ่มแสง กรงเล็บพิฆาตมังกรสั่นสะท้านอย่างลิงโลด!
บนท้องฟ้ามีเพียงเงาร่างอันอหังการนี้เท่านั้น!
ในสายตาของทุกผู้คน มองเห็นแต่เงาร่างสายนี้เท่านั้น!
เสียงคำรามสะท้านขวัญวิญญาณของกรงเล็บพิฆาตมังกรดังกระหึ่ม
ไปทั่วสนามรบ เมื่อผนวกกับพลังอันไพศาลจนน่ากลัวของกลุ่มแสงมหึมา
สภาวะโถมฟันของจั่วม่อยิ่งเร่งร้อนรุนแรงจนน่าตระหนก!
ฟาดฟันลงอย่างหักโหม!
พลังสุดเกรี้ยวกราดกวาดวาบไปทั่วทุกทิศทาง พื้นปฐพีทั่วสนาม
ประลองสัญลักษณ์ศึกสั่นสะเทือนอย่างไม่อาจหยุดยั้ง
ราวกับสัตว์ร้ายบรรพกาลที่พิโรธโกรธกริ้ว จั่วม่อประหนึ่งเทพสวรรค์
บุกลงมาพิชิตโลก รัศมีพลังอันเกรี้ยวกราดอหังการกดทับสรรพสิ่ง
โดยรอบ!
ขวานมหายักษ์ฟาดฟันใส่เนี่ยเฉินอย่างหักโหม!