สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 804 ชัยชนะ
เนี่ยเฉินเหม่อมองเงาร่างอันน่ากลัวที่ตระหง่านง้าอยู่ในครรลอง
สายตาของมันอย่างตะลึงลาน!
ทันใดนั้นมันพลันเข้าใจชัดแจ้ง ศิษย์พี่ใหญ่หลินเชียนไฉนเฝ้าย้าอยู่
ตลอดเวลาว่าม่ออวิ๋นไห่จะกลายเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของพวกมัน! ซึ่ง
ความจริงแทบทุกคนในคุนหลุนไม่เคยเห็นพ้องด้วย พวกมันแม้ไม่เคยเอ่ย
จากปาก แต่ก็ไม่เคยยึดถือวาจาเหล่านี้เป็นจริงเป็นจังมาก่อน
ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของคุนหลุน? อาศัยอะไรกัน?
ม่ออวิ๋นไห่อาศัยอะไรมาเทียบชั้นกับคุนหลุน? เพียงสำนักบ้านนอกที่
ยากจนข้นแค้น อาศัยสิ่งใดมาท้าทายพวกมันเหล่าอัจฉริยะแห่งคุนหลุน?
รอจนวันนี้ เมื่อมันได้เห็นเงาร่างที่ประดุจเทพสงครามเหยียบย่าลงมา
จากฟากฟ้า เห็นกลุ่มแสงที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ จึง
ค่อยเข้าใจแจ่มแจ้ง
ม่ออวิ๋นไห่จะต้องเป็นศัตรูร้ายกาจที่สุดของคุนหลุนไม่ผิดแน่!
เงาร่างดุร้ายอหังการที่เบื้องหน้านี้ จะกลายเป็นฝันร้ายของคุนหลุน!
มันไม่เคยได้ยินได้ฟังว่ามีการโจมตีที่เปี่ยมด้วยพลังสภาวะอันน่า
ประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงนี้มาก่อน ไม่เคยพบเห็นซิวเจ่อที่น่ากลัวถึงเพียง
นี้มาก่อน กระทั่งศิษย์ที่เข้มแข็งที่สุดในสำนักยังไม่เคยทำให้มันสะท้าน
สะเทือนถึงเพียงนี้
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังฝีมือกล้าแข็ง แต่เป็นพลังสภาวะ พลังสภาวะ
ที่ผิดแผกแตกต่างจากพวกมันเป็นคนละโลก!
จั่วม่อประดุจสัตว์ประหลาดที่ไม่ใช่มนุษย์ ภายในตัวมัน ดูเหมือน
สามัญสำนึกทั้งปวงไม่มีอยู่จริง
บุคคลอันน่าสะพรึงกลัวนัก!
กระแสอากาศรอบกายเนี่ยเฉินปั่นป่วนอย่างรุนแรง คลื่นความ
ปั่นป่วนที่กล้าแข็งทำให้ทุกอย่างในสายตาของมันกลายเป็นภาพบิดเบี้ยว
มันตระหนักแน่แก่ใจ ภายใต้กระบวนท่านี้ มันจะถูกบดขยี้เป็นผุยผง
ใบหน้าที่แหงนเงยขึ้นพลันกลับกลายเป็นสงบเคร่งขรึม แฝงเร้นไว้
ด้วยความเศร้าเสียดาย ชั่วพริบตานั้นมันมองเห็นเงาร่างดุร้ายอหังการ
ผ่านม่านสายตาที่บิดเบี้ยว เนี่ยเฉินในใจบังเกิดความคิดมากมายหมุน
เปลี่ยนไม่หยุดยั้ง… …
ทางสำนักไม่ได้ให้ความสำคัญกับม่ออวิ๋นไห่มากพอ… …
จั่วม่อคือผู้ที่ร้ายกาจที่สุดในม่ออวิ๋นไห่… …
คิดทำลายม่ออวิ๋นไห่ ต้องฆ่าจั่วม่อเสียก่อน… …
น่าเสียดายนัก… …มันไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว… …
มันลอบทอดถอนใจ ผ่านภาพที่บิดเบี้ยวเบื้องหน้า มันยังคงมองเห็น
ได้ชัดตา เห็นกระบวนท่าที่มันรีดเค้นพลังเทพทั่วร่างตอบโต้กลับไป ถูก
กลืนหายเข้าไปในพลังขวานของฝ่ายตรงข้ามอย่างอ่อนแรง กระทั่งไม่
ก่อให้เกิดระลอกแม้แต่น้อย ราวกับกระทบถูกขุนเขาตระหง่านง้าที่ไม่มีวัน
โยกคลอนก็มิปาน
ชั่วพริบตานั้น พลังขวานสีทองที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจทำลายล้างโถม
เข้าบดบังทุกสิ่งในสายตาของมัน
มันไม่อาจส่งข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดกลับไปยังสำนัก… …ไม่อาจ
สะกิดเตือนสำนักถึงตัวอันตรายที่สุดในม่ออวิ๋นไห่… …ช่างน่าเสียดายโดย
แท้… …
“คุนหลุน”
เนี่ยเฉินพึมพำปนทอดถอนสองคำสุดท้าย หางเสียงยังไม่ทันจะขาด
หาย มันก็ถูกคลื่นพลังขวานใหญ่โตมโหฬารกลบกลืนไปสิ้น
จากนั้นลำแสงค่อย ๆ จางหายไป
จั่วม่อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทั่วร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
ประหนึ่งว่ามันเพิ่งปีนขึ้นมาจากแม่น้าก็มิปาน หยาดเหงื่อหลั่งไหลลงจาก
ร่างของมันดุจลำธารสายน้อย
มันยังคงอยู่ในท่วงท่าคุกเข่าหอบหายใจ ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
เสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงของมันได้ยินชัดไปทั่วบริเวณ
เบื้องหน้ามัน เห็นร่องลึกใหญ่โตมหึมากว้างกว่าห้าลี้ เริ่มต้นจาก
ปลายเท้าของมันทอดยาวจนสุดสายตา หายลับไปในระยะไกล ประมาณ
โดยคร่าว ๆ สมควรมีความยาวไม่น้อยกว่าห้าสิบลี้! พื้นศิลาแกร่งราวกับถูก
ฉีกออกเป็นรอยแยกขนาดมโหฬาร ก่อเกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตะลึงถึงที่สุด
รอยแยกนี้ยังลึกมากจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ผนังสองฟากฝั่งราบเรียบ
แวววาวดุจพื้นผิวกระจก หลายตำแหน่งยังคงมีกลุ่มควันลอยกรุ่นขึ้นมา
ทุกผู้คนตกตะลึงพรึงเพริดกับกระบวนท่าสะท้านฟ้าสะเทือนดินนี้
ทารกหมอกวิญญาณอ้าปากหวอ แต่อึกอักอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่อาจ
กล่าวออกมาแม้สักครึ่งคำ นี่… …นี่คือสนามประลองสัญลักษณ์ศึก… …ครั้ง
สุดท้ายที่สนามประลองสัญลักษณ์ศึกได้รับความเสียหาย เป็นเรื่องตั้งแต่
เมื่อใดกัน?
จิตใจมันขาวว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจนึกสิ่งใดออกมาได้ แต่มัน
ทราบดีว่าเป็นเวลาเนิ่นนานหลายต่อหลายปีมากแล้ว ที่มันไม่ได้พบเห็น
ภาพเช่นนี้
หลังจากนั้นอีกเป็นนาน มันค่อยฟื้นตื่นจากความงุนงง
ทันใดนั้นมันพลันตระหนักว่า เสี่ยวจู่เหรินของมันผู้นี้ เกรงว่าจะไม่
รวบรัดธรรมดาดังเช่นที่มันเข้าใจในทีแรก
การโจมตีอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกของจั่วม่อดึงดูดความสนใจของ
ทุกผู้คน แม้กระทั่งสือผิ่นกับเจินหลิงเมิ่งที่กำลังประกระบวนท่าอย่าง
ดุเดือดก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เมื่อพวกมันหันไปพบพลังสภาวะอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงดุจเทพ
มฤตยูของจั่วม่อ สือผิ่นและเจินหลิงเมิ่งถึงกับหยุดมือกลางคันโดยไม่ได้
ตั้งใจ
สือผิ่นเพ่งมองด้วยสายตาร้อนแรง รู้สึกโลหิตในกายเดือดพล่าน
ความอหังการเช่นนี้ ความเหี้ยมหาญดุดันเช่นนี้ พลังสภาวะที่ทั่วหล้าไร้ผู้
ต้านติดนี้ นี่มิใช่ที่สิ่งที่มันไล่ไขว่คว้าแสวงหาหรอกหรือ?
นั่นจึงเป็นการต่อสู้ฆ่าฟัน! นั่นคือผู้เข้มแข็งที่แท้จริง!
สือผิ่นขวัญกำลังใจพลุ่งพล่านขึ้นในบัดดล จิตวิญญาณการต่อสู้พุ่งสูง
เทียมฟ้า เงาร่างแกร่งกร้าวอหังการเหนือฟ้าดินประทับลงในจิตใจมัน
อย่างลึกล้า
ระดับสิบ!
มีแต่ท่วงท่าสภาวะสุดอหังการเช่นนั้น จึงจะคู่ควรกับนามระดับสิบ
ของมัน!
สือผิ่นพลันแหงนหน้ากู่คำรามอย่างฮึกหาญทะยานฟ้า พลังเทพ
เดือดปะทุขึ้น ‘กระบี่สังหารวิญญาณร้อยเซ่นสรวง’ เปล่งอานุภาพอีกครั้ง!
สือผิ่นที่ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง กลายเป็นยิ่งบ้าคลั่งและฮึกเหิม
กว่าเดิม พลังของ ‘กระบี่สังหารวิญญาณร้อยเซ่นสรวง’ พุ่งสูงขึ้นในบัดดล!
ภาพที่เห็นทำให้เจินหลิงเมิ่งจิตใจสับสนยุ่งเหยิงสุดระงับ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมื่อนางเห็นกระบวนท่าตอบโต้ครั้งสุดท้ายของศิษย์พี่เนี่ยเฉิน
ถึงกับไม่ระคายพลังขวานอันดุร้ายของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย ศิษย์พี่เนี่ย
เฉินตกตายโดยไม่เหลือแม้แต่ซากศพ เจินหลิงเมิ่งสีเลือดเหือดหายไปจาก
ใบหน้าอย่างสมบูรณ์
เงาร่างนั้นดุจเทพมารสูงสุด ปรากฏขึ้นหลอกหลอนในใจนางไม่เลือน
หาย นางรู้สึกหัวใจกลายเป็นสีเทาเสมือนตายไปแล้ว
ความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้าม อยู่เหนือขอบเขตของมนุษย์ปุถุชน!
ด้วยผลแพ้ชนะที่ปรากฏออกมานี้ สภาพคู่คี่ก้ากึ่งระหว่างทั้งสองฝ่าย
พลันเปลี่ยนพลิกในทันที
สือผิ่นไม่มีความคิดรักหยกถนอมบุปผา มันหัวใจเหี้ยมเกรียมฝีมือ
เผ็ดร้อน โหมตะลุยรุกไล่ไม่หยุดยั้ง กระบวนท่าหนึ่งสิ้นสุด กระบวนท่า
ต่อไปยิ่งเร่งร้อน ยิ่งดุดันอำมหิต เพลงกระบี่อันดุร้ายเฉกเช่น ‘กระบี่สังหาร
วิญญาณร้อยเซ่นสรวง’ เมื่อช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ ศัตรูจะยิ่งรู้สึกกดดัน
จนแทบไม่อาจหายใจหายคอมากขึ้นเรื่อย ๆ
สือผิ่นที่ตื่นเต้นเร้าใจจนแทบคลุ้มคลั่ง พลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งในใจ
แตกหักไป กลายเป็นความรู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูกทะลักล้นจากก้น
บึ้งหัวใจ
สือผิ่นหัวใจโลดขึ้น มันใช้กระบวนท่าไม้ตายอีกครั้ง!
เพลงกระบี่สังหารวิญญาณร้อยเซ่นสรวง!
วงพระจันทร์แดงฉานส่งเสียงกรีดฝ่าอากาศแหลมสูง พุ่งดิ่งเข้าหา
เจินหลิงเมิ่งที่จิตใจเลื่อนลอย
เงาร่างสีโลหิตเช่นแพรไหมหายไป พื้นผิวของวงพระจันทร์ปรากฏเงา
สีแดงเข้มดุจจันทร์เสี้ยวที่อาบย้อมไปด้วยเลือด บัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยว
ลับหาย ประหนึ่งภูตร้ายทวงชีวิต!
เงาสีแดงปรากฏขึ้นหนึ่งหน พลังฆ่าฟันของวงพระจันทร์จะทวีขึ้นอีก
หนึ่งส่วน!
จนกระทั่งบรรลุถึงเงาร่างที่เจ็ด!
พลังฆ่าฟันของวงพระจันทร์บรรลุถึงระดับชั้นอันน่าตระหนก
เจตจำนงกระบี่ของเจินหลิงเมิ่งเพียงกระทบถูกวงพระจันทร์ จะถูกบดขยี้
เป็นผุยผง!
โลหิตสายหนึ่งพร่างพรมกลางอากาศ
ราชินีน้าแข็งแห่งคุนหลุนร่วงหล่นลงบนพื้น ปราศจากลมหายใจ!
พร้อมกับช่วงเวลาที่เจินหลิงเมิ่งทอดร่างกับพื้น นกโง่ดึงรั้งเปลวไฟ
เฟิ่งหวงกลับมาอย่างแช่มช้า ตำแหน่งที่เคยมีเปลวไฟเฟิ่งหวงลุกไหม้ไม่
หลงเหลือสิ่งใดอยู่เลย แม้กระทั่งเถ้าธุลีเล็ก ๆ สักเศษเสี้ยว
นกโง่ก้าวเดินอย่างสง่าด้วยฝีเท้านกของนาง ใบหน้าเชิดสูง ชำเลือง
มองด้านข้างอย่างเย่อหยิ่ง ทีท่าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
คุนหลุน โถงพิทักษ์กระบี่
เห็นกระบี่หยกนับไม่ถ้วนแขวนห้อยลงมา กระบี่หยกแต่ละเล่มมี
ขนาดเท่าฝ่ามือ จารึกนามของศิษย์คุนหลุนผู้หนึ่งอยู่บนใบกระบี่ ด้าม
กระบี่ผูกด้วยเชือกแดง แขวนห้อยลงมาจากคานสูงของห้องโถง
กระบี่หยกที่แขวนอยู่ในนั้นมีจำนวนมากมายสุดคนานับโดยแท้
ทันใดนั้นเอง เพียะ เพียะ เพียะ กระบี่หยกสามเล่มจู่ ๆ แตกกระจาย
โดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า
ศิษย์ที่ยืนยามอยู่ในห้องโถงสีหน้าแปรเปลี่ยน นี่หมายความว่ามีศิษย์
คุนหลุนสามคนเพิ่งจะถูกฆ่าตาย มันรีบหยิบฉวยเศษชิ้นส่วนกระบี่หยก
ขึ้นมาดูอย่างลนลาน รอจนมองเห็นนามทั้งนาม สีหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้ว ยิ่ง
เผือดขาวดุจคนตาย
ทั้งสามคนล้วนเป็นบุตรแห่งคุนหลุน!
บุตรแห่งคุนหลุนสามคนถูกฆ่าตายพร้อมกัน!
จะเป็นไปได้อย่างไร?
ผู้ใดสามารถสังหารบุตรแห่งคุนหลุนสามคนในคราวเดียว?
ควรทราบว่าทั่วทั้งคุนหลุนอันยิ่งใหญ่ไพศาล เพียงมีบุตรคุนหลุนอยู่
ห้าสิบคนเท่านั้น บุตรแห่งคุนหลุนแต่ละคนมีศักดิ์ฐานะสูงเทียมฟ้าใน
สำนัก พวกมันกล้าแกร่งเกรียงไกรอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าคนใดหากลงจาก
เขา สามารถก่อกวนคลื่นลมใหญ่โตไปทั่วแผ่นดิน
แต่ว่า… …
บุตรแห่งคุนหลุนที่ล้าเลิศถึงเพียงนั้น กลับตกตายพร้อมกันถึงสาม
คน!
นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อเกิดคุนหลุนมา เมื่อตระหนักถึงความ
ร้ายแรงของสถานการณ์ ศิษย์ผู้นั้นรีบเร่งออกไปรายงานด้วยสภาพเจียน
จะบ้าคลั่ง
ไม่นานให้หลัง ข่าวเรื่องสามบุตรแห่งคุนหลุนถูกฆ่าตายก็แพร่สะพัด
ไปทั่วคุนหลุน!
คุนหลุนสะท้านสะเทือน!
จั่วม่อกระแทกนั่งกับพื้น ใช้สองมือยันเอนกายไปทางด้านหลัง ไม่
สนใจหยาดเหงื่อที่หลั่งไหลไม่หยุดและอาการหอบหายใจราวกับปลาเกย
ตื้น
พลังทั้งหมดของมันถูกใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด ความเหน็ดเหนื่อยเจียน
ตายทำให้มันสมองขาวว่างเปล่าไปหมด
เนิ่นนานให้หลัง มันค่อยได้สติคืนมา
อารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นมานานปีถูกระบายออกหมดสิ้น จิตใจของ
มันคล้ายผ่านการชำระล้าง ที่ผ่านมามันจดหนี้บัญชีแค้นของสำนักไว้ในใจ
เสมอมา แต่มันมิใช่บุคคลที่เรียบง่ายและซื่อตรงต่อความรู้สึกของตนเฉก
เช่นศิษย์พี่ใหญ่เหวยเสิ้ง ศิษย์พี่ใหญ่นิสัยเรียบง่ายซื่อตรง ใช้คำสัตย์
สาบานกระบี่เพื่อทำความเข้าใจจิตใจของตนอย่างถ่องแท้ แต่สำหรับ
จั่วม่อที่สะกดกลั้นความรู้สึกเหล่านี้เอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไปนาน กลับ
กลายเป็นมารในใจที่กีดขวางหนทางรุดหน้าของมันไป
แต่เมื่อมันใช้วิธีนี้ระบายความคับแค้นที่สั่งสมอยู่ในใจมานานปี
ออกไป จิตใจก็กลับกลายเป็นกระจ่างแจ้ง พลังฝีมือของมันจะรุดหน้าขึ้น
ไปอีกขั้น
ทั่วร่างไร้พลัง จิตใจกระจ่างแจ่มใส ความรู้สึกประหลาดแต่มหัศจรรย์
นี้ทำให้มันสบายอกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
มันทราบว่าหลังจากศึกนี้ พลังฝีมือของมันจะรุดหน้าดุจก้าวกระโดด!
ยังคงมีผู้คนออกมาจากห้องโถงทั้งห้าอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าผู้ใดหาก
ไม่ได้อยู่ฝ่ายพวกมัน ล้วนถูกเชือดทิ้งในทันที!
อากุ่ยราวกับภูตร้ายทวงชีวิต โดยทั่วไปแล้วขอเพียงมีศัตรูออกมา
จากห้องโถงทั้งห้า นางจะไปปรากฏกายด้านหลังของอีกฝ่ายราวกับเงาผี
ท่ามกลางเสียงแกรกเบา ๆ นางล้วนหักคอทุกผู้คนในทันทีโดยไม่มี
ข้อยกเว้น
ทหารยันต์ทองคำดำไม่ยินยอมแสดงความอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งหลังจากสือผิ่นแสดงฝีมืออย่างหมดจดงดงาม จิตใจของมันถึงกับสั่นไหว
ยิ่งต่อสู้หนักหน่วงกว่าเดิม
ทารกหมอกวิญญาณบางครั้งคราวยังร่วมแสดงฝีมือด้วย เพื่อสะกิด
เตือนให้ผู้คนไม่หลงลืมการคงอยู่ของมัน
อย่างไรก็ตาม ยอดยุทธ์ที่กล้าแข็งที่สุดแห่งชนเผ่าหมอกวิญญาณอัน
ยิ่งใหญ่ ผู้พิทักษ์แห่งห้องโถงหมอก ยามนี้กลับตกอยู่ในสภาพที่ต้องคอย
สะกิดเตือนให้ผู้คนไม่ลืมการคงอยู่ของมัน ช่างไม่ทราบว่าน่าสมเพช
เวทนาถึงเพียงไหน!
แต่เมื่อมันเหลือบเห็นนกโง่ที่คล้ายงีบหลับจากมุมหางตา พลันรู้สึกว่า
ไม่ดึงดูดความสนใจน่าจะดีกว่า… …
มันไฉนต้องมาจบลงในกลุ่มเดียวกันกับดาวข่มในชีวิตของมันด้วย…
ทารกหมอกวิญญาณคิดร่าไห้แต่ไร้น้าตา
ยอดยุทธ์แทบทั้งหมดล้วนถูกสังหาร ผู้ที่ออกมาส่วนใหญ่หากเทียบ
กับศิษย์คุนหลุนทั้งสามแล้ว นับเป็นมือชั้นธรรมดาเท่านั้น เมื่อเผชิญการจู่
โจมปลิดชีพของอากุ่ยกับทหารยันต์ทองคำดำ พวกมันล้วนถูกสังหารใน
กระบวนท่าเดียว
คนทั้งสองเป็นมารร้ายสุดอำมหิตที่ฆ่าคนดุจผักปลา ทำให้เด็กดีมี
น้าใจเช่นหยางกวงแทบทนดูไม่ได้ ทนดูไม่ไหวแล้ว… …ยังคงทนดูไม่ได้อีก
แล้ว… …
รอจนเหวยเสิ้ง หลัวหลี เขิงเหลียนเอ๋อร์ จงหยูและคนอื่น ๆ ออกมา
จากโถงทั้งห้า พลังรบของพวกมันทวีความกล้าแข็งขึ้นทันที
ทหารยันต์ทองคำดำและอากุ่ยยิ่งลงมืออย่างดุร้ายและหุนหันพลัน
แล่นกว่าเดิม ไม่ว่าจะอย่างไร หากพวกมันพลาดพลั้ง ยังคงมีผู้อื่นติดตาม
ซ้าเติมอีกหนึ่งกระบี่หรือไม่ก็หนึ่งฝ่ามือเสมอ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ใดเมื่อออกมาพบพวกพ้อง สิ่งที่พวกมันล้วน
กระทำเป็นอันดับแรกคือไปชมดูร่องลึกยาวห้าสิบลี้ที่เกิดจากกระบวนท่า
ขวานทลายโลกของจั่วม่อ แต่ละคนปากอ้าตาค้างอย่างตะลึงลาน
เหล่าองครักษ์มองดูจั่วม่อผู้เอนกายอยู่บนพื้นด้วยสายตาเทิดทูนบูชา
ทารกหมอกวิญญาณที่อยู่ด้านข้างคอยบอกเล่าพฤติการณ์อาจหาญ
ทะยานฟ้าของจู่เหรินอยู่เป็นระยะ ยิ่งบอกเล่ายิ่งตื่นเต้นเร้าใจจนน้าลาย
กระเซ็นเป็นฟอง
สมแล้วที่เป็นต้าเหริน!
ปกติต้าเหรินมักไม่ค่อยลงมือ แต่พอลงมือคราใด ผลลัพธ์ก็น่าตกใจ
ทุกครั้ง!
น่าเสียดายที่เหล่าคนซึ่งจ้องมองจั่วม่อด้วยสายตาเทิดทูนบูชา ไม่ได้
ยินเสียงขัดแย้งในใจของวีรบุรุษของพวกมัน
“สายตาของเจ้าพวกนี้… …ดียิ่ง… …ทีนี้พวกเจ้าล่วงรู้แล้วกระมัง ว่า
นายของพวกเจ้ายิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด… …”
“โอ้ ผิดท่าแล้ว ไหล่ข้าดูเหมือนจะเคลื่อน… …สมควรบอกพวกมันดี
หรือไม่… …ไม่ได้ นั่นเสื่อมเสียหน้าเกินไป… …โอ้ ยังคงเพลิดเพลินอีกสัก
เล็กน้อยก่อน แล้วค่อยบอกกล่าวทีหลัง… …”