สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 817 ความคิดอันบ้าคลั่งของจงเต๋อ
ในไม่ช้าข่าวคราวจากแดนอสูรก็แพร่กระจายไปทั่วภพซิวเจ่อ
หมิงเยวี่ยเยี่ยเป็นที่กล่าวขานกันว่าเป็นยอดสตรีที่แข็งแกร่งที่สุดใน
ประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูร พฤติการณ์ของนางนำมาซึ่งการยกย่อง
สรรเสริญนับไม่ถ้วน นางถือเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะฟื้นฟูความ
รุ่งโรจน์ของเผ่าอสูรขึ้นมาอีกครั้ง
การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในหมู่อสูร กลายเป็นหัวข้อสนทนาอย่างออก
รสระหว่างดื่มกินของผู้คนในแดนซิวเจ่อทันที อย่างไรก็ตาม สำหรับสำนัก
ใหญ่เช่นคุนหลุน สิ่งที่พวกมันมองเห็นย่อมไม่ได้มีเพียงเท่านี้
ซึ่งความจริงคุนหลุนได้รับข่าวสารที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่แรก
ทว่าข้อมูลข่าวสารที่พวกมันรวบรวมมาได้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ละเอียด
ชัดเจนนัก แรกเริ่มเดิมทีพวกมันเข้าใจว่านี่เป็นเพียงการต่อสู้แย่งชิง
อำนาจตามปกติของสองฝ่าย แต่เมื่อรายละเอียดต่าง ๆ ปรากฏชัดขึ้น
ความวิตกกังวลที่พวกมันมีต่อหมิงเยวี่ยเยี่ยยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
หากหมิงเยวี่ยเยี่ยกระทำการสำเร็จขึ้นมาจริง ๆ … …
เช่นนั้นเผ่าอสูรจะกล้าแข็งขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ของคุน
หลุน!
ทันทีที่คุนหลุนตระหนักแน่ชัด พวกมันก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป ในฐานะ
ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า คุนหลุนมักเข้าใจว่าใต้หล้าเป็นวัตถุใน
ในขณะที่ชนชั้นผู้นำของคุนหลุนกำลังคาดคิดเช่นนี้ ข่าวสารอย่าง
ละเอียดก็ส่งมาถึงมือพวกมันทันที เป็นที่แน่ชัดว่ามีคนลอบจัดฉากอยู่
เบื้องหลัง แต่แม้ว่าพวกมันจะทราบแน่แก่ใจว่ามีคนวางแผนอุบาย คุน
หลุนก็ต้องกระโจนเข้ารับหน้าอยู่ดี ในบรรดาขุมกำลังทั้งหมดผู้ที่มี
พรมแดนติดต่อกับเผ่าอสูรมากที่สุดก็คือคุนหลุน
นี่เป็นเล่ห์อุบายที่ไม่คิดปกปิดซ่อนเร้น
ทว่าคุนหลุนไหนเลยจะมีทางเลือกอื่น
กองกำลังชั้นยอดขบวนเล็ก ๆ ของคุนหลุนเริ่มเคลื่อนทัพไปยังภพ
อสูร ในเวลาเดียวกันทูตลับของพวกมันก็ออกเดินทางไปพบผู้อาวุโสสูงสุด
แห่งสภาผู้อาวุโสอย่างเงียบเชียบ
คุนหลุนตกลงใจให้การสนับสนุนฝ่ายผู้อาวุโสสูงสุด
สภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรแตกแยกออกเป็นฝักฝ่ายและทำการต่อสู้เข่นฆ่า
กันเอง เป็นสิ่งที่คุนหลุนปรารถนาจะได้เห็นมากที่สุด
จั่วม่อสลัดปัญหาเรื่องนี้ไว้ด้านข้าง สำหรับมัน สถานการณ์ของใต้
หล้าอันใด หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันไม่ นั่นคือสิ่งที่จอมราชันเช่นคุนหลุน
ต่างหากที่ต้องกังวลสนใจ ปัญหาเฉพาะหน้าอันเร่งด่วนที่สุดของมัน คือ
รับมือการลอบสังหารของเทียนหวน
พวกมันปลอมแปลงรูปโฉม เร่งรุดเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน ใน
ที่สุดก็บรรลุถึงซีเซวียน
ระหว่างทางจั่วม่อส่งข่าวถึงจงเต๋อ รอจนพบเห็นจงเต๋อด้วยสายตา
ของตัวเอง จั่วม่อในที่สุดค่อยทอดถอนใจอย่างโล่งอก ระหว่างที่พวกมันยัง
เข้าไม่ถึงตัวจงเต๋อ เท่ากับว่าฝ่ายตรงข้ามก็ยังคงมีโอกาสลอบสังหาร
แต่ยามนี้เมื่อมีพวกมันอยู่ที่นี่ ต่อให้ยอดยุทธ์จากเทียนหวนเดินทาง
มาถึง ก็ไม่มีทางลอบสังหารจงเต๋อต่อหน้าต่อตาพวกมันได้
จงเต๋อพอพบหน้าจั่วม่อ กลับไม่มีท่าทีประหลาดใจอันใด สีหน้ายังคง
สงบราบเรียบดึจเดิม “ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าต้องมาในไม่ช้า”
จั่วม่อตกตะลึงไปวูบหนึ่ง จากนั้นกลับเป็นสงบเยือกเย็นลงทันที ถาม
ปัญหาที่คาใจมานาน “จงเซียนเซิงไฉนปฏิเสธเทียนหวน
จงเต๋อไม่ได้ตอบคำ แต่พลันกล่าวอย่างเคร่งเครียดเย็นชาว่า “นอก
จากซือเพ่ย ทุกคนล้วนออกไปให้หมด”
เหล่าแม่ทัพนายกองไม่มีผู้ใดปริปากกล่าววาจา พากันล่าถอยไปเงียบ
ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มีเพียงบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างจงเต๋อไม่ขยับ
เคลื่อนไหว จั่วม่อทราบว่าคนผู้นี้ต้องเป็นซือเพ่ยที่จงเต๋อเอ่ยนาม ดู
เหมือนว่าจะเป็นรองแม่ทัพของกองพันคุกโลกันตร์
จั่วม่ออดเพ่งพินิจบุรุษนามซือเพ่ยไม่ได้
ซือเพ่ยอายุไม่มากนัก ราว ๆ ยี่สิบแปดปีหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย คน
สูงตระหง่านกำยำ สีหน้าท่าทียะเยียบเย็นชา ใบหน้าปกคลุมด้วยรอยแผล
ตัดไขว้ไปมานับไม่ถ้วน แต่ยังพอเห็นเค้าว่ารูปโฉมดั้งเดิมหล่อเหลายิ่ง มัน
ยืนอยู่เบื้องหลังจงเต๋อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับรูปปั้น ตั้งแต่ต้นจนจบ
ไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
เมื่อทุกคนออกไปหมดสิ้น จงเต๋อในที่สุดเอ่ยปากตอบคำ แต่มันพอ
กล่าวออกมา จั่วม่อถึงกับอกสั่นขวัญแขวน
“ซีเซวียนสุดที่จะเยียวยาแล้ว” จงเต๋อคล้ายกล่าวถึงเรื่องดินฟ้า
อากาศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน กระทั่งสีหน้ายังไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่
น้อย “แม้ว่าจะมีเวลาอีกสิบปี ยังไม่อาจช่วยเหลือซีเซวียนได้”
จั่วม่อคิดไม่ถึงว่าจงเต๋อจะมองสถานการณ์ของซีเซวียนย่าแย่ถึงเพียง
นี้ ได้แต่ฉงนงงงวย “ซีเซวียนแม้มีปัญหาไม่น้อย แต่ยังมีรากฐานอัน
เข้มแข็ง หากมีเวลามากพอ สมควรยังพอมีโอกาสอยู่บ้างกระมัง”
“ไม่มีโอกาสอีกแล้ว” จงเต๋อสั่นศีรษะ “ซีเซวียนเน่าเฟะจาก
แกนกลาง พวกมันเสื่อมทรุดมานานหลายสิบปี ไม่อาจเยียวยาได้อีก พวก
มันไม่ได้ฝึกอบรมอัจฉริยะรุ่นหลังมาเป็นเวลานานแล้ว ข้าเพียรเสาะหาไป
ทั่วซีเซวียน กลับไม่มีผู้ที่ใช้การได้แม้แต่คนเดียว! คิดจะเติมเต็มช่องว่าง
หลายสิบปีหาใช่เรื่องง่ายดายไม่ หากว่านี่เป็นยุคสมัยแห่งสันติสุข ไม่มีคม
มีดจากภายนอกคอยจ่อคุกคาม หากมีเวลาสิบปียี่สิบปี อาจยังพอมีโอกาส
อยู่บ้าง”
?” จั่วม่อถามอย่างสงสัย
ใคร่รู้ ซึ่งความจริงความคิดของจงเต๋อไม่แตกต่างจากที่พวกจั่วม่อคาดเดา
เอาไว้มากนัก การฝึกอบรมศิษย์รุ่นเยาว์มิใช่สิ่งที่สามารถสำเร็จลุล่วงได้
ภายในปีสองปี หากไม่มีเวลาสิบปียี่สิบปี ไม่มีทางเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงได้
การขาดแคลนอัจฉริยะบุรุษของซีเซวียน เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พวก
มันไม่ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมศิษย์รุ่นหลังมานานหลายสิบปี
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นของจงเต๋อเผยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“เทียนหวนยินดีปล่อยให้ซีเซวียนเติบโตกล้าแข็งจากใจจริงหรือ?
?
?
มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้น ที่สามารถออกปากช่วยเหลือให้พวกมันรอด
พ้นจากความตายได้
จั่วม่อพอนึกทบทวนดูพลันรู้สึกเหนือความคาดหมาย ดาบสังหารของ
จงเต๋อที่หยุดลงในครั้งนั้น ที่แท้รั้งรออยู่ที่นี่อย่างเงียบเชียบ มันทราบว่าจง
เต๋อเมื่อตกลงใจมอบซีเซวียนให้แก่กู่เหลียงเตา ย่อมเตรียมขจัดอุปสรรค
ขวากหนามทุกประการให้แก่กู่เหลียงเตาด้วย
คราครั้งนี้จงเต๋อสมควรลงดาบประหารต่อเจ้าสำนักซีเซวียน
“พี่ใหญ่กู่ยินยอมรับปากแล้ว?”
ซือเพ่ยฉายภาพแผนที่อาณาจักรซีเซวียนด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก บน
แผนที่ เห็นเส้นสีแดงเส้นหนึ่งแบ่งดินแดนซีเซวียนออกเป็นสองส่วน
“ข้าตั้งใจว่าจะยกส่วนนี้ให้แก่เจ้า” วาจาของจงเต๋อนับว่าน่าแตกตื่น
สะท้านโลกโดยแท้
จั่วม่อไม่เพียงตกตะลึงพรึงเพริด แต่ถึงกับไร้วาจาจะกล่าวอย่าง
สมบูรณ์ ในศีรษะของตาเฒ่านี้ใช่มีบางอย่างผิดปกติหรือไม่?
ในช่วงหกเจ็ดปีมานี้ ม่ออวิ๋นไห่ลอบฝึกอบรมผู้ดูแลระดับกลางอย่าง
ลับ ๆ เตรียมการไว้สำหรับยุทธศาสตร์การขยายตัวของพวกมัน เนื่อง
เพราะเหตุนี้ ด้านกำลังคนของพวกมันนับว่าไม่มีปัญหา ม่ออวิ๋นไห่มีขีด
ความสามารถที่จะรับมอบอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น
แต่หลังจากกลืนกินเนื้อติดมันชิ้นโตนี้ลงไป ข้อเสียก็เห็นได้ถนัด
ชัดเจนมาก ทันทีที่พวกมันยึดครองพื้นที่แถบนี้ พรมแดนอันยาวเหยียดจะ
เพิ่มแรงกดดันแก่ม่ออวิ๋นไห่เป็นหลายเท่าตัว ควรทราบว่าม่ออวิ๋นไห่ใน
ยามนี้ไม่ต่างจากเม่นตัวหนึ่ง เต็มไปด้วยหนามแหลมทั่วร่าง แทบจะไร้ซึ่ง
จุดอ่อน ไม่ว่าผู้ใดหากเสนอหน้าเข้ามา เป็นต้องหลั่งโลหิตแทนค่าชดใช้
นี่ยังช่วยให้ม่ออวิ๋นไห่เพียงคงไว้ซึ่งกองทัพชั้นยอดไม่กี่ทัพ ไม่
จำเป็นต้องมีกองทัพปกติธรรมดาจำนวนมาก
แต่ด้วยพรมแดนที่ยาวเหยียด มิหนำซ้าศัตรูยังเป็นเทียนหวน นี่
หมายความว่าพวกมันต้องจัดตั้งกองทัพประจำการจำนวนมาก เพื่อที่จะ
สามารถรับมือภัยคุกคามจากเทียนหวนได้ทันท่วงที!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลายไม่หยุดยั้ง เริ่มทอแววลังเลออกมา
ชนเผ่ามนุษย์หมอก
นับตั้งแต่หลันหวนคืนสู่ชนเผ่า ชาวมนุษย์หมอกก็ค้นพบด้วยความ
ตื่นตะลึงว่าการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรของพวกมันจู่ ๆ ก็พากันทวีความเร็ว
ขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ในภูมิภาคทะเลเมฆหมอกแถบนี้ แทบไม่มีสัตว์ร้ายชนิดใดส่งผล
คุกคามต่อพวกมันได้
รอจนค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างชนเผ่ามนุษย์หมอกและเกาะเมฆ
หลักของอาณาจักรทะเลเมฆเปิดใช้งาน การเดินทางออกไปนอกทะเลเมฆ
หมอกก็สะดวกสบายยิ่ง มนุษย์หมอกค่อย ๆ ก้าวเท้าออกสู่ภายนอกทะเล
เมฆเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปี เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก
มนุษย์หมอกวัยเยาว์เข้าศึกษาร่าเรียนในชั้นเรียนเหมือนคนทั่วไป ร่าเรียน
ทุกสาขาวิชาความรู้ที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่เข้าศึกษาในชั้นเรียนแม่ทัพ
บัญชาการศึก และในหมู่พวกมัน ผู้ที่มีความสำเร็จสูงสุดคือปิงเยวี่ย
แม่นางน้อยปิงเยวี่ยผู้เคยหลั่งน้าตามนุษย์หมอกต่อหน้าพวกจั่วม่อ
ครั้งหนึ่ง เลือกศึกษาร่าเรียนในชั้นเรียนแม่ทัพบัญชาการศึกอย่างเหนือ
ความคาดหมาย ความสงบเยือกเย็นอันเป็นจุดเด่นของชนเผ่ามนุษย์หมอก
ช่วยให้นางมีขีดความสามารถในการรบเหนือล้ากว่าผู้คนส่วนใหญ่ในชั้น
เรียนแม่ทัพบัญชาการศึก ทั้งหนุนส่งให้นางทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในยอดแม่
ทัพบัญชาการศึกรุ่นใหม่ของม่ออวิ๋นไห่
1
เผ่ามนุษย์หมอกยิ่งมายิ่งกล้าแข็งขึ้นทุกวัน เมื่อมาตรฐานความ
เป็นอยู่ของพวกมันดีขึ้น จำนวนการเพิ่มประชากรของเผ่ามนุษย์หมอกก็
สูงขึ้นตามไปด้วย ความเจริญรุ่งเรืองของเผ่ามนุษย์หมอกในปัจจุบัน ทำให้
หัวหน้าเผ่าปิงเย่าฉีกยิ้มจนปากแทบจะถึงใบหูไม่เว้นแต่ละวัน
พลังของหลันฟื้นฟูขึ้นอย่างมาก เมื่อชาวเผ่ามีชีวิตที่ดีขึ้น พลังศรัทธา
ที่มีต่อหลันก็ยิ่งทวีความกล้าแข็งขึ้นเรื่อย ๆ ศรัทธาความเชื่ออันแน่วแน่ไม่
แปรผันช่วยฟื้นฟูร่างกายที่เสียหายของหลันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกระดูกทุกชิ้นในร่างทุเลาหายดีอย่างสมบูรณ์ ร่างกายของหลันก็
ฟื้นฟูเป็นปกติ ยามนี้โครงกระดูกทุกชิ้นกลายเป็นเช่นผลึกน้าแข็งสีฟ้า
อ่อน หากมีคนเพ่งมองดูให้ละเอียด จะพบว่าบนกระดูกผลึกน้าแข็งอัน
สดใสแวววาว เต็มไปด้วยชั้นลวดลายอักขระเล็กละเอียดนับไม่ถ้วน ทับ
ซ้อนโยงโยนับเป็นพัน ๆ ชั้น
หลันใช้เวลาถึงเจ็ดปีเต็มในส่วนลึกที่สุดของทะเลเมฆ เพื่อเสริมสร้าง
ร่างกายของตน เฝ้าดูดซับผลึกหมอกน้าแข็งมากมายเหลือคนานับ!
ในที่สุดก็เสร็จสมบูรณ์!
หลันตกอยู่ในห้วงอารมณ์ความรู้สึกเล็กน้อย สำหรับสัญลักษณ์ศึก
เช่นมันเวลาเป็นเพียงแค่แนวคิด แต่ในใจมันเต็มไปด้วยความร้อนรนที่มี
ต่อชนเผ่า เผ่ามนุษย์หมอกยามนี้ไม่ได้แข็งแกร่งนัก แม้ว่าระยะนี้ชนเผ่าจะ
เริ่มพัฒนาไปในทางที่ดี อีกทั้งจำนวนประชากรก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จะ
อย่างไรยังคงเป็นชนเผ่าเล็ก ๆ เท่านั้น
ในฐานะสัญลักษณ์ศึกของชนเผ่า หลันกังวลสนใจต่อโลกภายนอกยิ่ง
กว่าผู้ใดในเผ่าเสียอีก
การคงอยู่มานานนับหมื่นปีช่วยให้มันมองเห็นถ่องแท้ผ่านม่านหมอก
แม้แต่ในม่ออวิ๋นไห่ ชนเผ่ามนุษย์หมอกก็นับว่ามีขนาดเล็กเกินไป อย่าว่า
แต่หากเทียบกับใต้หล้า พวกมันเล็กกระจ้อยร่อยไม่ต่างจากฝุ่นธุลี
หลันทราบแน่แก่ใจ ทั่วหล้าอาจไม่มีขุมอำนาจที่สองที่เป็นเช่นจั่วม่อ
ซึ่งปฏิบัติต่อพวกมันด้วยน้าใจไมตรีและจิตใจเปิดกว้าง แต่หากมันต้องการ
ให้ชนเผ่ามนุษย์หมอกมีที่ยืนอันมั่นคงกว่านี้ จะอย่างไรต้องลงทุนลงแรง
เพื่อการพัฒนา พวกมันต้องเป็นกำลังให้แก่ม่ออวิ๋นไห่ กลายเป็นหนึ่งใน
ส่วนสำคัญของม่ออวิ๋นไห่
แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ภาระหน้าที่ทั้งหมดสำหรับชนเผ่า ความดี
ความชอบทั้งมวลที่พวกมันจำเป็นต้องได้รับ หลันเพียงผู้เดียวจะ
รับผิดชอบทั้งหมดด้วยตัวเอง!
นี่เป็นภาระหน้าที่ซึ่งหลันจะต้องแบกรับไว้บนไหล่ของตน ในฐานะ
นักรบสัญลักษณ์ศึกแห่งชนเผ่ามนุษย์หมอก
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าสถานการณ์ล่าสุดของจั่วม่อและม่ออวิ๋นไห่
เรียกได้ว่าเลวร้ายยิ่ง… …
หลันหวนนึกถึงคำร้องขอจากกงซุนชา หลังจากขบคิดอยู่ชั่วครู่ มันก็
ตกลงใจทันที
มันเพ่งจิตวูบ เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมลงทั่วทั้งเผ่าในบัดดล
เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายเป็นระลอก มนุษย์หมอกทุกคนไม่ว่า
กำลังทำอะไร ล้วนพากันหยุดมือโดยไม่รู้ตัว แต่ละคนสีหน้าทอแววตื่น
ตะลึง จากนั้นพากันสาดพุ่งไปยังวิหารเทพโดยไม่รีรอลังเล!
เงาร่างนับไม่ถ้วนโผพุ่งผ่านท้องฟ้าอย่างเร่งร้อน
ทุกผู้คนสีหน้าหนักอึ้งเคร่งขรึม แม้ว่าท่าร่างรวดเร็วสุดขีด แต่เงียบ
สงัดดุจร้างไร้ผู้คน ปราศจากสุ้มเสียงแม้แต่น้อย
ชั่วไม่กี่อึดใจให้หลัง ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ด้านนอกวิหารเทพ
หัวหน้าเผ่าปิงเย่ายืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าสุด สีหน้าแทบไม่อาจสะกด
กลั้นความตื่นเต้นลิงโลด
“เปิดดินแดนหวงห้าม!”
สุ้มเสียงเย็นชาทรงอำนาจก้องกังวานออกมาจากภายในวิหารเทพ
แทรกผ่านเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนอย่างชัดเจน
มนุษย์หมอกที่มากันพร้อมหน้าล้วนสะท้านขึ้นทั้งร่าง บนใบหน้าเคร่ง
ขรึมปรากฏแววตื่นตะลึงระคนลิงโลดยินดี
ดินแดนหวงห้าม!
ดินแดนหวงห้ามแห่งชนเผ่ามนุษย์หมอก อาณาเขตที่พวกมันเฝ้า
พิทักษ์มานานกว่าหมื่นปี!
ดินแดนลี้ลับนั้นกำลังจะถูกเปิดออกแล้ว!
ทันใดนั้นลำแสงสีน้าเงินเจิดจ้าสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากวิหารเทพ
พุ่งหายเข้าไปในดินแดนหวงห้าม
ชั่วครู่ให้หลัง พื้นปฐพีสั่นสะเทือน จากนั้นปะทุขึ้น หมอกน้าแข็งใน
อากาศส่งเสียงแหลมใส ม้วนตลบออกรอบข้าง
ชาวมนุษย์หมอกหมอบราบกราบกรานอยู่กับพื้น สีหน้าเลื่อมใส
ศรัทธาสุดขีด
หลันลอยตัวอยู่กลางเวหาเหนือวิหารเทพ เงาร่างเป็นเพียงโครง
กระดูกซากหนึ่ง แต่กอรปด้วยพลังสภาวะสยบฟ้าดินครอบคลุมทั่วบริเวณ
ลำแสงสีน้าเงินบางเบาเท่าเส้นผมมากมายนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น
จากภายในดินแดนหวงห้าม พุ่งตรงมายังหลันที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ
หลันไม่เหลือบแลพวกมันแม้แต่แวบเดียว ลอยตัวลงสู่พื้นอย่างช้า ๆ
ชั่วพริบตาที่สองเท้าของหลันสัมผัสพื้นดิน ลำแสงสีน้าเงินเหล่านั้นก็
ห่อหุ้มทั่วร่างโครงกระดูก เริ่มจากสองเท้า มีบางสิ่งบางอย่างกลับ
ทั่วร่างสวมเกราะสงครามครบชุด ในมือถือร่มน้าแข็ง หลันดูราวกับ
ก้าวออกมาจากภาพวาดโบราณผืนหนึ่ง
“หลังจากหลับใหลไปนานนับหมื่นปี เจ้าและข้าในที่สุดสามารถออก
ศึกเคียงข้างกันอีกครา”
สุ้มเสียงปนรำพึงรำพัน ดังแว่วออกมาจากเบื้องหลังหน้ากากสงคราม
เหล่ามนุษย์หมอกลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง มนุษย์หมอกที่สูงวัยอยู่
บ้างถึงกับหลั่งน้าตานองหน้า ร่างที่อยู่เบื้องหน้านี้ ในหมู่พวกมันไม่มีผู้ใด
ไม่รู้จัก! นี่คือร่างอันเป็นตำนานที่พวกมันสักการะบูชาอยู่ในวิหารเทพ คือ
ตำนานเล่าขานที่บอกเล่าสืบต่อกันมาในชนเผ่ามนุษย์หมอกรุ่นแล้วรุ่นเล่า
คือเทพีผู้พิทักษ์ในตำนานแห่งชนเผ่ามนุษย์หมอก คือยอดนักรบ
สัญลักษณ์ศึกผู้แกร่งกล้าเกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนเผ่ามนุษย์
หมอก!
ไม่มีผู้ใดทราบนามของนาง แต่มนุษย์หมอกไม่ว่ารุ่นใด ไม่มีผู้ใดไม่
รู้จักนาง
ปิงเย่าน้าตาสองสายทะลักลงจากเบ้า เทพเจ้าแห่งชนเผ่ามนุษย์
หมอก ท่านไม่เคยทอดทิ้งชนเผ่าของท่านเลย!
ราวกับว่านางได้ยินเสียงร่าร้องในใจของปิงเย่า สุ้มเสียงสดใสเย็นชา
ดังกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกผู้คน ราวกับว่าดังมาจากยุคสมัยบรรพ
กาลอันห่างไกล
“ข้า หลัน สัญลักษณ์ศึกแห่งหมอก ผู้ได้รับการสักการะบูชาจากเผ่า
มนุษย์หมอกทุกยุคทุกสมัย สาบานว่าตราบที่ร่างกายและดวงวิญญาณ
ม่ออวิ๋นไห่
กงซุนชาเดินออกจากค่ายกลเคลื่อนย้าย ก้าวไปยังเกาะเมฆที่ไม่มีอัน
ใดโดดเด่นสะดุดตาแห่งหนึ่ง เกาะเมฆแห่งนี้มีขนาดเพียงสองร้อยหมู่ ใน
บรรดาเกาะเมฆมากมายของม่ออวิ๋นไห่ นับว่าเล็กจ้อยจนน่าเวทนา บน
เกาะน้อยที่ปกคลุมไปด้วยพฤกษาใบหญ้าเขียวอชุ่มแห่งนี้ กระทั่งค่ายกล
หรืออาคมหวงห้ามคุ้มกันเกาะสักชุดหนึ่งยังไม่มี
ซึ่งความจริงบนเกาะน้อยแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องมีอาคมหวงห้ามอันใด
เนื่องเพราะผู้ที่พำนักอยู่ในที่แห่งนี้ คือสุดยอดฝีมือผู้ใช้พลังเทพอันดับต้น
ๆ แห่งยุค
?” เฒ่าชราผู้นั้นเพ่งมองกงซุนชาอย่าง
ประหลาดใจ จากนั้นพลันตระหนัก “เจ้าเผชิญเรื่องยุ่งยากกระมัง
นับตั้งแต่มันพบเจออากุ่ยอีกครั้ง เฒ่าชราก็ตกลงใจรั้งอยู่ที่ม่ออวิ๋นไห่
ด้วย มันชมชอบความสงบ ดังนั้นเสาะหาเกาะเมฆที่ไร้ผู้คนด้วยตัวเอง
นอกเหนือจากออกไปเยี่ยมเยือนอากุ่ยเป็นครั้งคราว มันก็แทบไม่เคย
ย่างเท้าออกจากเกาะน้อยมาก่อน
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโส!” กงซุนชาไม่อ้อมค้อม กล่าวอย่างเร่งรีบ “ข้ามา
ครั้งนี้ เพื่อขอให้ผู้อาวุโสลงมือสักครา”
“เป็นผู้ใด?” ชายชราดวงตาเบิกกว้าง
“เทียนหวน!” กงซุนชาตอบ
ทั่วทั้งม่ออวิ๋นไห่เริ่มเคลื่อนไหวด้วยระดับความเร็วสูงสุด
นี่เป็นครั้งแรกที่ม่ออวิ๋นไห่ผนึกกำลังกับขุมกำลังฝ่ายอื่น คู่หูของพวก
มันในครั้งนี้คือกองกำลังยอดฝีมือจากฝ่ายของกู่เหลียงเตาซึ่งนำโดย
ซวงอวี่
ซึ่งความจริง กงซุนชาเฝ้าครุ่นคิดวางแผนจู่โจมตอบโต้เทียนหวนมา
โดยตลอด แต่กับการทำสงครามลับในเงามืดนี้ กองทัพแทบไม่มีส่วนช่วย
ต่อเรื่องราวแม้แต่น้อย พวกมันไม่อาจเปิดฉากทำสงครามกองโจรได้
เช่นกัน เนื่องเพราะยอดฝีมือจำนวนมากติดตามไปกับจั่วม่อตั้งแต่แรก
ดังนั้นเมื่อกู่เหลียงเตาติดต่อมายังกงซุนชา กงซุนชาพลันคึกคักขึ้น
อักโข
หากม่ออวิ๋นไห่กับกู่เหลียงเตาผนึกกำลังกัน พวกมันสามารถ
แก้ปัญหาเรื่องยอดฝีมือได้ทันที ซวงอวี่เป็นหนึ่งในสุดยอดฝีมือลำดับต้น ๆ
แห่งยุค ผนวกกับชายชราผู้เป็นท่านปู่ของอากุ่ย นับเป็นขุมกำลังที่ไม่อาจ
ประมาทดูแคลน
แต่กงซุนชาไม่ได้ผลีผลามบุ่มบ่าม มันทราบดีว่ากลยุทธ์ลอบจู่โจม
เพื่อสร้างความประหลาดใจเช่นนี้ มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทันทีที่ลง
มือโจมตีจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ครั้งหน้าจะไม่มีโอกาสอันดีงาม
เช่นนี้อีกแล้ว
มันเริ่มกำหนดรายละเอียดให้แก่แผนการ เพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์
รุนแรงที่สุด มันทุ่มเทใช้เครือข่ายข่าวสารทั้งหมดของม่ออวิ๋นไห่โดยไม่
ลังเล
และเพื่อที่จะเพิ่มพลังการสู้รบให้ถึงขีดสุด กงซุนชากระทั่งชนเผ่า
มนุษย์หมอก ยังส่งคำร้องขอกำลังสนับสนุนไปด้วย
ข่าวดีก็คือพวกหนานเยว่เสร็จสิ้นภารกิจในแดนอสูร หวนคืนสู่ม่ออวิ๋น
ไห่ทันเวลาพอดี ชิงฮวาเสวี่ยกับเซี่ยซานก็ออกจากการปิดด่านฝึกตนแทบ
จะในเวลาเดียวกัน
กงซุนชาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ยามนี้นับว่าชุมนุมยอดฝีมือ
อย่างคับคั่ง ในที่สุดก็มีกำลังมากพอที่จะขับเคลื่อนแผนการตอบโต้ครั้งนี้
รอจนหลันปรากฏกาย กงซุนชาถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด จากนั้นปิติ
ยินดีสุดระงับ ความเชื่อมั่นเพิ่มพูนอย่างเปี่ยมล้น! มันไหนเลยจะคาดคิด
กระทั่งหลันยังออกมาร่วมวงด้วย!
ท่วงท่าสภาวะอันโดดเด่นสะดุดตาของหลัน ทำให้กงซุนชาคาดเดา
ระดับพลังของนางได้ในทันที … …
จั่วม่อถลึงมองแผนที่อาณาจักรเบื้องหน้าด้วยดวงตาแดงก่า
มันจ้องมองแผนที่อาณาจักรโดยไม่ไหวติง เป็นเวลากว่าสามชั่วยาม
ซีเซวียนไม่ใช่ดินแดนเล็ก ๆ พวกมันมีพื้นที่มากกว่าแปดร้อย
อาณาจักร หนึ่งในสามส่วนยังเป็นจำนวนสองร้อยเกือบสามร้อยอาณาจักร
แล้วม่ออวิ๋นไห่ใหญ่โตเพียงใดเล่า?
จงเต๋อต้องประเมินจั่วม่อใหม่อีกครั้ง ซึ่งความจริงมันไม่เคยประมาท
ดูแคลนม่ออวิ๋นไห่มาก่อน ตรงกันข้าม มันถึงกับมีความเห็นต่อม่ออวิ๋นไห่
อย่างสูง ม่ออวิ๋นไห่เป็นพันธมิตรที่จงเต๋อเลือกไว้ให้แก่กู่เหลียงเตาในภาย
ภาคหน้า หากยกน้าใจไมตรีระหว่างจั่วม่อกับกู่เหลียงเตาเอาไว้ไม่ไปเอ่ยถึง
ความแข็งแกร่งของม่ออวิ๋นไห่คือสิ่งที่จงเต๋อหมายตามากที่สุด
การที่มันตัดสินใจเชือดเนื้อตนเอง มอบดินแดนกว่าหนึ่งในสามของซี
เซวียนให้แก่ม่ออวิ๋นไห่ ล้วนผ่านการขบคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง
ม่ออวิ๋นไห่แข็งแกร่งกว่ากู่เหลียงเตา แข็งแกร่งกว่ามาก ทั้งสองฝ่าย
จะกลายเป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกัน หากพวกมันจะเป็นพันธมิตรกัน
จำเป็นต้องมีระดับพลังอำนาจที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่ม่ออวิ๋นไห่มีรากฐาน
อันมั่นคง ทันทีที่พวกมันย่อยสลายสามร้อยอาณาจักรเสร็จสิ้น พวกมันจะ
กล้าแข็งมากกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ได้
ม่ออวิ๋นไห่ที่แข็งแกร่งมากเกินไป หาได้เป็นผลดีต่อซีเซวียนที่กำลัง
ฟื้นตัวไม่
ในสายตาของจงเต๋อ กู่เหลียงเตาแม้เป็นผู้เข้มแข็งผู้หนึ่ง แต่เห็นได้ว่า
ไม่ได้อยู่ในระดับชั้นเดียวกันกับจั่วม่อ
เรื่องนี้เพียงเปรียบเทียบขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายก็เห็นได้ชัดเจน ใน
กองกำลังของกู่เหลียงเตา นอกจากตัวมันเองแล้ว ก็มีเพียงซวงอวี่และ
เซี่ยวที่นับว่ามีความสามารถ พวกมันขาดแคลนผู้มีความสามารถ แต่ทาง
ม่ออวิ๋นไห่ ไม่ว่าจะเป็นเหวยเสิ้ง กงซุนชา เปี๋ยหาน จงหยู… … รายนาม
อัจฉริยะบุรุษและวีรสตรีภายใต้ร่มธงจั่วม่อนับว่าเจิดจรัสบาดตาจนผู้คน
ต้องใจสั่นสะท้าน แม้แต่จอมทมิฬที่มีจิตใจแน่วแน่เด็ดเดี่ยวเช่นจงเต๋อ ยัง
ไม่ยินดีเป็นศัตรูกับพวกมัน
จงเต๋อเข้าใจว่ามันไม่เคยประมาทดูแคลนจั่วม่อ แต่จนกระทั่งถึงยาม
นี้ ค่อยพบว่ามันยังคงประเมินจั่วม่อต่าเกินไปอยู่ดี
คนผู้นี้ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าละโมบโลภมากสุดเปรียบปาน วัน ๆ
คิดถึงแต่เรื่องหากำไรเท่านั้น แต่ต่อหน้าอาณาจักรให้เปล่ากว่าสามร้อย
อาณาจักร ถึงกับสามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้!
คนที่น่ากลัวนัก!
จงเต๋อทันใดนั้นอดกังขาไม่ได้ การตัดสินใจของมันใช่ถูกต้องหรือไม่ กู่
เหลียงเตาจะสามารถต่อกรกับเจ้าตัวประหลาดผู้นี้ได้จริง ๆ?
?
?”
นับตั้งแต่จงเต๋อหวนคืนสู่ทางโลก มันก็เฝ้าศึกษาแผนที่ซ้าแล้วซ้าเล่า
ในฐานะยอดแม่ทัพอันดับสองแห่งสิบยอดแม่ทัพแดนซิวเจ่อ จงเต๋อแม้
โหดเหี้ยมกระหายเลือด แต่ท่าทีของมันที่มีต่อสงคราม กลับเต็มไปด้วย
ความรอบคอบระมัดระวังถึงที่สุด
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่ามันศึกษาแผนที่อาณาจักรเหล่านี้กี่ร้อยครั้งกี่พันหน
รายละเอียดทุกประการบนแผนที่อาณาจักรประทับแน่นอยู่ในใจมันตั้งแต่
แรก แทบไม่ต้องใช้ความพยายามอันใด ก็สามารถวาดภาพทั้งหมดขึ้นใน
ใจอย่างสมบูรณ์แบบ
บริเวณนี้เป็นพรมแดนทับซ้อนของเทียนหวนและซีเซวียน มีลักษณะ
คล้ายลิ่มแบนอันเรียวยาว ตอกเข้าไประหว่างซีเซวียนและเก้ามหานิกาย
พุทธ
นี่เป็นสถานที่อันซับซ้อนซึ่งเป็นรอยต่อของขุมกำลังทั้งสามฝ่าย
ย้อนกลับไปในยุคที่วัดเสวียนคงยังเรืองอำนาจ ทั้งสามฝ่ายล้วนถูกสะกดไว้
ด้วยสภาพสมดุลทางอำนาจของพวกมันทั้งสามฝ่ายเอง บริเวณนั้นกลับ
กลายเป็นดินแดนที่ขุมกำลังทั้งสามไม่มีผู้ใดสามารถครอบครองได้ ด้วย
เหตุนี้จึงปรากฏขุมกำลังเล็กๆ ที่สลับซับซ้อนมากมายดำรงอยู่ในบริเวณ
แห่งนั้น
การล่มสลายของวัดเสวียนคง การทะยานขึ้นของเก้ามหานิกายพุทธ
พวกมันแต่ละฝ่ายเริ่มแย่งกันกลืนกินขุมกำลังเล็ก ๆ เหล่านี้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็กลับกลายเป็นอาณาบริเวณที่แปลกประหลาด
ในสามสิบอาณาจักรที่จั่วม่อขีดวงไว้ รวมบริเวณพื้นที่ทับซ้อน
ระหว่างซีเซวียนและเก้ามหานิกายพุทธเอาไว้ด้วย
หากบัดนี้จงเต๋อยังไม่ล่วงรู้จิตเจตนาของจั่วม่อ ก็เสียทีที่ได้ชื่อว่ายอด
แม่ทัพอันดับสองแห่งแดนซิวเจ่อแล้ว!
เก้ามหานิกายพุทธ! ความสัมพันธ์ระหว่างม่ออวิ๋นไห่และเก้า
มหานิกายพุทธแน่นแฟ้นยิ่ง ยังแน่นแฟ้นยิ่งกว่าที่มันคาดคิดไว้เสียอีก!
จงเต๋อลอบทอดถอนใจเบา ๆ มันทราบว่าความตั้งใจของมันที่จะใช้
เทียนหวนสะกดม่ออวิ๋นไห่เอาไว้เกรงว่าจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเสียแล้ว
?” จั่วม่อย้อนถามด้วยประโยคเดียวกันกับจง
เต๋อเมื่อครู่
จงเต๋อตระหนักว่าอีกฝ่ายหยั่งทราบจิตเจตนาของมันแต่แรก แต่มัน
หาได้กังวลสนใจไม่ การละเล่นแย่งชิงอำนาจมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอระหว่าง
ขุมกำลังต่างฝ่าย ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับน้าใจไมตรี มันก็เป็นบุคคลอัน
เฉียบขาดผู้หนึ่ง ยามนั้นกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะยกส่วนนี้ให้แก่เจ้าด้วย”
มันจี้ดรรชนีคราหนึ่ง ขีดวงล้อมอีกยี่สิบอาณาจักรที่อยู่ติดกับสามสิบ
อาณาจักรซึ่งจั่วม่อเพิ่งขีดไว้ การเป็นพันธมิตรกับม่ออวิ๋นไห่คือเงื่อนไข
สำคัญต่อการอยู่รอดของซีเซวียน กระทั่งจงเต๋อยังไม่มีทางเลือกมากนัก
ได้แต่งอมืออับจนปัญญา
จั่วม่อจ้องมองอยู่อึดใจใหญ่ มองทะลุถึงบางสิ่ง
จงเต๋อดูเหมือนขีดเลือกยี่สิบอาณาจักรออกมาอย่างลวก ๆ คล้าย
สูญเสียดินแดนขนาดใหญ่โดยไม่ได้อะไรตอบแทน แต่ในความเป็นจริง มัน
ลดเขตติดต่อระหว่างซีเซวียนกับม่ออวิ๋นไห่ลงไปอีกมากนัก
จั่วม่อเต็มไปด้วยความนับถือเลื่อมใสจงเต๋อจนหมดใจ สมแล้วที่เป็น
ยอดแม่ทัพอันดับสองแห่งแดนซิวเจ่อ! จงเต๋อเยือกเย็นจนแทบจะ
กลายเป็นอำมหิต มันไม่อาลัยอาวรณ์หรือรีรอลังเลกับการสูญเสียดินแดน
มันไม่แยแสสนใจชื่อเสียงหรือประเพณีปฏิบัติ เพื่อเป้าหมายในทางกล
ยุทธ์ของมัน มันสามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ช่างเป็นคนที่น่ากลัวนัก!
แต่ยี่สิบอาณาจักรนี้ สำหรับม่ออวิ๋นไห่แล้วเท่ากับได้เปล่า
จั่วม่อทราบว่าจงเต๋อมีชีวิตอีกไม่นาน และรู้ด้วยว่าจงเต๋อกำลังแผ้ว
ถางเส้นทางให้แก่กู่เหลียงเตา สำหรับซีเซวียนของกู่เหลียงเตา จั่วม่อไม่มี
ข้อห่วงพะวงอันใด นี่ไม่เกี่ยวข้องกับน้าใจไมตรีระหว่างพวกมัน แต่เป็น
การประเมินจากสถานการณ์ เหตุที่จงเต๋อใจกว้างถึงเพียงนี้ เนื่องเพราะ
มันทราบดีว่าการปกป้องคุ้มครองซีเซวียนที่ใหญ่โตมโหฬาร อาศัยกู่เหลียง
เตาเพียงผู้เดียวยังไม่มีกำลังเพียงพอ
ซึ่งความจริงจั่วม่อลอบห่วงกังวลเล็กน้อย ซีเซวียนแม้ว่าจะมีขนาด
เล็กลง แต่ก็ยังคงมีอยู่มากกว่าห้าร้อยอาณาจักร เทียบกับเก้ามหานิกาย
พุทธทั้งหมดที่ครอบครองหกร้อยกว่าอาณาจักรแทบไม่ต่างกันเท่าใด
ดูจากสภาพปัจจุบันของหย่างหยวนเฮ่า ก็สามารถเห็นได้ว่าการ
ควบคุมดูแลดินแดนขนาดใหญ่นั้นเป็นเรื่องลำบากยากเข็ญเพียงใด
เส้นทางในภายหน้าของกู่เหลียงเตาสมควรยากลำบากกว่ามัน
“ตกลง!” จั่วม่อกล่าวอย่างเคร่งขรึม เต็มไปด้วยความฮึกหาญ ยุค
สมัยที่ม่ออวิ๋นไห่เป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้ว!
? แล้ว
นางไฉนเข้าไปอยู่ในคุกภูตโลกันตร์
“ตัวประกัน” จงเต๋อกล่าวอย่างเย็นชา “มิเช่นนั้นเจ้าสำนักไหนเลย
จะมีกำลังขวัญพอที่จะดำเนินแผนการนี้ แต่เจ้าสำนักโง่งมเกินไปแล้ว ข้า
เมื่อเฝ้าพิทักษ์คุกภูตโลกันตร์มานานหลายสิบปี ไหนเลยจะไม่เผื่อทางหนี
ทีไล่เอาไว้ได้?
เหวยเสิ้งสงบเยือกเย็นดุจบ่อน้าโบราณ คล้ายไม่มีสิ่งใดส่งผลกระทบ
ต่อใจกระบี่ของมันได้
กระบี่โลหิตประหารเทพยกสูงขึ้นอย่างแช่มช้า ทุกที่ที่เหวยเสิ้งเคลื่อน
ผ่าน คล้ายกลับกลายเป็นเหวลึกดำทะมึนอันไร้ก้นบึ้ง เหวยเสิ้งดวงตา
เปลี่ยนเป็นคล้ายแก้วผลึกสีโลหิต แต่สีหน้ายังคงสงบราบคาบ ไม่
แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย
“ฆ่า!”
ทันใดนั้น บังเกิดเสียงตวาดกึกก้องดั่งสายฟ้าฟาด ผนังหินด้านหน้า
ระเบิดกระจัดกระจาย สาดซัดใส่พวกมันดุจห่าฝน!
กระบี่ของเหวยเสิ้งฟันลง!
ลำแสงเจิดจ้าบาดตากลืนกินทั้งขบวนลงไปในบัดดล ในม่านสายตา
ของแต่ละคนเต็มไปด้วยสีขาวพร่าง ไม่อาจมองเห็นสิ่งใด กลิ่นอายรอบ
ข้างกลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวาย
รังสีฆ่าฟันอันเย็นเยียบปกคลุมอยู่ในอากาศ
จั่วม่อไม่อาจทราบได้ว่าลำแสงสีขาวนี้เป็นสิ่งของเยี่ยงไร ภายใต้แสง
สีขาว กระทั่งมันเองยังมองไม่เห็นสิ่งใด และที่แปลกพิสดารที่สุด คือแสงสี
ขาวนี้ยังสามารถรบกวนพลังจิตสำนึกของมันด้วย!
จิตสำนึกที่จั่วม่อกวาดออกโดยรอบ กลับถูกแสงสีขาวบดขยี้จนหมด
สิ้น
ฝ่ายศัตรูคล้ายไม่ได้รับผลกระทบ รังสีสังหารที่แตกต่างกันเจ็ดแปด
สายตรึงแน่นอยู่บนร่างมัน กระทั่งผิวหนังชั้นนอกยังถึงกับสั่นระริก
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อมีปฏิกิริยารวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล!
จับปลาตอนน้าขุ่น!
เป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามคือจงเต๋อ!
อุบาทว์บัดซบ!
ในเวลานี้เอง เสียงแค่นหนัก ๆ ดังออกมาจากภายในแสงสีขาว
จั่วม่อใจหายวาบ
เป็นซือเพ่ย!
หมี่วู2ดวงตาปรากฏชั้นลวดลายสีดำอันซับซ้อน ประกายแสงสีขาว
เจิดจ้าถูกลวดลายสีดำนี้กลั่นกรองเอาไว้ชั้นหนึ่ง ช่วยคุ้มครองการมองเห็น
ของมัน ภายใต้แสงสีขาวร้อนแรง ยอดยุทธ์จากเทียนหวนผู้นี้ยังสามารถ
มองเห็นทุกรายละเอียดได้อย่างชัดแจ้ง
หมี่วูแห่งตระกูลหมี่เป็นยอดอัจฉริยะที่เด่นล้าที่สุดในรุ่นของมัน คนผู้
นี้มีพรสวรรค์ที่ผู้คนต้องอิจฉาเลื่อมใส ทั้งยังไม่ปล่อยให้อัจฉริยภาพของ
ตนต้องสูญเปล่า นับตั้งแต่ยังเยาว์วัยมันก็คร่าเคร่งฝึกปรืออย่างหนักหน่วง
ไม่เคยว่างเว้น ในฐานะอัจฉริยะของตระกูลยิ่งใหญ่แห่งเทียนหวน หนึ่งใน
ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า ตระกูลหมี่ย่อมฟูมฟักเลี้ยงดูมันด้วย
สภาพแวดล้อมที่เหนือล้ากว่าคนทั่วไปมาก
ให้กำเนิดยอดอัจฉริยะเช่นนี้คนหนึ่ง ตระกูลหมี่ปลาบปลื้มยินดีเป็น
อย่างยิ่ง กระทั่งยอดแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งเทียนหวน หมี่หนาน ยังกังวล
สนใจกับมันไม่น้อย
ด้วยการอบรมสั่งสอนจากตระกูลหมี่ ความเพียรพยายามของมันเอง
ผนวกกับพรสวรรค์อันโดดเด่นเหนือคน เพาะสร้างเป็นบุรุษหนุ่มที่มีพลัง
ฝีมืออันน่าแตกตื่นสะท้านโลกผู้หนึ่ง
วูตัวนี้แปลว่าพ่อมด
ในบรรดายอดยุทธ์ระดับสูงสุดของเทียนหวน ผู้ที่ถูกกล่าวขวัญถึง
มากที่สุด ไม่มีผู้ใดเกินสี่บัลลังก์และสิบสองวงแหวน
สี่บัลลังก์หมายถึงศิษย์เอกลำดับแรกแห่งเทียนหวนสี่คน
ประกอบด้วยหลีเซียนเอ๋อร์ หมี่วู ซางตงและจิ้นเสี่ยวอวี่
ภายใต้จ้าวบัลลังก์แต่ละคน เป็นสามจ้าววงแหวน จ้าววงแหวนผู้หนึ่ง
ควบคุมดูแลกองกำลังยอดฝีมือขบวนหนึ่ง
สี่บัลลังก์สิบสองวงแหวน ถือเป็นตัวแทนของกำลังรบขั้นสูงสุดของ
เทียนหวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสี่ศิษย์เอกที่ถูกเรียกขานว่าสี่บัลลังก์ แต่ละ
คนล้วนเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ซึ่งเทียนหวนเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูในช่วง
หลายปีมานี้ พลังฝีมือของพวกมันกระทั่งกล้าแข็งกว่าบรรดาผู้อาวุโสรุ่น
ก่อนเสียด้วยซ้า หากบอกว่าผู้อาวุโสสูงสุดคือการดำรงอยู่ระดับบนสุดของ
เทียนหวน เช่นนั้นสี่บัลลังก์ เพียงถูกจัดลำดับอยู่ต่ากว่าเจ้าสำนัก หมี่หนาน
และมู่ซวงเท่านั้น
หลีเซียนเอ๋อร์คือว่าที่เจ้าสำนักในอนาคต ส่วนจ้าวบัลลังก์อีกสามคน
ที่เหลือก็จะกลายเป็นผู้อาวุโสผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของเทียนหวนเช่นกัน
สำหรับหมี่วู วรยุทธ์ของมันคล้ายเป็นดั่งนามของตัวมันเอง พัน
เปลี่ยนหมื่นแปร ยากจะคาดเดาถึงที่สุด ประหนึ่งพ่อมดผู้วิเศษแห่งชนเผ่า
โบราณ คนผู้นี้นิสัยใจคอสงบเยือกเย็น ความคิดอ่านรอบคอบละเอียดอ่อน
มันแม้ถือกำเนิดจากตระกูลสูงศักดิ์ แต่ไม่เคยวางท่าเขื่องโขโอหัง
ชุดยาวสีขาวพิสุทธิ์ของมันคล้ายไม่เคยแปดเปื้อนฝุ่นธุลี
แสงสีขาวเจิดจ้าบาดจ้ากลุ่มนี้คือหนึ่งในของวิเศษลับแห่งเทียนหวน
‘ประกายเงินบดบังดวงตา’ ของวิเศษนี้ไม่ได้มีพลังโจมตีอันน่าตระหนก
ทว่าสามารถทำลายดวงตาด้วยแสงสว่างเจิดจ้าที่แทบจะเกินจินตนาการ
ของผู้คน ต่อให้ใช้พลังเทพคุ้มกายยังไม่อาจหลีกเลี่ยงจากผลกระทบได้
อิทธิฤทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือสามารถก่อกวนพลังงานทุกประเภทใน
บริเวณโดยรอบให้กลายเป็นสับสนอลหม่าน
ลวดลายยันต์ที่ดวงตาของหมี่วู ช่วยให้มันหลีกเลี่ยงจากผลกระทบ
ของประกายเงินบดบังดวงตานี้ได้
จงเต๋อ!
หมี่วูม่านตาหดแคบลงเล็กน้อย มันโคจรพลังเทพวิชาอย่างสุดกำลัง
อักขระยันต์เทพยดาในมือเปล่งแสงวาบ คล้ายว่าจู่ๆ อักขระยันต์เทพยดา
ในมือก็กลับกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา ก่อเกิดเป็นรูปร่างจริงแท้ แล้วหมุนคว้าง
อย่างเร่งร้อน
ทันใดนั้น ลำแสงหกสายที่แทบมองไม่เห็นพุ่งวาบออกจากอักขระ
เทพที่กำลังหมุนอย่างเกรี้ยวกราด ประหนึ่งอสรพิษร้ายอันประเปรียวหก
ตัว จู่โจมเข้าหาจงเต๋อโดยปราศจากสุ้มเสียง!
ภารกิจคราวนี้หมี่วูมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เนื่องเพราะเทียน
หวนไม่ว่าเบื้องสูงเบื้องต่า ล้วนให้ความสำคัญกับภารกิจนี้อย่างที่สุด
สามในสี่บัลลังก์ล้วนมากันพร้อมหน้า!
นอกจากหลีเซียนเอ๋อร์ผู้รับบทบาทเป็นตัวประกัน ในขบวนลอบ
สังหารยังประกอบด้วยหมี่วูและจิ้นเสี่ยวอวี่ นอกเหนือจากนี้ยังมีมือดีอื่น ๆ
ของเทียนหวน รวมถึงอีกสี่จ้าววงแหวน ดูจากขบวนลอบสังหารอันโอ่อ่า
อลังการถึงเพียงนี้ หมี่วูนึกไม่ออกว่ายังมีเหตุผลใดที่จะทำให้พวกมันลงมือ
ไม่สำเร็จอีก
ชั่วพริบตานั้น อักขระเทพของจิ้นเสี่ยวอวี่ไหลบ่าออกมา เห็นลูกศร
เล็ก ๆ จำนวนมากลอยเนืองแน่นอยู่รอบกายมัน ลูกศรน้อยเหล่านี้แต่ละ
ดอกล้วนก่อตัวขึ้นจากอักขระเทพ ทรงพลังอำนาจอย่างน่าตระหนก!
บรรดาลูกศรเล็ก ๆ สั่นสะเทือนไม่หยุดยั้ง คล้ายไม่อาจหักห้ามความ
กระหายเลือดในคมศรของพวกมันเอาไว้ได้ รังสีฆ่าฟันกดทับลงทั่ววงต่อสู้
ในบัดดล
สมาธิจิตใจของคนทั้งหมดในบริเวณ ล้วนถูกดึงดูดไปยังลูกศรเล็ก ๆ
อันดุร้ายกระหายเลือดเหล่านี้
ข้างกายจงเต๋อไม่มียอดยุทธ์ที่มีฝีมือกล้าแข็ง ทั่วทั้งซีเซวียนก็หาได้มี
ยอดยุทธ์ระดับเดียวกันกับสี่บัลลังก์ไม่ หากพวกมันสามารถควานหาตัวจง
เต๋อ หลีกเลี่ยงการป้องกันของกองทัพ โอกาสที่จะลงมือประสบผลก็นับว่า
สูงยิ่ง!
เริ่มแรกคือสร้างความวุ่นวาย จากนั้นจิ้นเสี่ยวอวี่กับคนอื่นๆ จะดึงดูด
ความสนใจของศัตรู หมี่วูจึงจะเป็นผู้ที่ลงมือสังหารอย่างแท้จริง
นี่คือแผนการของพวกมัน!
แสงสีขาวพอระเบิดวาบ ซือเพ่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง มัน
แทนที่จะล่าถอยกลับสะอึกขึ้นหน้า บดบังอยู่เบื้องหน้าจงเต๋อ กลุ่มแสงสี
แดงเลือดวาบขึ้นบนฝ่ามือ ชิงซัดไปข้างหน้าอย่างดุดัน
อสรพิษอักขระเทพกระแทกชนปราณโลหิตอย่างถนัดถนี่
อักขระเทพนั้นพลันเปล่งแสงอันแปลกประหลาด ภายในชั่ว
พริบตาเดียวก็สูบกลืนปราณโลหิตจนแห้งเหือด! อักขระเทพแปรเปลี่ยน
เป็นอักขระสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัว มันสั่นวูบคล้ายกำลังกู่คำรามโดยไร้
เสียง จากนั้นเหินดิ่งเข้าหาจงเต๋อด้วยความดุร้ายกว่าเดิม
ซือเพ่ยแค่นเสียงหนัก ๆ ร่างปลิวลิ่วออกไปราวกับถูกค้อนยักษ์หวด
ฟาดใส่!
หมี่วูกลับไม่สะทกสะท้าน ฝ่ายตรงข้ามเพียงเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก
ผู้หนึ่ง แม่ทัพบัญชาการศึกที่ไม่ได้ควบคุมกองทัพ เทียบกับยอดฝีมือขั้นสุด
ยอดเยี่ยงมัน ย่อมไม่ต่างอันใดจากมดปลวก!
อสรพิษอักขระเทพหกสายสะกดตรึงจงเต๋ออย่างแน่นหนา โดยไม่มี
สิ่งใดจะขวางรั้งพวกมันอีก พากันพุ่งดิ่งมาถึงตรงหน้าของจงเต๋อในบัดดล
ชั่วพริบตานี้ กระทั่งหมี่วูยังรู้สึกหัวใจโลดขึ้น จงเต๋อจบสิ้นแล้ว!
ชั่วขณะที่มันเข้าใจว่าจงเต๋อจะตกตายภายใต้อสรพิษอักขระเทพทั้ง
หก ทันใดนั้นที่เบื้องหน้าจงเต๋อ พลันปรากฏมือเหี่ยวแห้งข้างหนึ่งยื่น
ออกมาโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
เห็นเซียนวรยุทธ์ที่สองตาหลุบต่าผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นขวางรั้งอยู่
เบื้องหน้าของจงเต๋อ ราวกับว่าเพิ่งผุดขึ้นจากอากาศธาตุก็มิปาน มือเหี่ยว
แห้งของมันคลี่สยายดุจบุปผาอันบอบบางกลุ่มหนึ่ง
เป็นไปไม่ได้!
หมี่วูดวงตาเบิกกว้าง จ้องมองฉากที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ
ภายใต้อานุภาพของ ‘ประกายเงินบดบังดวงตา’ ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็น
ได้! กระทั่งพวกมันเองหากไม่ได้เตรียมการมาล่วงหน้า ยังต้องงอมืออับจน
ปัญญา ต่อให้ไปเซียนวรยุทธ์ก็ไม่อาจกระทำได้ ไม่ว่าพลังจิตสำนึกหรือจิต
สมาธิอันก็ล้วนใช้การไม่ได้ทั้งสิ้น!
คนผู้นี้เป็นใคร?
หมี่วูหัวใจดิ่งวูบ ไฉนปรากฏยอดยุทธ์อันเข้มแข็งถึงเพียงนี้อยู่ข้างกาย
จงเต๋อได้?
หมี่วูสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย พลังอธิษฐาน! เป็นพลังอธิษฐานอัน
กล้าแข็งนัก!
ทันใดนั้นร่างกายซีกซ้ายของมันเริ่มรู้สึกชาซ่านเล็กน้อย เครื่องหมาย
สีเทาที่ดูขัดตาจู่ ๆ ปรากฏขึ้นบนไหล่ซ้าย
คนผู้นี้ใช่เป็นผู้รอดชีวิตจากวัดเสวียนคงหรือไม่?
คลื่นพลังนี้… …
ยุทธภัณฑ์เทพ!
จิ้นเสี่ยวอวี่ลงมือตามแผนการอย่างสมบูรณ์แบบ
ลูกศรเล็ก ๆ ทุกดอกสั่นอย่างรุนแรง ราวกับว่าหิวกระหายอย่างถึง
ที่สุด ประหนึ่งตัวต่อที่เฝ้ารอจะพุ่งทะยานออกไป ขบกัดกลืนกินทุกสรรพ
สิ่ง ปราณกระบี่เมื่อครู่แม้ทำให้มันรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง แต่ก็ฟื้น
คืนความสงบในทันที
มันเพียงงุนงงสงสัยเล็กน้อย ในมือของจงเต๋อ ใช่มีผู้ที่พลังฝีมือสูง
เยี่ยมซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่?
อย่างไรก็ตาม จิ้นเสี่ยวอวี่ตระหนักในหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี สิ่งที่
มันต้องทำคือเบี่ยงเบนความสนใจของศัตรู เปิดโอกาสให้หมี่วูสังหารคน
มันนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง!
ประสบความสำเร็จจนแทบจะเรียกได้ว่าเพิ่งจะแหย่รังแตน!
จั่วม่อกับพวกทั้งหลายซึ่งถูก ‘ประกายเงินบดบังดวงตา’ ทำร้ายจน
มองไม่เห็นชั่วขณะ ทันใดนั้นสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าฟันอันรุนแรง โดยไม่
ต้องขบคิด พวกมันแต่ละคนระดมซัดกระบวนท่าไม้ตายไปยังทิศทางของ
รังสีฆ่าฟันสายนั้นอย่างพร้อมเพรียง!
จั่วม่อสะบัดมือวูบ ขวานเทพสุริยันปรากฏขึ้นในมือ มันไม่สนใจความ
ว่างเปล่าสีขาวที่เห็นอยู่เบื้องหน้า แผดเสียงกู่คำรามสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ขวานในมือเหินวูบ ตรงดิ่งไปยังทิศทางของรังสีฆ่าฟันราวกับสายฟ้าสีทอง
เส้นหนึ่ง
แทบจะในเวลาเดียวกัน เหวยเสิ้งและหลัวหลีชักกระบี่ฟาดฟันอย่าง
พร้อมเพรียง!
จิ้นเสี่ยวอวี่ในใจเกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า มันหน้าเผือด
สี กระทั่งคิดยังไม่กล้าคิด ลูกศรเล็กๆ นับร้อยนับพันรอบกาย พลัน
กระหน่าซัดใส่กลุ่มศัตรูดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง
มันกระทั่งผลการโจมตียังไม่รอดู เร่งดีดกายล่าถอยอย่างไม่คิดชีวิต!
บึม!
จุดที่มันยืนอยู่เมื่อครู่เกิดระเบิดดังสนั่นลั่นโลก จากนั้นคลื่นอากาศที่
รุนแรงจนแทบจะมีรูปร่าง ดุจกำแพงมหึมา กระแทกใส่ร่างกายมันอย่าง
หนักหน่วง
จิ้นเสี่ยวอวี่จะอย่างไรเป็นชนชั้นสุดยอดฝีมือหนึ่งในสี่บัลลังก์
ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วยิ่ง อักขระเทพเปล่งแสงเจิดจ้าอยู่ทั่วร่าง มัน
คล้ายใบไม้แห้งที่ไร้น้าหนัก พลิ้วกายไปตามคลื่นอากาศโดยไม่ได้รับ
บาดเจ็บบอบช้า
ภายในใจของจิ้นเสี่ยวอวี่กลับปั่นป่วนดุจพายุโหม มือเท้าเย็นเฉียบไป
หมด!
ลำพังการโจมตีเมื่อครู่ หากมิใช่มันมีปฏิกิริยารวดเร็วเพียงพอ … …
ซุ่มโจมตี!
นี่เป็นกับดัก!
มันลอยค้างอยู่กลางอากาศ ภาพเบื้องล่างไม่มีสิ่งใดกีดขวาง สามารถ
มองเห็นวงต่อสู้ได้ถนัดชัดเจน ถึงกับหัวใจดิ่งวูบไม่หยุดยั้ง
สี่จ้าววงแหวนก็กำลังรับมือคู่ต่อสู้จนมือไม้ปั่นป่วนเช่นกัน!
คนหนึ่งกำลังต่อสู้อยู่กับนกใหญ่ อีกคนรับมือหุ่นเชิดปิศาจทองคำดำ
คนที่สามเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่า เป็นคนตัวเล็ก ๆ ที่
สวมชุดดำผู้หนึ่ง ขนาดตัวของคู่ต่อสู้ยังเล็กกว่าฝ่ามือของมันเสียอีก
แต่ผู้ที่อยู่ในสภาพเลวร้ายที่สุด กำลังต่อสู้กับสตรีประหลาดนางหนึ่ง!
สตรีนางนี้ท่าร่างคล้ายมีคล้ายไม่มี ลี้ลับสุดจะหยั่งคำนวณ ทุกครั้งที่โจมตี
ล้วนไม่ปรากฏวี่แววล่วงหน้า สะกดข่มจ้าววงแหวนผู้นี้อย่างสมบูรณ์
จิ้นเสี่ยวอวี่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ยอดฝีมือมากมายถึงเพียงนี้ผุดขึ้นจากที่ใดกัน?
?
จิ้นเสี่ยวอวี่เป็นบุคคลอันเฉียบขาดผู้หนึ่ง อักขระเทพบนหน้าผาก
พลันเปล่งประกายวาบ สุ้มเสียงตื่นตระหนกของมันดังก้องอยู่ในใจเหล่า
สหายร่วมสำนักอย่างพร้อมเพรียง “รีบหนี! พวกมันคือม่ออวิ๋นไห่! นี่เป็น
กับดัก!”
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยนในทันที!
ม่ออวิ๋นไห่!
นับตั้งแต่เทียนหวนมุ่งเป้าไปยังม่ออวิ๋นไห่ พวกมันก็ทุ่มเทความ
พยายามในการสืบเสาะข้อมูลของม่ออวิ๋นไห่ จากนั้นจึงค่อย ๆ รู้ซึ้งถึงพลัง
ของม่ออวิ๋นไห่
หากถามว่าส่วนใดของม่ออวิ๋นไห่ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้คน
อย่างลึกล้าที่สุด นั่นไม่ใช่วิชาหลอมสร้าง ไม่ใช่ความมั่งคั่ง ไม่ใช่ขบวนค่าย
กลที่ประดุจเต่าอมตะของพวกมัน แต่เป็นรายนามชุดหนึ่ง รายนามที่ไม่มี
ผู้ใดกล้าประมาทดูแคลน รายนามยอดยุทธ์ซึ่งกระทั่งมหาอำนาจอย่าง
เทียนหวนยังต้องริษยาจนสองตาแดงฉาน!
พวกมันมีอัจฉริยะมากมาย มากมายเสียจนไม่อาจเข้าใจได้ สถานที่
เล็ก ๆ เพียงเท่านั้น ไฉนปรากฏผู้เข้มแข็งมากมายถึงเพียงนี้!
มันเป็นแหล่งชุมนุมสัตว์ประหลาดโดยแท้!
หมี่วูพอฟังเสียงร้องบอกของจิ้นเสี่ยวอวี่ที่ดังขึ้นในใจ มันในที่สุดค่อย
นึกออกว่าเซียนวรยุทธ์ผอมแห้งผู้นี้เป็นใคร!
จงหยู!
เซียนวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของม่ออวิ๋นไห่! ยอดยุทธ์ผู้ก่อให้เกิด
นิมิตแห่งฟ้าดินในยามที่ออกมาจากด่านเป็นตาย จงหยู!
จงหยูแข็งแกร่งเพียงใด ไม่เคยมีผู้ใดบอกได้ แต่วันนี้หมี่วูหลังจากประ
มือกับมัน คล้ายจะเข้าใจอยู่บ้าง จงหยูสมควรมีฝีมือกล้าแข็งกว่าจ้าววง
แหวน แต่ยังอ่อนด้อยกว่าสี่บัลลังก์อยู่ขั้นหนึ่ง
เพียงแต่ว่า… …
หมี่วูสองตาแดงฉาน ถลึงมองไม้เท้าวิเศษสามปรากฏในมือจงหยูตา
ไม่กะพริบ …เพียงแต่ว่า…ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่ลูกหลานตระกูลหมี่เคยต้อง
ริษยาที่อาวุธของผู้อื่นดีกว่าของตน!
เกิดมาบนกองเงินกองทอง นี่เป็นครั้งแรกที่หมี่วูรู้สึกว่ามันยากจนข้น
แค้นเหลือเกิน
มันสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพลังของไม้เท้าพระธรรมด้ามนี้!
แม้ยังไม่ใช่ยุทธภัณฑ์เทพที่สมบูรณ์ แต่ก็อีกไม่ไกลแล้ว!
หมี่วูในหัวใจมีเลือดหยาดหยด ทั้งขุ่นแค้นทั้งเศร้าหดหู่อย่างบอกไม่
ถูก ในบรรดายอดยุทธ์แห่งม่ออวิ๋นไห่ จงหยูไม่ได้จัดอยู่ลำดับหนึ่งลำดับ
สองด้วยซ้า แต่กลับสามารถถือครองไม้เท้าพระธรรมที่เลิศหรูถึงเพียงนี้!
ม่ออวิ๋นไห่มั่งคั่งถึงปานนี้เชียวรึ
ด้วยไม้เท้าวิเศษสามปรากฏ ความแข็งแกร่งของจงหยูจะเพิ่มสูงขึ้น
อีกขั้น ช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายหดแคบลง อาศัยไม้เท้าพระธรรมในมือ
จงหยูสามารถต่อกรกับมันอย่างคู่คี่ก้ากึ่ง ถึงกับพัวพันมันเอาไว้ได้!
หมี่วูผู้ที่ในหัวใจมีเลือดหยาดหยดจับจ้องมองดูจงหยูอย่างลึกซึ้ง
อักขระเทพทั่วร่างเปล่งประกายเจิดจรัส แล้วจางหายไป
ความคิดของจิ้นเสี่ยวอวี่และหมี่วูในการถอนตัวล่าถอยนั้นนับว่าไม่
ผิดพลาด
แต่บางครั้ง เพียงทราบว่าความคิดนั้นไม่ผิดพลาด กลับยังไม่เพียงพอ
ท่านยังต้องดูว่าศัตรูของท่านยินยอมหรือไม่!