สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 821 เหนือความคาดหมาย
หมี่วูและจิ้นเสี่ยวอวี่อยู่ในระดับชั้นที่เหนือล้ากว่าผู้อื่น คิดล่าถอยก็ล่า
ถอยได้ทันที หมี่วูแม้ถูกจงหยูรบเร้าพัวพัน แต่ยามกะทันหันคิดรั้งตัวมัน
เอาไว้ อาศัยจงหยูผู้เดียวยังทำไม่ได้
ทว่ายอดยุทธ์จ้าววงแหวนทั้งสี่ที่ร่วมทางมาด้วย กลับไม่ได้โชคดีเท่า
อู่เจินเป็นหนึ่งในจ้าววงแหวนใต้บังคับบัญชาของหมี่วู มันมีพื้นฐาน
มั่นคง เพียบพร้อมทั้งฝีมือและประสบการณ์ต่อสู้ ไม่เคยหวั่นเกรงการต่อสู้
ที่ยากลำบาก พลังฝีมือของมันเพียงด้อยกว่าหมี่วูเล็กน้อย หมี่วูซึ่ง
คาดการณ์ว่าภารกิจนี้อาจต้องเผชิญศึกหนัก จึงนำพาจ้าววงแหวนผู้
แข็งแกร่งรองจากมันผู้นี้ร่วมทางมาด้วย
นับตั้งแต่เปิดฉากลอบสังหาร พวกมันก็ชิงเป็นฝ่ายกำหนด
สถานการณ์ของการต่อสู้
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นตามแผนการ ด้วยของวิเศษประหลาด
พิสดารเช่น ‘ประกายเงินบดบังดวงตา’ หากฝ่ายตรงข้ามไม่ทันได้เตรียม
ตัว แทบจะรับประกันได้ว่าพวกมันลงมือประสบผลไปแล้วกว่าครึ่ง
อู่เจินลอบเร้นกายเข้าใกล้คนผู้หนึ่งที่อยู่ข้างเคียงจงเต๋อ มันสามารถ
เห็นได้ว่าคนผู้นี้มีศักดิ์ฐานะสูงส่งไม่น้อย
ภายใต้แสงสีเงินขาวจัดจ้า ยอดยุทธ์จ้าววงแหวนพลิ้วร่างเข้าไปราว
กับเงาภูตพราย
ฝ่ายตรงข้ามเกือบจะเข้าสู่ระยะโจมตีของมันแล้ว หากมันขยับใกล้
เข้าไปอีกเล็กน้อย รับรองว่าสามารถจู่โจมสังหารในกระบวนท่าเดียว!
ในเวลานี้เอง มันจู่ ๆ บังเกิดสังหรณ์ร้ายกรีดระงมอยู่ในใจ รีบดีดกาย
พุ่งออกไปทางด้านข้างตามสัญชาตญาณ
ฟู่ว!
เปลวไฟสายหนึ่งเฉียดผ่านร่างของมันไปเพียงองคุลีเดียว
อู่เจินใจหายวาบ หรือว่าในหมู่ศัตรู มีผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก
‘ประกายเงินบดบังดวงตา’ อยู่ด้วย
มันยังไม่ทันจะได้ขบคิดใคร่ครวญ แสงไฟอีกจุดหนึ่งพลันปะทุขึ้น
คราวนี้อู่เจินไม่ล่าถอยหลบเลี่ยง อักขระเทพปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ มัน
จี้ดรรชนีใส่เปลวไฟโดยไม่กลัวเกรง!
บึม!
มันรู้สึกว่าเปลวไฟร้อนลวกสายหนึ่งแล่นผ่านปลายนิ้ว เจาะทะลวง
เข้าไปร่างกายมันอย่างดุร้าย!
ซี๊ด อู่เจินสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ อักขระเทพเปล่งแสงเจิดจ้า
พลังเทพในกายพุ่งทะยานขึ้น มันพยายามรีดเค้นเปลวไฟมฤตยูสายนี้ออก
จากร่างอย่างสุดความสามารถ จากนั้นมันค่อยมองเห็นคู่ต่อสู้ของตนชัดตา
ผู้ที่ลงมือลอบจู่โจมกลับเป็นนกใหญ่ตัวหนึ่ง!
ในดรรชนีของอู่เจินอัดแน่นไปด้วยพลังของยันต์เทพยดาแห่งเทียน
หวน นกโง่ก็มิได้ปลอดโปร่งสบายเท่าใด ถึงกับกระแทกเท้าถอยหลังไป
หลายก้าว
เพียงไม่กี่ก้าวเหล่านี้ ดูผิวเผินคล้ายไม่มีสิ่งใดผิดแปลก แต่สำหรับนก
โง่ที่ปกติทระนงถือดีถึงที่สุด ไหนเลยจะสะกดกลั้นความเดือดดาลเอาไว้
ได้!
เหนี่ยวต้าเจี่ยเคยต้องเสื่อมเสียหน้าถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด!
นางกางปีกกว้าง ประหนึ่งว่าจะโผนทะยานขึ้น ท่ามกลางเสียงร้อง
แหลมใส เปลวไฟสีแดงเจิดจ้าพุ่งวาบออกจากปาก
อู่เจินสัญชาตญาณบอกถึงอันตรายของเปลวไฟสายนี้ มันไม่สนใจสิ่ง
ใดอีก รีบดีดกายล่าถอยอย่างไม่คิดชีวิต
นกโง่กระพือปีกเร็วขึ้น เปลวไฟพลันกระโจนเข้าหาอู่เจินราวกับมี
ชีวิต
เปลวไฟสายนี้รวดเร็วสุดเปรียบปาน พุ่งวาบเป็นทางยาวกลางอากาศ
รุกไล่ถึงตัวอู่เจินในชั่วพริบตาเดียว
อู่เจินสมแล้วที่เป็นยอดยุทธ์แถวหน้าของเทียนหวน มันยามคับขันไม่
แตกตื่นลนลาน สูดลมหายใจลึก อักขระเทพปรากฏขึ้น มันเงื้อมือขึ้นสูง
แล้วสับลงอย่างฉับพลันราวกับมีดเล่มหนึ่ง!
เปลวไฟที่จู่โจมเข้าถึงตัวถึงกับถูกผ่าแยกเป็นสองส่วน พุ่งเฉียดผ่าน
ร่างของมันออกไปทางสองฟากข้าง อู่เจินคลายใจลงเล็กน้อย มันแม้ไม่
ทราบว่านกประหลาดนี้เป็นสัตว์อสูรชนิดใด แต่มันร้ายกาจยิ่ง!
จากนั้นอู่เจิน ปลายหางตาคล้ายมองเห็นเปลวไฟสองสายที่ถูกผ่า
แยก พลันวกอ้อมเป็นวงโค้งสองสาย สุดท้ายถึงกับก่อตัวเป็นวงกลมวง
หนึ่ง!
มิหนำซ้ายังล้อมกักมันไว้ตรงใจกลาง!
นี่มัน… …
อู่เจินตกตะลึงพรึงเพริด มันยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาใด ทั้งร่างพลันแข็ง
ทื่อ!
มันถูกกักขังอยู่ในสนามพลังประหลาดขุมหนึ่ง!
ประกายเงินบดบังดวงตาในที่สุดจางหายไป จั่วม่อกลับมามองเห็น
ดังเดิม
แต่จั่วม่อไม่เคยต้องสิ้นท่าและทุลักทุเลถึงเพียงนี้มาก่อน มองดูเงา
หลังหลายสายที่กำลังถอยห่างออกไปอย่างเร็วรี่ ในใจบังเกิดเพลิงพิโรธลุก
ฮือโหม
เพียะ!
เจดีย์น้อยพลันปรากฏขึ้นในมือของจั่วม่อ
พลังเทพสุริยันอันเจิดจ้าบาดตาปกคลุมทั้งจั่วม่อและเจดีย์น้อย ราว
กับดวงอาทิตย์อันร้อนแรงดวงหนึ่ง
จั่วม่อสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พลังทั่วร่างปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน มัน
คล้ายกำลังเงื้อขวานใหญ่ที่หนักหน่วงยิ่งกว่าตัวมันเอง ร่างถึงกับเหวี่ยง
ตามไปด้วย!
จากนั้นหายใจออก รวมรั้งพลังจากทั่วร่าง ขว้างร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์
ของเจดีย์น้อยติดตามไปอย่างสุดแรงเกิด!
“บุตรอันประเสริฐ! ถึงตาเจ้าแสดงฝีมือแล้ว!”
ปกคลุมด้วยแสงสีทองของพลังเทพสุริยัน เจดีย์น้อยราวกับอุกกาบาต
สีทองเจิดจรัส แหวกฝ่าอากาศดังกึกก้อง พุ่งวาบเข้าหากลุ่มคนที่กำลังถอย
หนีราวกับสายฟ้าฟาด
“อี้อี้หย่าหย่า!”
เจดีย์น้อยทั่วร่างห่อหุ้มด้วยพลังเทพสุริยัน กอรปด้วยสภาวะยิ่งใหญ่
อหังการสุดเปรียบปาน ปลายแหลมของเจดีย์พุ่งตรงไปข้างหน้า ชายคา
อวบอ้วนกดแนบลำตัว ในปากเปล่งเสียงร้องที่ไม่อาจเข้าใจได้
การขว้างของจั่วม่อทรงพลังมากเสียจนแทบจะเหนือจินตนาการของ
ผู้คน อย่าได้ลืมเลือนว่าเมื่อครั้งกระโน้นมันฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวา
อันทรงพลัง หลังจากผ่านการขัดเกลาด้วยพลังเทพโบราณมานานปี ลำพัง
ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว เกรงว่าบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก
แล้ว
อู๋หรูได้ยินเสียงแหวกฝ่าอากาศดังสนั่นไล่หลังมันมา ต้องแตกตื่นจน
ขวัญหนีฝ่อ
คนผู้นี้เป็นหนึ่งในจ้าววงแหวนใต้สังกัดของจิ้นเสี่ยวอวี่ เป็นบุคคลอัน
เฉลียวฉลาดผู้หนึ่ง มันพอได้ยินเสียงสั่งการให้ล่าถอยของจิ้นเสี่ยวอวี่ต้าเห
ริน ก็ถอนตัวทันทีโดยไม่รีรอลังเล
มันแม้มีสภาพทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บบอบช้า ดังนั้นรู้สึก
เบาใจเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเสียงแหวกฝ่าอากาศไล่ติดตามมาทางด้านหลัง มันก็หัน
ขวับไปมอง เห็นลำแสงสว่างไสวสายหนึ่งพุ่งดิ่งเข้าหามัน
เร็วมาก!
อู๋หรูม่านตาหดแคบลงทันควัน เพียงชั่วกะพริบตาครั้งเดียว ลำแสงสี
ทองอันน่ากลัวก็จี้เข้ามาถึงตัว มันกระทั่งเวลาจะหลบหลีกยังไม่มี
มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา มือขวาฉกวูบดุจสายฟ้าแลบ อักขระเทพ
กลุ่มหนึ่งเปล่งแสงสว่างวาบ ห่อหุ้มแขวนขวาของมันทั้งแขน
กลุ่มแสงสีทองพุ่งใกล้เข้ามา อู๋หรูในที่สุดค่อยพบเห็นว่าภายในกลุ่ม
แสงสีทองเป็นสิ่งใด อดตะลึงงันไปชั่ววูบไม่ได้ นี่มัน… นี่มันอะไรกัน… …
อย่างไรก็ตาม มันมีปฏิกิริยารวดเร็ว พลันตวาดก้อง ต่อยหมัดใส่กลุ่ม
แสงสีทองอย่างหักโหม!
วู้ม!
ปราณหมัดที่ก่อตัวขึ้นจากอักขระเทพพวยพุ่งออกจากหมัด ตรงเข้า
รับหน้ากลุ่มแสงสีทองอย่างไม่หวั่นเกรง!
ชั่วพริบตาที่ทั้งสองกำลังจะปะทะกัน เจดีย์น้อยพลันตีลังกากลับหลัง
ตลบหนึ่ง
กลุ่มแสงสีทองเปลี่ยนทิศทางอย่างพิสดาร ถึงกับหลบพ้นจากปราณ
หมัด!
“เจดีย์ เจดีย์ กระบวนท่าเจดีย์พลิกหวน!”
สิ่งที่แปลกพิสดารยิ่งกว่าพลันอุบัติขึ้น ภายใต้ท่วงท่าตีลังกากลับหลัง
แสงสีทองที่ห่อหุ้มทั่วร่างเจดีย์น้อยเปล่งแสงแรงกล้า แสงสีทองกว้างใหญ่
กลับกลายเป็นขวานเทพสุริยันเล่มมหึมา!
ขวานเทพสุริยันฟันตรงใส่ใบหน้าอู๋หรูอย่างโหดเหี้ยม
อู๋หรูหน้าเผือดสี มันยังจะทำสิ่งใดได้อีก ได้แต่ยกแขนขวาขึ้นป้องกัน
ใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
บึม!
อักขระเทพบนแขนขวาเปล่งประกายวาบ จากนั้นโลหิตฉีดพุ่งเป็น
น้าพุ แขนขวาของมันขาดกระเด็นไม่รู้ทิศทาง อู๋หรูราวกับถูกหวดฟาดด้วย
ค้อนยักษ์ ร่างปลิวลิ่วไปดุจว่าวสายป่านขาด
น่าเสียดายที่อู๋หรูรับบาดเจ็บสาหัสเกินไป ไม่ทันได้เห็นว่าเจดีย์น้อย
หลังจากตัดแขนมันข้างหนึ่งก็พองตัวดุจลูกโป่ง ดวงตาเล็ก ๆ แทบจะถูก
ก้อนเนื้อโป่งพองกดทับจนมองไม่เห็น
“วู้ม!”
กลุ่มหมอกปริมาณมหาศาลพ่นพรวดออกมาจากปากของเจดีย์น้อย
ราวกับฝูงม้าป่าห้อตะบึง!
ผู้ใดสามารถคาดคิดได้ กระแสหมอกที่ไหลบ่าออกมาราวกับเขื่อน
แตกนี้ ถึงกับออกมาจากร่างเล็ก ๆ เพียงเท่านี้
เพียงชั่วพริบตาเดียว บริเวณโดยรอบก็กลับกลายเป็นทะเลหมอกอัน
แปลกประหลาด อย่าว่าแต่อู๋หรู กระทั่งจิ้นเสี่ยวอวี่ที่อยู่ไม่ไกลออกไปนัก
ยังถูกกลุ่มหมอกที่ไหลทะลักออกมานี้กลืนกินลงไปในบัดดล
ด้วยประการฉะนี้เอง กลุ่มหมอกมหาศาลที่เจดีย์น้อยสวาปามเข้าไป
ในห้องโถงหมอก ล้วนถูกพ่นออกมาหมดสิ้น
จั่วม่อทันทีที่ขว้างเจดีย์น้อยออกไป ก็เรียกทารกหมอกวิญญาณ
ออกมาด้วย
ภายในบริเวณที่ปกคลุมด้วยหมอกวิญญาณ ทารกหมอกวิญญาณก็
คือจอมราชันไร้พ่าย!
ทารกหมอกวิญญาณหัวร่อกระหึ่ม โบกมือวูบหนึ่ง ทันใดนั้นทะเล
หมอกหอบเอาอู๋หรูกับจิ้นเสี่ยวอวี่ที่อยู่ภายใน ไหลกลับมายังจั่วม่อในทันที
ทารกหมอกวิญญาณผู้ปรารถนาจะแสดงผลงานรู้สึกหัวใจร้อนวูบ
ยากนักที่จะมีโอกาสอันดีงามเช่นนี้ ร่างของมันเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
ทันใดนั้นยักษ์หมอกโบราณร่างมหึมาปานขุนเขายืนตระหง่านอยู่ใน
สายตาของผู้คน
“มนุษย์! จงสั่นสะท้านเสียเถอะ!”
ยักษ์หมอกแผดเสียงตวาดกัมปนาทดุจฟ้าคำรน ผู้คนถึงกับสั่น
สะท้าน
ชั่วพริบตานี้ กระทั่งจงเต๋อผู้มีสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก มองขึ้นไปยัง
ร่างใหญ่โตมโหฬารอย่างน่าตระหนกของยักษ์หมอก ยังถึงกับหางตา
กระตุก
ในมือของคนผู้นี้ ถึงกับเลี้ยงดูตัวประหลาดเช่นนี้เอาไว้ด้วย!
จิ้นเสี่ยวอวี่หยั่งทราบถึงวิกฤตการณ์ร้ายแรง ไม่กล้ารีรอลังเลแม้แต่
ชั่ววูบ มันทอดถอนใจคำหนึ่ง เพียะ อักขระเทพบนแผ่นอกปริแตกออก
พลังเทพอันบ้าคลั่งไหลบ่าไปทั่วร่าง ประสาทสัมผัสทั้งหกพลันเฉียบคมขึ้น
หลายเท่า มันค้นพบตำแหน่งของอู๋หรูผู้บาดเจ็บปางตายในทันที
ซู่ว!
ร่างของมันหายวับไป แทบจะในเวลาเดียวกันพลันปรากฏขึ้น
ด้านข้างอู๋หรู มันคว้าร่างอู๋หรูที่แทบจะหมดสติอยู่รอมร่อ ร่างขยับวูบวาบ
ไม่กี่ครั้ง ก็หายตัวไปโดยไร้ร่องรอย
ยักษ์หมอกที่ตระเตรียมจะจู่โจมอวดศักดา ถึงกับตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
เป็ดที่ต้มสุกกลับบินหนีไปเสียแล้ว!
จั่วม่อกับพวกไหนเลยจะปล่อยให้ศัตรูหลบหนีไปต่อหน้าต่อตา
ตระเตรียมเปิดฉากไล่ล่าสังหารขนานใหญ่ ทันใดนั้นจงเต๋อตวาดเตือน
“รีบด่วน ไปยังคุกภูตโลกันตร์!”
จั่วม่อสติแจ่มใสขึ้นมาทันที ตวาดสั่งการอย่างเฉียบขาด “อากุ่ยมากับ
ข้า คนอื่น ๆ ให้คุ้มกันแม่ทัพจง! นกโง่ อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้!”
จากนั้นหันไปคว้าตัวซือเพ่ย “เจ้ารีบบอกทาง!”
ซือเพ่ยก็คล้ายจะหลอมสร้างจากเหล็กไหลเช่นเดียวกันกับจงเต๋อ มัน
แม้รับบาดเจ็บไม่เบา แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่งไร้อารมณ์ พอฟังคำจั่วม่อ ก็ชี้
ไปยังทิศทางหนึ่ง กล่าวว่า “ทางนี้!”
จั่วม่อและอากุ่ยทะยานขึ้นกลางอากาศ เหินดิ่งไปยังทิศทางที่ซือเพ่ย
ชี้บอกด้วยความเร็วสูงสุด
หากพวกมันสามารถคร่ากุมหลีเซียนเอ๋อร์ ก็เท่ากับคร่ากุมจุดตาย
ของเทียนหวน!
จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข อารมณ์กลัดกลุ้มรำคาญใจหายวับไปทันที
โอกาสที่จะได้ล่วงลึกเข้ามาในแดนหวงห้ามของซีเซวียน และศึกษาดู
อย่างใกล้ชิดด้วยสายตาตัวเอง มิใช่สามารถพบพานได้โดยง่าย
หลีเซียนเอ๋อร์ล่วงรู้เรื่องราวของคุกภูตโลกันตร์อยู่บ้าง
เมื่อครั้งที่ซีเซวียนค้นพบสถานที่แห่งนี้ มันเต็มไปด้วยวิญญาณภูตสุด
แสนอันตราย อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยตำแหน่งยุทธศาสตร์ของดินแดนที่
เหล่าวิญญาณภูตลมสีแดงเพลิงโผพุ่งจากหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง ทะยาน
ขึ้นกลางอากาศ
มองจากที่ห่างไกล พวกมันดูคล้ายกับสายน้าตกสีแดงฉานที่ไหล
ย้อนกลับ
ในบรรดาวิญญาณภูตลมสีแดงเพลิงที่โผพุ่งออกมาจากหุบเหว
บางครั้งจะมีวิญญาณภูตที่ยังไม่แก่กล้าพอหนึ่งหรือสองตัวติดออกมาด้วย
วิญญาณภูตเหล่านี้พอออกมา จะถูกอาคมหวงห้ามบดขยี้เป็นผุยผง
หลีเซียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น วิญญาณภูต
เหล่านี้อ่อนแอเกินไป เป็นสาเหตุที่พวกมันไฉนถูกอาคมหวงห้ามทำลายลง
ไปได้ วิชาความรู้ในศาสตร์แห่งค่ายกลของนางสูงล้ายิ่ง เพียงมองปราด
เดียวก็ทราบ ขบวนค่ายกลยันต์เหล่านี้มิเพียงมีพลังจำกัด พวกมันยัง
เก่าแก่โบราณเกินไป ขาดการบำรุงรักษาที่ดี พลังของค่ายกลลดน้อยลงไป
มาก
นางหลับตานิ่งเงียบ จมอยู่กับความคิด เฝ้ารอเวลาให้ภารกิจเริ่มต้น
ขึ้น
ทันใดนั้นเอง อักขระเทพบนหน้าผากของนางเปล่งประกายวาบ สุ้ม
เสียงร้อนรนของหมี่วูดังขึ้นอย่างกะทันหัน “เซียนเอ๋อร์ รีบหนีเร็ว! นี่เป็น
กับดัก!”
หลีเซียนเอ๋อร์ลืมตาคู่งามอย่างฉับพลัน
ปานเซี่ยรู้สึกผิดปกติ รีบลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก “คุณหนูหลี มี
เรื่องอันใด?”
หลีเซียนเอ๋อร์คล้ายไม่ได้ยินมัน อักขระเทพในกายนางพลันเปล่งแสง
เจิดจรัส พลังสภาวะอันยิ่งใหญ่ไพศาลพลุ่งพล่านขึ้น ราวกับห้วงสมุทรที่
หลุดออกจากการจองจำ!
โดยไม่ลังเล นางเปิดใช้งานอาคมหวงห้ามซึ่งผู้อาวุโสสูงสุดฝังไว้ใน
ร่างนางด้วยตัวเอง!
หลีเซียนเอ๋อร์คือว่าที่เจ้าสำนักเทียนหวนในอนาคต เมื่อคำนึงถึง
ความปลอดภัยของนาง ผู้อาวุโสสูงสุดจัดวางอาคมหวงห้ามคุ้มกายไว้ใน
ร่างนาง ทั้งยังบอกเคล็ดวิชาเทพที่ใช้สำหรับเปิดใช้งานอาคมหวงห้ามชุดนี้
นี่เท่ากับเพิ่มหลักประกันอันแข็งแกร่งให้กับนาง
วิญญาณภูตลมในบริเวณโดยรอบ คล้ายถูกพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง
กวาดซัดออกไป พลังเทพที่ถูกสะกดเอาไว้เริ่มโคจรหมุนเวียน พลังที่
คุ้นเคยกลับคืนสู่ร่างของนางในบัดดล
มองดูปานเซี่ยซึ่งยืนตะลึงงันอยู่เบื้องหน้า หลีเซียนเอ๋อร์ดวงตาทอ
ประกายฆ่าฟัน อักขระเทพตัวหนึ่งหายวับไปจากที่
ฟุ่บ!
? ยินดีที่ได้พบเจ้าที่นี่!”
สุ้มเสียงคุ้นหูดังมาจากประตู
หลีเซียนเอ๋อร์พอเห็นหน้าผู้มาชัดเจน ม่านตาพลันหดแคบลง
“จั่วม่อ!”
บนยอดเขา กู่เหลียงเตานั่งอยู่เพียงลำพัง เหม่อมองไปในระยะไกล
อย่างซึมเซา
“ท่านคิดอะไร?”
สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นที่เบื้องหลัง เห็นเซี่ยวเดินเนิบนาบเข้ามา ในดวงตา
ทอแววห่วงกังวล มันไฉนเลยจะไม่ทราบได้ สำหรับกู่เหลียงเตาแล้วการ
ตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องยากเพียงใด
“ข้าก็ไม่รู้” กู่เหลียงเตาสั่นศีรษะ สุ้มเสียงแหบพร่าอยู่บ้าง “เซี่ยว เจ้า
เห็นว่าอย่างไร?”
“ไม่ว่าท่านจะเลือกอย่างไร” เซี่ยวยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ต่อให้ท่าน
ต้องการทำลายซีเซวียน ข้าก็ไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ขอเพียงท่านเบิกบานใจก็
พอ”
กู่เหลียงเตาดวงตาฟื้นสติสัมปชัญญะเล็กน้อย หัวร่อออกมา “ข้าจะ
ทำลายซีเซวียนไปเพื่ออะไร?”
“เช่นนั้นการรับช่วงซีเซวียน ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ” เซี่ยวกล่าว
ด้วยสีหน้าปลอดโปร่ง “อย่าได้กดดันตัวเองมากเกินไป ท่านหาใช่วีรบุรุษผู้
กอบกู้ไม่ ซีเซวียนมีชะตากรรมที่ต้องดับสูญ ต่อให้ท่านรับปากจงเต๋อ พอ
ถึงเวลาก็จะไม่มีซีเซวียนหลงเหลืออยู่อีก มีก็แต่กู่เหลียงเตา”
กู่เหลียงเตาสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความ
งุนงงสงสัย “จงเต๋อไฉนเลือกข้า
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้” เซี่ยวแบมือ กล่าวอย่างอับจนปัญญา “ท่านก็ทราบ
ด้วยศักดิ์ฐานะเสมียนชั้นต่าในซีเซวียนของข้า จะไปล่วงรู้เรื่องความลับ
ระดับสูงเหล่านั้นได้อย่างไร”
กู่เหลียงเตาหัวร่องอหาย รอจนชั่วครู่ให้หลังค่อยสงบลง ฟื้นฟู
สติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ “ข้าหารือกับซวงอวี่มาแล้ว มันอยู่ในม่ออวิ๋น
ไห่ บอกว่าแม่นางน้อยกำลังจะเปิดฉากตอบโต้ครั้งมโหฬาร”
“ม่ออวิ๋นไห่ไม่ใช่พวกที่จะยอมกล้ากลืนฝืนทนอยู่แล้ว” เซี่ยวกล่าว
อย่างยิ้มแย้ม “คนเหล่านี้ไม่มีผู้ใดใจดีมีเมตตา อ้อ แล้วซวงอวี่เห็นว่า
อย่างไรกับข้อเสนอของจงเต๋อ
“มันก็เหมือนกับเจ้า” กู่เหลียงเตายิ้มละไม ดวงตาทอแววอุ่นระอุ
“สมควรเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว” เซี่ยวกล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “กาลก่อน
เราเป็นเพียงตัวละครเล็ก ๆ เท่านั้น ซีเซวียนเกี่ยวข้องใดกับเรา ท่านไย
ต้องคิดมากไป?
?”
?” กู่เหลียงเตาถึงเงียบงันงันไปชั่วขณะ จากนั้นหัวร่อ
เสียงดังกระหึ่ม “ข้าไหนเลยมีขีดความสามารถช่วงชิงแผ่นดิน สิ่งที่ข้า
ปรารถนา ขอเพียงไม่ผิดต่อต่อพวกเจ้า เหล่าพี่น้องที่ติดตามข้าเท่านั้น”
“ทุกคนล้วนทราบแก่ใจดี” เซี่ยวปลอบโยนกู่เหลียงเตา “ครอบครัว
ของทุกคนล้วนเดินทางมาถึงแล้ว เรื่องนี้เราเป็นหนี้จงเต๋อ หากท่านไม่คิด
รับข้อเสนอ เราค่อยคิดหาวิธีชดใช้หนี้สินให้แก่จงเต๋อทีหลังก็แล้วกัน”
“จงเต๋อตั้งใจจะยกดินแดนหนึ่งในสามของซีเซวียน ส่วนที่อยู่ติดกับ
เทียนหวนให้แก่พี่จั่ว เพื่อให้พวกมันต้านทานเทียนหวนแทนเรา” กู่เหลียง
เตาสีหน้ากลับเป็นเคร่งเครียดจริงจัง “และดินแดนส่วนที่เหลืออีกห้าร้อย
กว่าอาณาจักรจะมอบให้แก่เรา มันยังจะช่วยเรากวาดล้างอุปสรรคทั้ง
มวล”
“ห้าร้อยอาณาจักร!” เซี่ยวสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ สีหน้า
กลายเป็นหนักอึ้งขึ้นมาทันที
“เราสามารถรับไว้ได้หรือไม่?” กู่เหลียงเตามองดูเซี่ยว เซี่ยวเป็น
พ่อบ้านใหญ่ของมัน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องกำลังทรัพย์ของพวกมันดีไปกว่า
เซี่ยวอีกแล้ว
“ไม่มีทาง” เซี่ยวสั่นศีรษะพลางฝืนยิ้มขมขื่น “รากฐานของพวกเรา
ยังตื้นเขินเกินไป ห้าร้อยอาณาจักร เราไม่มีกำลังคนมากพอ”
เซี่ยวทำท่านับนิ้วมือ “พวกเราล่วงรู้สภาพการณ์ของเทียนหวนดี การ
ดูแลจัดการในทุกระดับชั้น โดยทั่วไปแล้วถูกตระกูลเหล่านั้นผูกขาดเอาไว้
จงเต๋อแน่นอนว่าต้องกำจัดพวกมันจนสิ้นซาก เท่ากับว่ากลไกการทำงาน
ของซีเซวียนจะกลายเป็นว่างเปล่าทันที เราอาจเลื่อนชั้นผู้คนจากด้านล่าง
ขึ้นมาแทนที่ แต่ซีเซวียนฟอนเฟะมานานปี คิดจัดตั้งกลไกการทำงานทุก
ส่วนขึ้นมาใหม่ หาใช่เรื่องง่ายดายไม่”
จากนั้นเซี่ยวถอนใจเบา ๆ “กล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าอดนับถือเลื่อมใสเสี่ยว
ม่อเกอจนหมดใจไม่ได้ มันถึงกับเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการขยายตัวมา
ตั้งแต่แรก ในขบวนของพวกมันแม้ไม่มีผู้ใดเด่นล้าเป็นพิเศษ แต่กลับมี
ผู้ดูแลเรื่องราวระดับกลางจำนวนมาก ในเวลาเช่นนี้ นับว่ามีประโยชน์
อย่างที่สุด”
“นั่นเป็นสัตว์ประหลาดฝูงหนึ่ง” กู่เหลียงเตาสั่นศีรษะพลางฝืนยิ้ม
จากนั้นเปลี่ยนเป็นถามว่า “เราสามารถรับได้มากที่สุดเป็นจำนวนเท่าใด?”
“อาศัยกำลังของเราเอง เกรงว่าไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบอาณาจักร!”
เซี่ยวระบุจำนวนอย่างมั่นใจ “นี่ยังต้องบอกว่า เพียงเพราะพี่ใหญ่ยังคงมี
ชื่อเสียงดีงามอยู่ในซีเซวียน สามารถดึงดูดผู้คนจำนวนมากมาเข้าร่วม
อย่างไรก็ตาม หากเพิ่มการหนุนเสริมของจงเต๋อเข้าไปด้วย ก็ไม่แน่ว่าจะ
เป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าทิ้งระเบิดลูกโตที่ไม่รู้ว่าจะปะทุ
ขึ้นเมื่อใดเอาไว้เบื้องหลังด้วย”
กู่เหลียงเตาฝืนยิ้มเจื่อนขม แต่ดวงตาทอประกายด้วยความคิดต่อสู้
ฝ่ายหนึ่งคือตัวตนระดับสูงสุดของวิชาศาสตร์อสูรดั้งเดิม อีกฝ่ายหนึ่ง
เป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่ฝึกปรือพลังเทพ
เมื่อเพิ่มการแทรกแซงของคุนหลุนเข้ามาด้วย การปะทะของทั้งสอง
ฝ่ายก็ยิ่งดุเดือดรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ
ไม่ว่าผู้ใดก็ทราบ ศึกภายในครั้งนี้ไม่มีทางยุติได้ด้วยสันติวิธี การ
ขัดแย้งอันรุนแรงยังคงปะทุขึ้นอย่างไม่ขาดสาย จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตาย
ของทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่ามากมายอย่างน่าใจหาย
นอกจากนี้ยังมีการปะทะกันในทางลับระหว่างบรรดายอดยุทธ์ การ
ต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในด้านใดด้านหนึ่งอีกต่อไป
เหล่าสมุนบริวารเผยสีหน้าเข้าใจกระจ่าง ที่แท้ฉากหลังของเหล่าต้าก็
คือผู้อาวุโสหมิงเยวี่ยเยี่ย!
?
? วันๆ พวกเราเพียงแต่กิน แล้วก็นอน
นอน แล้วก็ตื่นมากิน!”
“ข้าปิดด่านฝึกตนมาโดยตลอด”
ทุกคนของ ‘เพลิงทมิฬ’ ไม่ว่าเบื้องสูงเบื้องต่า ล้วนทำสีหน้าราวกับ
บอกว่า ‘ข้ารู้แล้ว’ ‘พวกเราเข้าใจแล้ว’
“อะแฮ่ม!” โหยวฉินเลี่ยสีหน้าทอแววอำมหิต ไร้ซึ่งความปราณี “พวก
เราทำงานได้ดี เบื้องบนพึงพอใจยิ่ง หลังจากนี้พวกเจ้าต้องทำให้ดีกว่า
เดิม”
ทุกผู้คนปลาบปลื้มยินดียิ่ง พวกมันในที่สุดก็ได้ชุบตัวใหม่
ซึ่งความจริงฉวยโอกาสจากเหตุวุ่นวาย โหยวฉินเลี่ยและหมิงเยวี่ย
เยี่ยเพาะสร้างสายสัมพันธ์ขึ้นมาจริง ๆ
ศึกภายในระหว่างสภาผู้อาวุโสและหมิงเยวี่ยเยี่ยลุกลามมาถึงเขต
ปกครองของโหยวฉินเลี่ยเช่นกัน มันตระหนักทันทีว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้ง
เดียวในชีวิต โหยวฉินเลี่ยสละดินแดนของตน เลือกยืนอยู่ฝ่ายของหมิง
เยวี่ยเยี่ยโดยไม่รีรอลังเล
บุรุษหนุ่มผู้มีฝีมืออันเผ็ดร้อนเช่นโหยวฉินเลี่ย เป็นที่ถูกตาต้องใจของ
เบื้องบนในทันที
นี่เป็นลักษณะพิเศษในขุมกำลังของหมิงเยวี่ยเยี่ย พวกมันชื่นชอบ
อัจฉริยะที่อายุน้อย เนื่องเพราะพวกมันส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มอัจฉริยะอายุ
เยาว์เช่นกัน โหยวฉินเลี่ยยังอายุไม่มากนัก แต่กลับครอบครองดินแดนอัน
ใหญ่โตไม่น้อย ความสามารถของมันย่อมสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ผนวก
กับเรื่องที่ว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ขุมกำลังของหมิงเยวี่ยเยี่ยกำลังพยายาม
รวบรวมผู้มีความสามารถจากทุกฝ่าย โหยวฉินเลี่ยพอเข้าสวามิภักดิ์ ก็ถูก
แต่งตั้งเป็นผู้ดูแลที่มีอำนาจสูงสุดในภูมิภาคนี้ทันที
โหยวฉินเลี่ยก็ไม่ทำให้พวกมันผิดหวัง เริ่มกวาดล้างอิทธิพลของสภา
ผู้อาวุโสในภูมิภาคที่มันดูแลในบัดดล อาศัยประสบการณ์จากโลกมืด โหยว
ฉินเลี่ยเฉียบขาดดุดัน เชี่ยวชาญการฆ่าฟัน ในเวลานี้มันคล้ายมีดแหลมคม
ที่เหมาะมือเล่มหนึ่ง ใช้งานสะดวกสบายยิ่ง
ในขณะเดียวกัน ผูเยาย่องเงียบเข้าไปในคุกสิบนิ้ว ลอบปลอมแปลง
รายงานการสืบสวนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับโหยวฉินเลี่ย นับว่าไร้
ช่องว่างรอยโหว่อย่างแท้จริง
ใต้หล้ากำลังอยู่ในห้วงกลียุค อสูรมากมายพากันหวาดวิตก หลายคน
ยังเข้าใจว่าศึกภายในครั้งนี้จะดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน กระทั่งอาจเป็น
ต้นเหตุให้เผ่าอสูรเกิดสงครามกลางเมือง
ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิด ศึกภายในนี้จะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วเกินเชื่อ!
ฝีมืออันเผ็ดร้อนของหมิงเยวี่ยเยี่ยนับว่าเหนือล้ากว่าอีกฝ่ายขั้นหนึ่ง
ยามที่ผู้คนไม่ทันได้คิด นางพลันสำแดงฝีมืออีกครั้ง
ขณะที่ทุกผู้คนเฝ้าจดจ่ออยู่กับศึกภายในของเผ่าอสูร กองทัพมู่ซีก็
เริ่มเปิดฉากตอบโต้คุนหลุนอย่างเงียบเชียบ!
มิผิด คุนหลุน จอมราชันแห่งใต้หล้า คุนหลุน!
ด้วยสภาวะปานผ่ากระบอกไม้ไผ่ กองทัพมู่ซีบุกจู่โจมอย่างต่อเนื่อง
ช่วงชิงอาณาจักรที่ถูกคุนหลุนยึดครองกลับคืนมารวดเดียว เจ็ดอาณาจักร!
ฝ่ายกองทัพตกตะลึงพรึงเพริด ทั่วแดนอสูรตกตะลึงพรึงเพริด สภาผู้
อาวุโสตกตะลึงพรึงเพริด ทั่วหล้าล้วนตกตะลึงพรึงเพริด!
นั่นคือคุนหลุน!
หมิงเยวี่ยเยี่ยนางนี้นับว่าขวัญบังอาจเทียมฟ้า ถึงกับกล้าเปิดฉาก
โจมตีคุนหลุน! นางใช้วิธีการเหยียบย่าคุนหลุน เพื่อแสดงความมุ่งมั่นแน่ว
แน่ที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ของนาง
สิ่งที่ผู้คนไม่อาจเข้าใจได้มากที่สุด คือหมิงเยวี่ยเยี่ยกลับทำสำเร็จจริง
ๆ!
เมื่อข่าวการศึกครั้งนี้ถูกส่งกลับไปยังแดนอสูร ทุกผู้คนคล้ายคลุ้มคลั่ง
ไปแล้ว! หมิงเยวี่ยเยี่ยผู้ช่วงชิงดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมา ชื่อเสียงของ
นางทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุดในชั่วพริบตา นางไม่เพียงเป็นที่รักใคร่เทิดทูน
ของผู้คนชาวอสูรทั้งมวล กระทั่งบรรดาตระกูลสูงศักดิ์ซึ่งเดิมทีถือหางข้าง
สภาผู้อาวุโส ยังเริ่มเอนเอียงมาทางนาง!
เผ่าอสูรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวและเข้มแข็งทรงอำนาจ นอกเหนือจาก
สภาผู้อาวุโสแล้ว นับว่าสอดคล้องกับผลประโยชน์ของทุกฝ่าย!
สภาพการณ์คล้ายโน้มเอนไปทางด้านของหมิงเยวี่ยเยี่ยแต่เพียงฝ่าย
เดียว
เผชิญกับหมิงเยวี่ยเยี่ยซึ่งเพิ่งทำศึกประสบชัย สภาผู้อาวุโส
เปลี่ยนเป็นซุกหัวหดหาง ในเวลาเช่นนี้ การขัดแย้งกับหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่าง
ซึ่งหน้า เรียกได้ว่าไม่ฉลาดเป็นอย่างยิ่ง
พวกมันยังทราบดี ว่าอีกไม่นานหมิงเยวี่ยเยี่ยจะต้องเผชิญกับโทสะ
ของคุนหลุน!
คุนหลุนทั้งเบื้องสูงเบื้องต่าล้วนเดือดดาลทะยานฟ้า!
เคยมีผู้ที่กล้าเปิดฉากโจมตีคุนหลุนตั้งแต่เมื่อใด!
ผู้ที่หยามศักดิ์ศรีแห่งจอมราชัน อภัยให้ไม่ได้!
คุนหลุนไม่รีรอลังเล มู่เซวียน ยอดแม่ทัพลำดับแปดในทำเนียบสิบ
ยอดแม่ทัพ พลันเคลื่อนทัพในบัดดล นำกองทัพหกขบวนจ่อคุกคามใส่
ชายแดนของเผ่าอสูรอย่างเกรี้ยวกราดดุดัน
สงครามใหญ่กำลังจะอุบัติขึ้น!
สงครามครั้งใหญ่ระหว่างคุนหลุนกับเผ่าอสูร ดึงดูดสายตาจากทั่ว
หล้า
ทุกผู้คนใคร่ชมดู ว่าคุนหลุนผู้เป็นจอมราชันแห่งใต้หล้า จะทวงถาม
ศักดิ์ศรีของพวกมันกลับคืนมาได้อย่างไร อีกทั้งยังต้องการชมดูว่าหมิง
เยวี่ยเยี่ยผู้ถูกขนานนามว่า ‘สตรีที่ร้ายกาจที่สุด’ จะตอบโต้เช่นไร
คุนหลุนทำสงครามเพื่อรักษาหน้า หมิงเยวี่ยเยี่ยต้องการชัยชนะอีก
ครั้ง เพื่อที่จะได้รับการสนับสนุนจากชาวอสูรทั้งมวล หากว่านางพ่ายแพ้
นางจะกลายเป็นคนบาปที่เริ่มสงคราม ชื่อเสียงของนางจะตกต่าลงถึงที่สุด
สถานการณ์ระหว่างนางและสภาผู้อาวุโสจะพลิกกลับตาลปัตรทันที นาง
จะถูกทำลายล้าง ผู้คนจะทวงถามความรับผิดชอบจากนาง แต่หากนางได้
ชัย หมิงเยวี่ยเยี่ยเชื่อมั่นว่าสภาผู้อาวุโสจะไม่มีโอกาสพลิกฟื้นอีกต่อไป
ทั้งสองฝ่ายล้วนต้องการชัยชนะ!
ศึกนี้มีชะตากรรมที่จะกลายเป็นสงครามใหญ่อันดุเดือดเลือดพล่าน!
จั่วม่อเผชิญหน้าหลีเซียนเอ๋อร์อย่างเฉื่อยชา
“นึกไม่ถึงว่าจะได้พบจั่วเซียนเซิงในสถานที่เยี่ยงนี้ สหายเก่าพบหน้า
นับเป็นที่น่ายินดีน่าอวยพร” หลีเซียนเอ๋อร์กล่าวอย่างยิ้มแย้ม ไม่มีทีท่า
หวาดวิตกแม้แต่น้อย
“มิผิด มิผิด!” จั่วม่อเผยรอยยิ้มกว้างขวาง กวาดตามองหลีเซียนเอ๋อร์
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ราวกับมองดูจิงสือกองหนึ่ง ไม่ ไม่ถูกต้อง เป็นภูเขาจิง
สือกองหนึ่งต่างหาก
“คราวที่แล้วอยู่ในแดนปิศาจ ได้แต่ชมดูจั่วเซียนเซิงสำแดงฝีมือแต่
ไกล น่าเสียดายที่ไม่อาจขอคำชี้แนะด้วยตัวเอง วันนี้มีวาสนาได้พบพาน มิ
สู้ให้ผู้น้องได้รับทราบฝีมือพี่จั่วสักคราเป็นไร” หลีเซียนเอ๋อร์สีหน้าเต็มไป
ด้วยความฮึกหาญทะยานฟ้า
“คิดต่อสู้?
หลีเซียนเอ๋อร์ลอบก่นด่าอย่างขุ่นแค้น นางเดิมทีคิดใช้วาจาบีบบังคับ
จั่วม่อ เพื่อที่จะช่วงชิงโอกาสต่อสู้ตัวต่อตัว ว่ากันโดยทั่วไปแล้วต่อหน้า
สตรี ยิ่งเป็นสตรีที่งดงาม ยังจะมีบุรุษใดยินดีเสื่อมเสียหน้า ใช้จำนวนคน
มากกว่าเข้ากลุ้มรุมนาง?
ตัวบัดซบนี้นับเป็นคนแรกที่นางเคยพบพาน!
หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว หลีเซียนเอ๋อร์มีความเชื่อมั่นในการรับมือ
จั่วม่ออยู่บ้าง นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่นางจะสามารถพลิก
สถานการณ์
ในใต้หล้า แต่หัวใจหลักที่แท้จริงของม่ออวิ๋นไห่กลับมีเพียงคนเดียว นั่นก็
คือจั่วม่อ
เทียนหวนระดมกำลังความคิดมากมาย เฝ้ามองหาโอกาสที่จะสังหาร
จั่วม่อโดยไม่เลือกวิธีที่ใช้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้แทบจะ
เป็นไปไม่ได้ หากไม่นับว่ามียอดยุทธ์นับไม่ถ้วนคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา
ลำพังพลังฝีมือของจั่วม่อเองก็ลึกล้าสุดจะหยั่ง ในแดนซิวเจ่อคนผู้เดียวที่
อาจบรรลุถึงระดับนี้ได้ นอกเหนือจากจั่วม่อ เกรงว่าจะมีเพียงหลินเชียน
แห่งคุนหลุนเท่านั้น
แต่จู่ ๆ โอกาสเช่นนี้กลับปรากฏขึ้นตรงหน้านาง!
นี่มิใช่ฟ้าประทานให้จะเป็นอะไร?
หลีเซียนเอ๋อร์จิตใจฮึกเหิม จิตวิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่าน ดวงตาคู่
งามทอประกายเด็ดเดี่ยวอย่างแรงกล้า
นอกเหนือจากอาคมหวงห้ามของผู้อาวุโสสูงสุด นางยังมีของวิเศษที่
สามารถกำหนดผลแพ้ชนะของการต่อสู้ …กระสวยหญิงทอผ้า!
ยุทธภัณฑ์เทพเพียงหนึ่งเดียวของเทียนหวน!
หลีเซียนเอ๋อร์เร่งเร้าพลังเทพภายในร่างอย่างเกรี้ยวกราด ผิวนวล
เนียนที่มองเห็นได้จากภายนอกพลันปรากฏอักขระเทพผุดขึ้นไม่ขาดสาย
ราวกับมวลบุปผาบานสะพรั่ง ชุดเกราะสงครามสีชมพูอันวิจิตรพิสดารชุด
หนึ่งปรากฏขึ้นบนร่างนาง แผ่นเกล็ดสีชมพูซ้อนทับเป็นชั้น ๆ ประหนึ่ง
กลีบบุปผาสีชมพูอันซับซ้อน ผู้ใดจะคาดคิดไปถึง ชุดเกราะสงครามอัน
งดงาม บอบบาง และน่าทะนุถนอมอยู่บ้างนี้ กลับเป็นยุทธภัณฑ์เทพที่
แข็งแกร่งที่สุดของเทียนหวน นามว่า ‘กระสวยหญิงทอผ้า’
แต่ในสายตาของจั่วม่อ หลีเซียนเอ๋อร์ไม่ได้บอบบางน่าทะนุถนอม
แม้แต่น้อย!
พลังเทพที่เดือดพล่านออกมาจากร่างนาง บันดาลให้หลีเซียนเอ๋อร์ดู
ประหนึ่งวังวนอันเกรี้ยวกราดขุมหนึ่ง จั่วม่อที่กำลังโถมจู่โจมต้องหยุดยั้ง
ลงอย่างกะทันหัน หากมันยังคงโถมจู่โจมเข้าไปตามเดิม จะถูกดึงเข้าไปใน
วังวนพลังเทพของนางในทันที
หากกล่าวถึงพลังอำนาจของวังวนพลังเทพ จั่วม่อสมควรล่วงรู้ดีกว่า
ผู้ใด อันที่จริงบนฝ่ามือขวาของมันก็มีวังวนเล็กๆ ขุมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม วัง
วนพลังงานที่มาจากหลีเซียนเอ๋อร์รุนแรงพอที่จะฉีกร่างมันออกเป็นชิ้น
เล็กชิ้นน้อย
สมแล้วที่เป็นยอดยุทธ์แห่งเทียนหวน!
ชั่วพริบตาที่จั่วม่อดีดกายล่าถอย กลับได้ยินเสียง ‘กิ๊ง’ ดังก้องอยู่ในหู
เห็นแผ่นเกราะที่ดูบอบบางน่าถนอมบนชุดเกราะของหลีเซียนเอ๋อร์
ตั้งชันขึ้นทั้งร่าง ทันใดนั้นพลังสภาวะอันแกร่งกร้าวระเบิดวาบออกมาทุก
ทิศทาง ประดุจพายุหมุนที่สูญเสียการควบคุม!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย มันตอบสนองทันควัน บนฝ่ามือขวา
เรืองแสงสีทอง ขวานเล่มน้อยพลันปรากฏขึ้นในมือ มันกู่คำรามดังสนั่น
ขวานน้อยเหินลิ่วไปยังหลีเซียนเอ๋อร์อย่างดุร้าย
จั่วม่อไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าแม้แต่เสี้ยววินาที หนามเทพสุริยัน
สามเล่มพุ่งเลียดไปตามพื้นอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งอสรพิษอัน
ประเปรียว เลื้อยปราดเข้าหาหลีเซียนเอ๋อร์อย่างลี้ลับ
หลีเซียนเอ๋อร์พลิกฝ่ามือวูบ ลำแสงสีชมพูสายหนึ่งกระแทกใส่ขวาน
เทพสุริยันอย่างแม่นยำ ขวานเทพสุริยันเล่มน้อยคล้ายแข็งค้างอยู่กลาง
อากาศ
เท้าที่หุ้มเกราะสีชมพูของนางขยับพลิ้วอย่างว่องไว ระลอกคลื่นสี
ชมพูกวาดวาบออกไป เพียะ เพียะ เพียะ หนามเทพสุริยันทั้งสามถูกบดขยี้
เป็นผุยผงในพริบตา
ตลอดกระบวนการทั้งหมด นางไม่ได้เหลือบแลจั่วม่อแม้แต่แวบเดียว
เนื่องเพราะนางมีศัตรูที่ตึงมือยิ่งกว่า
เพียะ เพียะ เพียะ!
เสียงปะทะดังระรัวเหนือศีรษะนาง หลีเซียนเอ๋อร์ประหนึ่งกลุ่มควันสี
ชมพูอมแดงอันพร่ามัว อากุ่ยดุจเงาภูตพราย บัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยววูบ
หาย สตรีทั้งสองประมือกันอย่างเร่งร้อนด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่น
สะท้านใจ
จั่วม่ออัศจรรย์ใจยิ่ง มันล่วงรู้ว่าในฐานะจ้าวบัลลังก์ลำดับแรกแห่ง
เทียนหวน หลีเซียนเอ๋อร์ย่อมต้องฝีมือกล้าแข็ง คนผู้เดียวที่เหนือล้ากว่า
นางในเทียนหวน มีเพียงผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลังจาก
รับทราบฝีมือของนางด้วยตัวเอง ค่อยพบว่าหลีเซียนเอ๋อร์ยังแข็งแกร่งกว่า
ที่มันคาดคิดเอาไว้มาก!
เทียบกับคนที่มันประมือด้วยเมื่อครู่ นางถึงกับแข็งแกร่งกว่ามาก!
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก จิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชนราวกับเพลิงโหม
ไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้มันต้องคร่ากุมหลีเซียนเอ๋อร์ให้จงได้! มีเพียงจับตัว
หลีเซียนเอ๋อร์เอาไว้ กระบวนท่าตามหลังของมันทั้งหมดจึงสามารถ
ดำเนินการได้
จั่วม่อไม่ลังเลอีกต่อไป สืบเท้าขึ้นหน้าในบัดดล!
หลีเซียนเอ๋อร์ก็อัศจรรย์ใจไม่แพ้กัน คู่ต่อสู้ทั้งสองนี้กลับไม่ได้รับ
ผลกระทบจากวิญญาณภูต!
สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือจั่วม่อและอากุ่ยเคยติดอยู่ในสนามรบปิดผนึกล้าง
เผ่าพันธุ์เป็นเวลานาน พวกมันพัฒนาภูมิต้านทานต่อพลังชั่วร้ายของ
วิญญาณภูตตั้งแต่แรก ผนวกกับที่ว่าจั่วม่อฝึกปรือพลังเทพสุริยันซึ่งเป็น
ดาวพิฆาตของสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล ส่วนพลังเทพมิดับสูญของอากุ่ยกลับ
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิญญาณภูต
นางสามารถดูดกลืนสิ่งที่เต็มไปด้วยพลังหยินและความชั่วร้ายเหล่านี้ ซึ่ง
ความจริงนี่เป็นสมรภูมิที่สมบูรณ์แบบสำหรับอากุ่ยเลยทีเดียว
หลีเซียนเอ๋อร์แม้แตกตื่นแต่ไม่ลนลาน นางยังคงสงบเยือกเย็นเหมือน
สายน้า
ฝ่ายตรงข้ามแม้อาศัยสองกลุ้มรุมหนึ่ง ยังไม่อาจช่วงชิงเป็นฝ่ายมี
เปรียบ!
พลังเทพไหลหลั่งออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านอักขระเทพ นางไม่รู้สึก
เหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ร่างอัดแน่นไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ ยามที่อยู่
ในสำนัก ไม่มีศิษย์น้องคนใดเป็นคู่มือของนาง ทั้งยังไม่มีใครกล้าต่อสู้กับ
นางอย่างเป็นจริงเป็นจัง
นางแม้มีพลังฝีมือสูงล้าสุดยอด แต่กลับแทบไม่มีประสบการณ์การ
ต่อสู้จริง
ในศัตรูทั้งสอง กระบวนท่าของจั่วม่อโอ่อ่าผ่าเผย ในขณะที่อากุ่ยลี้ลับ
สุดหยั่ง แบบฉบับการต่อสู้ทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บีบบังคับให้นาง
ต้องเพ่งสมาธิจิตใจเกินสิบสองส่วน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้กลับทำให้นางรุดหน้าอย่างรวดเร็ว
หลังจากครั้งแรกที่ตื่นตระหนกอยู่ชั่วขณะ หลีเซียนเอ๋อร์ค่อยๆ สงบใจลง
อย่างรวดเร็ว
ระหว่างอักขระเทพภายในกายนางกับกระสวยหญิงทอผ้า เปล่งเสียง
สะท้อนหากันอย่างที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย เสียงสะท้อนลี้ลับนี้ช่วยให้จิต
สมาธิของนางกระจ่างแจ้งผิดธรรมดา ทุกซอกทุกมุมภายในวงต่อสู้ล้วน
แจ่มชัดอยู่ในใจนาง นางสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน ภายใต้แรงกระตุ้น
จากกระสวยหญิงทอผ้า อักขระเทพในกายนางคึกคักฮึกเหิมอย่างเต็ม
เปี่ยม ประหนึ่งหัวใจอันทรงพลังที่มอบพลังเทพอันไร้ที่สิ้นสุดให้แก่นาง
ช่วยให้นางเต็มไปด้วยกำลังวังชา!
จริงดังคาด มีเพียงศัตรูกล้าแข็งจึงสามารถทำให้นางรุดหน้ารวดเร็ว
กว่าเดิม!
หลีเซียนเอ๋อร์รู้สึกว่านางแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาคู่
งามสาดประกายคมกล้าดุจคมมีด!
จั่วม่อรู้สึกแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นอย่างฉับพลัน
เทพวิชาไม่ได้ซับซ้อนเท่ากับเวทวิชา ส่วนใหญ่รวบรัดเรียบง่าย สิ่งที่
เป็นเครื่องกำหนดพลังของเทพวิชา ก็คือความกล้าแข็งของพลังเทพ!
พลังเทพของหลีเซียนเอ๋อร์ยิ่งมายิ่งกล้าแข็งขึ้นทุกขณะ นี่เป็นต้นเหตุ
ที่ทำให้มันรู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ
ทว่ามันไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ภายใต้แรงกระตุ้นของอันตรายถึงชีวิต
พลังเทพสุริยันภายในกายมันพลุ่งพล่านผิดปกติ พลังเทพสีทองร้อนแรง
ราวกับธารหินหลอมเหลว บันดาลให้จั่วม่อรู้สึกแสบร้อนประดุจร่างกาย
กำลังลุกไหม้
“ฆ่า!”
จั่วม่อร่างเปล่งประกายสีทองเข้ม แผดเสียงคำรามสะท้านฟ้า
สะเทือนดิน กรงเล็บพิฆาตมังกรที่อยู่ในมือห่อหุ้มด้วยชั้นแสงสีทองเจิดจ้า
กำแพงกุหลาบสีชมพูคล้ายเปราะบางยิ่ง พลันแตกระเบิดกระจัด
กระจาย ปลิวเวียนว่อนไปทุกทิศทาง
ทว่าจั่วม่อกลับสีหน้าแปรเปลี่ยน กรงเล็บพิฆาตมังกรคล้ายฟันถูก
กองฝ้าย พลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งหยุดยั้งมัน หรือไม่ก็รัดพันรอบๆ หรือ
บางทีอาจจะฉุดดึงมันเอาไว้
กลีบบุปผาเหล่านี้แม้ดูบอบบาง แต่กลับแฝงเร้นไว้ด้วยพลังอันน่า
ตระหนก
คลื่นพลังรุนแรงที่เกิดจากการปะทะ กดทับจนสองเท้าของจั่วม่อจม
ลึกลงไปในพื้นหินอย่างไม่หยุดยั้ง ในชั่วพริบตาก็จมลึกลงไปจนถึงหน้า
แข้ง สองเท้าติดแน่นอยู่ในพื้นศิลา
ภายใต้พายุการโจมตีถี่ยิบดุจห่าฝน จั่วม่อได้แต่กวัดแกว่งกรงเล็บ
พิฆาตมังกรคุ้มกันตนเองตามสัญชาตญาณ!
ในเวลานี้ หลีเซียนเอ๋อร์กำลังปะทะหักหาญกับอากุ่ยอย่างดุเดือด
เลือดพล่าน
อากุ่ยเมื่อเห็นสถานการณ์คับขันอันตรายของจั่วม่อ ดวงตาพลันลุก
โชนด้วยเปลวไฟสีม่วงสายหนึ่ง
วู้ม บนพื้นผิวของ ‘วิญญาณมิดับสูญ’ พลันปรากฏเปลวไฟสีม่วง
ชั้นหนึ่ง เปลวไฟเหล่านี้เบาบางยิ่ง ลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ
มีดสั้นกระดูกสองเล่มพลันปรากฏขึ้นในมือของอากุ่ย มีดสั้นทั้งคู่
ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีม่วง ‘วิญญาณมิดับสูญ’ สีเทาเข้มแผ่กางราวกับปีก
วิหค เห็นเปลวไฟสีม่วงไหลเวียนอยู่ภายใน
เปลวไฟสีม่วงอันสงบเงียบนี้คล้ายสามารถแผดเผาสรรพสิ่งรอบข้าง
ที่ริมขอบของเปลวไฟเป็นวงความมืดอันลึกล้าขุมหนึ่ง
หลีเซียนเอ๋อร์ดวงตาทอประกายตกตะลึงพรึงเพริด
ยุทธภัณฑ์เทพ!
นี่คือชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพ!
แม้ว่าคุณลักษณะของพลังจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่นางคุ้นเคย
กับกลิ่นอายอันพิเศษเฉพาะของชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพเป็นอย่างดี นาง
แทบจะแน่ใจในทันที ว่านี่คือชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพของแท้แน่นอน!
สวรรค์!
นอกจาก ‘เพลิงผลาญ’ ของเปี๋ยหาน ม่ออวิ๋นไห่ยังมีชุดเกราะ
ยุทธภัณฑ์เทพชุดที่สองอยู่ด้วย!