สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 824 ความโกรธของจั่วม่อ
การปรากฏขึ้นของ ‘วิญญาณมิดับสูญ’ บนร่างอากุ่ย สำหรับหลีเซียน
เอ๋อร์แล้ว ไม่ต่างจากการระเบิดครั้งใหญ่
ช่วงเวลาชั่วพริบตาที่ฝ่ายตรงข้ามเสียสมาธิ อากุ่ยเกาะกุมเอาไว้ได้
ในทันที ร่างพุ่งวาบเข้าหาดุจเงาภูตพราย
แทบจะในเวลาเดียวกัน ปราณมีดสั้นสีม่วงสองเล่มปรากฏขึ้นที่
ด้านหลังของหลีเซียนเอ๋อร์อย่างเงียบเชียบ ประดุจอสรพิษร้ายสองตัวฉก
วาบเข้าหาเหยื่อ
หลีเซียนเอ๋อร์ตระหนักถึงอันตราย สัญชาตญาณระวังภัยตื่นตัวขึ้นมา
อดสำนึกเสียใจไม่ได้ นางนับว่าขาดประสบการณ์ต่อสู้โดยแท้ ต่อหน้าคู่มือ
ร้ายกาจเช่นนี้ เหตุใดยังปล่อยให้ตนเองเสียสมาธิได้
กระสวยหญิงทอผ้าวกกลับอย่างปราดเปรียว ถักทอเป็นอักขระเทพ
อย่างร้อนรน เพื่อต้านรับกระบวนท่าของอากุ่ย
หลีเซียนเอ๋อร์ใจสั่นสะท้าน พลังภายในร่างถูกกระแทกสะท้อนจน
ปั่นป่วนสุดระงับ
กระสวยหญิงทอผ้าปลิวลิ่วกลับมา เปลวไฟสีม่วงที่เบาบางอย่างยิ่ง
สายหนึ่งแทรกตัวอยู่ภายในกระสวยหญิงทอผ้า พร้อมกันนั้น พลังเทพอัน
หนาแน่นสุดประมาณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายก็แทรกผ่านเข้า
มาในร่างนางอย่างเงียบเชียบ
หลีเซียนเอ๋อร์ไม่มีเวลากระทั่งจะดึงรั้งกระสวยหญิงทอผ้ากลับมา
ทันใดนั้นรู้สึกคลื่นความเย็นเยียบสายหนึ่งจี้ถึงด้านหลังลำคอของนาง ต้อง
ใจหายวาบ ยามกะทันหันถึงกับนิ่งงันไป อักขระเทพบนรองเท้าเกราะสี
ชมพูของนางพลันเปล่งแสงสว่างวาบ หลีเซียนเอ๋อร์ร่างหายวับไปจากที่ใน
พริบตา
ปราณมีดสั้นสีม่วงอันน่ากลัวกรีดผ่านตำแหน่งที่นางยืนอยู่เมื่อครู่
หากนางชักช้าแม้เพียงชั่ววูบ เกรงว่าปราณมีดสั้นจะตัดศีรษะนางขาด
กระเด็นอย่างง่ายดาย
หลีเซียนเอ๋อร์ปรากฏกายขึ้นห่างออกไปยี่สิบจั้ง ใบหน้าซีดขาว มือ
เท้าเย็นเฉียบ เส้นผมจำนวนมากถูกปราณมีดสั้นเมื่อครู่เฉียดผ่าน ยามนี้
ค่อยปลิวกระจายไปในสายลมราวกับเริงระบำ
ชั่วขณะจิตนี้ นางคล้ายได้ยินเสียงลมหายใจแห่งความตายดังอยู่ริมหู
อักขระเทพบนรองเท้าเกราะของนางแตกร้าวราวกับใยแมงมุม เหตุผล
เดียวที่นางเก็บกู้ชีวิตน้อย ๆ เอาไว้ได้ ก็เพียงเพราะยันต์เทพยดาช่วยชีวิต
ที่อยู่ในยุทธภัณฑ์เทพของนางเท่านั้น
‘กระสวยหญิงทอผ้า’ มียันต์ช่วยชีวิตสามชนิด เป็นอักขระเทพสาม
ตัว แต่ละชนิดมีพลังแตกต่างกัน ยามนี้นางเหลือยันต์ช่วยชีวิตอีกเพียงสอง
เท่านั้น
นางแม้เป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคสมัย แม้ว่ามีพลังฝีมือสูงล้าเทียมฟ้า
แต่ไม่เคยผ่านการเคี่ยวกรำด้วยโลหิตและเปลวไฟ ไหวพริบปฏิภาณในการ
ต่อสู้ของนาง หากเทียบกับชนชั้นจั่วม่อและอากุ่ยแล้ว นับว่าอ่อนด้อยกว่า
มาก
หลีเซียนเอ๋อร์เร่งเร้าพลังเทพทั่วร่าง หมายจะขจัดพลังสีม่วงอันน่า
กลัวที่แทรกซึมอยู่ภายในกาย
นางจู่ ๆ บังเกิดความรู้สึกว่าวันนี้นับว่าเข้าตาจนแล้ว
ภายใต้แรงกระตุ้นจากศิษย์พี่ใหญ่ที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา รวมถึง
การล่อลวงของอนาคตอันสวยสดงดงามที่เต็มไปด้วยภูเขาจิงสือ จั่วม่อ
คร่าเคร่งฝึกปรือจนเลือดตาแทบกระเด็น ไม่น้อยหน้าศิษย์พี่ของมัน
พลังเทพของมันแต่ละหยาดแต่ละหยด ล้วนสั่งสมผ่านการฝึกฝนไม่
เคยว่างเว้น
ทุกวันนี้วังวนพลังงานที่มือขวา สำหรับมันแล้วอาจถือได้ว่าเป็นเพียง
แค่ส่วนเสริมเท่านั้น มันต้องใช้เวลาในการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรเพิ่มมาก
ขึ้น เคล็ดความทั้งหมดของวิชาเทพสุริยันล้วนจดจำได้ขึ้นใจ
จั่วม่อเป็นบุคคลยึดถือความเป็นจริงผู้หนึ่ง นิสัยใจคอเกียจคร้าน
เล็กน้อย มันแม้นับว่ามีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่หากไม่ถึงคราวเข้าตาจน
มักจะประพฤติตัวเป็นเพียงบุตรหลานล้างผลาญผู้หนึ่ง แต่เมื่อใดที่มันรู้สึก
กดดันหรือถูกอันตรายคุกคาม มันจะรีบเร่งรุดหน้าอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหลีก
หนีให้ห่างจากอันตรายโดยเร็วที่สุด
อย่าได้เห็นว่าม่ออวิ๋นไห่มั่งคั่งรุ่งเรือง แท้ที่จริงถูกรายล้อมไปด้วยฝูง
สุนัขป่าหิวโหย ภัยอันตรายไม่เคยอยู่ห่างไกลจากพวกมัน แรงกดดันที่มัน
ต้องแบกรับไม่เคยบรรเทาเบาบางมาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอากุ่ย
จั่วม่อทุกวันนี้มีความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น มันต้องการปกป้องอากุ่ย
ปกป้องม่ออวิ๋นไห่ และชำระหนี้แค้นให้แก่เจ้าสำนัก อาจารย์และเหล่า
อาจารย์ลุง!
จั่วม่อผู้ไม่เคยปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในพลัง
ฝีมือของตน ทว่าวันนี้มันกลับถูกผู้อื่นสะกดข่มจนสิ้นท่า มิหนำซ้ายังเป็น
เพียงอิสตรีนางหนึ่ง!
ความรู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ปะทุขึ้นในอกของจั่วม่
ออย่างรุนแรงราวกับกองไฟเผาผลาญ
ดวงตาของมันแดงฉานด้วยสายเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ลม
หายใจรุ่มร้อนดุจเปลวไฟ!
หากว่า… …หากว่ามันอ่อนแอถึงเพียงนี้… …มันจะอาศัยอะไรมา
ปกป้องอากุ่ย… …อาศัยอะไรมาปกป้องทุกคน… …
คำถามเหล่านี้คล้ายดังกึกก้องอยู่ในใจมันไม่หยุดยั้ง
ภาพมากมายนับไม่ถ้วนไหลผ่านจิตใจอย่างเร็วรี่
ทุกที่ที่มือของนางลูบผ่าน ใบหน้าของเด็กหนุ่มนั้นก็ค่อย ๆ
แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันดูคล้ายดิ้นรนขัดขืนอยู่บ้าง แต่ก็สงบนิ่งลง
อย่างรวดเร็ว
สีเทาเย็นเยียบและความว่างเปล่าครอบงำใบหน้าของเด็กสาวไปกว่า
ครึ่ง รอยแผลด่างดำอันน่าเกลียดน่ากลัวลุกลามจากบนหน้าผาก ลงมาถึง
จมูกปากของนาง
ทันใดนั้นนางก้มตัวลง แนบใบหน้าครึ่งที่ยังงดงามเข้ากับใบหน้าของ
เด็กหนุ่ม พลางลูบไล้วงหน้านั้นอย่างนุ่มนวล
“อากุ่ยจะต้องติดตามหานายน้อยจนพบ อย่างแน่นอน!”
สุ้มเสียงเด็ดเดี่ยวของเด็กสาวดังกังวานไปทั่วทั้งถ้า หยาดน้าตาร่วง
หล่นลงกระทบใบหน้าของเด็กหนุ่มที่สิ้นสติ
รอจนนางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง รอยแผลด่างดำอันน่าเกลียดน่ากลัวก็
ปกคลุมใบหน้าของนางถึงสองในสามส่วน ดวงตาคู่งามแทบจะถูกความ
ว่างเปล่าสีเทายึดครองไปอย่างสมบูรณ์
“พวกเราจะติดตามเหล่าป่าน… …”
“เหลวไหล ไม่ติดตามเหล่าป่านจะติดตามผู้ใด… …”
… …
“เรามีดินแดนใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้ว สมควรต้องมีนามเรียกขาน”
“อ้อ เช่นนั้นตั้งชื่อตามเหล่าป่านเป็นอย่างไร?”
“ความคิดอันประเสริฐ! เช่นนั้นก็เป็นจั่วม่ออวิ๋นไห่
“สวรรค์ทรงโปรด ใช้หัวคิดสักหน่อยได้หรือไม่! นี่ยืดยาวเกินไปแล้ว
ไม่มีช่องว่างให้ครุ่นคิดคำนึงแม้แต่น้อย!”
“เจ้าเก่งกล้าสามารถ ก็ลองบอกมาฟังดู!”
“อ้อ เช่นนั้นก็เรียกว่าม่ออวิ๋นไห่เถอะ!”
“มารดาเจ้าเถอะ เพียงตัดออกไปพยางค์เดียว ก็เรียกว่ามีช่องว่างให้
ครุ่นคิดคำนึงแล้ว?”
… …
“มันเรียกว่าม่ออวิ๋นไห่!”
“เห็นด้วย!”
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง!”
“วาวาวา นามอันประเสริฐ!”
“หากมันเป็นอสูรปิศาจจริง ๆ เล่า?”
“มิสู้ส่งมันออกไปเถอะ ดีกว่าที่จะให้ปล่อยมันตกอยู่ในมือของคุน
หลุน เราเฝ้าดูมันเติบใหญ่ขึ้นมา… … แต่คำสั่งของคุนหลุน เราก็ไม่อาจ
ต่อต้านได้ อา… …อนิจจา… …”
ช่างน่าชังนัก! อุบาทว์บัดซบ! เจ้าเดรัจฉาน!
กองเพลิงในอกจั่วม่อคล้ายลุกโชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ร้อนแรงเสียจนมัน
รู้สึกราวกับถูกแผดเผา ในเวลานี้ มันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังอย่าง
รุนแรง ความโกรธแค้นชิงชังที่มีต่อตัวมันเอง!
พลังเทพของมันไม่อาจเทียบได้กับสตรีนางนั้น!
ได้อย่างไร!
จะเป็นไปได้อย่างไร!
เสียงคำรามด้วยโทสะกึกก้องอยู่ในอกของจั่วม่อ เปลวไฟที่ลุกโหมอยู่
ภายในใจทันใดนั้นระเบิดวาบ กลืนกินมันลงไปในบัดดล
สติสัมปชัญญะทั้งมวลกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา เหลือเพียง
สัญชาตญาณ เหลือเพียงความไม่ยินยอมพร้อมใจ เหลือเพียงเพลิงโทสะ!
เปลวไฟนับไม่ถ้วนปะทุออกจากร่าง ครอบคลุมทั่วร่างกายของมัน
อย่างสมบูรณ์
เมล็ดผลึกสุริยันที่หลับใหลอยู่ภายในร่างของมัน ทันใดนั้นพลันตื่น
ขึ้นมา เริ่มหมุนช้า ๆ อย่างหนักแน่น เมล็ดผลึกสุริยันคล้ายรับรู้ถึงเพลิง
โทสะของจั่วม่อ คลื่นความร้อนสีแดงฉานพลุ่งออกมาจากส่วนลึกของ
เมล็ดผลึกสุริยันไม่ขาดสาย
เปลวไฟสีทองอันเกรี้ยวกราดปกคลุมทั่วร่างจั่วม่อ ส่งเสียงแตกปะทุ
ดังกระหึ่ม ได้ยินถนัดชัดเจน
เปลวไฟแลบลั่นไม่หยุดยั้ง บังเกิดคลื่นพลังสีทองกวาดซัดเป็นระลอก
แล้วค่อย ๆ หายไป
แต่ว่า… …แต่มันไม่ได้มียุทธภัณฑ์เทพ!
หลีเซียนเอ๋อร์ในใจเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง พลังเทพที่
จั่วม่อสำแดงออกมาในยามนี้ กล้าแข็งเสียจนแทบจะหลุดพ้นจาก
จินตนาการของนาง
ทันใดนั้นจั่วม่อพลันหายวับไป
หลีเซียนเอ๋อร์ใจหายวาบ กระสวยหญิงทอผ้ากรีดพุ่งไปเบื้องหน้า
เพียงชั่วพริบตาเดียวอักขระเทพอันซับซ้อนสุดเปรียบปานชุดหนึ่งก็ก่อตัว
ขึ้น
แทบจะในเวลาเดียวกัน เงาร่างสีทองที่ไม่อาจมองเห็นชัดตาพลัน
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอักขระเทพ
จั่วม่อรวดเร็วเสียจนหลีเซียนเอ๋อร์ไม่อาจมองตามทัน นางเพียงเห็น
เงาร่างพร่าเลือนสายหนึ่งเท่านั้น
เงาร่างพร่ามัวกลับกลายเป็นชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว
เนื่องเพราะจั่วม่อหยุดลงตรงหน้าอักขระเทพของหลีเซียนเอ๋อร์
โดยไม่จำเป็นแม้แต่จะตั้งท่าจู่โจม มือขวารวบกำเป็นหมัด ห่อหุ้มด้วย
เปลวไฟสีทอง จั่วม่อต่อยหมัดใส่อักขระเทพอย่างหักโหม
แกรก!
ประหนึ่งกระจกแก้วแตกละเอียด อักขระเทพที่แข็งแกร่งทนทานสุด
เปรียบปานถึงกับถูกบดขยี้เป็นผุยผง
หมัดที่ยังคงอัดแน่นไปด้วยพลังสภาวะ พลันแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามืออัน
โอ่อ่าผ่าเผย คว้าจับกระสวยหญิงทอผ้าอย่างซึ่งหน้า!
เป็นไปได้อย่างไร… …
หลีเซียนเอ๋อร์สมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ยืนตะลึงลานอยู่กับที่
ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าอยู่เหนือขอบเขตความเข้าใจของนางอย่างสมบูรณ์!
เปลวไฟสีทองรัดพันรอบกระสวยหญิงทอผ้า กระสวยหญิงทอผ้าสั่น
อย่างรุนแรง ราวกับปรารถนาจะดิ้นหลุดจากมือของจั่วม่อ แต่ไม่ว่ามันจะ
ดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดรอดออกมาได้
พร้อมกันนั้น มือของอากุ่ยพลันปรากฏขึ้นด้านหลังศีรษะของหลี
เซียนเอ๋อร์โดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า
หลีเซียนเอ๋อร์สะท้านขึ้นทั้งร่าง แต่ยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใด พลันรู้สึก
ลำคอตึงวูบ มือเรียวงามในเปลวเพลิงสีม่วงซึ่งไม่รู้ว่าผุดขึ้นจากที่ใด ขยุ้ม
จับลำคอของนางไว้อย่างแน่นหนา