สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 825 รุดหน้า
หมี่วูสีหน้าดำทะมึน
แม้ว่าในเทียนหวน ระหว่างตระกูลหมี่ของมันกับขุมอำนาจที่มีเจ้า
สำนักเป็นผู้นำอาจเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ตึงเครียดซับซ้อนอยู่บ้าง แต่นี่
หาได้ส่งผลกระทบต่อมิตรภาพระหว่างมันกับหลีเซียนเอ๋อร์ไม่
หลีเซียนเอ๋อร์แก่นแก้วซุกซนตั้งแต่เล็ก แต่นิสัยโอ่อ่าผ่าเผยและสัตย์
ซื่อเที่ยงธรรม เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก หมี่วูต้องเผชิญเคราะห์กรรมจากความ
ซุกซนของนางไม่น้อย แต่ความสัมพันธ์ในวัยเด็กนั้น อาจบางทีเป็นความ
มหัศจรรย์ประการหนึ่ง เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาทั้งสองไม่เพียงไม่รู้สึกห่างเหิน
แต่ยิ่งสนิทชิดเชื้อกว่าเดิม
ในยุคสมัยแห่งพลังปราณ พรสวรรค์ของหมี่วูไม่ได้โดดเด่นเหมือน
เช่นในตอนนี้ แต่เรื่องนี้ไม่เคยทำให้หลีเซียนเอ๋อร์รังเกียจเดียดฉันท์มัน ทั้ง
ยังคอยให้กำลังใจมันมาโดยตลอด
คราครั้งนี้ เมื่อหมี่หนานต้าเหรินเห็นควรให้ส่งหลีเซียนเอ๋อร์ไปเป็นตัว
ประกัน หมี่วูโกรธแค้นแทบตาย แต่มันจะอย่างไรไม่อาจต่อต้านผู้นำที่
แท้จริงแห่งตระกูลหมี่ตรง ๆ ดังนั้นได้แต่ขันอาสาเข้าร่วมภารกิจเสี่ยงภัย
ครั้งนี้
ที่เหนือความคาดหมายก็คือ หมี่หนานต้าเหรินกลับไม่คัดค้านคำร้อง
ขอของมัน
สี่บัลลังก์มีความสัมพันธ์ไม่เลว นอกเหนือจากซ่างตงผู้โดดเดี่ยว
แปลกแยกอยู่บ้าง อีกสามคนที่เหลือแม้ต่างคนต่างมีข้อบกพร่องเล็กน้อย
แต่นับว่ายังอยู่ในกรอบเกณฑ์ปกติทั่วไป
พวกมันเติบใหญ่มาด้วยกันตั้งแต่เล็กแต่น้อย ทั้งผูกพันและไว้วางใจ
ซึ่งกันและกันตามธรรมชาติ
หมี่วูและจิ้นเสี่ยวอวี่นำสี่จ้าววงแหวนร่วมทาง ปฏิบัติภารกิจลอบ
สังหาร เดิมทีเข้าใจว่าด้วยองค์ประกอบอันเลิศหรูถึงเพียงนี้ สมควรประสบ
ความสำเร็จอย่างไม่ยากเย็น คิดไม่ถึงว่าเรื่องราวกลับพัฒนาไปในทิศทาง
ที่เหนือความคาดหมายของพวกมันอย่างสิ้นเชิง
ขบคิดถึงยามนี้ จิ้นเสี่ยวอวี่ที่นั่งขัดสมาธิหลับตา รักษาอาการบอบช้า
จู่ ๆ ร่างสะท้านขึ้นโดยแรง หมี่วูรีบโยนความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ ปราด
เข้าไปใกล้อย่างเป็นห่วงเป็นใย
จิ้นเสี่ยวอวี่ลืมตาขึ้น พอดีเห็นสายตาห่วงกังวลของหมี่วู ต้องฝืนยิ้ม
กล่าวว่า “ย่าแย่อยู่บ้าง อักขระเทพได้รับความเสียหายไม่น้อย คิดฟื้นฟู
สภาพเดิมเกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสามเดือน ข้าในยามนี้หลงเหลือ
พลังฝีมือเพียงหกส่วน”
หมี่วูในปากรู้สึกขมปร่า สิ่งที่ศิษย์เทียนหวนหวาดเกรงมากที่สุด ก็คือ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอักขระเทพของพวกมัน
?”
หมี่วูเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวเสียงแหบพร่า “อู่เจินก็ไม่ได้
กลับมา”
ในบรรดาสิบสองจ้าววงแหวน อู่เจินสามารถจัดอยู่ในสามลำดับแรก
อย่างไร้ข้อกังขา สำหรับหมี่วู การสูญเสียอู่เจินหมายความว่าขุมกำลังของ
มันจะลดต่าลงอย่างมาก
จิ้นเสี่ยวอวี่ทอดถอนใจ จากนั้นกล่าว “คราครั้งนี้นับว่าผิดพลาดครั้ง
ใหญ่โดยแท้!” มันสีหน้าขมขื่น การต่อสู้ที่เกิดขึ้นแม้เป็นช่วงเวลาอัน
กระชั้นสั้น แต่ดุเดือดรุนแรงยิ่ง ช่วยให้มันเห็นถ่องแท้หลายประการ ยาม
นั้นพลันถามว่า “ยังคงติดต่อกับเซียนเอ๋อร์ได้หรือไม่?”
“ไม่ได้แล้ว” หมี่วูขบริมฝีปากจนแทบห้อเลือด
จิ้นเสี่ยวอวี่อ้าปากคล้ายคิดกล่าวอันใด แต่กลับไม่รู้จะกล่าวอะไร
ออกมา ชั่วครู่ให้หลังใบหน้ามันทอแววหดหู่สิ้นหวัง
พวกมันทั้งคู่ต่างรู้แน่แก่ใจ ภารกิจคราวนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง!
“เพราะเหตุใด
เจ้าสำนักซีเซวียนถลึงมองจงเต๋อ สองตาแดงฉาน
ด้วยสายเลือด สารรูปไม่ต่างอันใดจากสัตว์ร้ายจนตรอก
จงเต๋อสีหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก “เจ้าไม่มีความสามารถ”
“ไม่จริง!” เจ้าสำนักซีเซวียนคล้ายเสียสติไปแล้ว แผดเสียงดังลั่น
“ผู้ใดว่าข้าไม่มีความสามารถ?
? หากท่านยินยอมเห็นพ้องกับ
เทียนหวน เราจะมีเวลาถึงสิบปี สิบปี! อาศัยเวลาสิบปีนี้ ซีเซวียนในมือข้า
จะต้องทะยานขึ้นอีกครั้ง… …ไม่ผิดแน่… …”
จงเต๋อดวงตาไม่มีร่องรอยของความหวั่นไหวแม้แต่ชั่ววูบ “ซีเซวียน
ของเจ้ากับซีเซวียนในอดีต จะไม่มีอันใดแตกต่างกัน”
?” เจ้าสำนักซีเซวียนถลึงตามองจงเต๋ออย่างไม่
อยากจะเชื่อ แล้วกรีดร้องโหยหวนปานจะคลุ้มคลั่ง “ซีเซวียนเมื่อครั้ง
กระโน้นกล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงไหน! หนึ่งในสี่มหาอำนาจ! ไม่มีผู้ใด
กล้าตอแยเรา ศักดิ์ฐานะสูงส่งเหนือผู้ใด เพลิดเพลินไปกับอำนาจสูงสุด
แห่งใต้หล้า… …”
จงเต๋อพลันกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ดังนั้นอวิ๋นจีจึงต้องตกตายอย่างน่า
อนาถ และข้าถูกส่งไปเฝ้าคุกภูตโลกันตร์ถึงห้าสิบปี”
เสียงร่าร้องดุจคลุ้มคลั่งของเจ้าสำนักซีเซวียนติดค้างอยู่ในลำคอ มัน
เหม่อมองจงเต๋อราวกับว่าไม่เคยพบเห็นคนผู้นี้มาก่อน ชั่วอึดใจให้หลัง มัน
แผดเสียงเกรี้ยวกราด “ไม่! ท่านไม่อาจทำเช่นนี้! ท่านมันคนเสียสติ! ท่าน
ต้องการทำลายซีเซวียน… …”
จงเต๋อสีหน้ากระด้างเย็นชา “ซีเซวียนที่เหมือนกับในอดีต ไม่สมควร
มีอยู่อีกต่อไป”
กล่าวจบคำ มันก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แยแส
“ท่านไม่อาจทำเช่นนี้! ท่านไม่อาจทำเช่นนี้!” เจ้าสำนักซีเซวียนกรีด
ร้องไม่เป็นภาษา มันตัวสั่นสะท้าน ความหวาดหวั่นขวัญผวารุมล้อมมัน แต่
ทันใดนั้น มันดวงตาเป็นประกาย คล้ายไขว่คว้าฟางช่วยชีวิตเส้นหนึ่ง
“ท่านไม่อาจทำเช่นนี้! จงสู ท่านติดค้างบิดาข้า! ท่านติดค้างบิดาข้า!”
จงเต๋อชะงักเท้า กล่าวประโยคสุดท้าย โดยไม่หันกลับไปมองแม้สัก
แวบ
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกต่อเจ้า หนี้สินที่ข้าเคยติดค้างมัน ข้าชดใช้
หมดสิ้นแล้ว”
กล่าวจบคำ มันก็เดินหายลับไป ไม่หยุดเท้าอีกเป็นครั้งที่สอง
“ท่านไม่อาจทำเช่นนี้! ฮือ ฮือ ท่านไม่อาจทำเช่นนี้… …”
เสียงร่าร้องอย่างบ้าคลั่งระคนหวาดกลัว ชะงักขาดหายไปโดยพลัน
รอจนหมี่วูและจิ้นเสี่ยวอวี่ส่งข่าวกลับไปยังเทียนหวน เหล่าผู้กุม
อำนาจในเทียนหวนล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
กับดัก!
นี่เป็นหลุมพรางกับดักไม่ผิดแน่
ม่ออวิ๋นไห่ถึงกับส่งยอดยุทธ์ชั้นสูงสุดของพวกมันแทบทั้งหมดไปยังซี
เซวียน เป็นหลุมพรางกับดักอันแยบยลนัก! ครั้งนี้เทียนหวนประสบความ
สูญเสียอย่างใหญ่หลวง และในยามนี้ พวกมันยังสูญเสียข้อได้เปรียบทั้ง
มวล
พวกมันเพียรพยายามกระทำทุกวิถีทาง เพื่อติดต่อกับหลีเซียนเอ๋อร์
แต่ล้วนไม่เกิดประโยชน์อันใด สัญญาณทั้งหมดบ่งชัดว่าสถานการณ์ของ
หลีเซียนเอ๋อร์เกรงว่าจะไม่สู้ดีนัก
สำหรับเทียนหวนแล้ว นี่คือผลลัพธ์ที่ไม่อาจแบกรับไว้ได้
เบื้องสูงของเทียนหวนโต้เถียงอย่างดุเดือด ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าพวกมัน
จำต้องทุ่มเทสรรพกำลังทั้งมวลเร่งช่วยเหลือหลีเซียนเอ๋อร์ให้จงได้ อีกฝ่าย
หนึ่งกลับเห็นว่า สมควรเริ่มเจรจากับม่ออวิ๋นไห่ เพื่อขอไถ่ตัวหลีเซียนเอ๋อร์
กลับมา
ฝ่ายที่เสนอให้เจรจาต่อรอง กลายเป็นเสียงดังกว่าอย่างรวดเร็ว
เหตุผลนั้นรวบรัดยิ่ง ในรายงานที่หมี่วูและจิ้นเสี่ยวอวี่ส่งกลับมายัง
เทียนหวน ระบุชัดถึงปัญหามากมายที่ถูกเปิดเผยออกมาผ่านการต่อสู้ครั้ง
นี้ ยกตัวอย่างเช่นศิษย์เทียนหวนขาดประสบการณ์สู้รบ โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่ง ความสามารถในการรับเหตุเปลี่ยนแปลงระหว่างการต่อสู้พิสูจน์เป็น
ตาย
ยอดยุทธ์ของม่ออวิ๋นไห่ล้วนกรำศึกอย่างโชกโชน แต่ละคนสองมือชุ่ม
โชกไปด้วยโลหิต ล้วนเคยเข่นฆ่าตะกายออกมาจากกองซากศพ ในขณะที่
ยอดยุทธ์ฝ่ายเทียนหวน ส่วนใหญ่เป็นชนรุ่นหลังที่ยกระดับศักดิ์ฐานะด้วย
พรสวรรค์ในการฝึกปรือยันต์เทพยดาอันเด่นล้าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก่อนที่
ยุคสมัยแห่งพลังเทพจะมาถึง พวกมันหลายคนไม่เคยเป็นที่รู้จัก ไม่เคยมี
ผู้ใดให้ความสนใจมาก่อน รอจนล่วงผ่านเข้าสู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพ
พรสวรรค์ในการฝึกปรือยันต์เทพยดาค่อยเปล่งประกายออกมา ดึงดูด
ความสนใจของสำนักในที่สุด
พวกมันล้วนมุมานะบากบั่น ฝึกปรืออย่างหนักหน่วงไม่เคยว่างเว้น
ผนวกกับการทุ่มเทโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายของทางสำนัก ค่อยเพาะสร้าง
กลุ่มยอดยุทธ์ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรสูงล้าขึ้นมา อย่างไรก็ตาม
ประสบการณ์สู้รบไหนเลยจะสามารถเพาะสร้างได้รวดเร็วและง่ายดาย
ปานนั้น ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เพียงพอให้พวกมันทุ่มเทฝึกฝีมือ
บำเพ็ญเพียรเท่านั้น
เมื่อเทียบกับเหล่าคนเดนตายแห่งม่ออวิ๋นไห่แล้ว เรียกได้ว่าอยู่คนละ
ระดับชั้นกันอย่างสิ้นเชิง
จำนวนยอดยุทธ์ของทั้งสองฝ่ายนับว่าไม่แตกต่างกันมากนัก แต่พวก
มันกลับไม่มีปัญญาเอาชัย ได้แต่หนีตายอย่างสิ้นท่า
นี่เป็นปัญหาใหญ่ ที่ทำให้ทั่วทั้งเทียนหวนคล้ายเพิ่งสะท้านตื่นขึ้นมา
นอกจากนี้ วิธีการส่งกองทัพไปกดดันอย่างซึ่งหน้า หาใช่แผนการอัน
ชาญฉลาดไม่ หากพวกมันตอแยจั่วม่อมีโทสะ เซียนเอ๋อร์อาจต้องประสบ
เภทภัยเป็นอันดับแรก
หลังจากโต้เถียงอย่างดุเดือดรุนแรงอยู่นานสองนาน ตัวแทนจาก
เทียนหวนก็เร่งเดินทางทั้งกลางวันกลางคืน มุ่งหน้าไปยังซีเซวียนด้วย
ความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แม้ว่าอสุภะประหลาดจะช่วยปิดผนึกเมล็ดผลึกสุริยันเอาไว้ เพื่อที่
จั่วม่อจะสามารถใช้งานได้ แต่จั่วม่อก็ไม่เคยค้นพบวิธีการใช้งานเมล็ดผลึก
สุริยันที่ถูกต้อง
จวบกระทั่งถึงวันนี้
จั่วม่อเพ่งจิต พลังเทพโคจรไปตามจิตสำนึกโดยพลัน ขวานเทพสุริยัน
เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ
แต่คราครั้งนี้ ขวานเทพสุริยันแตกต่างจากกาลก่อนอย่างชัดเจน บน
ขวานที่สร้างจากแสงสีทอง เห็นเปลวไฟร้อนแรงสีแดงฉานสอดแทรกเป็น
ลวดลาย ขวานเทพสุริยันที่เดิมทีสุดแกร่งกร้าวอหังการอยู่แล้ว ยิ่งทวีความ
หฤโหดมากขึ้นกว่าเดิม กลิ่นอายแผดเผาที่ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิด
หนึ่งแผ่ซ่านออกมา
เมล็ดผลึกสุริยันเป็นเมล็ดพันธุ์ของดวงอาทิตย์แท้จริง เปี่ยมล้นไป
ด้วยพลังแห่งดวงอาทิตย์ สามารถผสมกลมกลืนกับพลังเทพสุริยันได้อย่าง
สมบูรณ์
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมล็ดผลึกสุริยันเป็นเครื่องสนับสนุนที่ดีที่สุด
ของพลังเทพสุริยัน
หากศัตรูไม่ทันระวัง หนามเทพสุริยันก็จะระเบิดอย่างฉับพลัน
จากนั้นเปลวสุริยะที่อยู่ภายในจะสาดกระจายไปทุกทิศทาง เปลวสุริยะ
เหล่านี้ถือกำเนิดจากดวงอาทิตย์แท้จริง ขอเพียงกระทบถูก สามารถแผด
เผาผู้คนจนแม้แต่กระดูกก็ยังไม่มีเหลือให้เห็น
จั่วม่อทอดถอนใจ ปลาบปลื้มยินดียิ่ง กลอกกลิ้งได้ดี!
พลังเทพภายในกายมันผสานรวมกับเปลวสุริยะปริมาณมหาศาล เมื่อ
โคจรหมุนเวียนรอบหนึ่ง ก็จะกลั่นเกลาร่างกายของมันอย่างช้าๆ ครั้งหนึ่ง
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผล
ของการสั่งสมอาจบรรลุถึงขั้นน่าตระหนก
จั่วม่อสั่นศีรษะอย่างเศร้าเสียดาย การหมุนรอบตัวเองของเมล็ดผลึก
สุริยันและกระแสเปลวสุริยะอันไร้ที่สิ้นสุด แม้สามารถเพิ่มพลังความ
รุนแรงให้แก่กระบวนท่าโจมตีของมัน แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มพูนพลังเทพ
โดยตรง
จั่วม่อพลันฉุกใจคิด ว่ากันตามหลักการแล้ว หลีเซียนเอ๋อร์สมควร
ไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพก่อนมัน แต่ดูจากการต่อสู้เมื่อครู่ พลังเทพของหลี
เซียนเอ๋อร์กลับกล้าแข็งกว่าพลังเทพที่มันเคยภาคภูมิใจ
อาจเป็นไปได้ว่าเทียนหวนค้นพบวิธีการพิเศษอันใด
ดวงตาของจั่วม่อมองไปยังกองสินสงครามของมันโดยไม่รู้ตัว
อากุ่ยถอดชุดเกราะกระสวยหญิงทอผ้าออกจากร่างของหลีเซียน
เอ๋อร์ นอกเหนือจากอาภรณ์ชุดที่ติดกายแล้ว แทบทุกสิ่งล้วนถูกถอด
ข้ารวยแล้ว!