สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 901 พวกเจ้าสบายดีหรือไม่?
โหยวฉินเลี่ยยืนสำรวมอยู่ที่ด้านข้าง
หมิงเยวี่ยเยี่ยหลังจากถือครองอำนาจเป็นเวลาสิบปี คล้ายแปร
เปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง นางแม้ยังคงงดงามสะคราญ แต่หว่างคิ้ว
แฝงเค้าอำนาจบารมี ดวงตาคู่งามที่สดใสมีชีวิตชีวากลับกลายเป็นลึกล้า
ดุจห้วงสมุทร
ไม่มีผู้ใดคำนึงถึงเรื่องอายุของนางอีก เมื่ออยู่เบื้องหน้านาง ทุกคนมี
แต่ความครั่นคร้ามยำเกรง แทบไม่กล้าหายใจแรง
ในช่วงสิบปีมานี้ หมิงเยวี่ยเยี่ยในที่สุดก็กำจัดฝ่ายตรงข้ามที่เป็น
เครื่องกีดขวางนางจนสิ้นซาก เผ่าอสูรทั้งหมดหลงเหลือเพียงหนึ่งเสียง
เท่านั้น นั่นคือเสียงของนาง สภาผู้อาวุโสรุ่นนี้ไร้พลังอำนาจแท้จริง
หน่วยงานสำคัญและกองทัพชั้นยอดทั้งหมดล้วนอยู่ในมือนาง
หลังจากอ่านรายงานทั้งหมด หมิงเยวี่ยเยี่ยขมวดคิ้ว “เหลียงเวย?”
นางมีสีหน้าหวนรำลึก นามนี้เห็นได้ว่าแจ่มชัดอยู่ท่ามกลางความทรง
จำมากมายของนาง “เหลียงเวยของกองกำลังน้าแข็งเย็นเยือก?”
นางมีความทรงจำต่อนามนี้อยู่บ้าง คนผู้นี้คือแม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับเงินที่ประสบความสำเร็จในการทำศึกล่วงลึกเข้าไปในแดนคุนหลุน
ต่อมามันถูกปลดออกจากกองทัพ ปล่อยให้อยู่ว่าง เรื่องนี้ยังเคยถูกนาง
นำมาใช้เป็นชนวนเหตุเพื่อมุ่งเป้าโจมตีสภาผู้อาวุโสในยุคนั้น ก่อให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่าดินในภายหลัง
“เป็นมันเอง!” โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างรวบรัด ทว่าหนักแน่นชัดเจน
“มันไฉนไปถึงดินแดนแห่งความมืด?”
“ไม่อาจทราบได้” โหยวฉินเลี่ยกล่าวอย่างเยือกเย็น “สมควรทำการ
สืบสวนหรือไม่?”
ใบหน้าของมันสงบราบเรียบ ปราศจากร่องรอยพิรุธใด แม้ว่าเรื่องที่
มันเคยติดต่อพบปะกับเหลียงเวยเมื่อครั้งอดีตจะถูกกลบฝังไปแล้ว แต่มัน
ไม่เคยวางใจแม้แต่น้อย คนยิ่งเร้นกายอยู่ในเงามืดนานเท่าใด จะยิ่ง
กลายเป็นรอบคอบระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น มันไม่มีวันทิ้งช่องโหว่นี้ไว้
เป็นอันขาด
ดังนั้นโหยวฉินเลี่ยพากเพียรส่งเสริมเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าที่เคยมี
ส่วนร่วมในการพบปะครั้งนั้นอย่างสม่าเสมอ เลื่อนตำแหน่งให้แก่พวกมัน
มอบอำนาจให้พวกมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในช่วงสิบปีมานี้ ภารกิจสำคัญที่สุดของพวกมันคือการกวาดล้างขุม
อำนาจเก่า โหยวฉินเลี่ยคือดาบสังหารที่คมกล้าที่สุดในมือของหมิงเยวี่ย
เยี่ย เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของมันย่อมต้องมีส่วนร่วมในภารกิจเหล่านี้ด้วย
การเลื่อนตำแหน่งหมายความว่าพวกมันต้องแบกรับภารกิจที่ยากลำบาก
และเสี่ยงอันตรายมากกว่าเดิม
ดังนั้น คนเหล่านี้ค่อย ๆ ลดจำนวนลงทีละคนสองคน
สิบกว่าปีมานี้ ทางด้านเหลียงเวยเก็บตัวเงียบสงบ ไม่เคยปรากฏ
ออกมาเบื้องหน้าสายตาผู้คนอีก คนเหล่านี้หลงลืมมันไปตั้งแต่แรก ใน
บรรดาพวกมันทั้งหมดแม้แต่ผู้ที่ชาญฉลาดที่สุดยังไม่เคยฉุกคิดแม้สักครั้ง
เดียว ว่าเรื่องของเหลียงเวยกลับเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้พวกมันต้องตาย
และเนื่องเพราะพวกมันสละชีวิตเพื่อหน้าที่ เพื่อความสงบสุขของ
เผ่าอสูร ดังนั้นครอบครัวของพวกมันได้รับการดูแลอย่างดี ลูกหลานของ
พวกมันสามารถเข้าเรียนในตำหนักศาสตร์อสูรที่ดีที่สุด มีหน้าที่การงานที่
มีเกียรติและมั่นคง
ยุคสมัยแห่งความไม่สงบเป็นเครื่องปกปิดที่ดีที่สุด ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
การเสียสละอย่างเป็นลำดับขั้นตอนของคนเหล่านี้ แม้แต่ในหมู่พวกมันเอง
ก็ไม่เคยมีผู้ใดระแคะระคายมาก่อน
ในสิบปีมานี้จำนวนผู้ที่สละชีพเพื่อความสงบของเผ่าอสูรมีมากมาย
เกินไป กระทั่งโหยวฉินเลี่ยยังได้รับบาดเจ็บปางตายอยู่หลายครั้ง มิหนำซ้า
มีอยู่สองสามครั้งที่แทบจะเอาชีวิตไม่รอด
ดังนั้นในกระบวนการทั้งหมดนี้ อย่าว่าแต่จะมีผู้ใดสงสัยมัน แม้แต่ผู้ที่
จะสังเกตเห็นเงื่อนงำยังไม่มีแม้แต่คนเดียว
โหยวฉินเลี่ยนึกยินดีต่อความรอบคอบระมัดระวังของมันในครั้งนั้น
หากคนใดคนหนึ่งในหมู่คนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ เกรงว่าจะเป็นปัญหายุ่งยาก
แล้ว หากผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของมันเหล่านั้นยังอยู่ที่นี่ จะต้องมีคนจดจำ
เหลียงเวยที่ผุดเด่นขึ้นอย่างฉับพลันภายใต้ร่มธงของหมิงอ๋องออกอย่าง
แน่นอน จากนั้นทุกคนจะพบว่าเรื่องนี้น่าประหลาดยิ่ง
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่สนใจคำถามของมัน นางทอดถอนใจอย่างเศร้า
เสียดาย “ข้ามองพลาดไปแล้ว ครั้งนั้นข้าเข้าใจว่ามันเป็นเพียงแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับเงินที่โดดเด่นอยู่บ้าง ไม่มีคุณค่าเพียงพอให้รับตัวไว้ใช้
สอย นึกไม่ถึงว่าพรสวรรค์ของมันกลับไม่ด้อยกว่ามู่ซีแม้แต่น้อย ข้าถึงกับ
มองข้ามแม่ทัพอัจฉริยะผู้หนึ่ง นับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของข้าจริง
ๆ! นอกจากนี้ในฐานะอสูรผู้หนึ่ง มันกลับผุดเด่นขึ้นมาด้วยการนำทัพ
กองทัพปิศาจ นี่ไยมิใช่ว่าเผ่าอสูรเราก็มีแม่ทัพอันพิสดารเฉกเช่นเดียวกัน
กับเปี๋ยหานอยู่คนหนึ่ง!”
หมิงเยวี่ยเยี่ยยิ่งคิดยิ่งเศร้าเสียดาย ด้วยสภาพของเหลียงเวยในยาม
นั้น ขอเพียงนางเอ่ยปากสักคำมันจะซื่อสัตย์ภักดีต่อนางไปจนตาย
ไพร่พลหนึ่งพันหาได้ไม่ยากนัก แต่แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งยากจะ
พบพาน โดยเฉพาะแม่ทัพอันล้าเลิศเช่นนี้
ศึกครั้งนี้หนุนส่งเหลียงเวยขึ้นสู่ระดับยอดแม่ทัพอย่างแท้จริง
หมิงเยวี่ยเยี่ยสะบัดศีรษะแรง ๆ สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป “การต่อสู้
ระหว่างคุนหลุนกับม่ออวิ๋นไห่เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดฉากสู้รบอย่างเต็มตัว” โหยวฉินเลี่ยมุ่งความ
สนใจอยู่กับม่ออวิ๋นไห่เป็นพิเศษ จึงทราบกระจ่างเป็นอย่างดี “จากข่าวลับ
ที่พวกเราสืบทราบมา ทั้งสองฝ่ายล้วนไม่ได้เตรียมตัวสำหรับศึกสุดท้ายที่
จะตัดสินความเป็นความตายของพวกมันมาก่อน เดิมทีจิตเจตนาแรกเริ่ม
ของม่ออวิ๋นไห่ คือใช้เทียนหวนเหนือดึงความสนใจของคุนหลุน เพื่อที่พวก
มันจะได้ลอบโจมตีจากช่องว่างรอยโหว่ ริดลอนกำลังของคุนหลุน ส่วนทาง
ฝ่ายคุนหลุนคิดกลืนกินเทียนหวนเป็นอันดับแรก ทางหนึ่งเพื่อกำจัดหอก
ข้างแคร่ ในเวลาเดียวกันก็เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขุมกำลังของพวก
มันด้วย จากนั้นค่อยมุ่งเป้าไปยังสี่มหานิกายพุทธหรือไม่ก็กู่เหลียงเตา เพื่อ
บีบบังคับให้ม่ออวิ๋นไห่ออกมาทำศึกตัดสินกับพวกมันทันที”
หมิงเยวี่ยเยี่ยพยักหน้า “กระบวนท่าของหลีเซียนเอ๋อร์นี้รวบรัดหมด
จดยิ่ง ม่ออวิ๋นไห่ได้แต่ต้องยอมรับข้อเสนอของนาง คุนหลุนก็มิอาจถอน
กำลังล่าถอย ได้แต่จำใจเปิดฉากสู้รบอย่างเต็มรูปแบบ”
จากนั้นนางยิ้มละไม “ยักษ์ใหญ่ทั้งสองเมื่อเริ่มรบราฆ่าฟันกัน เกรง
ว่าคงไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เราจะใช้โอกาสนี้พักผ่อนสะสมกำลัง รอจนทั้งสอง
ฝ่ายล้วนรับบาดเจ็บบอบช้า จะถึงเวลาที่เผ่าอสูรของข้าได้ผงาดขึ้น
มาแล้ว!”
เผ่าอสูรที่เพิ่งจะฟื้นกำลังเล็กน้อยหลังจากสงครามกวาดล้างตลอด
สิบปี ย่อมไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ในความขัดแย้งภายในตลอดช่วงสิบปีมา
นี้ เผ่าอสูรสูญเสียขุมกำลังความเข้มแข็งไปมากมายเท่าใด เกรงว่าไม่มีผู้ใด
ทราบกระจ่างไปกว่าหมิงเยวี่ยเยี่ยอีก ในสายตาของนาง การสู้รบภายใน
ของแดนซิวเจ่อและแดนปิศาจ เป็นสวรรค์ประทานพรให้แก่เผ่าอสูรของ
นาง ให้เผ่าอสูรได้มีเวลาฟื้นฟูกำลัง
“ต้าเหรินปราดเปรื่องยิ่ง!” โหยวฉินเลี่ยกล่าวด้วยสีหน้ายอมรับนับ
ถือ
หากแต่ในใจมัน กำลังหัวร่อเย้ยหยันอย่างเย็นชา
มันรู้จักผูดี แม้ว่าผูไม่ได้กล่าวออกมา แต่มันสามารถดูออกว่าผูจะต้อง
มีกระบวนท่าตามหลังอย่างแน่นอน!
โหยวฉินเลี่ยเฉลียวฉลาดยิ่ง อีกทั้งมันยังทำงานอยู่ในแวดวงการข่าว
มานานปี มีฝีมือในการสืบค้นความจริงจากเบาะแสร่องรอยแม้เพียง
เล็กน้อย เหลียงเวยจู่ ๆ ปรากฏตัวขึ้นใต้ร่มธงของหมิงอ๋อง เมื่อนึกถึง
น้าเสียงเชื่อมั่นของผู การหวนกลับไปยังม่ออวิ๋นไห่ของพวกเหวยเสิ้ง และ
การกลับมาที่ล่าช้าออกไปของจั่วม่อ มันได้มาถึงข้อสรุปที่เหลวไหลถึงที่สุด
ประการหนึ่ง เป็นไปได้ว่าหมิงอ๋องก็คือจั่วม่อ!
กล่าวตามความสัตย์ แม้แต่มันยังแทบขวัญหนีดีฝ่อด้วยข้อสรุปของ
ตนเอง
แต่ในไม่ช้ามันก็สงบใจลง หากนี่เป็นความจริง เช่นนั้นจั่วม่อในยามนี้
ก็มีขุมกำลังแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นี่จะเป็นฝันร้ายของผู้
ยิ่งใหญ่รายอื่น ๆ
ในความเห็นของมัน วิหารเทพปิศาจสมควรไม่อาจยืนหยัดได้นาน ขุม
กำลังของทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันเกินไป
การรวมเป็นหนึ่งของเผ่าปิศาจ ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้
และหากการคาดเดาของมันถูกต้อง… …
ทันทีที่จั่วม่อปราบพิชิตวิหารเทพปิศาจ ก็จะครอบครองดินแดนร้อย
เถื่อน ดินแดนแห่งความมืดและม่ออวิ๋นไห่ กลับกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีขุม
กำลังกล้าแข็งที่สุดในใต้หล้า หนทางเดียวที่จะต่อกรกับมันได้ คือเผ่าอสูร
และคุนหลุนจะต้องจับมือเป็นพันธมิตรกัน
แต่ในยามนี้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าอสูรหมิงเยวี่ยเยี่ย กลับตกลงใจว่าจะนั่ง
อยู่บนภูชมดูสองพยัคฆ์เข่นฆ่ากันจนกว่าจะจบสิ้น … โหยวฉินเลี่ยลอบยิ้ม
เยาะอยู่ในใจ
ขอเพียงจั่วม่อรวมเผ่าปิศาจเสร็จสมบูรณ์ มันจะมีขุมกำลังกล้าแข็ง
กว่าคุนหลุน ที่สำคัญไปกว่านั้น คือคุนหลุนคงไม่มีวันคาดคิดไปถึงว่าหมิง
อ๋องก็คือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ ศัตรูเก่าของพวกมันเอง
ด้วยแผนการอันอุกอาจของจั่วม่อ คุนหลุนมีชะตากรรมที่จะต้อง
ประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่!
โหยวฉินเลี่ยรู้จักฝีมือของผูเป็นอย่างดี อสูรเฒ่าผู้นี้หากไม่เคลื่อนไหว
ก็แล้วกันไป แต่เมื่อใดที่มันลงมือ ต้องจู่โจมปลิดชีพอย่างเฉียบขาดดุดัน
ที่สุด จะไม่เปิดโอกาสให้คุนหลุนได้พลิกฟื้นอีกเป็นครั้งที่สอง
เมื่อถึงเวลานั้น… …
เผ่าอสูรยังจะเป็นคู่มือของจั่วม่ออีกหรือ?
ไม่มีผู้ใดคาดฝัน หลังจากการสู้รบทั้งหมด แม่ทัพที่โดดเด่นที่สุด
ภายใต้ร่มธงของหมิงอ๋องกลับไม่ใช่อันม่อ แต่เป็นเหลียงเวย ที่ผ่านมาผู้คน
เข้าใจว่าจุดด้อยของหมิงอ๋องอยู่ที่เรื่องนี้เอง มันแม้มีกำลังทหาร แต่ขาด
แคลนแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีความสามารถ แม่ทัพบัญชาการศึกในที่นี้
ย่อมหมายถึงชนชั้นยอดแม่ทัพ
ดินแดนร้อยเถื่อนตกอยู่ในกลียุค เกิดการรบพุ่งวุ่นวายมาโดยตลอด
ขุมกำลังโดยรวมลดน้อยถอยลง แต่ในขณะเดียวกัน พวกมันกลับให้กำเนิด
ยอดแม่ทัพจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าวิหารเทพปิศาจ สหพันธ์จอมปิศาจหรือ
พันธมิตรวีรบุรุษ ล้วนแล้วแต่มียอดแม่ทัพ
ในเรื่องนี้พวกมันแม้อ่อนด้อยกว่าพวกซิวเจ่ออยู่มาก แต่ก็เข้มแข็ง
กว่าดินแดนแห่งความมืดเป็นอันมาก ดินแดนแห่งความมืดสงบสุขมานาน
ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากหมิงอ๋องคนก่อนรวมแผ่นดินแห่งความมืด
เป็นหนึ่ง พวกมันก็ไม่ได้รบราฆ่าฟันกันอีก
เมื่อไม่มีประสบการณ์การสู้รบ ก็ยากที่แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งจะ
เติบโตขึ้นเป็นยอดแม่ทัพ แม้แต่สำนักใหญ่เช่นคุนหลุนซึ่งมีระบบการ
ฝึกอบรมแม่ทัพบัญชาการศึกอย่างดีเลิศ มีจำนวนแม่ทัพบัญชาการศึก
มากมายนับไม่ถ้วน แต่ยอดแม่ทัพที่แท้จริงจะถือกำเนิดจากการสู้รบ
เท่านั้น
แต่แล้วถึงยามนี้จุดอ่อนข้อนี้ของหมิงอ๋องถูกขจัดไปสิ้น
นอกเหนือจากเหลียงเวยผู้ที่ราวกับว่าจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นจากอากาศธาตุ บัดนี้ยัง
มีชีซิงแห่งพันธมิตรวีรบุรุษ
พันธมิตรวีรบุรุษที่ยังคงอยู่รอดปลอดภัยภายใต้การกระหนาบรุกราน
ของวิหารเทพปิศาจและสหพันธ์จอมปิศาจ ส่วนใหญ่แล้วเป็นความดี
ความชอบของชีซิงผู้นี้เอง มันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่แข็งแกร่งที่สุด
ของพันธมิตรวีรบุรุษ และเป็นยอดแม่ทัพเพียงหนึ่งเดียวที่พันธมิตร
วีรบุรุษมีอยู่
แต่ชีซิงนับว่าเคราะห์ร้ายยิ่ง ในศึกครั้งนี้เหลียงเวยคอยหลีกเลี่ยง
ตำแหน่งของมันอย่างชาญฉลาด พร้อมกันนั้นก็เร่งจู่โจมบรรดาแกนหลัก
ของพันธมิตรวีรบุรุษ ชีซิงอ่านสถานการณ์ออกทันที รีบรุดกลับไป
ช่วยเหลือแกนนำเหล่านั้น แต่ยังคงสายไปก้าวหนึ่ง ชนชั้นผู้นำของ
พันธมิตรวีรบุรุษทั้งหมดล้วนยอมจำนน มันกระทั่งโอกาสจะตีโต้ยังไม่มี ได้
แต่ยอมจำนนตาม
หากเอ่ยถึงในฐานะนักรบ ชีซิงยังไม่อาจเปรียบเทียบกับอันม่อได้ นี่
สามารถเห็นได้จากขนาดกองทัพของทั้งสอง ด้วยพลังฝีมือของชีซิง เพียง
สามารถนำทัพมือดีหกพันคน แต่อันม่อสามารถนำทัพหนึ่งหมื่นคนโดยไม่
ลำบากกินแรง แต่ในด้านประสาทสัมผัสอันเฉียบคม ปฏิภาณไหวพริบและ
ความสามารถเชิงกลยุทธ์ อันม่อนับว่าด้อยกว่าชีซิงอยู่มาก
จั่วม่อทำการเลือกเฟ้นยอดฝีมือจากแต่ละกองทัพ เพื่อสร้างกองทัพ
ใหม่สำหรับชีซิงโดยเฉพาะ
ในความเห็นของจั่วม่อ ยอดแม่ทัพย่อมคู่ควรกับกองพันล้าเลิศ ชีซิง
แม้ไม่เลว แต่กองทัพเดิมของมันกลับไม่ค่อยดีนัก สิ่งที่จั่วม่อมีมากที่สุดใน
ยามนี้ก็คือกำลังคน เหลียงเวยสู้รบประสบชัยอย่างหมดจดงดงาม คร่ากุม
ชนชั้นผู้นำของพันธมิตรวีรบุรุษทั้งเป็น เมื่อพันธมิตรวีรบุรุษทั้งเบื้องสูง
เบื้องต่าล้วนยอมศิโรราบ หมายความว่าจำนวนกองทัพของจั่วม่อขยายตัว
ขึ้นอีกครั้ง
เมื่อมีกองทัพมากมายถึงเพียงนี้ คิดสร้างกองพันล้าเลิศให้แก่ชีซิงสัก
ทัพหนึ่ง ลำบากแค่เพียงยกมือเท่านั้น
มันไม่ระแวงสงสัยชีซิงแม้แต่น้อยนิด มันเชื่อว่าชีซิงย่อมมิใช่ตัวโง่งม
จั่วม่อในยามนี้เท่ากับมีหัวหอกอันคมกล้าสองเล่ม เหลียงเวยและชีซิง
มันยังมีอันม่อผู้มีประสบการณ์และน่าเชื่อถือ รับหน้าที่แม่ทัพใหญ่ควบคุม
ภาพรวมของกองทัพ แทบไม่มีสิ่งใดที่มันต้องทำอีก
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ทุกอาณาจักรภายใต้อาณัติของวิหาร
เทพปิศาจเริ่มระดมกำลังอย่างเต็มที่
สภาพการณ์ดำเนินไปในทิศทางที่ชวนให้ผู้คนต้องสิ้นหวัง ความเร็ว
ในการรุกคืบของกองทัพหมิงอ๋องแทบจะอยู่เหนือความเข้าใจของผู้คน
ทันทีที่พันธมิตรวีรบุรุษยอมจำนน เท่ากับวิหารเทพปิศาจต้องสู้ศึกเพียง
ลำพัง ไม่มีที่ให้พวกมันล่าถอยอีก
หลายปีมานี้วิหารเทพปิศาจขยายดินแดนกว้างไกล แทบจะ
ครอบครองดินแดนร้อยเถื่อนกว่าครึ่ง กลายเป็นขุมกำลังที่ใหญ่โตที่สุดของ
ดินแดนร้อยเถื่อน ในบรรดาห้าเทพปิศาจ พวกมันมีทั้งปรมาจารย์ยุทธและ
ยอดแม่ทัพ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับหมิงอ๋องแล้ว พวกมันยังคงอ่อนด้อยกว่า
มาก
โดยเฉพาะหลังจากที่การโจมตีระดับเทพยุทธ์ของหมิงอ๋องทำลาย
แนวป้องกันอาณาจักรเทียนมู่ในกระบวนท่าเดียว สร้างความสะท้าน
สะเทือนไปทั่วหล้า
ในศึกริมแม่น้าหมิงอ๋อง ผู้คนเคยประจักษ์ในพลังด่านเทพยุทธ์มา
ก่อน แต่ประสบการณ์ที่ได้ลิ้มรสด้วยตัวเอง นับว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อันม่อเป็นแม่ทัพใหญ่ เหลียงเวยและชีซิงรับหน้าที่แม่ทัพกองหน้า
ขบวนทัพโจมตีรูปสามง่ามบังเกิดขึ้น อันม่อแม้ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่
มันหนักแน่นน่าเชื่อถือ ได้รับความเคารพจากกองทัพทั้งหมด มอบให้มัน
เป็นแม่ทัพใหญ่ดูแลภาพรวมของกองทัพ จั่วม่อไม่วิตกกังวลแม้แต่น้อย
ส่วนเหลียงเวยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง มันถือเป็นดาวรุ่งที่พุ่งแรงที่สุดในรอบ
หลายปีนี้ จั่วม่อยังคาดหวังในตัวชีซิงไม่น้อย มันต้องการชมดูขีด
ความสามารถของชีซิง
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อกำลังพยายามจัดระเบียบการปกครองในดินแดน
ร้อยเถื่อนส่วนที่มันยึดครองได้ มันต้องการวางกรอบเค้าโครงทางการ
ปกครองให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงสามารถบุกโจมตีวิหารเทพปิศาจอย่าง
วางใจ เมื่อเสร็จเรื่องทางด้านวิหารเทพปิศาจแล้ว จะเป็นเวลาที่พวกมัน
หันหัวหอกไปจัดการกับคุนหลุน
เมื่อถึงเวลานั้น อาจไม่มีเวลาให้มันมัวพะวงกับเรื่องเหล่านี้อีก
ศึกชี้เป็นชี้ตายกับคุนหลุนอาจยืดเยื้อเป็นเวลานาน ถึงยามนั้น แนว
หลังที่มั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
นอกจากนี้ การปกครองดินแดนร้อยเถื่อน ไม่เหมาะที่จะให้ปิศาจจาก
ดินแดนแห่งความมืดเป็นผู้รับไป มันต้องการคนของดินแดนร้อยเถื่อน มี
แต่ทำเช่นนั้น มันจึงจะสามารถสร้างความมั่นคงในดินแดนร้อยเถื่อน
โดยเร็วที่สุด
จั่วม่อเคยพบปะกับเหล่าชนชั้นผู้นำของพันธมิตรวีรบุรุษมาแล้ว แต่
ไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อพวกมันเท่าใด อาจบางทีคนเหล่านั้นมีความสามารถ
พื้นเพธรรมดาเกินไป ไม่เพียงพอที่จะกระทำการใหญ่
ผู้อื่นอาจเข้าใจว่าจั่วม่อไม่มีผู้คนให้ใช้สอย แต่หาได้ล่วงรู้ไม่ ในใจ
จั่วม่อกำหนดตัวบุคคลที่มันพึงพอใจเอาไว้แต่แรก
มันหวนคะนึงถึงช่วงเวลาในเมืองมหาสันติ สีหน้าทอแววหวนรำลึก
แววตานุ่มนวลลง
เสียกงจู่ พี่น้องตระกูลหลัน พวกเจ้าสบายดีหรือไม่?