สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 902 ศึกตัดสินสองสุดยอด! เทพยุทธ์สำแดงเดช!
- Home
- สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation
- บทที่ 902 ศึกตัดสินสองสุดยอด! เทพยุทธ์สำแดงเดช!
กองพันเสวียตงที่กำลังเร่งรุดเดินทางอย่างเต็มกำลัง กลับมีเหตุให้
ต้องหยุดลงกลางคัน
เนื่องเพราะที่เบื้องหน้า มีกองทัพหนึ่งรอคอยพวกมันอย่างเงียบ ๆ
เสวียตงม่านตาหดแคบลงทันควัน
ค่ายจูเชวี่ย!
หลังจากได้ยินว่าเปี๋ยหานและกองพันบาปเคราะห์ปรากฏตัวขึ้นที่
แนวหน้าอย่างกะทันหัน เสวียตงก็ไม่มีอันใดให้แปลกใจอีกแล้ว นี่กลับยิ่ง
ช่วยยืนยันว่าสี่มหานิกายพุทธลอบยืนอยู่ฝ่ายม่ออวิ๋นไห่ตั้งแต่ต้น ในเขต
แดนของสี่มหานิกายพุทธ ตำแหน่งเคลื่อนทัพของเสวียตงย่อมไม่อาจ
ปกปิดหูตาของพวกมัน ด้วยขีดความสามารถของกงซุนเสี่ยวเหนียง ไยจะ
มิอาจคาดเดาจิตเจตนาของมันได้?
ทันใดนั้นเสวียตงมุมปากผุดรอยยิ้มสมใจ ในดวงตาลุกโชนด้วยจิต
วิญญาณการต่อสู้ ซึ่งความจริงมันคาดหวังรอคอยศึกนี้มาเป็นเวลานาน
นักหนาแล้ว!
แม่นางน้อยกงซุน! ค่ายจูเชวี่ย!
ยอดแม่ทัพไร้พ่าย! สุดยอดทัพแกร่งที่ไม่เคยปราชัยมาก่อน!
มีเพียงคนระดับนี้เท่านั้นที่คู่ควรจะเป็นคู่ต่อสู้ของมัน ในสายตาของ
เสวียตง ผู้ที่สามารถเป็นคู่มือที่ทัดเทียมกับมัน ทอดตาทั่วหล้ามีเพียงกง
ซุนชาผู้เดียวเท่านั้น สำหรับเปี๋ยหานหรือคนเช่นหย่างหยวนฮ่าวกับกู่เหลี
ยงเตา หาได้อยู่ในสายตาของมันไม่ แม่ทัพระดับนั้นไม่มีค่าพอให้มัน
เหลือบแล
มีเพียงคนเดียวที่สามารถสนทนาภาษาเดียวกันกับมัน นั่นคือกงซุน
ชา ยอดแม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งม่ออวิ๋นไห่ แม่นางน้อยผู้แย้มยิ้มอย่างหมด
จดงดงาม ขณะที่ทำให้ทั้งโลกหวาดสะพรึงด้วยฝีมืออันแกร่งกล้าเกรียง
ไกรของมัน!
เรื่องเกี่ยวกับกงซุนชา เสวียตงเฝ้าติดตามศึกษาในเชิงลึกมาก่อน ยิ่ง
มันสืบค้นมากเท่าใด ยิ่งนับถือเลื่อมใสอีกฝ่ายมากเท่านั้น เสวียตงในฐานะ
แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง เดิมทีเข้าใจว่ามันบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว แม้ว่า
ยังไม่ถึงระดับใต้หล้าไร้เทียมทานอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่เคยมีกองทัพใด
สามารถทำให้มันรู้สึกกดดันมาก่อน แม้แต่กู่เหลียงเตา ขุนพลพยัคฆ์แห่งซี
เซวียนผู้นั้นก็ตาม มันเคยบดขยี้อีกฝ่ายจนราบคาบมาแล้ว หากมิใช่ว่ากง
ซุนชามาทันเวลา กู่เหลียงเตากระทั่งโอกาสหลบหนีเอาชีวิตรอดยังไม่มี
เสวียตงประเมินกงซุนชาเอาไว้สูงยิ่ง กงซุนชาเป็นเช่นเดียวกันกับมัน
พวกมันล้วนไม่มีจุดอ่อนที่ชัดเจน และเฉกเช่นเดียวกับมัน กงซุนชามี
ความสามารถในการเกาะกุมจุดอ่อนของผู้คน เฉกเช่นเดียวกับมัน กงซุน
ชาถนัดจัดเจนพิชัยยุทธ์ทุกรูปแบบ สามารถแปรเปลี่ยนยุทธวิธีได้ดั่งใจ
ปรารถนา
ข้อแตกต่างระหว่างพวกมันมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือแบบฉบับการ
ต่อสู้
แบบฉบับการต่อสู้ของเสวียตงเปรียบประดุจค้อนยักษ์ เกรี้ยวกราด
ดุดัน บดขยี้ไปทุกทิศทางโดยไร้ผู้ต้าน ส่วนกงซุนชาเป็นดั่งมีดคมกล้า ทั้ง
พลิกแพลงและปราดเปรียวถึงขั้นสุดยอด การโจมตีแต่ละครั้งสามารถ
เชือดเนื้อเลาะกระดูกอย่างหมดจด
แต่ในด้านของการฝึกอบรมอัจฉริยะหน้าใหม่ เสวียตงยอมรับว่ามัน
ยังห่างไกลจากกงซุนชาอยู่มาก กงซุนชาฝึกอบรมแม่ทัพบัญชาการศึก
ชั้นหนึ่งให้แก่ม่ออวิ๋นไห่คนแล้วคนเล่า แม่ทัพเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญใน
ความแข็งแกร่งของม่ออวิ๋นไห่ กล่าวตามความสัตย์ กระทั่งคุนหลุนยังมิ
อาจไม่ยอมรับ ว่าระดับฝีมือของแม่ทัพคุนหลุนไม่อาจเทียบได้กับแม่ทัพม่
ออวิ๋นไห่
ในช่วงสิบปีมานี้ นอกเหนือจากการนำทัพออกรบ เสวียตงทุ่มเทเวลา
แทบทั้งหมดในการฝึกอบรมแม่ทัพหน้าใหม่ของคุนหลุน เมื่อมีกงซุนชาผู้
ยอดเยี่ยมเป็นคู่แข่งในใจมัน เสวียตงไม่อาจทำใจยอมรับให้กงซุนชาเหนือ
ล้ากว่าตนได้ ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม
การปรากฏขึ้นของเหล่าแม่ทัพอัจฉริยะหน้าใหม่ของคุนหลุนในช่วง
หลายปีมานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความมานะบากบั่นของเสวียตง
อย่างไรก็ตาม เสวียตงยังคงรู้สึกอยู่เสมอ ว่าแม่ทัพหน้าใหม่ของคุน
หลุนเหล่านี้ ยังไม่อาจเทียบได้กับพวกม้าฝานและแม่ทัพอื่นๆ ของม่ออวิ๋น
ไห่ นี่ทำให้มันไม่พอใจอย่างมาก
ดังนั้นเสวียตงเฝ้าวาดหวังมาโดยตลอด หวังว่าจะได้ทำศึกตัดสินกับ
กงซุนชาในสักวัน
นึกไม่ถึงว่าสวรรค์จะประทานโอกาสสำหรับศึกตัดสินระหว่างพวกมัน
เร็วถึงเพียงนี้!
เสวียตงก้าวออกมาจากแถวทัพ แทบจะราวกับว่าพวกมันตกลงกันไว้
ล่วงหน้า กงซุนชาเองก็ปรากฏตัวที่ด้านหน้าขบวนทัพในเวลาเดียวกัน
มันเห็นกงซุนชาที่เอียงอาย เสวียตงแม้เคยชมดูภาพของกงซุนชาใน
บันทึกภาพมายามาก่อน ยังคงงงงันไปวูบหนึ่ง คนผู้นี้ตรงกันข้ามกับมัน
อย่างสิ้นเชิง ราวกับเด็กชายข้างบ้านที่อบอุ่นอ่อนโยนและเป็นมิตร ไม่มี
กลิ่นอายฆ่าฟันแม้แต่น้อย เสวียตงไม่อาจเชื่อมโยงคนเบื้องหน้ากับยอดแม่
ทัพไร้ผู้ต้าน ซึ่งศัตรูเพียงได้ยินชื่อก็พากันหลบลี้หนีหน้าผู้นั้น
“ผู้น้องเสวียตง คารวะกงซุนเซียนเซิง!” เสวียตงประสานมือค้อมกาย
อย่างมีมารยาท
“เสวียเซียนเซิงเกรงใจเกินไปแล้ว!” รอยยิ้มของกงซุนชายิ่งเอียงอาย
กว่าเดิม
เสวียตงย่อมไม่ถูกรอยยิ้มอันชวนสนิทสนมของกงซุนชาหลอกลวง
แต่ยังคงรู้สึกถึงความย้อนแย้งอย่างประหลาด แต่มันตั้งสติทันที กล่าว
เสียงดังฟังชัด “เดิมทีเข้าใจว่าศึกระหว่างเราจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อจั่วม่อเซียน
เซิงกลับมาแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกันเร็วถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าศึก
ระหว่างเราท่านจะเป็นฟ้าลิขิตแล้ว”
“ย่อมมิใช่ฟ้าลิขิต” กงซุนชายังคงแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน ทว่าถ้อย
วาจากลับแหลมคมดุจใบมีด “นี่เป็นกลยุทธ์”
เสวียตงใจสั่นสะท้าน แต่สีหน้ายังคงสงบราบเรียบ มันหัวร่ออย่าง
ขบขัน “กลยุทธ์ ข้าชอบคำนี้”
“เสวียเซียนเซิงเมื่อชมชอบก็ดี” กงซุนชาส่งยิ้มไม่มีพิษเป็นภัย
“เสวียเซียนเซิงเมื่อชมชอบ ข้าจะได้มีความมั่นใจมากขึ้น อา ศิษย์พี่ของ
ท่านนับเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคผู้หนึ่ง เสวียเซียนเซิงเองก็เป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกไร้พ่าย หากต้องร่วงหล่นลงมา ช่างชวนให้ผู้คนนึกเสียดาย
นัก”
“ฮ่าฮ่า!” เสวียตงแหงนหน้าหัวร่อเสียงดังกระหึ่ม “ใต้หล้ามีผู้ใด
สามารถเป็นคู่มือของศิษย์พี่ใหญ่ข้าได้? ผู้ใดสามารถเป็นคู่มือของข้า?”
วาจาเหล่านี้เย่อหยิ่งลำพองถึงที่สุด แต่ในสุ้มเสียงแฝงไว้ด้วยความ
เชื่อมั่นอย่างแรงกล้า บันดาลให้ผู้คนเชื่อวาจาของมันอย่างสนิทใจ
“เป็นความจริง?” รอยยิ้มของกงซุนชายิ่งมายิ่งเอียงอายกว่าเดิม
“หรือเสวียเซียนเซิงเข้าใจว่าเทพยุทธ์จะไร้เทียนทานจริงๆ? หรือ
เสวียเซียนเซิงเข้าใจว่าใต้หล้านี้มีเพียงหลินเชียนผู้เดียว? เสวียเซียนเซิง
ข้าว่าท่านดูแคลนเหล่าจอมยุทธ์ทั่วหล้าเกินไปแล้ว!”
เสวียตงใจหายวาบ ดวงตาหรี่แคบลง อย่างไรก็ตาม เพียงถ้อยคำข่ม
ขวัญตามเล่ห์อุบายศึกเช่นนี้ ไหนเลยจะส่งผลกระทบต่อยอดแม่ทัพระดับ
มันได้ มันหัวร่อพลางกล่าว “ศึกใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ไยต้องเสียเวลา
ประคารมเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ มาเถอะ มาสู้กัน ข้าเฝ้ารอเวลานี้มานานมาก
แล้ว!”
“เสวียเซียนเซิงกล่าวถูกต้อง” มุมปากของกงซุนชาสยายกว้างเป็น
รอยยิ้มที่แหลมคมดุจใบมีด เค้าความเอียงอายพลันกลับกลายเป็นรังสีฆ่า
ฟันอันรุนแรง “น่าเสียดายนัก สงคราม ไม่เหมือนกับในกาลก่อนอีกแล้ว”
ค่ายจูเชวี่ยปะทะกองพันเสวียตง!
สองสุดยอดแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า สองกองทัพที่กล้าแกร่ง
เกรียงไกรไร้เทียมทานที่สุด เปิดศึกอย่างเต็มรูปแบบ!
เหวยเสิ้งรวดเร็วถึงขีดสุด ในใจร้อนรุ่มดั่งไฟสุม มันเร่งความเร็วเหาะ
เหินอย่างสุดกำลัง
เป้าหมายของมันคือหลินเชียน!
กงซุนชากล่าวไม่ผิด สงครามเปลี่ยนไปแล้ว การปรากฏตัวของ
ปรมาจารย์ด่านเทพยุทธ์เปลี่ยนโฉมของสงครามอย่างสิ้นเชิง ในอดีตไม่ว่า
คนผู้หนึ่งจะมีพลังฝีมือสูงล้าสุดยอดเพียงใด ยังไม่อาจแปรเปลี่ยนผลของ
สงครามได้ด้วยกำลังของตนเองเพียงลำพัง
แต่สภาพเช่นนี้ พังทลายไปด้วยการมีอยู่ของเทพยุทธ์
สำหรับเทพยุทธ์ผู้หนึ่ง ปลิดปลงศีรษะแม่ทัพศัตรูท่ามกลางทหารนับ
หมื่นไม่ใช่เรื่องยาก ชนชั้นเทพยุทธ์ครอบครองพลังมากพอ ที่จะสามารถ
ล่วงลึกเข้าไปในดินแดนของศัตรูดุจเดินเล่นในสวนหลังบ้านตน
ปลิดศีรษะแม่ทัพศัตรูดุจหยิบฉวยวัตถุจากถุงย่าม!
ฝีมืออันน่ากลัวนี้ สามารถเปลี่ยนพลิกสถานการณ์การสู้รบจาก
รากฐาน
คุนหลุนเองก็หยั่งซึ้งถึงพลังของกลยุทธ์นี้เช่นกัน
ตามสายข่าวที่พวกมันสืบทราบมา หลินเชียนแยกตัวจากเสวียตง
ตั้งแต่แรก เวลานี้ไม่มีผู้ใดทราบว่ามันอยู่ที่ใด
เป้าหมายของหลินเชียน หากไม่ใช่กู่เหลียงเตาก็ต้องเป็นหย่างหยวน
ฮ่าว!
ไม่ว่ากู่เหลียงเตาหรือหย่างหยวนฮ่าว ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งหลิน
เชียนได้ เนื่องเพราะใต้ร่มธงของพวกมันไม่มีชนชั้นเทพยุทธ์ ที่สำคัญคือ
ไม่ว่าสูญเสียกู่เหลียงเตาหรือหย่างหยวนฮ่าว ล้วนเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่
สำหรับฝ่ายของม่ออวิ๋นไห่
ม่ออวิ๋นไห่ไม่เคยนิ่งนอนใจ พวกมันทำการศึกษาและปรึกษาหารือซ้า
แล้วซ้าเล่า ได้ข้อสรุปว่าระดับเทพยุทธ์ไม่ใช่สิ่งที่สามารถหยุดยั้งได้ในเวลา
นี้ ความไม่สมดุลนี้จะดำเนินต่อไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง อย่างน้อยสิบปี
หลังจากผ่านไปสิบปี ระดับฝีมือเฉลี่ยของกองทัพจะเพิ่มสูงขึ้นอีก
สองระดับ และจะบังเกิดชนชั้นกึ่งเทพยุทธ์มากขึ้น กึ่งเทพยุทธ์ห้าคนเพียง
พอที่จะต่อกรกับเทพยุทธ์
เมื่อถึงเวลานั้น สงครามจะเริ่มมาถึงสมดุลใหม่อีกครั้ง ปรมาจารย์
เทพยุทธ์จะมิใช่ไร้เทียมทานอีกต่อไป การมีตัวตนของแม่ทัพบัญชาการศึก
จะกลับมามีคุณค่าความหมายอีกครั้ง
ยอดแม่ทัพเช่นกู่เหลียงเตาหรือหย่างหยวนฮ่าว ย่อมไม่สามารถผุด
ขึ้นได้เอง แต่จะเพาะสร้างขึ้นด้วยการฝึกอบรมและการสู้รบเป็นเวลานาน
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่อาจสูญเสียพวกมันไป
ในช่วงสิบปีหลังจากนี้ ผู้ใดครอบครองปรมาจารย์เทพยุทธ์ ผู้ใดมี
จำนวนเทพยุทธ์มากที่สุด จะถือครองข้อได้เปรียบเหนือผู้อื่น
ระหว่างเร่งรุดไป เหวยเสิ้งยังเฝ้าครุ่นคิดว่าระหว่างหย่างหยวนฮ่าว
และกู่เหลียงเตา ผู้ใดเป็นเป้าสังหารของหลินเชียน?
เมื่อใคร่ครวญถึงตำแหน่งทัพ เหวยเสิ้งเชื่อว่าทางด้านของกู่เหลียง
เตามีความป็นไปได้มากกว่า
ระดับฝีมือของกู่เหลียงเตาและหย่างหยวนฮ่าวแม้ไม่แตกต่างกัน แต่
ในขุมกำลังของพวกมัน กู่เหลียงเตาเห็นได้ว่ามีศักดิ์ฐานะสูงส่งกว่า ยิ่งไป
กว่านั้น กู่เหลียงเตายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับม่ออวิ๋นไห่มากกว่าหย่าง
หยวนฮ่าว
หากสามารถปลิดปลงกู่เหลียงเตา จะส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าการ
สังหารหย่างหยวนฮ่าว
นอกจากนี้ กู่เหลียงเตายังล่วงลึกเข้าไปในแดนคุนหลุนมากกว่าหย่าง
หยวนฮ่าว กู่เหลียงเตาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะล้างแค้น ทวงหนี้
อัปยศที่ได้รับจากเสวียตงในครั้งนั้น หมายความว่ามันย่อมบุกทะลวงเข้า
ไปเร็วกว่าหย่างหยวนฮ่าว
และยังหมายความว่าหลินเชียนจะสามารถหาตัวมันพบได้ง่ายกว่า
หย่างหยวนฮ่าว
หลินเชียนทอดตามองกองทัพของกู่เหลียงเตาที่เบื้องล่าง ในสายตา
ของมัน คนเหล่านี้ไม่ต่างจากมดปลวกกลุ่มหนึ่ง
ซวงอวี่ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัส ใบหน้าขาวซีดดุจคนตาย
แขนขวาถูกหลินเชียนตัดขาดจากร่าง แต่มันไม่คิดหยุดโลหิตที่หลั่งไหล
ออกมาดุจสายน้า เพียงจ้องมองเงาร่างที่กลางเวหาตาเขม็ง
หลินเชียนถือกระบี่ยืนตระหง่านดุจขุนเขา ชายเสื้อขาวพิสุทธิ์สะบัด
ปลิวกลางสายลม ประหนึ่งเทพเทวะที่อยู่สูงเกินกว่าดินแดนของมนุษย์
ปุถุชน
กองทัพกู่เหลียงเตาโหมโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ลำแสงจู่โจมจากเทพวิชา
นับไม่ถ้วนกระหน่ายิงขึ้นไปบนท้องฟ้า ทว่าหลินเชียนไม่สะทกสะท้าน
ม่านแสงรอบกายมันไม่สะเทือนแม้แต่น้อย แม้แต่ภายใต้พายุการโจมตี
ประดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง พื้นผิวของม่านแสงยังไม่บังเกิดระลอกอันใด
“ยอมจำนนเถอะ กู่เหลียงเตา การฆ่าโดยไม่จำเป็นหาได้มีคุณค่า
ความหมายไม่”
สุ้มเสียงเย็นชาของหลินเชียนดังกังวานลงมาจากฟากฟ้า
จิตวิญญาณการต่อสู้ของกู่เหลียงเตาดับมอดสิ้น มันเหม่อมองเงาร่าง
บนท้องฟ้า นี่ก็คือระดับชั้นเทพยุทธ์เช่นนั้นหรือ?
นี่เป็นครั้งแรกที่มันรู้สึกไร้พลังอำนาจโดยสิ้นเชิง แม้แต่ครั้งที่พ่ายแพ้
ต่อเสวียตงอย่างหมดรูป ยังไม่ถึงกับสิ้นหวังถึงเพียงนี้ ความสิ้นหวังนี้ไม่ใช่
เพราะพลังฝีมืออันสูงส่งสุดยอดของหลินเชียน แต่เป็นเพราะมันพลัน
พบว่า กองทัพไม่ใช่พลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอีกต่อไป
ต่อจากนี้ไป สิ่งที่จะครอบครองใต้หล้าคือชนชั้นเทพยุทธ์
“พี่ใหญ่!” สุ้มเสียงแหบห้าวพลันร้องเรียกออกมา
กู่เหลียงเตาหันกลับไปมอง เป็นซวงอวี่ ดวงตาของมันพลันทอแวว
นุ่มนวล มันมองดูพี่น้องที่ติดตามมันมาด้วยชีวิต ทันใดนั้นรู้สึกว่าหัวใจที่
ร้อนรุ่ม กลับกลายเป็นสงบลง “อาอวี่ สำนึกเสียใจบ้างหรือไม่?”
“สำนึกเสียใจ?” ซวงอวี่พลันหัวร่อดังลั่น “พี่ใหญ่ ไฉนถามเช่นนี้?
พวกเราไม่มีผู้ใดสำนึกเสียใจ!”
“ระดับเทพยุทธ์ นับว่ากล้าแกร่งเกรียงไกรโดยแท้!” กู่เหลียงเตาหัน
กลับไปมองบนท้องฟ้า รำพึงออกมาเบา ๆ
“พี่จั่วจะล้างแค้นให้แก่พวกเราเอง” ซวงอวี่สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความ
มั่นใจ
“ถูกของเจ้า!” กู่เหลียงเตาพลันแย้มยิ้มกว้างขวาง กล่าวด้วยท่วงท่า
องอาจห้าวหาญ “เช่นนั้นวันนี้เราลองมาทดสอบกันดูสักครา ปรมาจารย์
เทพยุทธ์จะเก่งกาจสักเท่าใดกัน!”
กู่เหลียงเตาทำสัญญาณให้กองทัพหยุดการโจมตี
ห่าลำแสงคลุมฟ้าหายวับไปทันที ทุกผู้คนมองไปยังผู้นำของพวกมัน
เป็นตาเดียว
เมฆหมอกในใจกู่เหลียงเตาปลาสนาการไปสิ้น มันชูมือขึ้นสูง สีหน้า
เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน จิตวิญญาณการต่อสู้ลุกโชนจนกลายเป็นแผดเผา
ตนเอง ตวาดอย่างห้าวหาญรันทด “สู้ตาย!”
“สู้ตาย!” ทุกผู้คนตะโกนเป็นเสียงเดียวกัน
“สู้ตาย!” กู่เหลียงเตาผมเผ้าลุกชี้ชัน เสียงคำรามดุดันปานพยัคฆ์ร้าย
พยัคฆ์ร้ายที่ไม่แยแสสนใจแม้แต่ชีวิตของตน
“สู้ตาย!” สิ่งที่ตอบกลับมา คือคลื่นเสียงคำรามสะเทือนฟ้าดินของ
กองทัพคู่ใจ
“สู้ตาย!” กู่เหลียงเตากู่ร้องด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี กระทั่งสุ้มเสียง
ยังกลายเป็นแหบห้าว แต่ไม่ว่าผู้ใดล้วนรู้สึกได้ชัดเจน ถึงจิตเจตนาที่มุ่ง
หน้าไปโดยไม่คิดมีชีวิตกลับมา
“สู้ตาย! สู้ตาย! สู้ตาย!” เสียงกู่คำรามสะท้านขวัญวิญญาณของผู้เป็น
นายเหนือ บันดาลให้จิตวิญญาณการต่อสู้ของพวกมันลุกโชนราวกับเปลว
ไฟเสียดฟ้า ไม่มีความหวาดกลัว ไม่สำนึกเสียใจ ไม่หลบหนี มีแต่มุ่งหน้า
ไปสู่ความตาย!
“ฆ่า!” กู่เหลียงเตาชี้ปลายกระบี่ตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า
“ฆ่า!” ซวงอวี่แม้เหลือเพียงแขนเดียว แต่พลังเทพของมันกำลังลุก
ไหม้อย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าที่สุภาพอ่อนโยนกลายเป็นบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด
มันประดุจเปลวไฟอันคลุ้มคลั่งกลุ่มหนึ่ง ดีดพุ่งเข้าหาเงาร่างที่กลางเวหา
อย่างไม่เสียดายชีวิต ขอเพียงสามารถเผาผลาญเงาร่างอันน่าชังที่คล้าย
สถิตอยู่เหนือโลกโลกิยะนั้นไปด้วยก็พอ
“ฆ่า!” กองทัพทั้งหมดพร้อมใจกันทะยานเข้าหาหลินเชียนที่บน
ฟากฟ้า ราวกับคลื่นทะเลเพลิงอันคลุ้มคลั่งผืนหนึ่ง
หลินเชียนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังคงทอดถอนใจเบาๆ
กระบี่เทพไท่กู่ในมือกรีดวูบ ลำแสงกระบี่อันแหลมคมสายหนึ่งสว่าง
วาบโดยพลัน
ซวงอวี่ที่ด้านหน้าสุด ถูกลำแสงกระบี่ทะลวงร่างในชั่วพริบตา
จากนั้นลำแสงกระบี่ที่ไม่มีอันใดน่าดูชมสายนี้ พุ่งผ่านเข้าไปในขบวน
ทัพที่ประดุจคลื่นเพลิงพิโรธของกู่เหลียงเตา!
กู่เหลียงเตาบนทรวงอกปรากฏหลุมโลหิตขนาดเท่ากำปั้นหลุมหนึ่ง
ลำแสงกระบี่ของหลินเชียนทะลวงผ่านกองทัพทั้งหมดในคราวเดียว
ทว่ากู่เหลียงเตายังคงแย้มยิ้ม แย้มยิ้มอย่างเฉิดฉันยิ่ง
หลินเชียนพลันสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย