สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 903 ในนามของศิษย์พี่ใหญ่
ทัพใหญ่ทั้งหมดพลันระเบิดขึ้นต่อหน้าต่อตาหลินเชียน
พลังเทพปริมาณมหาศาลระเบิดออกในคราวเดียว ก่อให้เกิดคลื่น
พลังงานอันบ้าคลั่งกลืนกินหลินเชียนลงไปทันที หลินเชียนมือข้างหนึ่งกุม
กระบี่เทพไท่กู่แนบแน่น ได้รับการปกป้องอยู่ด้านหลังม่านโล่แสง ในใจเต็ม
ไปด้วยความเศร้าเสียดาย
ยอดแม่ทัพนามกระเดื่องผู้หนึ่ง กลับตกตายง่ายดายถึงเพียงนี้
คิดฉุดลากข้าร่วมกลบฝังไปด้วยหรือ?
น่าเสียดาย… …
ทันใดนั้นเอง หลินเชียนคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง แทบจะในเวลา
เดียวกัน พลังอันเกรี้ยวกราดดุดันขุมหนึ่งพุ่งชนม่านโล่แสงของมันอย่าง
ถนัดถนี่
ม่านโล่แสงแตกกระจายเป็นละอองแสงทันที นี่คือการโจมตีก่อนตาย
ของซวงอวี่
ชั่วพริบตาที่โล่แสงแตกสลาย กระบี่เทพไท่กู่ในมือหลินเชียนดีดขึ้น
กรีดวาดเป็นวงกลม ป้องกันอยู่ที่เบื้องหน้า
เพียะเพียะเพียะ!
คลื่นพลังเทพอันบ้าคลั่งคล้ายเสาะพบเป้าหมาย ไหลบ่าเข้ามาทันที
คลื่นกระแทกแต่ละระลอกไม่นับเป็นอะไรได้สำหรับหลินเชียน เพียงแต่
พวกมันรวดเร็วเกินไป ถี่กระชั้นเกินไป ทั้งยังมีจำนวนมากเกินไป!
วงกลมกระบี่แตกสลายตามไป
หลินเชียนแค่นเสียงหนัก ๆ หยิบยืมแรงกระแทกขุมนี้ พาตัวหลุดพ้น
จากมหาสมุทรพลังเทพอันบ้าคลั่ง
เมื่อหลุดออกมาได้ หลินเชียนดีดกายปราด จากนั้นมองดูทะเลคลั่ง
พลังเทพจากในระยะไกล
มันเฝ้ามองทะเลคลั่งค่อย ๆ สงบลง จนกระทั่งคลื่นพลังระลอก
สุดท้ายสลายหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า และนามของ
วีรบุรุษผู้ล่วงลับ
ช่างเป็นศัตรูอันเหี้ยมหาญดุดันนัก!
หลินเชียนทอดถอนใจอีกครา การโจมตีครั้งสุดท้ายของกู่เหลียงเตา
ใช้ขีดความสามารถทั้งหมดในการควบคุมกระบวนทัพค่ายกล กู่เหลียงเตา
ใช้กระบวนทัพค่ายกลรูปแบบหนึ่ง ผสานกับวิชาลับอันน่าอัศจรรย์
ควบคุมให้กองทัพทั้งหมดระเบิดตัวเองอย่างพร้อมเพรียง สร้างแรงทำลาย
ล้างที่เพียงพอจะบดขยี้ฟ้าดิน การโจมตีอันบ้าคลั่งนี้นับว่าไม่เคยได้ยินได้
ฟังจากที่ใดมาก่อน กระทั่งหลินเชียนยังมิอาจไม่ยอมรับ นี่เป็นคู่ต่อสู้ที่ควร
ค่าแก่การนับถือเลื่อมใสอย่างแท้จริง
นับตั้งแต่ผ่านเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์ นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้รับบาดเจ็บ
บอบช้า
อาการบาดเจ็บไม่ร้ายแรงเท่าใด เพียงใช้เวลาพักรักษาตัวสองสามวัน
ก็จะทุเลาหายดี หลินเชียนไม่วิตกกังวลนัก การที่ต้องจ่ายค่าตอบแทน
เล็กน้อยเพียงเท่านี้ แลกกับการทำลายล้างยอดแม่ทัพผู้หนึ่ง พร้อมด้วย
กองพันล้าเลิศทัพหนึ่ง เรียกได้ว่าคุ้มค่ายิ่ง
น่าเสียดายที่หย่างหยวนฮ่าวกลอกกลิ้งมากกว่า ยากจะเสาะหามัน
พบ หากมิใช่ว่ากู่เหลียงเตาปรารถนาจะล้างแค้นมากเกินไป คุนหลุนคงไม่
อาจต้อนมันจนมุมได้โดยง่ายถึงเพียงนี้
ด้วยการตายของกู่เหลียงเตา สมควรส่งผลกระทบต่อม่ออวิ๋นไห่อย่าง
รุนแรง เมื่อนึกได้เช่นนี้ หลินเชียนก็พึงพอใจยิ่ง
ในเวลานี้เอง เสียงแหวกฝ่าอากาศดังกระหึ่มมาจากที่ห่างไกล
สุ้มเสียงดังสนั่นนี้ คล้ายแฝงเร้นไปด้วยกลิ่นอายสภาวะของพญา
มังกรอย่างเลือนราง
หลินเชียนหันไปมองในทิศทางของเสียงคำราม ขอบฟ้าคล้ายย้อม
ด้วยสีแดงดุจโลหิต ชวนประหวั่นพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูก เงาร่างสายหนึ่ง
ราวกับขีดวาดเส้นสีโลหิตข้ามแผ่นฟ้า พุ่งตรงเข้ามาด้วยระดับความเร็วอัน
น่าแตกตื่นสะท้านใจ
ทันใดนั้นเงาร่างสายนั้นหายวับไปจากครรลองสายตามัน
ชั่วพริบตาถัดมา เงาร่างที่ตั้งตรงดุจคันทวน ในมือถือกระบี่สีโลหิต
พลันปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าหลินเชียน
หลินเชียนม่านตาหดแคบลงทันควัน
เหวยเสิ้ง!
สิ่งที่ทำให้หลินเชียนหัวใจหนักอึ้ง คือกลิ่นอายสภาวะของมังกรอัน
เลือนรางที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่าย เหวยเสิ้งมีพลังสภาวะดุจ
เดียวกันกับที่มันมี หลินเชียนทราบแน่แก่ใจว่าหมายความว่าอย่างไร
เทพยุทธ์!
เหวยเสิ้งเป็นเทพยุทธ์!
ในหัวใจอันสงบนิ่งของมันพลันบังเกิดระลอกปั่นป่วน ในศึกที่ราบ
ภาคกลางเมื่อครั้งกระโน้น มันประจักษ์ด้วยสายตาตนเองว่าเหวยเสิ้งเผา
ผลาญพลังเทพเพื่อต่อสู้กับผู้อาวุโสสูงสุดเทียนหวน มันทราบดีว่าผล
สุดท้ายของการเผาผลาญพลังเทพโดยไม่คิดหน้าคิดหลังคือสิ่งใด อาศัย
ระดับพลังของเหวยเสิ้งในยามนั้น ผลลัพธ์เดียวในการเผาผลาญพลังเทพ
คือความตาย เหวยเสิ้งต่อให้โชคดีเอาชีวิตรอดมาได้ ก็สมควรกลายเป็นคน
พิการ
เป็นไปได้อย่างไร… …มันจะกลายเป็นเทพยุทธ์ไปได้อย่างไร!
เหวยเสิ้งดวงตาทอประกายโศกเศร้าหดหู่สุดระงับ!
มันมาสายไปก้าวหนึ่ง!
เศษเสี้ยวพลังเทพที่หลงเหลืออยู่ในที่นี้ บ่งบอกชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
แต่เมื่อสายตาของเหวยเสิ้งมองมายังใบหน้าของหลินเชียน พลันกลับ
กลายเป็นเด็ดเดี่ยวมั่นคงดุจเหล็กกล้า
“พี่เหวย ไม่ได้พบกันนานแล้ว” หลินเชียนแย้มยิ้มอย่างอบอุ่นและมี
มารยาท “นึกไม่ถึงว่าพี่เหวยจะบรรลุด่านเทพยุทธ์เช่นกัน พี่เหวยในที่สุด
ก็ค้นพบวิถีกระบี่ในใจตน สมแล้วที่เป็นพวกเราเหล่าเซียนกระบี่”
เหวยเสิ้งสั่นศีรษะ “กระบี่ที่ข้าแสวงหา ไม่เหมือนกับกระบี่ของเจ้า”
“มิผิด” หลินเชียนพยักหน้า “บนวิถีแห่งกระบี่ ผู้ใดถูกผู้ใดผิดยากจะ
บอกได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใดแข็งแกร่ง ผู้ใดอ่อนแอ กลับสามารถพิสูจน์ได้
โดยง่าย เหวยเสิ้ง เจ้ากล้าต่อสู้กับข้าในนามของกระบี่หรือไม่?”
ปลายกระบี่ในมือหลินเชียนชี้ตรงไปยังเหวยเสิ้ง เสื้อยาวสีขาวสะบัด
ปลิว แผ่ซ่านกลิ่นอายสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก
“หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ข้าย่อมให้โอกาสพวกมันต่อสู้อย่างยุติธรรม
แต่การต่อสู้ระหว่างเราท่าน ข้ามพ้นการศึกษาวิถีกระบี่ไปนานแล้ว นี่เป็น
เรื่องของบุญคุณความแค้นที่รอการชำระสะสาง” เหวยเสิ้งไม่หลบเลี่ยง
สายตาของหลินเชียน กล่าวอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา “ข้าเคยสัตย์
สาบานด้วยกระบี่ เพื่อสำนักกระบี่สุญตาข้าจะทำลายล้างคุนหลุนให้สิ้น
ซาก วันนี้หากมิใช่เจ้าตายก็เป็นข้าสิ้น!”
สุ้มเสียงของเหวยเสิ้งราวกับเสียงคำรามของกระบี่ เฉียบขาดและแฝง
ด้วยอำนาจคุกคามคน กระบี่โลหิตสังหารเทพในมือของมันจี้ตรงไปยังหลิน
เชียน กรีดเสียงคำรามแหลมอย่างดุร้าย
หลินเชียนทราบว่าแผนการของมันล้มเหลวแล้ว เมื่อครู่มันเพิ่งได้รับ
บาดเจ็บบอบช้าเล็กน้อย หากศัตรูเป็นผู้อื่น มันจึงไม่ใส่ใจกับข้อเสียเปรียบ
เล็กน้อยเพียงเท่านี้ แต่คิดไม่ถึงว่าเหวยเสิ้งจะบรรลุด่านเทพยุทธ์เช่นกัน
ในการต่อสู้ของเทพยุทธ์ด้วยกัน อาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่เหมือนไม่มี
อะไรสำคัญ อาจกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงถึงชีวิตได้
มันเดิมทีคิดอาศัยคำพูด กระตุ้นศรัทธาความเชื่อที่มีต่อกระบี่ของ
เหวยเสิ้ง ชิงจู่โจมจิตใจของฝ่ายตรงข้ามเป็นอันดับแรก หลินเชียนเชื่อว่า
เหวยเสิ้งจะต้องยินยอมเห็นด้วย หากอีกฝ่ายไม่ยอมเห็นด้วย ต่อให้เป็น
ฝ่ายได้ชัย ก็จะเป็นชัยชนะที่ไม่ยุติธรรม และจะทิ้งเงามืดไว้ในใจเหวยเสิ้ง
ตลอดไป
มันไม่ได้คาดคิดว่าเหวยเสิ้งจะสัตย์ซื่อตรงไปตรงมาต่อตนเองถึงเพียง
นี้ บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยคำพูดง่ายๆ เพียงไม่กี่คำ
ผลกระทบที่ไม่คาดคิดจากแผนการในปีนั้น กลับเพาะสร้างศัตรูอัน
ร้ายกาจเช่นม่ออวิ๋นไห่ขึ้นมา นี่ได้แต่บอกว่าโชคชะตากลั่นแกล้งคน
หลินเชียนสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ มันแม้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เล็กน้อย แต่หาได้หวั่นเกรงไม่ มันแย้มยิ้ม “ประเสริฐ! ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่
แห่งคุนหลุนและศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่สุญตา เช่นนั้นในนามของ
ศิษย์พี่ใหญ่ มาจบเรื่องกันเสียที!”
คุนหลุนผู้สูงส่งไร้เทียนทานและสำนักเล็ก ๆ ในชนบทเช่นสำนัก
กระบี่สุญตา ด้วยวาจาของหลินเชียนประโยคนี้ ในที่สุดถูกวางไว้ใน
ตำแหน่งที่เท่าเทียมกันเป็นครั้งแรก
เหวยเสิ้งสีหน้าสงบราบเรียบ แต่ในใจบังเกิดความสะท้อนใจ
ท่านอาจารย์ อาจารย์อา ทุกคนที่อยู่บนสวรรค์ ศิษย์เหวยเสิ้งผู้นี้ ใน
ที่สุดก็มีโอกาสชำระแค้น!
กระบี่โลหิตประหารเทพในมือคล้ายรับรู้ถึงความคับแค้น ความ
โศกเศร้า และความตื่นเต้นยินดีของเหวยเสิ้ง มันสั่นอย่างรุนแรง ท้องฟ้า
ทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงดุจโลหิต หมู่เมฆม้วนตลบ ฟ้าดินคล้ายพลิก
คว่า สำนึกฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราดรุนแรงปกคลุมทั่วฟ้าดิน
ต้นไม้ใบหญ้าบนพื้นเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว แม่น้าใหญ่น้อย
เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน รอยแยกพาดผ่านทั่วพื้นดิน ราวกับว่ามีทะเลโลหิต
พลุ่งทะลักออกมาไม่ขาดสาย
ทั่วอาณาจักร ประหนึ่งว่ากลายเป็นขุมนรกโลหิตก็มิปาน
กระบี่เทพไท่กู่ในมือหลินเชียนสั่นอย่างรุนแรง เจตจำนงกระบี่คมกล้า
สุดเปรียบปานปะทะชนกันกลางอากาศ แตกระเบิดดังระรัว
ปราณกระบี่สีโลหิตที่เบาบางดุจเส้นไหม เมื่อเข้าใกล้หลินเชียน จะถูก
ฉีกทำลายจนแหลกละเอียด
หลินเชียนสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณการต่อสู้อันรุนแรงจากกระบี่เทพ
ไท่กู่ที่อยู่ในมือ มันก้มศีรษะคารวะ กล่าวด้วยความแน่วแน่มั่นคงผิด
ธรรมดา “ท่านอาจารย์ ศิษย์จะไม่ทำให้ชื่อของคุนหลุนต้องเสื่อมเสีย!”
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง หลินเชียนดวงตาเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมขาวดุจสี
โลหะ สำนึกกระบี่คมกล้าสุดเปรียบปาน เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ทำให้
บรรยากาศรอบข้างหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย
กระบี่เทพหนึ่งแดงหนึ่งน้าเงิน ฟาดฟันปะทะกันกลางอากาศอย่างเร่ง
ร้อน เปรียบประดุจการเผชิญหน้าของศัตรูคู่ฟ้า
เปี๋ยหานมองดูกระบวนทัพค่ายกลอันละลานตาของมู่เซวียนอย่าง
เฉยเมย ราวกับว่าไม่เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
มันย่อมกระจ่างแจ้งในจิตเจตนาของฝ่ายตรงข้าม มู่เซวียนคิดลาก
ถ่วงมัน จนกว่ากำลังหนุนจะมาถึง
น่าเสียดาย หากมู่เซวียนทราบว่าเสวี่ยตงกำลังเปิดศึกตัดสินกับกงซุน
ชา และหมี่หนานต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนักหนาสาหัสด้วย
น้ามือของเทียนหวน นางจะยังคงกระทำเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่?
เปี๋ยหานกวาดตามองดูนักรบกองพันบาปเคราะห์ของตน
ใบหน้าเหล่านั้นช่างคล้ายคลึงกันนัก มันหวนคิดถึงป้ายวิญญาณที่
วางเรียงรายอย่างเรียบร้อยบนแท่นบูชาในเกาะนิทรา ไม่ขาดหายไปแม้สัก
ป้ายเดียว สมาชิกกองพันบาปเคราะห์ทุกคนล้วนหลับใหลอย่างสงบในที่
แห่งนั้น
กองพันบาปเคราะห์ในปัจจุบันไม่ใช่กองพันบาปเคราะห์ในกาลก่อน
กองพันบาปเคราะห์ใหม่ครอบครองดวงวิญญาณครบถ้วนสมบูรณ์
นับตั้งแต่พวกมันถือกำเนิดขึ้น ก็เชื่อมโยงจิตใจกับเปี๋ยหาน พวกมัน
ใกล้เคียงกับพาหนะปิศาจมากกว่าหุ่นเชิด แต่ยังคงรักษาสัญชาตญาณการ
ต่อสู้ของสมาชิกกองพันบาปเคราะห์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ผลึกเทพ
แทบทั้งหมดที่ม่ออวิ๋นไห่ขุดได้จากเหมืองแร่ ล้วนทุ่มลงมากับการสร้างกอง
พันบาปเคราะห์ใหม่ชุดนี้
กองพันบาปเคราะห์ชุดนี้ สมควรเป็นกองทัพที่มีราคาแพงที่สุดใน
โลกแล้ว
เมื่อป้ายวิญญาณป้ายสุดท้ายถูกวางลงบนแท่น ห่วงโซ่สุดท้ายในใจ
เปี๋ยหานก็ขาดสะบั้นไป มันคล้ายหลุดพ้นจากพันธนาการอันมืดมน กอง
พันบาปเคราะห์ใหม่ทำให้มันรู้สึกยินดีและคาดหวังรอคอย ราวกับเด็กน้อย
ได้รับของถูกใจ
กองพันบาปเคราะห์ดั้งเดิมหน่วงหนักด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
กองพันบาปเคราะห์ใหม่เต็มไปด้วยพลังชีวิต
มันก้าวพ้นจากขอบเขตสีเทาอันไร้ซึ่งความหวัง ได้สัมผัสความอบอุ่น
ของแสงตะวัน
พวกมันเคยเฝ้าดูตนศึกษาพิชัยยุทธ์อย่างเดียวดายภายใต้เสียง
ตะเกียงหม่นมัว ท่ามกลางวันคืนอันเย็นเยือกที่วัดเสวียนคง พวกมันเคยรับ
ฟังคำรำพัน โทษว่าโชคชะตาฟ้าดินของมันในยามที่ยังเยาว์วัย ไม่ว่า
ลำบากตรากตรำสักเพียงใด พวกมันไม่เคยจากไป
นิทราอย่างเป็นสุขเสียเถิด
ไม่ต้องห่วงกังวลกับข้าแล้ว
เปี๋ยหานดวงตาทอแววนุ่มนวลวูบหนึ่ง
จากนั้นมันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบอีกครั้ง กองพันมู่
เซวียนแปรกระบวนทัพด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก แต่ไม่ได้
ก่อให้เกิดระลอกในใจมันแม้แต่น้อย
กองพันมู่เซวียนนับเป็นขบวนทัพที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงมาก
ที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมา พวกมันประดุจบ่อน้าที่ไหลริน สามารถ
แปรเปลี่ยนกระบวนทัพได้ดั่งใจปรารถนา
กองทัพทั่วไปหากพบพานศัตรูเช่นนี้ จะพบว่าตึงมือยิ่ง
แต่สำหรับเปี๋ยหาน เพียงมองปราดเดียวก็พบเห็นจุดอ่อนของพวกมัน
กองพันมู่เซวียนเสาะแสวงหาความเปลี่ยนแปลงมากเกินไป แต่ทั้งในด้าน
พลังจู่โจมและพลังป้องกัน ฝืมือของพวกมันอ่อนด้อยกว่ามาก
การเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนแต่ปราศจากพลัง มองจากระดับชั้นของ
เปี๋ยหาน นี่ไม่ต่างอันใดกับเพลงมวยที่ใช้แสดงในงานเลี้ยงเท่านั้น
เปี๋ยหานสูดหายใจลึก เปลวไฟล่องลอยออกมาจากร่างของนักรบกอง
พันบาปเคราะห์ทุกคน เปลวไฟหลายพันสายลอยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
พุ่งทะยานขึ้นบนเวหา นับเป็นภาพอันงดงามตระการตาฉากหนึ่ง
‘เพลิงผลาญ’ เปล่งแสงสว่างไสว เปลวไฟนับไม่ถ้วนลอยหายเข้าไป
ในร่างของเปี๋ยหานอย่างรวดเร็ว ชั้นของเปลวไฟไหลเวียนไปบนพื้นผิว
ของชุดเกราะเทพ ขนนกที่สร้างจากเปลวไฟสะบัดพลิ้วอย่างไร้ข้อจำกัด
แผนผังปิศาจสีน้าเงินบนใบหน้าและลำคอ เปล่งแสงประกายน่าขน
พองสยองเกล้า
มู่เซวียนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ยุทธวิธีสู้รบของเผ่าปิศาจ!
นางพลันนึกขึ้นได้ เปี๋ยหานเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมือทั้งใน
ยุทธวิธีของซิวเจ่อ และยุทธวิธีแบบปิศาจทั้งสองประการ กองพันบาป
เคราะห์ยังเป็นกองทัพเดียวในใต้หล้า ที่สามารถต่อสู้ได้ทั้งสองรูปแบบ
มู่เซวียนล่วงรู้จุดอ่อนจุดแข็งในกองทัพของตนเป็นอย่างดี
กับยุทธวิธีการสู้รบอันไร้เหตุผลของเผ่าปิศาจ นางหาได้เกรงกลัวไม่!
ในความเห็นของนาง ยุทธวิธีสู้รบของเผ่าปิศาจแม้เหี้ยมหาญดุดัน แต่
ปราศจากฝีมือพลิกแพลง ใช้แต่แรงเข้าว่า สุดท้ายก็เหมือนกันทั้งหมด
สำหรับแม่ทัพปิศาจทั่วไปนางไม่เคยเกรงกลัวแม้แต่น้อย แม้จะมีคำกล่าว
ที่ว่าหนึ่งกำลังสยบสิบท่วงท่า แต่รูปแบบการสู้รบที่มุ่งเน้นการ
เปลี่ยนแปลงขบวนทัพค่ายกล ล้วนอาศัยอ่อนหยุ่นสยบแข็งกร้าวอยู่แล้ว
ในด้านฝีมือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัพ มู่เซวียนเชื่อมั่นว่ากองทัพ
ของนางบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว ไม่มีกองทัพใดจะเหนือกว่านางในด้านนี้
เปี๋ยหานแม้รุมล้อมด้วยเปลวไฟ แต่จิตใจเย็นยะเยือกดุจน้าแข็ง
เมื่อรักษาความเยือกเย็นดุจหิมะน้าแข็งเอาไว้ ไม่ว่าจะเผชิญกับ
สถานการณ์เช่นไร มันจะยังคงมีจิตใจกระจ่างแจ่มใสอยู่เสมอ
กระบวนทัพฝ่ายศัตรูแปรเปลี่ยนไปอีกคำรบ ปราณกระบี่เบาบางนับ
ไม่ถ้วนก่อตัวเป็นวังวนมหึมา ไม่ว่าการโจมตีที่รุนแรงสักเพียงใด จะถูก
ปราณกระบี่เหล่านี้บดทำลายจนสลายไป
แต่น่าเสียดายนัก ศัตรูจำนวนมากคล้ายหลงลืมไปแล้ว ก่อนการศึกที่
จู่โจมสังหารซางอวี่เซิงแห่งสหพันธ์จอมปิศาจ เปี๋ยหานก็ทะยานเข้าสู่
ทำเนียบยอดแม่ทัพตั้งแต่แรก โดยไม่เคยต้องพึ่งพายุทธวิธีการสู้รบแบบ
เผ่าปิศาจแม้แต่น้อย
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัพ คือหนึ่งในอาวุธร้ายที่เปี๋ยหานถนัดจัด
เจนเป็นที่สุด
เปี๋ยหานแววตาเย็นยะเยียบอย่างสิ้นเชิง มุมปากยกยิ้มเย็นชา เมื่อ
ปลดเปลื้องจากภาระที่แบกรับมาชั่วชีวิต เปี๋ยหานยังคงลุ่มหลงงมงาย
ยังคงบ้าคลั่ง แต่มันสงบเยือกเย็นลงเช่นกัน
มันยื่นมือออก จี้ดรรชนีกลางอากาศ ชี้ไปยังใจกลางวังวนปราณกระบี่
พลังอันเกรี้ยวกราดระเบิดออกจากปลายดรรชนี
แสงสีแดงเจิดจ้าบาดตา พุ่งวาบไปยังใจกลางกระบวนทัพของมู่เซวีย
นราวกับดาวตก และยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านั้น เปี๋ยหานกรีดดรรชนีจี้ออก
อีกหลายครั้งครา ราวกับกำลังดีดพิณก็มิปาน
จุดแสงสีแดงที่เล็กกว่าอีกสี่จุด พุ่งวาบไปยังมุมทั้งสี่ด้านของวังวน ก่อ
ตัวเป็นรูปแบบค่ายกลชุดหนึ่ง
ห้าดาราทลายค่ายกล!