สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 908 ประมุขเทพปิศาจเสียสติ
บรรยากาศภายในวิหารเทพปิศาจตึงเครียดยิ่ง
แนวป้องกันที่ด้านหน้ายังไม่ได้ถูกตีแตกพ่าย พวกมันยังเอาชนะศึก
เล็กๆ สองสามรอบ แต่บนใบหน้าของเหล่าเทพปิศาจหาได้มีร่องรอยปิติ
ยินดีไม่ กองทัพของอันม่อรุกคืบอย่างหนักแน่นมั่นคง กดดันเข้ามาใน
ดินแดนของพวกมันอย่างช้าๆ เหลียงเวยและชีซิงก็ไม่ดำเนินแผนเสี่ยง
อันตราย พวกมันเพียงเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง รุกคืบเข้ามาทีละก้าว
บัดเดี๋ยวรุกคืบ บัดเดี๋ยวหยุดพัก ประโยคนี้ใช้อธิบายพฤติการณ์ของ
พวกมันได้ดีที่สุด
แต่เทพปิศาจทั้งห้าไม่ใช่ตัวโง่งม พวกมันทราบว่าสถานการณ์ของ
พวกมันยิ่งมายิ่งคับขันอันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ ฝีเท้ารุกคืบของศัตรูแม้
เชื่องช้า แต่ไม่เปิดโอกาสให้วิหารเทพปิศาจได้ตอบโต้แม้แต่น้อย ศัตรู
ระมัดระวังเสียจนเหมือนกับว่าพวกมันเป็นฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเสียเอง
พิชัยยุทธ์เช่นนี้ ทำเอาฝ่ายวิหารเทพปิศาจอึดอัดขัดข้องจนแทบ
กระอักเลือด
พวกมันได้แต่เบิกตาดูศัตรูรุกคืบเข้ามาทีละก้าว ๆ แต่ไม่มีปัญญา
แก้ไขกลับกลาย ทัพศัตรูเมื่อกดดันเข้ามา แนวป้องกันของพวกมันก็ค่อย ๆ
ถูกผลักถอยร่นลงมาทุกขณะ
นี่เป็นสัญญาณอันตราย
แนวป้องกันเมื่อถอยร่นลงมา หมายความว่าระยะห่างจะยิ่งลด
น้อยลง อีกฝ่ายมีโอกาสบุกทะลวงผ่านกองกำลังของพวกมันในคราวเดียว
ไม่ว่าแม่ทัพบัญชาการศึกใดล้วนล่วงรู้ดี ว่าสภาพเช่นนี้อันตราย
เพียงใด
แต่พวกมันพานไม่มีหนทางแก้ไข ได้แต่เบิกตาดูพวกตนถูกผลักไปยัง
ริมขอบเหวทีละน้อย ความแตกตื่นลนลานและความสิ้นหวัง แผ่กระจาย
อยู่ในใจพวกมันโดยไม่อาจสะกดควบคุม
ความแตกต่างระหว่างขุมกำลังทั้งสองฝ่ายใหญ่โตเกินไป
“ไม่เช่นนั้นก็ลองรวบรวมกำลังตอบโต้ดูสักครั้งเป็นอย่างไร?” โหย
วซือหย่าเค่อเหลือบมองประมุขเทพปิศาจ ลองถามหยั่งเชิง
ประมุขเทพปิศาจนิ่งเงียบงัน ในใจขมขื่นสุดทานทน ตอบโต้? พวก
มันจะอาศัยอะไรไปตอบโต้ กองทัพฝ่ายตรงข้ามปราศจากช่องว่างจุดอ่อน
เสริมสร้างแนวป้องกันอย่างแน่นหนา สามารถลากถ่วงผู้คนจนตาย หาก
บุกเข่นฆ่าออกไป ไยมิเท่ากับเอาซาลาเปาไส้เนื้อขว้างสุนัข ไม่มีการคาย
กลับออกมา
ประมุขเทพปิศาจกวาดตามองไปทั่วห้องโถงใหญ่อย่างเลื่อนลอย
หากเปรียบกับเมื่อไม่นานมานี้ วิหารเทพปิศาจยังคงโอ่อ่าสง่างาม หากแต่
ในเวลานี้เยือกเย็นจับใจ ทั้งร้างไร้ผู้คน
นี่เป็นสัญญาณความปราชัยของพวกมันหรือไม่?
มันนึกถึงความมานะบากบั่นของตนในช่วงหลายปีมานี้ อาศัยการทำ
ศึกสงคราม วิหารเทพปิศาจเติบโตกล้าแข็งมากขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จน
กลายเป็นขุมกำลังที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนร้อยเถื่อน นี่ทำให้ประมุขเทพ
ปิศาจทระนงภาคภูมิถึงที่สุด จนกระทั่งครั้งหนึ่งมันเคยเชื่อว่าวิหารเทพ
ปิศาจไม่มีวันพ่ายแพ้! แต่รอจนกองทัพหมิงอ๋องมาถึง มันค่อยพบว่าวิหาร
เทพปิศาจที่ดูคล้ายแกร่งกล้าเกรียงไกร กลับไม่อาจหยุดฝีเท้ารุกคืบของ
อีกฝ่ายได้
ศัตรูแข็งแกร่งเกินไป!
เปรียบกับทัพหมิงอ๋อง วิหารเทพปิศาจอ่อนแอจนน่าเวทนา ความ
แตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่ายเหมือนผู้ใหญ่กับเด็ก เป็นช่องว่างกว้างใหญ่ที่
ไม่อาจข้ามได้
วิหารเทพปิศาจต่อสู้ต้านทานอย่างเหนียวแน่น แม้แต่ประมุขเทพ
ปิศาจยังไม่อาจเรียกร้องสิ่งใดจากผู้ใต้บังคับบัญชาของมันได้มากไปกว่านี้
อีก การปกครองของวิหารเทพปิศาจในช่วงหลายปีมานี้ เป็นที่ชื่นชอบของ
ผู้คนในดินแดนของพวกมันไม่น้อย
“หมิงอ๋องมาแล้วหรือไม่?” ประมุขเทพปิศาจพลันกล่าวถาม สุ้มเสียง
แหบพร่า
“มิผิด” โหยวซือหย่าเค่อผงกศีรษะ “มันเลือกให้เสียกงจู่และพี่น้อง
ตระกูลหลันดูแลจัดการดินแดนร้อยเถื่อน ฝีมือนี้หมดจดงดงามยิ่ง ทั้งสอง
ตระกูลนี้ล้วนมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีสายสัมพันธ์มากมายในดินแดน
ร้อยเถื่อน เมื่อมีพวกมันคอยควบคุมดูแล จิตใจของผู้คนก็สงบลงอย่าง
รวดเร็ว”
มันยักไหล่ แบสองมือ กล่าวด้วยสีหน้าอับจนปัญญา “แน่นอนว่านี่ยิ่ง
เป็นอันตรายต่อเรามากกว่าเดิม”
“เหล่าซื่อ6 เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” ประมุขเทพปิศาจมองไปยังเทพ
ปิศาจลำดับที่สี่ซึ่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด
เทพปิศาจลำดับที่สี่ไม่สูงใหญ่กำยำ คล้ายมีร่างกายอ่อนแออยู่บ้าง
ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อง ใบหน้าซีดขาวคล้ายคนอมโรค ดูไปบอบบาง
สะโอดสะองนัก ปราศจากกลิ่นอายของพลังอำนาจเฉกเช่นบุรุษชาวปิศาจ
ทั่วไป
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนมันเนื่องเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของมัน มัน
มาจากตระกูลเก่าแก่อันสูงศักดิ์ ป็นผู้สืบทอดของถ้าพฤกษาเงิน ซึ่งถูก
บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โบราณ ดังนั้นในสายตาของผู้คน มันยิ่ง
กลายเป็นลี้ลับมากกว่าเดิม
นามของมันคือสุ่ยเยวี่ย
ประมุขเทพปิศาจไม่ทราบทุ่มเทความพยายามไปมากมายเท่าใด กว่า
จะดึงตัวสุ่ยเยวี่ยผู้นี้เข้าร่วมกับวิหารเทพปิศาจ กลายเป็นเทพปิศาจลำดับ
ที่สี่ คนผู้นี้พลังฝีมือไม่กล้าแข็งเท่าใด แต่เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกฝีมือเลิศ
นี่คือเหตุผลที่ประมุขเทพปิศาจให้ความสำคัญกับคนผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง ใน
บันทึกโบราณหลายเล่มกล่าวว่า ผู้สืบทอดของตระกูลพฤกษาเงินได้รับ
การสืบทอดวิชาความรู้ของแม่ทัพโบราณอย่างครบถ้วน
6 คำเรียกหาบุคคลที่อยู่ลำดับที่สี่
สุ่ยเยวี่ยก็ไม่ได้ทำให้ประมุขเทพปิศาจต้องผิดหวัง หลายปีมานี้การ
ขยายดินแดนของวิหารเทพปิศาจ ส่วนใหญ่เป็นความดีความชอบของมัน
สุ่ยเยวี่ยเป็นคนเงียบขรึม ไม่เคยสร้างปัญหาให้กับผู้ใด ทั้งยังฝีมือเป็น
เลิศ ผู้ใดจะไม่ชมชอบผู้ใต้บังคับบัญชาเช่นนี้?
“ศึกสุดท้ายมาถึงแล้ว” สุ่ยเยวี่ยสงบเยือกเย็นเหมือนเช่นปกติ มัน
กล่าวเสียงราบเรียบ “ฝ่ายตรงข้ามกำลังจะเริ่มเปิดฉากโจมตีอย่างเต็ม
รูปแบบ”
ทั่วทั้งห้องโถงสงัดเงียบโดยพลัน
ชั่วอึดใจให้หลัง ประมุขเทพปิศาจในที่สุดค่อยกล่าวอย่างยากเย็น
“พวกเรามีโอกาสต้านรับไว้ได้สักกี่ส่วน?”
“หนึ่งในสิบ” สุ่ยเยวี่ยยังคงเยือกเย็น
โหยวซือหย่าเค่อทอดถอนใจ มันแม้มีนิสัยไม่อินังขังขอบ ไม่ถือสา
ผลได้ผลเสียมากเท่ากับผู้อื่น ยังคงถูกความสิ้นหวังอับจนที่เกิดจากความ
แตกต่างของพลังกดทับจนอึดอัดขัดข้องแทบตาย
“หากเราระดมทุกคนในวิหารเทพปิศาจออกรับศึกเล่า?” ประมุขเทพ
ปิศาจพลันเค้นเสียงลอดไรฟันถามออกมา
“เราเรียกระดมกองทัพทั้งหมดมาแล้ว” โหยวซือหย่าเค่อตอบตาม
สัญชาตญาณ แต่ทันใดนั้นพลันฉุกใจคิด สิ่งที่มันฉุกคิดได้กลับทำให้นิ่งขึง
ตะลึงงัน เหม่อมองประมุขเทพปิศาจอย่างตระหนก
ประมุขเทพปิศาจใบหน้าปรากฏสีเลือดสูบฉีด ดวงตาลุกโชนราวกับ
เปลวไฟสองกลุ่ม “ไม่ เราจะเรียกระดมทุกคน! ทุกครอบครัวในวิหารเทพ
ปิศาจ ปิศาจทุกตนที่ฝึกปรือพลังเทพ ไม่ว่าชายหรือหญิง ทุกคนต้องไปยัง
สนามรบ! เราสามารถสร้างกองทัพที่ใหญ่โตกว่ากองทัพหมิงอ๋องเป็นสิบ
ยี่สิบเท่า… …”
แผนการอันบ้าคลั่งของประมุขเทพปิศาจขู่ขวัญทุกผู้คนจนขวัญหนีดี
ฝ่อ
“แต่ว่า … …” โหยวซือหย่าเค่อหวาดกลัวจนไม่กล้าเอ่ยออกมา
หลังจากจบศึกครั้งนี้ พวกมันไม่ว่าแพ้หรือชนะ แผ่นดินของวิหารเทพ
ปิศาจก็จะกลับกลายเป็นแดนร้าง การต่อสู้อันบ้าคลั่งเช่นนี้ไม่เคยเกิด
ขึ้นมาก่อน แม้กระทั่งในศึกหฤโหดระหว่างซิวเจ่อและอสูรปิศาจก็ตาม
นี่คือการใช้ชีวิตคนเพื่อถมช่องว่างที่ไม่มีทางถมได้เต็ม!
“ใช่! มีแต่ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น! เราจะเปลี่ยนวิหารเทพปิศาจให้
กลายเป็นนรก! นรกที่จะฉุดลากหมิงอ๋องลงมาด้วย!” ประมุขเทพปิศาจ
แผดเสียงตะโกนสุดเสียง กรีดมือวางเท้าอย่างดุเดือด ราวกับว่าภายในร่าง
ของมันกำลังเอ่อท้นด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อีกครั้ง
ทุกผู้คนกลายเป็นเงียบสงัดเสมือนตาย
หากสงครามดำเนินไปถึงขั้นนั้นจริง จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะ
มากมายมหาศาลจนแทบทับถมวิหารเทพปิศาจทั้งแผ่นดิน เผ่าปิศาจทั้ง
มวลจะเสื่อมทรุดลง
“นี่เป็นเพียงศึกภายในของเผ่าปิศาจ จะอย่างไรล้วนเป็นเผ่าปิศาจ
ด้วยกัน… …” โหยวซือหย่าเค่ออดกล่าวมิได้ มันแม้ถือกำเนิดจากวิหารเทพ
ปิศาจ ทั้งไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อหมิงอ๋อง แต่… …ความเสียหายที่จะเกิด
ขึ้นกับเผ่าปิศาจทั้งมวล… …”
ประมุขเทพปิศาจหันขวับมาทันที ถลึงตาจ้องเทพปิศาจลำดับสาม
โหยวซือหย่าเค่อ ดวงตาราวกับว่ามีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา “หุบปาก!
โหยวซือหย่าเค่อ นับแต่วันนี้ไปกองพันโหยวซือมอบให้เหล่าเอ้อ7เป็นผู้
ควบคุมดูแล!”
โหยวซือหย่าเค่อใบหน้าซีดขาวราวขี้เถ้า แต่จากนั้นเพลิงโทสะที่ไม่
อาจระงับพวยพุ่งขึ้นบนใบหน้า มันแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา “ฮ่า! ท่านเสีย
สติไปแล้ว!”
ประมุขเทพปิศาจใบหน้าทอประกายฆ่าฟัน
“เป็นไร? คิดฆ่าข้าด้วยกระมัง?” โหยวซือหย่าเค่อเชิดศีรษะอย่าง
ทระนงถือดี แต่ดวงตาเย็นเยียบราวน่าแข็ง “หากมีกำลังขวัญก็เข้ามา!”
กล่าวจบคำก็หมุนตัวออกจากห้องโถงไป โดยไม่เหลือบแลประมุข
เทพปิศาจแม้แต่แวบเดียว
ประมุขเทพปิศาจสีหน้าเขียวคล้า อารมณ์เดือดดาลแทบระเบิด
พยายามสะกดกลั้นอย่างยากเย็น มันทราบแน่แก่ใจ หากลงมือต่อโหยวซือ
หย่าเคอในเวลานี้ วิหารเทพปิศาจจะแตกแยกพินาศโดยยังไม่ทันได้สู้รบ
“ผู้ใดมีความเห็นอื่นอีกหรือไม่?” ประมุขเทพปิศาจสีหน้าดำทะมึน
คนอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
7 อันดับสอง – หมายถึงเทพปิศาจแรด ที่เคยฆ่าขบวนยอดฝีมือของวัดเสวียนคง
ประมุขเทพปิศาจสีหน้าคลายลงเล็กน้อย คนที่เหลือไม่ได้ต่อต้านการ
ตัดสินใจของมัน ทำให้มันรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย สุ้มเสียงจึงผ่อนคลายลง “ข้า
มิใช่ไม่ทราบว่าจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะมากมายมหาศาล แต่นี่เป็น
โอกาสได้ชัยเพียงหนึ่งเดียวของพวกเรา พวกเราไม่ต้องคำนึงถึง
ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไป เราจะให้หมิงอ๋องได้รับรู้ วิหารเทพปิศาจเรา
มีความแน่วแน่ ยินดียอมเป็นหยกศิลาล้วนแหลกลาญแต่ไม่ยอมสยบ…”
สุ้มเสียงคลุ้มคลั่งของประมุขเทพปิศาจดังกังวานไปทั่วห้องโถง
ที่พำนักของสุ่ยเยวี่ย
อูเล่อยกเหยือกสุราฤทธิ์ร้อนแรงกรอกปากติดต่อกันหลายอึก มัน
คล้ายคนที่กระหายน้ามาแรมปี ปล่อยให้สุราทุกหยาดหยดหายเข้าไปใน
ปากและลำคอ รอจนมันวางเหยือกลง ใบหน้าปรากฏสีแดงซ่าน มันรำพึง
กึ่งเมามาย “โหยวซือหย่าเค่อกล่าวไม่ผิด เหล่าต้าเสียสติไปแล้ว”
เบื้องหน้าสุ่ยเยวี่ยวางไว้ด้วยขวดสุราเล็ก ๆ และจอกน้อยใบหนึ่ง มัน
รินสุราทีละน้อย ค่อย ๆ จิบช้า ๆ อย่างเฉื่อยชา
หลังจากเทพปิศาจสามคนแรก พวกมันทั้งคู่เป็นเทพปิศาจลำดับสี่
และลำดับห้าที่เข้าสังกัดมาพร้อมกัน ดังนั้นใกล้ชิดสนิทสนมกว่าผู้อื่น
“ข้าอาจไม่ใช่แม่ทัพบัญชาการศึก” อูเล่อยกสุรากรอกปากอีกครั้ง
จากนั้นสั่นศีรษะ “แต่ข้าทราบว่าการทำเช่นนี้ ไม่ต่างจากดื่มยาพิษดับ
กระหาย ยามนี้พวกเรายังครองใจของผู้คน แต่เมื่อใดที่เริ่มกระทำการคลุ้ม
คลั่งเยี่ยงนั้น เราจะสูญเสียศรัทธาความเชื่อจากคนทั้งหมด”
“มันแบกรับความกดดันมากเกินไป” สุ่ยเยวี่ยกล่าวอย่างไม่เข้าข้าง
ฝ่ายใด
“ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็ไม่อาจทำเช่นนี้!” อูเล่อสีหน้าทอแววผิดหวัง
“น่าเสียดาย ข้าเพียงอยู่ห่างจากด่านเทพยุทธ์แค่ก้าวเดียว หากข้า
แข็งแกร่งเหมือนกับเหวยเสิ้ง สถานการณ์ของเราคงไม่เลวร้ายถึงขั้นนี้”
“เจ้าทำได้ดีแล้ว” สุ่ยเยวี่ยปลอบโยน นับตั้งแต่ที่อูเล่อต่อสู้กับเหวย
เสิ้งในซากโบราณสถานครั้งนั้น อูเล่อก็คร่าเคร่งฝึกปรือไม่เว้นแต่ละวัน มัน
แม้เป็นเทพปิศาจลำดับห้า แต่มีพลังฝีมือกล้าแข็งที่สุดในบรรดาเทพปิศาจ
ทั้งห้า
ประมุขเทพปิศาจเคยปลุกเร้าให้อูเล่อเรียนรู้เพื่อที่จะเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึก ด้วยพลังฝีมืออันสูงส่งสุดยอดของมัน ต่อให้ฝีมือด้านแม่ทัพ
บัญชาการศึกจะอ่อนด้อยไปบ้าง ยังคงแข็งแกร่งกว่าแม่ทัพบัญชาการศึก
ส่วนมากแล้ว
แต่อูเล่อไม่มีความสนใจที่จะเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ความคิดจิตใจ
ทั้งหมดของมันจดจ่ออยู่กับการฝึกฝีมือ เนื่องเพราะเป้าหมายของมันคือ
เหวยเสิ้ง
อูเล่อดื่มสุราอึกใหญ่ พร่ารำพันว่า” สิบปีที่แล้ว ข้าพ่ายแพ้ใต้คม
กระบี่ของเหวยเสิ้ง สิบปีให้หลัง มิเพียงไม่อาจไล่ติดตามมันทัน กลับยิ่งถูก
ทิ้งห่างกว่าเดิม ข้าได้แต่ยอมรับนับถือจนหมดใจ บุรุษเช่นนี้เป็นผู้ที่พวก
เราสมควรนำมาเป็นแบบอย่าง สิบปีที่แล้วทุกคนพากันบอกว่าเหวยเสิ้ง
ตายไปแล้ว ข้าหัวร่อเยาะพวกมัน บุรุษเช่นนี้ไฉนเลยจะตกตายง่ายดายถึง
เพียงนั้น?”
สุ่ยเยวี่ยรับฟังเงียบ ๆ มันทราบว่าอูเล่อเพียงต้องการเสาะหาผู้ที่มัน
จะระบายความคับข้องใจออกมา
“กระทั่งหลินเชียนยังพ่ายแพ้ใต้คมกระบี่ของเหวยเสิ้ง ข้าไม่ชมชอบ
หลินเชียน แต่มิอาจไม่ยอมรับว่าคนผู้นี้เป็นยอดอัจฉริยะที่แท้จริง อาเยวี่ย
เจ้าเห็นว่าอย่างไร เรื่องทางโลกไฉนเปลี่ยนพลิกรวดเร็วถึงปานนี้?” อูเล่อ
ดวงตาเคว้งคว้าง เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง อาจบางทีมันเมามายแล้ว
“หมิงอ๋องผู้นั้นจู่ ๆ ก็ผุดขึ้นจากที่ใดไม่ทราบ มันก่อเรื่องใหญ่โตในดินแดน
แห่งความมืด แต่เท่านั้นยังไม่หนำใจ ยังคิดฝันรวมเผ่าปิศาจให้เป็นหนึ่ง
เดียว ฮ่า ทำให้เราต้องมามีสภาพน่าอนาถเช่นนี้! ยามนี้ม่ออวิ๋นไห่เปิดศึก
กับคุนหลุน เหวยเสิ้งที่ไม่ได้เห็นมาสิบปี บัดนี้กลับกลายเป็นเทพยุทธ์ ขู่
ขวัญหลินเชียนจนต้องซุกหัวหดหาง คุนหลุนนับว่าเสียหน้าครั้งใหญ่ ทั้งยัง
ต้องประหวั่นพรั่นพรึง หลินเชียนช่างน่าเวทนานัก พวกมันทั้งคู่ต่างเป็น
เทพยุทธ์เหมือนกันแท้ ๆ นี่เป็นความอัปยศอดสูครั้งใหญ่ อัปยศอดสูยิ่งนัก
… …โลกนี้… …กำลังจะเป็นอะไรแล้ว… …อ่านไม่ออกแม้แต่น้อย… …”
อูเล่อยิ่งกล่าว สุ้มเสียงยิ่งอ้อแอ้ไม่ชัดเจน สุดท้ายมันซบหน้ากับท่อน
แขน เริ่มส่งเสียงกรนออกมา
มันหดหู่สิ้นหวังถึงที่สุด ที่มายังเคหะสถานของสุ่ยเยวี่ย ก็เพียงเพื่อ
เมามายสักครา
สุ่ยเยวี่ยนั่งนิ่งสงบ ค่อย ๆ จิบสุราอย่างแช่มช้า สุราร้อนแรงราวกับ
เปลวไฟไหลผ่านลงไปในลำคอ
ทันใดนั้นในดวงตาที่สงบเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา พลันเริ่มทอประกาย
ร้อนแรงราวกับลุกไหม้ มันหวนนึกถึงพันธสัญญาโลหิตเมื่อครั้งกระโน้น
นึกถึงความสับสนงุนงงในระหว่างการเฝ้ารอนานถึงสิบปีเต็ม นึกถึงการที่
มันเฝ้าถามไถ่ตัวเองทุกค่าคืน นึกถึงเรื่องราวนานัปการ
มันคล้ายรำพึงกับตัวเอง โดยที่อูเล่อผู้หลับใหลด้วยความเมามาย
ไม่ได้สดับฟังแม้แต่น้อย
“เนื่องเพราะเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกไว้ ย่อมต้องงอกเงยเป็นต้นไม้ใหญ่”
——————————————————————————————————————————
หมายเหตุ
–
เทพปิศาจลำดับที่สี่ ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในบทที่ 805 กล่าวกันว่าเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก
ผู้หนึ่ง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนัก
–