สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 446 ปรมาจารย์ซือหม่า
ผู้จัดการโฉววุ่นวายอยู่สองนาทีแล้วจึงนำสิ่งที่ซือหม่าโยวเย่ว์พูดไปปรับใช้ เพิ่มเงินพนันของสองทางเลือกหลังขึ้น ผลปรากฏว่าดึงดูดคนมาลงพนันเพิ่มได้อีกร้อยคน
“ไม่พอแล้ว ไม่พอแล้ว!”
ผู้จัดการโฉวขมวดคิ้วมองสมุดบัญชีด้วยสีหน้าอมทุกข์ พลางถอนหายใจไม่หยุดหย่อน
เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินคำพูดไม่พอใจของเขาแล้วมองเขาด้วยความรังเกียจปราดหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ผู้จัดการ พวกเราเพิ่มเงินพนันของทางเลือกแรกขึ้นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”
“เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็กจะไปเข้าใจอะไรเล่า!” ผู้จัดการโฉวถลึงตาใส่เขาแล้วพูดว่า “ทางเลือกแรกมีคนมากมายแล้ว เจ้าดูสิ ร้อยละเก้าสิบกว่าล้วนเป็นทางเลือกแรกทั้งสิ้น ถ้าหากมากกว่าน นี้อีก แล้วเขาถูกคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ฆ่าตาย พวกเราคงต้องจ่ายกันจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงให้ใส่แล้ว!”
“เชอะ คิดว่าข้าไม่รู้จักท่านหรือไร ท่านมิได้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่เป็นไรหรอกหรือ ต่อให้เกิดปัญหา ท่านก็ต้องฉีกสัญญาเพื่อไม่ให้พวกเขาเป็นอะไรอยู่ดี!” เสี่ยวเอ้อร์พูดด้วยสีห หน้าไม่เชื่อ
“จะว่าไปก็ใช่อยู่หรอก” ผู้จัดการโฉวคิดทะลุปรุโปร่งได้ในทันใด จึงพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าปล่อยข่าวออกไปทีสิว่าทางเลือกแรกเปลี่ยนจากหนึ่งต่อสิบเป็นหนึ่งต่อยี่สิบ”
หลังจากเปลี่ยนอัตราพนันของทางเลือกแรก ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองวันก็มีคนมาลงพนันเพิ่มอีกเกือบหมื่นคน
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นผลลัพธ์เช่นนี้แล้วจนคำพูด ดูเหมือนว่าจะมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นเองสินะที่คิดว่าพวกตนจะเอาชีวิตรอดได้!
และในขณะนี้เอง ทุกคนในสำนักพยัคฆ์สวรรค์ต่างพากันมองไปยังทิศทางที่เป็นโถงประชุมอย่างใคร่รู้
หลังจากเรื่องของผู้จัดการโฉวแล้ว น้อยครั้งนักที่ท่านเจ้าสำนักจะเผยโฉมหน้า เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ต่างๆ ภายในสำนักล้วนให้รองเจ้าสำนักและบรรดาผู้อาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจ วันนี้เขาอ ออกจากการปลีกวิเวกอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าจะต้องเกิดเรื่องใหญ่อันใดขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนภายในโถงประชุม ทุกคนต่างเงียบงันไม่เอ่ยวาจา พลางมองเจ้าสำนักโจวไห่โม่ซึ่งอยู่บนที่นั่งประธาน
โจวไห่โม่ดูรูปลักษณ์เหมือนอายุสี่สิบกว่าปี รูปร่างมิได้สูงใหญ่ แต่กลับทำให้คนเกิดความรู้สึกกดดันได้
“ที่แท้เรื่องที่เกิดขึ้นในคราวนี้มันเรื่องอันใดกันแน่ เหตุใดจึงไปยั่วยุปรมาจารย์ค่ายกลและนักฝึกสัตว์อสูรผู้หนึ่งเข้าได้เล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเจือแววโมโหเอาไว้ ดู เหมือนจะไม่พอใจกับการยั่วยุพวกซือหม่าโยวเย่ว์เป็นอย่างยิ่ง
“อ้างอิงจากข่าวที่พวกเราสืบหามาได้ ตอนอยู่ที่ตระกูลจัว ท่านเจ้าสำนักย่อยโจวคิดจะไล่เขาออกมาจากอุทยานบนของตระกูลจัว ด้วยเหตุนี้จึงไปล่วงเกินเขาเข้า ส่วนรองเจ้าสำนักโจวนั้ น เพราะพวกเขาไม่ยอมจ่ายค่าเข้าเมืองและค่าคุ้มครอง ตอนไปจัดการเรื่องนี้นางเกิดต้องใจรูปโฉมของปรมาจารย์ท่านนั้นเข้า คิดจะชิงตัวกลับมา จึงได้ถูกเขาสังหารขอรับ” เจ้าสำนักย่อย ยผู้หนึ่งเอ่ยปากพูด
“หากพูดเช่นนี้ก็หมายความว่าเขามิได้เริ่มท้าทายสำนักพยัคฆ์สวรรค์ก่อนอย่างนั้นสินะ” โจวไห่โม่ถาม
เจ้าสำนักย่อยแต่ละคนประสานสายตากันไปมา จำต้องยอมรับความจริงขอนี้ จึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ขอรับ”
“ถ้าหากข้ามิได้ออกจากการปลีกวิเวกมาพอดี พวกเจ้าก็คงสร้างเรื่องเช่นในตอนนั้นให้ข้าอีกแล้วใช่หรือไม่” โจวไห่โม่ตั้งคำถาม
ผู้คนเบื้องล่างเงียบงันกันหมด
“แต่ท่านเจ้าสำนัก นั่นคือบุตรธิดาที่ท่านน้าเล็กทิ้งเอาไว้ พวกเราเคยรับปากว่าจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ตอนนี้พวกเขาถูกสังหาร พวกเราจะปล่อยไปเช่นนี้น่ะหรือ” รองเจ้าสำนักโจวไ ไห่หมินพูดขึ้นอย่างไม่ยินยอม
“ปรมาจารย์ที่เป็นทั้งนักฝึกสัตว์อสูรและปรมาจารย์ค่ายกลรวมอยู่ในคนเดียว บุคคลเช่นนี้เป็นคนที่พวกเราล่วงเกินได้โดยง่ายอย่างนั้นหรือ” โจวไห่โม่ด่าทอ
โจวไห่หมินโต้กลับอย่างไม่เห็นด้วยว่า “แต่พวกเราสืบมาแล้วว่าพวกเขาเป็นเพียงแค่คนที่มาจากดินแดนเบื้องล่างเท่านั้น ทั้งยังมิได้มีสถานะหรือมีคนคอยหนุนหลังแต่อย่างใด ต่อให้สัง งหารพวกเขา ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้หรอก!”
“เหลวไหล!” โจวไห่โม่มองน้องชายในไส้ของตนแล้วเอ่ยว่า “หลายปีมานี้ให้เจ้าควบคุมดูแลสำนักพยัคฆ์สวรรค์ ทำเอาเจ้าโอหังจองหอง คิดว่าจะสังหารใครก็ได้อย่างนั้นหรือ นั่นคือนักฝึกส สัตว์อสูรและปรมาจารย์ค่ายกล ถ้าหากเจ้าสังหารเขาไม่ได้ในทันทีได้ เมื่อใดที่เขามีโอกาสไปจากที่นี่ ในภายหน้าสำนักพยัคฆ์สวรรค์จะยังมีโอกาสดำรงอยู่ต่อไปได้อีกหรือ!”
“แต่ว่าพวกเขา…” โจวไห่หมินยังคิดอยากจะพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกพี่ชายของตนจ้องเขม็งกลับไป
“เจ้าคิดจะบอกว่าพวกเขาพลังยุทธ์ไม่สูงอย่างนั้นหรือ” โจวไห่โม่พูด
โจวไห่หมินไม่เอ่ยวาจา ยอมจำนนต่อคำพูดของเขา
“เฮอะ พลังยุทธ์ของปรมาจารย์ค่ายกลผู้หนึ่งยิ่งใหญ่เพียงใดเจ้ารู้บ้างหรือไม่” โจวไห่โม่ส่งเสียงเฮอะอย่างเย็นชา “เจ้าเห็นเพียงแค่พลังยุทธ์ที่พวกเขาแสดงออกมาเท่านั้น แต่ไม่เห็น นพลังสังหารที่เกิดจากค่ายกล! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพลังยุทธ์ของตัวพวกเขาเองก็มิได้ต่ำต้อยเลย ไม่อย่างนั้นคงฆ่าเจ้าสำนักย่อยของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ตายได้ไม่ได้หรอก! หรือจะบอก กว่าเจ้าอยากไปลิ้มลองรสชาติของค่ายกลนั่นดูสักหน่อยเล่า”
“ข้า…” โจวไห่หมินจะไม่รู้ความร้ายกาจของปรมาจารย์ค่ายกลได้อย่างไร แต่เขาอยากจะล้างแค้นให้กับญาติใกล้ชิดของตนมากกว่า!
“เจ้าขจัดความคิดที่จะไปคิดบัญชีกับพวกเขาให้ข้าเสียเดี๋ยวนี้จะเป็นการดีที่สุด ต่อจากนี้ไปเจ้าห้ามคิดถึงเรื่องการแก้แค้นอีก แล้วยังต้องปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดีด้วย ไม่อย่า างนั้นหากนำพาความเดือดร้อนมาสู่สำนักพยัคฆ์สวรรค์ ข้านี่แหละจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปล่อยเจ้าไป! ได้ยินแล้วหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้ว” ถึงแม้จะไม่เต็มใจ แต่โจวไห่หมินก็ยังรับคำเสียงหนึ่ง
“ท่านเจ้าสำนัก เช่นนั้นตอนนี้พวกเราควรทำเช่นไรกับพวกเขาดีขอรับ” เจ้าสำนักย่อยผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“พวกเรายั่วยุพวกเขามาสองครั้งแล้ว ตอนนี้มิอาจล่วงเกินพวกเขาได้ แต่ควรไปขอขมา ถ้าหากสานสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาได้ย่อมเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าสานสัมพันธ์ไม่ได้ ก็ต้องลบล้างคว วามแค้นก่อนหน้านี้เสีย” โจวไห่โม่พูด
“เช่นนั้นจะให้ใครไปจัดการเรื่องนี้ดีเล่า”
โจวไห่โม่ครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ข้าไปเองแล้วกัน”
“ท่านเจ้าสำนัก!” เจ้าสำนักย่อยเหล่านั้นต่างพากันมองโจวไห่โม่อย่างตกตะลึง เขาจะไปด้วยตัวเองเชียวหรือ
“ตั้งแต่ค่ายกลนำส่งของสำนักพยัคฆ์สวรรค์พัง พวกเราก็ติดต่อกับภายนอกน้อยลง จนทำให้ทุกคนกลายเป็นกบในกะลากันหมด” โจวไห่โม่พูด
“ปรมาจารย์ค่ายกลหรือนักฝึกสัตว์อสูรสักคนจะมีสถานะสูงส่งเพียงใดในโลกภายนอก ส่วนคนที่เป็นทั้งปรมาจารย์ค่ายกลและนักฝึกสัตว์อสูร ต่อให้อยู่ในขุมอำนาจที่สูงส่งกว่านี้ก็ยั งต้องได้รับเกียรติเป็นอย่างสูง ถ้าหากตอนนี้คนของพวกเราไปล่วงเกิน ย่อมต้องไปขอขมาให้ดีๆ อยู่แล้ว พวกเขายังอยู่ที่โรงเตี๊ยมโรงเตี๊ยมกันหรือไม่”
“ใช่ขอรับ นอกจากซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นั้นและเป่ยกงถังที่เคยออกมาข้างนอกรอบหนึ่งแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่เคยออกมากันเลยขอรับ” มีคนเอ่ยตอบ
“ไปที่คลังแล้วนำของล้ำค่าชั้นดีมาที” โจวไห่โม่ออกคำสั่ง
“ขอรับ ท่านเจ้าสำนัก”
เมื่อคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ได้รู้ว่าหลังจากท่านเจ้าสำนักออกมาแล้วจะไปขอขมาพวกซือหม่าโยวเย่ว์ด้วยตนเอง แต่ละคนต่างพรั่นพรึงกันมิใช่น้อย
พวกเขารอคอยเบื้องบนออกคำสั่งให้ไปจับตัวพวกซือหม่าโยวเย่ว์มาตลอด แต่ตอนนี้กลับถูกสั่งว่าต่อจากนี้ไปถ้าหากพบอีกฝ่ายจะต้องรักษามารยาท หัวใจแต่ละดวงต่างสับสนยุ่งเหยิงไปหมด
แต่ผู้ที่ยิ่งรู้สึกว่าเหนือความคาดหมายก็คือประชาชนคนธรรมดาของเมืองหง เมื่อเห็นบุคคลสำคัญของสำนักพยัคฆ์สวรรค์มาปรากฏตัวที่โรงเตี๊ยมโรงเตี๊ยมด้วยตัวเอง ทุกคนจึงพากันตะลึงลา านไป
“โอ้ ท่านเจ้าสำนักผู้นี้ก็มากับเขาด้วย!” ผู้จัดการโฉวเหลือบตาขึ้นแล้วเห็นโจวไห่โม่ จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
โจวไห่โม่เห็นผู้จัดการโฉวยังคงเหมือนกับเมื่อเก้าสิบปีก่อน ระยะเวลาเก้าสิบปีนอกจากจะทำให้กลิ่นอายของเขาล้ำลึกจนมิอาจหยั่งถึงได้แล้ว ก็คล้ายจะมิได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนร่างกาย ยเขาเลยแม้แต่น้อย
เขายิ้มแล้วเอ่ยทักทายว่า “หลายปีมานี้ผู้จัดการโฉวสบายดีหรือไม่”
ผู้จัดการโฉวพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง “ดี ดีทีเดียวเลย เพียงแต่คราวก่อนคนของพวกท่านทำลายโต๊ะเก้าอี้ของข้าไปไม่น้อยแต่กลับไม่ยอมจ่าย…”
“ยังไม่รีบไปจ่ายค่าโต๊ะเก้าอี้ให้ผู้จัดการโฉวอีกหรือ” โจวไห่โม่มองโจวไห่หมินที่อยู่ข้างกายปราดหนึ่ง
โจวไห่หมินมาที่ข้างโต๊ะยาวอย่างไม่พอใจแล้วถามว่า “เท่าไหร่หรือ”
“ไม่มากนักหรอก แค่หนึ่งหมื่นมณีผลึกขั้นกลางเท่านั้น” ผู้จัดการโฉวพูดพลางหรี่ตา
โจวไห่หมินเพลิงโทสะลุกโชนในใจ แต่ก็ยังมอบหนึ่งหมื่นมณีผลึกขั้นกลางให้เขาอย่างจำนนในโชคชะตา หลังจากนั้นจึงกลับมาที่ข้างกายโจวไห่โม่
“ผู้จัดการโฉว ไม่ทราบว่าท่านปรมาจารย์ซือหม่ายังอยู่ที่นี่หรือไม่” โจวไห่โม่ถาม
ผู้จัดการโฉวกะพริบตาปริบๆ หัวใจเต้นระรัว
ท่านปรมาจารย์อย่างนั้นหรือ