สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 447 มาขอขมาด้วยตนเอง
ซือหม่าโยวเย่ว์กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
“นายท่านขอรับ คนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์มาที่นี่ บอกว่าอยากพบท่านขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดอยู่ข้างนอก
ซือหม่าโยวเย่ว์ไปเปิดประตู เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อร์จึงพูดว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่ามาพบ มิได้มาจับตัวข้าน่ะ”
“มิใช่ขอรับๆ เป็นท่านเจ้าสำนักของสำนักพยัคฆ์สวรรค์มาด้วยตนเองเลย บอกว่าต้องการพบท่านสักครั้งเพื่อขอขมาต่อหน้าน่ะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูด
“มิได้ว่ากันว่าสำนักพยัคฆ์สวรรค์ไร้ซึ่งเหตุผลหรอกหรือ ข้าสังหารเจ้าสำนักย่อยของพวกเขา ทว่าพวกเขามิได้มาจับตัวข้า แต่กลับมาขอขมาข้าอย่างนั้นน่ะหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“สำนักพยัคฆ์สวรรค์นี้มิใช่สถานที่ที่ดีแต่อย่างใดก็จริงอยู่ แต่ท่านเจ้าสำนักของพวกเขายังมีนิสัยพอใช้ได้ แต่เขาทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียงอย่างเดียวแล้วยกสำนักพยัคฆ์สวรรค์ใ ให้น้องชายเขาดูแล จึงได้กลายเป็นสถานที่โสมมเช่นนี้น่ะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูด “นายท่าน พวกเขารออยู่ด้านล่างขอรับ”
“เจ้าลงไปก่อนเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ขอรับ เช่นนั้นข้าขอลงไปก่อน” เสี่ยวเอ้อร์พูดจบแล้วลงไปข้างล่าง
ซือหม่าโยวเย่ว์มองท่าทางการเดินของเสี่ยวเอ้อร์แล้วก็รู้ว่าเขาก็มิใช่เสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาๆ เช่นกัน
หลังจากที่ได้ยินเสียงเคาะประตูแล้ว ประตูห้องอื่นๆ ก็เปิดออกเช่นกัน หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเสี่ยวเอ้อร์ จึงเอ่ยว่า “โยวเย่ว์ พวกเราจะลงไปหรือไม่”
“ไปสิ ย่อมต้องลงไปแน่นอนอยู่แล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ก่อนหน้านี้จัวหรานบอกว่าสำนักพยัคฆ์สวรรค์ไม่เลวเลย ไม่อย่างนั้นคงมิอาจพัฒนามาจนยิ่งใหญ่ได้ถึงขนาดนี้หรอก ต่อมาไม่รู้ ว่าด้วยเหตุผลใดถึงได้เปลี่ยนมาเป็นเช่นในตอนนี้ ข้าคิดว่าจะต้องเป็นเพราะหลังจากที่น้องชายเจ้าสำนักอะไรนั่นมาควบคุมดูแลแล้วถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ ตอนนี้ในเมื่อเจ้าสำนักของพว วกเขามาทั้งที พวกเราก็ต้องลงไปพบสักหน่อยสิ”
“พวกเราลงไปให้หมดเลยแล้วกัน” ซือหม่าเลี่ยพูด
“ดี”
ที่ชั้นล่าง โจวไห่โม่และผู้จัดการโฉวกำลังดื่มน้ำชาอยู่ที่โต๊ะยาวตัวหนึ่ง ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ลงมาก็เห็นคนสองคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน จึงเลิกคิ้ว
ผู้จัดการโฉวผู้นี้ดื่มน้ำชาร่วมโต๊ะกับผู้อื่นได้ด้วยหรือ
ผู้จัดการโฉวมองพวกซือหม่าโยวเย่ว์ด้วยความหงุดหงิดพลางเอ่ยว่า “นั่นน่ะ เขาคือซือหม่าโยวเย่ว์”
โจวไห่โม่ลุกขึ้นยืนแล้วประสานหมัดพลางค้อมกายคารวะไปทางซือหม่าโยวเย่ว์พร้อมกับเอ่ยว่า “ปรมาจารย์ซือหม่า ข้าคือเจ้าสำนักโจวไห่โม่แห่งสำนักพยัคฆ์สวรรค์ มาขอขมาที่สำนักพยัค คฆ์สวรรค์ได้ล่วงเกินเอาไว้ก่อนหน้านี้โดยเฉพาะ”
คนอื่นๆ ของสำนักพยัคฆ์สวรรค์เห็นเจ้าสำนักของตนค้อมกายคารวะ แต่ละคนจึงพากันค้อมกายขอขมาด้วย
ด้านนอกโรงเตี๊ยมมีคนมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยแล้ว เดิมทีตอนที่พวกเขาเห็นคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์มา ยังคิดว่าจะเห็นพวกเขาจับตัวพวกซือหม่าโยวเย่ว์ไป หรือว่าสำเร็จโทษเสีย ยที่นี่ คำพูดที่บอกกับผู้จัดการโฉวว่ามาขอขมานั้นเป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่หลอกให้พวกเขาลงมาเท่านั้น
แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อสองฝ่ายพบหน้ากัน สำนักพยัคฆ์สวรรค์จะค้อมกายขอขมาจริงๆ
ซือหม่าโยวเย่ว์มองโจวไห่โม่ เธอสัมผัสถึงเจตนาขอโทษของเขาได้ แต่คนอื่นๆ น่ะหรือ มองปราดเดียวก็รู้ว่าทำๆ ไปอย่างนั้นเอง
“ท่านเจ้าสำนักโจวเกรงใจเกินไปแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์โบกไม้โบกมือ
ความจริงแล้วเธอเป็นคนคุยง่าย โบกมือไม่ตบหน้าคนยิ้ม อีกฝ่ายมาขอขมาทั้งที เธอย่อมมิอาจนิ่งดูดายอยู่แล้ว
แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือการขอขมานี้จริงใจมากพอ
โจวไห่โม่หยิบเอาแหวนเก็บวัตถุวงหนึ่งออกมาแล้วใช้สองมือส่งมอบให้ตรงหน้าซือหม่าโยวเย่ว์พลางเอ่ยว่า “นี่คือสิ่งแทนคำขอโทษเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเราล่วงเกินท่านปรมาจารย์เอาไว้ก่อ อนหน้านี้ หวังว่าท่านปรมาจารย์จะรับเอาไว้”
ซือหม่าโยวเย่ว์รับเอาแหวนมาแล้วใส่พลังจิตเข้าไปดูรอบหนึ่ง ก็เห็นข้าวของที่กองอยู่ข้างใน จึงแย้มยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านเจ้าสำนักโจวเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านทำเช่นนี้ ข้าก็รู้ส สึกผิดอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว”
“นี่เป็นสิ่งที่สมควรอยู่แล้ว โจวซู่เหรินกับโจวซู่อวี้นั่นไม่รู้จักหนักเบา จึงล่วงเกินท่านปรมาจารย์เข้า มีจุดจบกันคนละทิศละทางก็เป็นเพราะพวกเขาหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งนั้น” โจว ไห่โม่พูด “ข้าเคยเตือนพวกเขาแล้วว่าอย่าสร้างปัญหา พวกเขาไม่ฟังคำเตือน ก็ต้องโทษตัวพวกเขาเองนั่นแหละ”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองโจวไห่โม่ มองออกว่าเขาคิดเช่นนี้จริงๆ จึงเอ่ยว่า “ท่านเจ้าสำนักโจวไม่ถือโทษพวกเรา พวกเราก็ซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อท่านเจ้าสำนักโจวอุตส่าห์มาขอขมาด้ว วยตนเองทั้งที ต่อให้พวกเรายึดติดกับบุญคุณความแค้นในอดีตมากยิ่งกว่านี้ก็คงพูดต่อไปไม่ได้แล้ว ขอเพียงแค่ในภายภาคหน้าคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ไม่มายั่วยุพวกเราอีก พวกเราก็จะไม ม่ไปหาเรื่องพวกท่านแล้ว”
โจวไห่โม่ได้ยินซือหม่าโยวเย่ว์พูดเช่นนี้จึงแอบถอนหายใจยาวอยู่ภายในใจ ก่อนจะค้อมกายคารวะอีกครั้งแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณปรมาจารย์ซือหม่ามาก”
คนอื่นๆ ในตระกูลซือหม่าเห็นโจวไห่โม่วางตัวต้อยต่ำถึงเพียงนี้ ซือหม่าโยวเย่ว์เองก็ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปไม่ติดใจเอาความอีก พวกเขาจึงมิได้ระแวดระวังเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว
“ท่านเจ้าสำนักโจว ข้าได้ยินมาว่าหากคิดอยากไปจากสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ ทางหนึ่งคือการขี่สัตว์อสูรบินได้ไปหลายเดือน ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือใช้ค่ายกลนำส่งของสำนักพยัคฆ์สวรรค์” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ถูกต้อง” โจวไห่โม่พูด “ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับโลกภายนอกยังนับได้ว่าค่อนข้างดี แต่เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน ค่ายกลนำส่งได้พังลง หลังจากนั้นก็ยังไม่มีปรมาจารย์ค ค่ายกลมาซ่อมแซมเลย ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับโลกภายนอกจึงถูกทำลายไปโดยปริยาย”
“ไม่มีใครยอมขี่สัตว์อสูรบินได้ไปจากที่นี่เลยอย่างนั้นหรือ” เจ้าอ้วนชวีถาม
“ไม่ใช่ไม่ยอม แต่ไม่กล้าต่างหาก” โจวไห่โม่ตอบ
“ไม่กล้าอย่างนั้นหรือ เพราะเหตุใดกันเล่า”
“เพราะพวกเรากับสถานที่แห่งอื่นที่มีสันเขาต่อเนื่องกันมีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษอาศัยอยู่ หากคิดจะออกไปก็มีเพียงแค่การผ่านถิ่นที่อยู่ของพวกมันไปเท่านั้น แต่พวกเราจะมีความสา ามารถไปผ่านเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษเช่นนั้นได้อย่างไรกัน” โจวไห่โม่พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์มองผู้จัดการโฉวที่กลับมาคิดบัญชีที่โต๊ะยาวปราดหนึ่ง เขามาที่นี่เพราะสิ่งนี้ใช่หรือไม่
“ค่ายกลนำส่งพังไปแล้ว ข้างนอกยังมีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษรายล้อมอยู่อีก ดังนั้นสันเขาพยัคฆ์สวรรค์จึงไม่มีคนเข้ามานานแล้ว ทั้งยังไม่มีคนออกไปด้วย” โจวไห่โม่กล่าว
“ได้ยินมาว่าค่ายกลนำส่งนี้มิให้ผู้คนภายนอกพบเห็น ไม่ทราบว่าพวกเราจะไปดูค่ายกลนำส่งนั่นสักหน่อยได้หรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
การสร้างค่ายกลนำส่งสักอันสำหรับเธอในตอนนี้มิใช่เรื่องยากลำบากเลย แต่เธอจำเป็นต้องรู้พิกัดที่ตั้งของสถานที่แห่งนั้น ถ้าหากติดตั้งไปตามอำเภอใจ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ได้ไปจา ากสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ แต่จะถูกส่งตัวไปกลางเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษแทน
ไปดูค่ายกลนำส่งที่พังทลายอันนั้นของพวกเขา ไม่แน่ว่าอาจได้รับการประสานจากภายนอก ถ้าหากไม่ได้จริงๆ พวกเขาก็คงได้แต่เลือกการฝ่าดงสัตว์อสูรวิเศษแทนแล้ว
โจวไห่โม่ได้ฟังแล้วแววตาเปล่งประกาย เขาเอ่ยว่า “ย่อมได้แน่นอนอยู่แล้ว! ถ้าหากเป็นไปได้ พวกเราอยากเชิญทุกท่านไปเป็นแขกที่สำนักพยัคฆ์สวรรค์”
ซือหม่าโยวเย่ว์ผู้นี้เป็นปรมาจารย์ค่ายกล นอกจากนี้ค่ายกลที่ติดตั้งไว้ยังยอดเยี่ยมมากอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าเขาประสบความสำเร็จทางด้านค่ายกลเป็นอย่างสูง ถ้าหากเขาซ่อมค่ายก กลนำส่งให้กลับมาใช้ได้ เช่นนั้นต่อไปพวกตนก็จะออกไปได้แล้ว!
“เรื่องไปเป็นแขกนั้นช่างมันเถิด พวกเราอยู่กันตามสบายจนเคยชินเสียแล้ว ถ้าหากไปอยู่กับพวกท่านที่นั่นจะต้องไม่เคยชินอย่างแน่นอน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “พวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปดีก กว่า ข้ากับพวกเขาแค่ไปดูค่ายกลนำส่งนั่นก็พอแล้ว”
“เฮือก…”
พวกเขาถึงกับปฏิเสธคำเชิญของสำนักพยัคฆ์สวรรค์เชียวหรือ!
ผู้คนข้างนอกมองซือหม่าโยวเย่ว์ รู้สึกว่าเขาลึกลับมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว!
“พี่สาม โยวหลิน เป่ยกง พวกเจ้าไปดูที่สำนักพยัคฆ์สวรรค์กับข้าแล้วกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ท่านปู่ ท่านคอยดูทุกคนอยู่ที่นี่ รอให้พวกเรากลับมา”
“ได้ พวกเจ้าวางใจได้เลย” ซือหม่าเลี่ยยังไม่วางใจในตัวซือหม่าโยวเย่ว์อยู่บ้าง
“แน่นอน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ใช่แล้ว การพนันที่ผู้จัดการโฉวเป็นเจ้ามือนั่น ไม่มีผู้เข้าร่วมคนใดที่ทายถูกเลย ดังนั้นตอนนี้เงินทั้งหมดนั่นจึงตกเป็นของเจ้าภาพแล้ว พวกเราคุยกัน นเอาไว้ว่าจะแบ่งกันครึ่งหนึ่ง ตอนพวกท่านอยู่ที่นี่ก็แบ่งเงินกับผู้จัดการโฉวไปแล้วกัน”
พอพูดจบเธอก็พยักหน้าให้โจวไห่โม่ ทั้งสองคนเดินออกไปพร้อมกัน พวกซือหม่าโยวหรานทั้งสามคนติดตามอยู่ด้านหลังคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ออกไปจากโรงเตี๊ยมโรงเตี๊ยม