สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 462 เมืองไท่
เมื่อซือหม่าโยวเย่ว์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เผ่าพันธุ์นกที่มาคารวะเจ้าวิหคน้อยเหล่านั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว มีเพียงเผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกเท่านั้นที่ยังคงอยู่ที่นี่
พอถามจึงรู้ว่าที่เธอปลีกวิเวกไปคราวนี้นั้นยาวนานถึงครึ่งเดือนเลยทีเดียว
หลังจากที่เธอล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกจากกระโจม เจ้าวิหคน้อยที่กำลังคุยกับพวกเผิงเฟิงอยู่จึงรีบเดินออกไป
“เจ้านาย”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองใบหน้าหล่อเหลาของเจ้าวิหคน้อยแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ต่อจากนี้เจ้าอย่าเรียกข้าว่าเจ้านายอีกเลยนะ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นราชาวิหค เรียกว่าเจ้านายต่อหน้าผู้ อื่นจะเป็นการทำลายเกียรติเจ้าเกินไป”
“เช่นนั้นข้าจะเรียกว่าเย่ว์เย่ว์แล้วกัน” เจ้าวิหคน้อยพูด “เย่ว์เย่ว์ เย่ว์เย่ว์ เป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่เลวเลยนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้ม ก่อนจะมองพวกเผิงจิ่วเอ๋อร์แล้วถามว่า “จัดการเรื่องราวได้เป็นอย่างไรบ้างแล้วเล่า”
“หลายวันมานี้ตระกูลราชาของเผ่าพันธุ์นกแห่งแคว้นหนึ่งส่วนใหญ่ต่างก็มากันหมดแล้ว มีเพียงไม่กี่ตัวนั่นเท่านั้นที่ยังไม่มา” เจ้าวิหคน้อยพูด
“ราชาเหยี่ยวนกเขาหรือ”
“อืม” เจ้าวิหคน้อยพยักหน้า “พวกเราได้รับข่าวมาว่าราชาเหยี่ยวนกเขาไปยังตระกูลเฟ่ยอย่างมีเงื่อนงำ น่าจะไปหารือเรื่องบางอย่างแน่”
“ราชาเหยี่ยวนกเขาและตระกูลเฟ่ยอยู่ด้วยกันย่อมไม่ใช่เรื่องดีอะไรแน่ ไม่แน่อาจจะไปหารือกันว่าจะล้างผลาญพวกเราอย่างไรดีก็เป็นได้นะ!” โฉวเซี่ยวเทียนพูดอยู่ข้างๆ “ราชาเหยี่ยว นกเขาไม่ต้องการให้เจ้าวิหคน้อยมีชีวิตอยู่ ส่วนตระกูลเฟ่ยก็ไม่อยากให้เหลียนหงมีชีวิตรอด จิ้งกับจอกจึงได้มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไรเล่า”
“กลัวแต่ว่าจะไม่ง่ายดายเช่นนั้นน่ะสิ” ซือหม่าโยวหลินพูด
“เจ้ามองออกได้อย่างไรกัน” โฉวเซี่ยวเทียนรู้ว่าปกติซือหม่าโยวหลินเงียบขรึมพูดน้อย แต่ก็พูดอย่างได้ใจความในประโยคเดียว
“ราชาเหยี่ยวนกเขาคิดอาศัยตระกูลเฟ่ยมาปลิดชีพเจ้าวิหคน้อย นี่คือข้อสันนิษฐานเบื้องต้น แต่ถ้าหากบอกว่าตระกูลเฟ่ยคิดอาศัยเหยี่ยวนกเขามาจัดการพวกเรานั้นก็ออกจะเป็นการทำเรื่อง งเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่อยู่บ้าง” ซือหม่าโยวหลินพูดวิเคราะห์ “ตระกูลเฟ่ยเป็นถึงสุดยอดตระกูลใหญ่แห่งแคว้นหนึ่ง คิดอยากสังหารพวกเจ้านั้นมิใช่เรื่องที่ลำบากยากเย็นแต่อย่างใดเลย เมื่อเทียบกับการสังหารเจ้าวิหคน้อยแล้ว เงื่อนไขนี้มิได้เท่าเทียมกัน ตระกูลเฟ่ยไม่มีทางทำเรื่องที่กินแรงแล้วไม่ได้ประโยชน์เช่นนั้นหรอก”
“ก็จริงอยู่ นั่นก็หมายความว่าพวกเขามีเงื่อนไขอื่นแล้วน่ะสิ” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
“พวกเราพักเรื่องต่อกรกับเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขา เพื่อทำให้ความวุ่นวายภายในเผ่าพันธุ์นกสงบลงเอาไว้สักพักก่อนดีกว่า ตอนนี้พวกเราไปที่เมืองว่านชิง จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเรียบร ร้อยก่อน ถึงจะทุ่มเทจิตใจทั้งหมดไปที่การต่อสู้ได้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เจ้าวิหคน้อย เจ้าก็ไม่ต้องอยู่กับพวกเราอีกต่อไปแล้ว กลับไปกับพวกท่านแม่ของเจ้าเพื่อหารือเรื่องราวเหล่า านี้ดีกว่า รอพวกเราส่งตัวพวกเขาไปแล้วค่อยกลับมาหาเจ้าแล้วกัน”
เจ้าวิหคน้อยลังเลเสียแล้ว เขาไม่อยากแยกจากซือหม่าโยวเย่ว์ ทว่าตั้งแต่ท่านแม่และผู้อาวุโสตระกูลได้รับข่าว ตอนนี้สถานการณ์ที่นี่ก็ค่อนข้างวุ่นวายอีกแล้ว ถ้าหากเนิ่นช้ามากเกินไป ป ไม่แน่ว่าเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาและเผ่าพันธุ์อื่นๆ อาจจะมีความเคลื่อนไหวใหญ่โตขึ้นมาก็ได้
เผิงจิ่วเอ๋อร์เห็นบุตรชายลังเลไม่ยอมตัดสินใจ จึงเอ่ยปากพูดว่า “ไม่อย่างนั้นเอาเช่นนี้แล้วกัน ข้าจะให้องครักษ์ระดับสูงสักสองสามคนส่งพวกเขาไปยังเมืองว่านชิง ส่วนเจ้าวิหคน้อย เจ้า าจงกลับไปจัดการธุระสำคัญภายในเผ่าพันธุ์ก่อน หลังจากที่พวกเขาจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยไปรวมตัวกันกับพวกเรา”
“อืม พวกเจ้าจงบอกพิกัดห้วงมิติของพวกเจ้าแก่ข้า พอถึงเวลาพวกเราก็จะใช้ค่ายกลนำส่งไปโดยตรงเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลานานจนเกินไปนัก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เช่นนั้นก็ดี” เจ้าวิหคน้อยพูด “ท่านแม่ ท่านจะต้องส่งคนที่พลังยุทธ์แข็งแกร่งสักหน่อยไปคุ้มกันพวกเย่ว์เย่ว์นะ”
“ข้าต้องทำเช่นนั้นแน่” เผิงจิ่วเอ๋อร์รับคำ
ภายในเผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกนั้นมีคนน้อยจนนับได้ ต่างก็เป็นผู้ที่มีสถานะค่อนข้างสูงส่งในเผ่าพันธุ์ นางอยากจะส่งคนไปคุ้มครองพวกซือหม่าโยวเย่ว์นั้นก็ยังพอทำได้
เพื่อลดเป้าหมายให้น้อยลง ซือหม่าโยวเย่ว์จึงให้พวกซือหม่าโยวเล่ออยู่ที่นี่ เดิมทีคิดจะพาซือหม่าโยวหลินไปด้วย เพราะพอถึงเวลาทั้งสองคนก็ติดตั้งค่ายกลนำส่งด้วยกันได้ น นอกจากนี้พลังการต่อสู้ของเขาก็ยังสูงส่งกว่าคนอื่นอยู่เล็กน้อยด้วย แต่พวกเขาต่างบอกว่าสองคนนั้นอันตรายเกินไป สุดท้ายจึงให้เป่ยกงถังและโอวหยางเฟยติดตามไปด้วยกัน
เผิงจิ่วเอ๋อร์หาสัตว์อสูรวิเศษสี่ตนมาให้พวกเขา ซึ่งทั้งหมดต่างวิวัฒน์ร่างเรียบร้อยแล้วจึงไม่สะดุดตาเมื่ออยู่กับพวกเขา จากนั้นกลุ่มคนแปดคนจึงบินออกจากเมืองไป
เมื่อเจอกับเรื่องการผ่านกัลป์สายฟ้ามาแล้ว ผู้คนในเมืองต่างรู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์และวิหคสี่ปีกอยู่ด้วยกัน ตอนนี้เธอเข้ามา ต่อให้รู้ว่าเธอคือคนที่ตระกูลเฟ่ยต้องการจับตั ว ก็ไม่มีใครกล้าลงมือ เพราะที่นี่ไม่มีใครกล้าต่อกรกับเผ่าพันธุ์วิหคสี่ปีกอยู่แล้ว
พวกเขาไปยังจวนเจ้าเมือง เมื่อเห็นพวกเขา คนของจวนเจ้าเมืองก็ตกใจแล้วรีบส่งคนเข้าไปหาพลางถามว่า “พวกท่านต้องการใช้ค่ายกลนำส่งใช่หรือไม่ขอรับ”
“อืม พวกเราต้องการไปที่เมืองว่านชิง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ขอรับ ที่นี่ไม่อาจไปยังเมืองว่านชิงโดยตรงได้น่ะขอรับ” คนผู้นั้นกล่าว
“เช่นนั้นก็ไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุดแล้วกัน”
“ที่ใกล้ที่สุดคือเมืองไท่ขอรับ”
เมื่อได้ยินชื่อเมืองไท่ ร่างกายเหลียนหงก็สั่นสะท้าน ส่วนสีหน้าโฉวเซี่ยวเทียนก็กลายเป็นไม่น่าดู
“ทำไมหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นความผิดปกติของพวกเขาจึงเอ่ยถามขึ้น
“เมืองไท่… เป็นเมืองที่บ้านตระกูลหลักของตระกูลเหลียนตั้งอยู่น่ะสิ” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์ตะลึงงันไปแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นพวกเราก็เปลี่ยนเมืองแล้วกัน”
เหลียนหงส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอก พวกเราก็ไปที่นั่นกันเถิด ข้าอยากจะเห็นสถานที่ที่ท่านพ่อของข้าเติบโตขึ้นมาเช่นกัน”
“ก็ได้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดกับคนของจวนเจ้าเมือง “เช่นนั้นพวกเราก็ไปที่เมืองไท่แล้วกัน”
ทั้งแปดคนขึ้นไปบนค่ายกลนำส่ง คนของจวนเจ้าเมืองใส่พลังวิญญาณเข้าไปยังบริเวณป้ายที่เป็นชื่อเมืองไท่ ค่ายกลนำส่งสว่างวาบขึ้นมาในทันใด แล้วทั้งแปดคนก็หายวับไปอย่างรวดเร ร็ว
ที่ด้านนอก คนตระกูลเฟ่ยสองคนมองหน้ากันไปมา “รีบไปรายงานนายน้อยซือเกี่ยวกับเบาะแสของคนเหล่านี้เร็วเข้า”
ระยะทางไปยังเมืองไท่ค่อนข้างไกล ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ออกมาจากค่ายกลนำส่งจึงวิงเวียนเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนเห็นว่าไม่ได้การ จึงหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้าพัก
เป่ยกงถังพยุงซือหม่าโยวเย่ว์เข้าไปในห้อง แล้วเตรียมน้ำสะอาดให้เธอล้างหน้าล้างตา
“ดูเอาเถิด ยังดีที่ข้ามาด้วย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีใครมาดูแลเจ้าในสภาพเช่นนี้หรอก”
ซือหม่าโยวเย่ว์เอนกายลงบนเตียงแล้วพูดด้วยความวิงเวียนว่า “ก่อนหน้านี้ตอนออกมาจากสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ ระยะทางไม่ได้ไกลมาก ดังนั้นจึงไม่รู้สึกอะไร ยังคิดว่าข้าไม่เมาแล้วอยู่ เลย คิดไม่ถึงว่าจะยังเมาอยู่”
“ถ้าหากเจ้าศึกษาเคล็ดวิชาคิดคำนวณห้วงมิติของดินแดนแห่งนี้ได้ ก็ติดตั้งค่ายกลนำส่งเองได้แล้วล่ะ” เป่ยกงถังพูด
“อืม กลับหุบเขามารเทพแล้วจะศึกษานะ” ซือหม่าโยวเย่ว์นวดคลึงขมับ “ได้ยินมาว่าท่านอาจารย์เป็นปรมาจารย์ค่ายกล ไม่แน่ว่าอาจจะขอคำชี้แนะจากเขาได้”
“ก็ดีนะ”
“เป่ยกง เจ้ามีคำแนะนำอันใดหรือไม่”
“ก็ไม่ใช่คำแนะนำหรอก ข้าเพียงแต่เคยได้ยินท่านแม่บอกว่าที่แดนชั้นกลางมีสำนักวิชาที่ยอดเยี่ยมอยู่แห่งหนึ่ง ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกับผู้เชี่ยวชาญแต่ละแขนง ถ้าหากเจ้าศึกษาเ เคล็ดวิชาคิดคำนวณที่นี่ได้ เจ้าก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานเช่นนี้ได้เร็วหน่อยอย่างไรเล่า”
“สำนักวิชานั้นมีชื่อเสียงมากเลยหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“เป็นสถาบันที่เทียบเคียงได้กับขุมอำนาจในบริเวณโดยรอบเลยล่ะ ข้าได้ยินมาว่าหลังจากที่ออกมากันแล้ว มีคนไม่น้อยเลยที่เข้าไปยังแดนศูนย์กลาง นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เข้าสู่หุบเขา มารเทพอีกเป็นจำนวนมากด้วย” เป่ยกงถังพูด
“เช่นนี้รอหลังจากที่พวกเราช่วยท่านแม่และน้องชายเจ้าออกมาได้แล้ว พวกเราค่อยไปดูกันก็ได้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แต่ตอนนี้ต้องให้ข้านอนสักหน่อยก่อนแล้ว”
เป่ยกงถังเห็นท่าทางทุกข์ทรมานเช่นนั้นของเธอแล้วจึงแย้มยิ้มก่อนจะหมุนกายออกจากห้องไป
และในขณะเดียวกัน ภายในคฤหาสน์ใหญ่ที่อีกฟากหนึ่งของเมือง เงาร่างสายหนึ่งรีบรุดวิ่งเข้าไปในห้องหนังสือแล้วเอ่ยว่า “นายท่านขอรับ วันนี้เหลียนหงและโฉวเซี่ยวเทียนมาถึงเมืองไ ไท่แล้วขอรับ…”