สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 464 ประจันหน้ากับตระกูลเหลียน
เหลียนเจวี๋ยนิ่งงันไปก่อนจะเอ่ยว่า “วันนี้พวกเราไม่ได้ส่งคนไปจับตัวใครกลับมาเลยนี่นา ทั้งยังเป็นคนตระกูลเหลียนด้วย ชื่อว่าอะไรหรือ”
“เหลียนหง” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว
“เหลียนหงหรือ ในตระกูลพวกเรามีคนชื่อนี้อยู่ด้วยหรือ” เหลียนเจวี๋ยถามพ่อบ้านที่อยู่ข้างกาย
“ท่านประมุขตระกูล พวกเรามีคนที่ชื่อเหลียนหงอยู่คนหนึ่งจริงๆ ขอรับ แต่เป็นเด็กน้อยวัยห้าขวบซึ่งเป็นรุ่นที่สามของสายข้างเคียง ตอนนี้แยกตัวไปใช้ชีวิตเอง แต่มิได้มีใครไปจับต ตัวเขาเสียหน่อยขอรับ!” พ่อบ้านเอ่ยตอบ
“พวกเจ้าได้ยินแล้วนะว่าพวกเราไม่ได้มีคนที่พวกเจ้าพูดถึงคนนี้อยู่” เหลียนเจวี๋ยพูดกับโฉวเซี่ยวเทียน “พวกเจ้าผิดพลาดแล้วหรือไม่”
“พวกเจ้าไม่รู้จักเขา เรื่องนี้พวกเราไม่ประหลาดใจเลย ถึงอย่างไรหลายปีมานี้พวกเจ้าก็ไม่เคยสนใจไถ่ถาม ก็แสดงเจตนาของพวกเจ้าอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว แต่ข้าคิดไม่ถึงว่าพวกเจ้าตระ ะกูลเหลียนจะเหมือนกับตระกูลเฟ่ย พวกเราเพิ่งจะมาถึงเมืองไท่ พวกเจ้าก็ลงมือจับคนเสียแล้ว!”
“พวกเราฟังสิ่งที่เจ้าพูดไม่เข้าใจเลย แต่ไหนแต่ไรพวกเราก็ไม่เคยลงมือกับสมาชิกตระกูลตัวเองเลย! เจ้าพูดมาสิว่าถ้าหากคนผู้นั้นเป็นคนของตระกูลเหลียนจริงๆ แล้วพวกเราก็ไม่มีทางไม ม่รู้หรอก!” คนที่อยู่ด้านหลังเหลียนเจวี๋ยพูด “คนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งอย่างเจ้า ก็คิดจะสาดน้ำโคลนใส่ตระกูลเหลียนของข้าอย่างนั้นหรือ ข้าว่าพวกเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอ อยู่แล้วกระมัง!”
“พวกท่านกล้าบอกว่าเหลียนอวี่ไม่ใช่คนตระกูลเหลียนของพวกท่านเชียวหรือ” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย “เช่นนั้นบุตรชายของเขาก็ไม่ใช่คนตระกูลเหลียนของท่านสินะ”
เมื่อได้ยินชื่อเหลียนอวี่ ทุกคนก็มีสีหน้าพรั่นพรึง สตรีนางหนึ่งทะยานร่างขึ้นมาจากเบื้องล่างแล้วหลั่งน้ำตาพลางเอ่ยว่า “เจ้าบอกว่าบุตรชายของอวี่เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ อวี่เอ๋อร์ อยู่ที่ไหน เพราะเหตุใดนานปีถึงเพียงนี้แล้วจึงไม่กลับมาหาพวกเราเสียทีเล่า”
“ท่านเป็นใคร”
“ข้าคือมารดาของอวี่เอ๋อร์ ขอเจ้าโปรดบอกข้าทีว่าอวี่เอ๋อร์อยู่ที่ไหน” สตรีนางนั้นมองโฉวเซี่ยวเทียนอย่างอ้อนวอน
“เหลียนอวี่ตายไปตั้งแต่หลายสิบปีก่อนแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนพูด “ตอนนั้นหลังจากที่พวกท่านขับไล่เขาออกไปจากตระกูลไม่นาน เขากับเฟ่ยเมิ่งเมิ่งก็ถูกคนตระกูลเฟ่ยสังหาร”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน!” มารดาของเหลียนอวี่ตะลึงงัน แทบจะร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ยังดีที่บุรุษข้างกายพยุงนางเอาไว้
“ตอนนั้นยังมีคนตระกูลเหลียนคนหนึ่งอยู่ด้วยกันกับพวกเราด้วย ในขณะนั้นเหลียนอวี่ถูกฆ่าตายไปแล้ว ทหารของตระกูลเฟ่ยต่างพากันไล่ตามพวกเรา เขาน่าจะยังมีชีวิตอยู่จึงจะถูกต้อง ห หรือว่าเขามิได้นำข่าวที่เหลียนอวี่ถูกทำร้ายกลับมาแจ้งพวกท่านเล่า” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว
“เจ้าหมายถึงเหลียนอันหรือ” มารดาของเหลียนอวี่ครุ่นคิดแล้วเอ่ยถามขึ้น
“เขานั่นแหละ” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
“เหลียนอันกลับมาบอกว่าอวี่เอ๋อร์พาเฟ่ยเมิ่งเมิ่งหลบหนีไปไกลแล้ว ทั้งยังบอกด้วยว่าให้ข้าทำเหมือนว่าข้าไม่เคยให้กำเนิดบุตรชายเช่นเขาผู้นี้มาก่อนเลย! ดังนั้นตลอดหลายปีมานี้ พวกเราจึงไม่ได้เสาะหาร่องรอยของเขาเลย ไม่รู้สักนิดว่าเขา…” มารดาของเหลียนอวี่พูดพลางหลั่งน้ำตา แล้วนางก็นึกขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน จึงเอ่ยว่า “เจ้าบอกว่า บุตรชายของอวี่เอ๋ อร์…”
“เหลียนอวี่กับเฟ่ยเมิ่งเมิ่งให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง แต่ทั้งคู่ก็มาจบชีวิตไปตั้งแต่บุตรชายยังอายุไม่ถึงหนึ่งขวบ ข้าพาเขาหลบหนีจากการไล่ล่าสังหารของตระกูลเฟ่ยมาตลอดหลายปีนี้ คิดไม่ถึงว่าวันนี้เพิ่งจะมาถึงเมืองไท่ก็ถูกพวกท่านจับตัวไปเสียแล้ว!” โฉวเซี่ยวเทียนมองกลุ่มคนตระกูลเหลียน พยายามมองหาคำใบ้บนใบหน้าของพวกเขา
เมื่อคนตระกูลเหลียนได้ยินข่าวนี้แล้วต่างพากันเงียบงันไป เหลียนอวี่เป็นถึงคุณชายใหญ่ที่เป็นสายทายาทของตระกูล มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะได้เป็นประมุขตระกูลในภายภาคหน้าข ของตระกูลเหลียน แต่เขากลับชอบพอกับคนของตระกูลเฟ่ย เพื่อให้ได้อยู่ร่วมกับนางจึงเต็มใจถูกขับไล่ออกจากตระกูล ยอมสูญเสียสิทธิ์นี้ไปตลอดกาล
มารดาของเหลียนอวี่คว้ามือของบุรุษข้างกายเอาไว้แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “อวี่เอ๋อร์มีบุตรชาย เขามีบุตรชายด้วย…”
“แค่กๆ ข้าว่าตอนนี้มิใช่เวลาที่ท่านจะมาตื่นเต้นหรอกนะ หลานชายของท่านถูกผู้อื่นจับตัวไป ถ้าหากท่านยังมัวแต่ตื่นเต้นอยู่อีก หลานชายท่านก็อาจจะจบชีวิตลงได้นะ!” ซือหม่าโยว วเย่ว์เอ่ยเตือน
“เจ้าเป็นใครกัน ต่อให้สิ่งที่พวกเจ้าพูดเป็นความจริง แต่ไหนแต่ไรพวกเราคนตระกูลเหลียนก็ไม่เคยรู้ว่าคนผู้นี้มีตัวตนอยู่ แล้วใครจะไปจับตัวเขากันเล่า พวกเจ้าอย่ามาใส่ร้ายตระกู ลเหลียนเรา พวกเจ้าแบกรับโทษนี้ไม่ไหวหรอกนะ!” ชายหนุ่มคนหนึ่งก่นด่า
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร” โฉวเซี่ยวเทียนถาม
“ข้าคือเหลียนเทียน น้องสามของเหลียนอวี่” ชายหนุ่มผู้นั้นพูด “คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้ากลุ่มหนึ่งอย่างพวกเจ้าบอกว่ามีข่าวคราวของพี่ชายข้า ก็ต้องเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ เรื่ องที่พวกเราไม่รู้มาตลอดหลายปี แล้วจะเชื่อถือคำพูดเพียงข้างเดียวของพวกเจ้าได้อย่างไร”
ผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายเหลียนเจวี๋ยคนหนึ่งก็เอ่ยปากเห็นด้วย “ท่านประมุขตระกูล นายน้อยสามพูดได้ถูกต้อง คนเหล่านี้มีที่มาไม่ชัดเจน พวกเราจะเชื่อคำพูดข้างเดียวของพวกเขาไม่ได้หร รอก ตลอดมาตระกูลเหลียนก็ไม่เคยทำเรื่องลักพาตัวหรือสังหารผู้บริสุทธิ์เลย แล้วจะปล่อยให้พวกเขาใส่ร้ายพวกเราเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า เท่าที่ข้าดู ข้าว่าพวกเราควรจะจากตัวพวกเขาเอ อาไว้ก่อน รอจนแน่ใจแล้วค่อยว่ากัน”
“ไม่ได้!” มารดาของเหลียนอวี่ร้องตะโกน “ถ้าหากหลานชายข้ากำลังเผชิญอันตรายถึงชีวิตอยู่ หากรีรอเช่นนี้เขาจะไม่ถึงแก่ชีวิตหรอกหรือ”
“ท่านแม่ ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าพี่ใหญ่เสียชีวิตแล้ว” เหลียนเทียนพูด “ก่อนเหลียนอันตายได้บอกเอาไว้แล้วว่าพี่ใหญ่เลือกจะไปด้วยตัวเอง บอกว่าจะหนีไปให้ไกล พอพวกเขาโผล่มา พวกท ท่านก็เชื่อว่าพี่ใหญ่ตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”
“เรื่องนี้…” มารดาของเหลียนอวี่ตะลึงงันไปในทันใด เมื่อเห็นสามีของตนทำอะไรไม่ถูก ก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อพวกซือหม่าโยวเย่ว์ดีหรือไม่
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นพวกเขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจึงพูดว่า “ตอนนี้ไม่มีตัวคน ท่านอาจจะไม่เชื่อก็ได้ แต่ถ้าหากข้าหาตัวคนพบในตระกูลเหลียนของท่านเล่า”
“ถ้าหากเจ้าหาพบ พวกเราก็จะไม่ติดใจเอาความเรื่องที่พวกเจ้าบุกรุกเข้ามาในตระกูลเหลียนแล้วสังหารทหารรับใช้ของข้าในคืนนี้อีก” เหลียนเจวี๋ยพูด
“ข้าคิดว่าประมุขตระกูลเหลียนคงจะไม่ทำเรื่องตระบัดสัตย์หรอกนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างมั่นใจในตัวเอง
เหลียนเทียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “ประมุขตระกูลใจกว้าง ยอมให้เจ้าเข้ามาหาตัวคนในตระกูลของเรา แต่พวกเรามิอาจให้เจ้าค้นหาไปตลอดได้ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ตระกูลเหลียนเรา คงไม่ได้หลับได้นอนกันพอดี อย่างมากที่สุดแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากพวกเจ้าหาคนไม่พบ ก็จงยอมให้พวกเราจัดการแต่โดยดี!”
“ไม่ต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้นหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์มองเหลียนเทียนอย่างไม่แฝงความนัยอะไรปราดหนึ่ง
โฉวเซี่ยวเทียนมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างเป็นกังวล “โยวเย่ว์ ตระกูลเหลียนใหญ่โตเช่นนี้ พวกเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยวเหลียนจื่ออยู่ที่ไหน”
“พี่ใหญ่โฉว ท่านวางใจเถิด ข้ามีวิธี” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางตบมือ
“เช่นนั้นก็เชิญเลย” เหลียนเจวี๋ยกล่าว
“ช้าก่อน” ซือหม่าโยวเย่ว์มิได้รีบร้อนเข้าไป แล้วพูดอย่างเรียบๆ
โฉวเซี่ยวเทียนเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รีบร้อน แล้วยังเห็นว่าพวกเป่ยกงถังก็มีท่าทีสงบนิ่งเช่นกัน จึงได้แต่ร้อนรนอยู่ข้างๆ คนเดียว
คนตระกูลเหลียนเห็นว่าซือหม่าโยวเย่ว์ยังไม่เข้าไปก็ประหลาดใจอยู่บ้าง ถึงอย่างไรคฤหาสน์ของพวกเขาก็ใหญ่โตอย่างยิ่ง ครึ่งชั่วโมงหรือ ถ้าหากต้องการจะหาจริงๆ เกรงว่าต้องหากันน นานถึงสองชั่วโมงทีเดียว
ผ่านไปสิบนาที ซือหม่าโยวเย่ว์ก็ยังไม่ขยับเขยื้อน คนตระกูลเหลียนต่างโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว นี่กำลังหยอกล้อพวกเขาเล่นอยู่หรืออย่างไร
“พวกเจ้ายังไม่คิดจะเข้าไปอีกหรือ” ผู้อาวุโสตระกูลขาวเห็นซือหม่าโยวเย่ว์ยังไม่ขยับเขยื้อน จึงสนใจใคร่รู้ไม่น้อยเลย
“อีกประเดี๋ยวก็เรียบร้อยแล้วล่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์รับคำ ทันใดนั้นก็เห็นบางสิ่งบางอย่าง จึงแย้มยิ้มแล้วพูดกับซือหม่าโยวหลินว่า “เข้าไปได้แล้วล่ะ”
โฉวเซี่ยวเทียนไม่รู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์กำลังทำอะไร ก่อนหน้านี้ไม่เคลื่อนไหวเลย เพิ่งจะเข้าไปตอนนี้ ยังจะทันเวลาหรือไร
เห็นเพียงแค่ว่ามีผึ้งตัวหนึ่งบินเข้ามาแล้วบินวนอยู่ตรงหน้าซือหม่าโยวเย่ว์ครู่หนึ่ง แล้วซือหม่าโยวเย่ว์จึงชี้เรือนหลังหนึ่งในนั้นพลางเอ่ยว่า “โยวหลิน ทางนั้น”
เหลียนเทียนเห็นสถานที่ที่ซือหม่าโยวเย่ว์ชี้แล้วสีหน้าแปรเปลี่ยนไป