สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 465 ผู้อาวุโสขาวดำที่แสนตลกทั้งสอง
“นั่นคือเรือนของนายน้อยเหลียนเทียน จะอยู่ที่นั่นได้อย่างไรเล่า” บุรุษผู้หนึ่งพูดด้วยรอยยิ้มหยัน
“อยู่หรือไม่อยู่ แค่หาดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “โยวหลิน ไปที่นั่นกัน”
“ได้สิ” ซือหม่าโยวหลินให้สัตว์อสูรบินได้บินไปยังเรือนหลังนั้น
สีหน้าเหลียนเทียนเปลี่ยนเป็นซีดขาว เขามองหัวหน้ากลุ่มทหารรับใช้ปราดหนึ่ง ซึ่งเขาก็รีบนำทหารรับใช้ไปขวางทางพวกเขาในทันที
ซือหม่าโยวเย่ว์หมุนกายไปมองเหลียนเจวี๋ย เหลียนเจวี๋ยก็โบกมือ ทหารรับใช้เหล่านั้นจึงต้องหลีกทางอย่างเสียไม่ได้
สัตว์อสูรบินได้พาทุกคนไปยังเรือนแห่งนั้น ด้วยความเร็วของพวกเขาก็ใช้เวลาบินสิบนาที ขณะนี้เหลืออีกไม่ถึงสิบนาทีก็จะถึงเวลาที่กำหนดเอาไว้แล้ว
“โยวเย่ว์ เสี่ยวเหลียนจื่อจะอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ” โฉวเซี่ยวเทียนมองดูเรือนที่ไม่มีระลอกความเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อยพลางเอ่ยถามขึ้น
“เชื่อข้าสิ พวกเราเข้าไปกันเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ประมุขตระกูลเหลียน พวกท่านจะเข้าไปพร้อมกับพวกเราหรือไม่”
“ไปสิ ต้องเข้าไปอยู่แล้ว” ผู้อาวุโสตระกูลขาวพูด สายตาจับจ้องผึ้งแดงบนบ่าซือหม่าโยวเย่ว์ไม่หยุดหย่อน
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์กระโดดลงมาจากหลังสัตว์อสูรบินได้ ผู้อาวุโสตระกูลดำขาว เหลียนเจวี๋ย มารดาของเหลียนอวี่ และเหลียนเทียน เดินตามเข้ามาด้วยกัน
มารดาของเหลียนอวี่มองเหลียนเทียนด้วยแววตาซับซ้อน ริมฝีปากขยับไหว แต่ไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วเดินตามพวกซือหม่าโยวเย่ว์เข้าไปในเรือน
“นายน้อย”
ข้ารับใช้หลายคนออกมาจากภายในเรือน เมื่อเห็นสายตาที่พวกเขาส่งมาให้ตน เหลียนเทียนจึงค่อยวางใจลง
“ที่นี่ย่อมไม่มีเหลียนหงอะไรที่เจ้าพูดถึงผู้นั้นอยู่แล้ว พวกเจ้าโป้ปดว่าพี่ชายข้าตายแล้ว ทำให้ท่านแม่ข้าปวดใจไม่น้อย ตอนนี้ยังคิดจะใส่ร้ายข้าอีกหรือ” เขาตั้งคำถามเสียงดัง
“ที่นี่ไม่มีคนอยู่จริงๆ” เหลียนเจวี๋ยก็พูดขึ้นด้วย
พวกเขาต่างก็เป็นผู้บำเพ็ญ ถึงแม้จะมิได้เข้าไปในห้องทุกห้อง ก็ล่วงรู้สถานการณ์ภายในนั้นได้
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้มแต่มิได้เอ่ยวาจา แล้วตรงเข้าไปในห้องที่ไม่สะดุดตาห้องหนึ่ง หลังจากเข้าไปแล้ว ภายในนั้นก็ยังคงไม่มีใคร
“ยังเหลืออีกสามนาที” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยเตือนอยู่ด้านหลัง
มุมปากเหลียนเทียนยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เป็นอย่างไรเล่า ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าเป็นกลุ่มคนหลอกลวง…”
น่าเสียดายที่รอยยิ้มของเขาไม่ได้ค้างอยู่นานนัก เพราะเขามองเห็นผึ้งตัวหนึ่งอยู่บนกำแพง ผึ้งที่เหมือนกับตัวที่อยู่บนบ่าซือหม่าโยวเย่ว์
ที่นี่มีผึ้งได้อย่างไรกัน! เมื่อครู่เธอก็เพิ่งมาที่นี่หลังจากที่ผึ้งกลับไปแล้ว ตอนนี้บนกำแพงมีผึ้งปรากฏตัวอยู่ทำให้หัวใจของเขาดำดิ่งลงไปในทันใด
ภายใต้สายตาตื่นตระหนกของเขา ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มาที่ริมกำแพงนั้นแล้วยื่นมือไปกดตรงบริเวณที่ผึ้งตัวนั้นเกาะอยู่พร้อมกับออกแรง กำแพงด้านนั้นก็ถอยเข้าไปอีกทาง เผยให้เห็น ห้องลับห้องหนึ่ง ซึ่งเหลียนหงนอนหลับใหลไม่ได้สติอยู่บนพื้นในห้องลับนั้น
“เสี่ยวเหลียนจื่อ!” โฉวเซี่ยวเทียนรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเหลียนหงขึ้นมา ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับบิดาของตนถึงเจ็ดส่วนปราฏสู่สายตาของทุกคน
“อวี่เอ๋อร์!” มารดาของเหลียนอวี่รองขึ้นมา นางวิ่งเข้าไป อยากจะยื่นมือไปสัมผัสเหลียนหง แต่ก็ยังไม่กล้า
ซือหม่าโยวเย่ว์ก้าวเข้าไปตรวจร่างกายเหลียนหงรอบหนึ่ง หลังจากนั้นจึงหยิบขวดหยกใบหนึ่งออกมาแล้วเปิดฝาจ่อเข้าไปใต้จมูกเขาให้เขาดม
“โอ๊ย…”
เหลียนหงได้กลิ่นเหม็นหาใดเปรียบนั้นแล้วจึงฟื้นขึ้นมา เมื่อเห็นโฉวเซี่ยวเทียนจึงเรียกอย่างอ่อนแรงว่า “ท่านอาจารย์”
เมื่อเห็นเหลียนหงฟื้นขึ้นมา โฉวเซี่ยวเทียนจึงค่อยถอนหายใจ เขามองเหลียนเจวี๋ยแล้วพูดว่า “ประมุขตระกูลเหลียน เรื่องนี้จะว่าอย่างไรเล่า”
สีหน้าของเหลียนเจวี๋ยไม่น่าดูอย่างยิ่ง เขามองเหลียนเทียนก่อนจะโบกมือ ทหารรับใช้สองคนก็เข้ามาจับตัวเหลียนเทียนเอาไว้
“ท่านประมุขตระกูล!” เหลียนเทียนร้องตะโกน
“ไปที่โถงหลัก” เหลียนเจวี๋ยสีหน้าดำทะมึน หลังจากทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วก็ออกไปจากเรือน
ทหารรับใช้คุมตัวเหลียนเทียนไป คนอื่นๆ ก็เดินตามไปด้วย เหลือเพียงแค่พวกซือหม่าโยวเย่ว์ที่ยังอยู่ในเรือน
“ลูกแม่…” มารดาของเหลียนอวี่ลูบไล้ใบหน้าของเหลียนหงอย่างรักใคร่
“ท่านคือ…” เหลียนหงมองท่านย่าของตนอย่างสงสัย
เขาเพิ่งจะฟื้นขึ้นมา ไม่ค่อยรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนี้สักเท่าใดนัก
“ข้าคือท่านย่าของเจ้า” ฮวาน่งอิ่ง มารดาของเหลียนอวี่เห็นใบหน้าที่มีความทรงจำอันคุ้นเคยอยู่นั้นแล้วอดที่จะหลั่งน้ำตาราวสายฝนมิได้
“ท่านคือท่านย่าของข้าหรือ” เหลียนหงมองฮวาน่งอิ่งอย่างตกตะลึงแล้วหันมามองโฉวเซี่ยวเทียนพลางพูดว่า “ท่านอาจารย์ นี่มันเรื่องอันใดกัน”
ในขณะนี้เอง ทหารรับใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า “ฮูหยินรองขอรับ ท่านประมุขตระกูลให้ข้ามาพาพวกเขาไปยังห้องโถงหลักขอรับ”
“ข้าทราบแล้ว” ฮวาน่งอิ่งเช็ดน้ำตาบนใบหน้าแล้วพูดว่า “ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าที่แท้แล้วนี่มันเรื่องอันใดกันแน่ พวกเจ้าก็ไปที่ห้องโถงหลักพร้อมกับข้าเถิด”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองโฉวเซี่ยวเทียน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่มีความเห็นอันใดอยู่ดี
“ไปกันเถิด” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
ผ่านเรื่องคืนนี้ไปเขาก็มองออกแล้วว่ามิใช่ว่าหลายปีมานี้ตระกูลเหลียนไม่สนใจเหลียนหง หากแต่พวกเขามิได้ล่วงรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเขาเลยต่างหาก!
ระหว่างทางไปยังห้องโถงหลัก เหลียนหงก็ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ จึงมองพวกซือหม่าโยวเย่ว์อย่างซาบซึ้งใจ
ส่วนฮวาน่งอิ่งก็ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนั้น รวมทั้งวันเวลาที่พวกเขาต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ มาตลอดหลายปีนี้ด้วย
พวกเขามาถึงห้องโถงหลัก ภายในนั้นมีคนนั่งอยู่ไม่น้อยแล้ว เหลียนหงและโฉวเซี่ยวเทียนเข้าไป แต่ซือหม่าโยวเย่ว์ยังไม่ทันเข้าไปก็ถูกคนสองคนขัดขวางเอาไว้เสียแล้ว
“เจ้าเด็กน้อย เปลวเพลิงในคืนนี้ของเจ้าคือเปลวเพลิงอะไรกัน”
“ผึ้งของเจ้าคือผึ้งอะไรกัน”
“ให้พวกเราดูเปลวเพลิงนั้นของเจ้าอีกคราได้หรือไม่”
“ให้พวกเราดูผึ้งนั่นก่อนเถิด”
“ไม่ได้ ดูเปลวเพลิงก่อนสิ”
“เจ้าหลบไป ดูผึ้งก่อนนะ”
“เปลวเพลิงนั่นเป็นเปลวเพลิงหายากเชียวนะ!”
“ผึ้งนั่นอาจจะเป็นผึ้งแดงที่สูญพันธุ์ไปแล้วก็ได้!”
“ดูเปลวเพลิงก่อน!”
“ดูผึ้งก่อน!”
“ดู…”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองเห็นผู้อาวุโสตระกูลดำขาวที่โผล่มาอย่างกะทันหันแล้วถูหว่างคิ้ว ก่อนจะตะคอกใส่โดยไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะใช่ผู้อาวุโสตระกูลของตระกูลเหลียนหรือไม่ “พวกท่านห หยุดเสียที!”
ผู้คนในห้องโถงหลักได้ยินคำพูดของเธอแล้วต่างพากันหยุดลง เมื่อเห็นว่าเธอมิได้กำลังพูดกับพวกตน จึงได้คุยธุระกันต่อไป
ซือหม่าโยวเย่ว์มองคนทั้งสองแล้วพูดด้วยสีหน้าคร่ำเคร่งว่า “ข้าบอกตอนไหนว่าจะให้พวกท่านดูเปลวเพลิงกับผึ้งของข้าน่ะ”
“หา?” ผู้อาวุโสตระกูลดำขาวมองซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดว่า “ไม่ให้พวกเราดูหรือ เจ้าเด็กน้อย ไม่ได้หรอกนะ พวกเราจะกินไม่ได้นอนไม่หลับเอาน่ะสิ!”
“แล้วนั่นเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ข้ามิใช่คนตระกูลเหลียนเสียหน่อย” ซือหม่าโยวเย่ว์สองมือกอดอก
“จะไม่เกี่ยวได้อย่างไรเล่า” ผู้อาวุโสตระกูลขาวเอ่ย “ของเหล่านี้ล้วนเป็นของของเจ้า นี่ก็เกี่ยวกับเจ้าแล้วน่ะสิ!”
“ด้านในกำลังคุยธุระกันอยู่ พวกเราไปคุยกันที่อีกด้านดีกว่านะ” ผู้อาวุโสตระกูลดำพูดพลางคว้าหัวไหล่ซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพาตัวเธอไป
วิหคสี่ปีกคิดจะไล่ตามไป แต่เป่ยกงถังพูดว่า “ไม่ต้องตามไปหรอก เขาไม่เป็นอะไรแน่”
สองนาทีต่อมา ซือหม่าโยวเย่ว์ก็ถูกพาตัวไปยังเรือนแห่งหนึ่ง จากนั้นผู้อาวุโสตระกูลขาวจึงลงมาด้วย
“เจ้าเด็กน้อย เจ้าบอกมาสิว่าต้องทำเช่นไรเจ้าจึงจะยอมให้พวกเราดูเปลวเพลิงกับผึ้งนั่นของเจ้าน่ะ” ผู้อาวุโสตระกูลดำพูดอย่างไม่อ้อมค้อม
ซือหม่าโยวเย่ว์แย้มยิ้ม ตาเฒ่าสองคนนี่ช่างตรงไปตรงมาดีจริง!
“อันที่จริงแล้วพวกท่านอยากจะดูสิ่งของของข้าก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ แต่พวกท่านต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อน”
“เรื่องอันใดเล่า” ผู้อาวุโสตระกูลขาวถามอย่างอดรนทนไม่ไหว