สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 474 ช่างหน้าไม่อายเสียจริง
“ขวับ…”
เสือดาวเหล็กเพิ่งจะสลายตัวไป หอกยาวอันหนึ่งก็ฟาดเข้าใส่เธอ เธอจึงรีบตวัดแส้เข้าไปจนมันลอยกระเด็น
แต่หอกยาวนั้นลอยอยู่กลางอากาศรอบหนึ่งแล้วแทงเข้าใส่ซือหม่าโยวเย่ว์ ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน หอกยาวก็หาตัวเธอจนพบทั้งสิ้น ราวกับมีดวงตาอย่างไรอย่างนั้น
นี่ก็คืออาวุธของชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นเช่นกัน เป็นอาวุธเทพระดับล่างชิ้นหนึ่ง เพราะถูกเขาหลอมแปร ดังนั้นจึงได้รับการควบคุมจากความคิดของเขาโดยสมบูรณ์ เขาไม่จำเป็นต้องควบคุม มันก็โจมตีคนด้วยตัวเองได้
“ไป” ซือหม่าโยวเย่ว์ขว้างหลิงหลงออกไป หลิงหลงปะทะกับหอกยาวกลางอากาศในทันที
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้หลอมแปรหลิงหลง แต่มันมีวิญญาณอาวุธอยู่ เพียงแค่ยอมรับเป็นเจ้านาย จิตใจก็เชื่อมถึงกันได้ ต่อให้ไม่มีการควบคุมของเธอ มันก็โจมตีได้ดังใจ มีความคล่องแคล่วมากกว่า จึงมีพลังโจมตีอันแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนอยู่ในมือเธอเสียอีก
ซือหม่าโยวเย่ว์มองบุรุษชุดดำผู้นั้น เขามิได้พูดอะไรมากนักมาโดยตลอด ทำให้คนรู้สึกอึมครึมอย่างยิ่ง คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีอาวุธเทพชั้นล่างอยู่กับตัว ดูเหมือนว่าตำแหน่งของเขาในตำหนักว่านชิงจะไม่ต่ำเลย
สองมือเธอร่ายมนตร์ กริชอันหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอแล้วพุ่งเข้าใส่บุรุษชุดดำผู้นั้นภายใต้การควบคุมของเธอ
บุรุษชุดดำผู้นั้นกำลังควบคุมอาวุธเทพของตนอยู่ ย่อมไม่มีสมาธิรับกระบวนท่านี้ของเธอ ถ้าหากเขาไม่ละวางการควบคุมอาวุธเทพ ก็ต้องถูกกริชทำร้าย
“ฟิ้ว…”
กระบี่ยาวอันหนึ่งลอยมาจากด้านข้าง ปะทะจนกริชเล่มนั้นสลายไป จากนั้นจึงลอยกลับไปสู่มือของเซี่ยอิ๋งอิ๋ง
เป็นอาวุธเทพชั้นล่างอีกชิ้นหนึ่ง!
“คิดไม่ถึงว่าที่แท้พวกเจ้าจะมีฝีมือ มิน่าเล่าถึงได้กล้าเป็นอริกับตำหนักว่านชิงเรา” เซี่ยอิ๋งอิ๋งพูดพลางมองซือหม่าโยวเย่ว์ “แต่พวกเจ้าจะเอาชนะพวกเราได้อย่างไรกัน เสือเนตรเขียว ออกมาฉีกทึ้งพวกมันให้ข้าที!”
เสือเนตรเขียวตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าทุกคน กลิ่นอายนั้นเป็นกลิ่นอายที่มีเพียงแค่ในสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองเท่านั้น
ซือหม่าโยวเย่ว์รู้ว่าที่ดินแดนโบราณมีคนรุ่นเยาว์น้อยนักที่จะได้ครอบครองสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองขึ้นไป เพราะต่างมีพลังยุทธ์ไม่แข็งแกร่งนัก ถึงอย่างไรการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรเหนือเทพนั้นอาจส่งผลเสียต่อพลังจิตได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในอนาคตด้วย
เซี่ยอิ๋งอิ๋งมีสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองอยู่ตนหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าพลังจิตของนางมิได้ต่ำต้อยเลย
“เชียนอิน เจ้ามาเล่นกับพวกเขาหน่อยสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
เมื่อเชียนอินปรากฏตัว ผู้คนบนท้องถนนต่างพากันสูดลมหายใจด้วยความประหลาดใจ อีกฝ่ายก็มีสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองตนหนึ่งเช่นกัน!
พวกเขารู้จักเซี่ยอิ๋งอิ๋งผู้นี้ นางคือบุตรสาวของเจ้าตำหนักย่อยแห่งตำหนักว่านชิง นอกจากนี้ยังเป็นนักหลอมยาคนหนึ่งด้วย ดังนั้นจึงมีสถานะสูงพอสมควรในรุ่นเยาว์แห่งตำหนักว่านชิง เรื่องที่ได้รับมอบสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองตนหนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานยังก่อให้เกิดความโกลาหลในเมืองว่านชิงไม่น้อยเลย!
ดังนั้นเมื่อเห็นนางเรียกเสือเนตรเขียวออกมา ทุกคนจึงมิได้ตกใจสักเท่าใดนัก แต่คู่ต่อสู้ของนางมีความเป็นมาเช่นไร ดูแล้วยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ แต่กลับมีสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองตนหนึ่งอยู่ในครอบครองเช่นเดียวกัน หรือจะเป็นชนรุ่นหลังผู้มีพรสวรรค์ของขุมอำนาจใหญ่แห่งอื่นกันเล่า
เมื่อสัตว์อสูรเหนือเทพสองตนออกมาก็เผชิญหน้าซึ่งกันและกัน พลังยุทธ์ของเสือเนตรเขียวแตกต่างกับเชียนอินไม่มากนัก แต่สายโลหิตอ่อนแอกว่ากันไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงมิใช่คู่ต่อสู้ของเชียนอิน
“ตึง…”
“ตึง…”
หอกยาวของบุรุษชุดดำร่วงหล่นลงบนพื้น ส่วนเสือเนตรเขียวก็ถูกเชียนอินโจมตีจนร่วงลงกระแทกพื้นเช่นกัน
“พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ สุนัขจิ้งจอกนั่นยังร้ายกาจยิ่งกว่าเสือตนนั้นเสียอีก!”
“พวกมันเป็นสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองกันหมดเลยมิใช่หรือ แล้วพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน” บางคนไม่เข้าใจ
“สายโลหิตของสุนัขจิ้งจอกตนนั้นจะต้องสูงส่งกว่าเสือตนนั้นเป็นแน่ มีสายโลหิตกดดันอยู่ ดังนั้นจึงมิอาจสู้สุนัขจิ้งจอกได้” มีคนอธิบาย
“สายโลหิตสูงส่งกว่าเสืออีกหรือ”
“คนผู้นี้มีตัวตนเช่นไรกัน ถึงได้มีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาที่มีสายโลหิตเช่นนี้ได้!”
“คงจะมิใช่ศิษย์ของสำนักวิชาใหญ่อะไรจริงๆ หรอกกระมัง”
“สำนักวิชาใหญ่แค่ไหน จะใหญ่กว่าตำหนักว่านชิงได้อีกหรือ”
“อาจจะมาจากแคว้นอื่นก็เป็นได้”
“เป็นไปได้อยู่นะ!”
“……”
เซี่ยอิ๋งอิ๋งเห็นสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของตนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงรีบวิ่งเข้าไปตรวจสอบอาการบาดเจ็บของมันด้วยหัวใจอันหวาดหวั่น
“นี่มันเรื่องอันใดกัน” คนกลุ่มหนึ่งเดินมาจากมุมถนน เมื่อผู้ที่นำทางมาเห็นศิษย์ตำหนักว่านชิงโขยงหนึ่งแล้วจึงขมวดคิ้วมองคนเหล่านี้
“ศิษย์พี่หวง!” เซี่ยอิ๋งอิ๋งลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าพวกซือหม่าโยวเย่ว์ พลางเอ่ยว่า “พวกเขารังแกตำหนักว่านชิงเรา ทำร้ายศิษย์พี่ศิษย์น้องของพวกเรา”
หวงชิ่งเหวินมองเชียนอินที่อยู่ข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์พลางเอ่ยว่า “สัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสอง มิน่าเล่าจึงได้โอหังถึงเพียงนี้! ทำร้ายศิษย์ตำหนักว่านชิงเรา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ต้องจับกลับไปจัดการทั้งสิ้น!”
พอพูดจบ ข้างกายเขาก็มีสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองตนหนึ่งปรากฏขึ้นมาเช่นเดียวกัน
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นโอวหยางเฟยได้รับบาดเจ็บแล้วจึงเอ่ยด้วยสีหน้าดำทะมึน “พวกเจ้าตำหนักว่านชิงไม่มีคนมีเหตุมีผลอยู่บ้างเลยหรือ คนกลุ่มใหญ่รังแกคนกลุ่มน้อย ทั้งรุมทำร้าย ทั้งซุ่มโจมตี รอบแล้วรอบเล่า พวกเจ้าคิดว่าทำไปเพื่อความรุ่งโรจน์ของตำหนักว่านชิงของพวกเจ้าสินะ! ช่างหน้าไม่อายเสียจริง! ก่อนหน้านี้ยังคิดว่าตำหนักว่านชิงเป็นสำนักวิชาที่เที่ยงธรรม ตอนนี้ดูไปแล้วก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เจ้าไก่ฟ้า ออกมาที”
เจ้าไก่ฟ้าออกมา ผู้คนที่มุงดูอยู่จึงสูดหายใจเข้าอีกครั้ง คนผู้นี้ยังมีสัตว์อสูรเหนือเทพอยู่อีก!
นอกจากนี้ยังเป็นสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสามอีกด้วย!
“ล้างผลาญให้หมดเลยหรือ” เจ้าไก่ฟ้าถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์เงียบงันไปหลายวินาทีก่อนจะเอ่ยว่า “ช่างมันเถิด ถึงอย่างไรพวกเราก็อยู่ในอาณาเขตของผู้อื่น ถ้าหากฆ่าคนไปแล้ว เกรงว่าในภายหน้าจะต้องวุ่นวายอย่างยิ่ง แค่อย่าให้พวกเขามาขัดขวางพวกเราก็พอแล้ว”
“ได้” เจ้าไก่ฟ้าโบกมือเบาๆ หลังจากนั้นจึงพูดว่า “เรียบร้อยแล้ว”
“พวกเราไปกันเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
พวกเขาจากไป ส่วนพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งก็มิได้ขัดขวางเลย เพียงแค่มองพวกเขาออกไปจากถนนเส้นนี้เฉยๆ
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังประหลาดใจกันอยู่นั้นเอง คนผู้หนึ่งก็มองเงื่อนงำออก จึงร้องขึ้นมาอย่างตกใจว่า “พวกเขาถูกสะกด!”
“ถูกสะกดได้อย่างไรกัน”
“พันธะห้วงมิติ” เถ้าแก่ของหอระลึกจันทร์พูด
หลังจากจัดการเรื่องรอยน้ำเรียบร้อยแล้ว พอเขาได้ยินเสียงการต่อสู้ด้านนอกจึงออกมาดู คิดไม่ถึงว่าจะเป็นพวกนาง
“พัน…พันธะห้วงมิติหรือ!”
ผู้คนพากันกลืนน้ำลาย เขาแค่โบกมือเบาๆ เท่านั้นเอง ก็ควบคุมคนเหล่านี้เอาไว้ได้แล้ว!
“สัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองตนหนึ่ง สัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสามวิวัฒน์ร่างอีกตนหนึ่ง ความเป็นมาของคนผู้นั้นเป็นเช่นไรกันแน่”
“ไม่ว่าจะมีที่มาเช่นไร เขาเผยฝีมือเช่นนี้ ตำหนักว่านชิงก็ไม่กล้าจัดการพวกเขาตามใจชอบแล้วล่ะ ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ เลย” ผู้เฒ่าคนหนึ่งของหอเซวียนหยวนพูดจบแล้วเดินกลับไป ความครึกครื้นผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีอะไรให้ดูอีก
ในขณะที่พวกซือหม่าโยวเย่ว์เลี้ยวตรงหัวมุมถนนนั้นเอง เจ้าไก่ฟ้าก็โบกมืออีกครั้ง คนของตำหนักว่านชิงจึงกลับมาเป็นอิสระ ทว่าแต่ละคนต่างทรุดฮวบลงบนพื้น เสื้อผ้าบนร่างกายล้วนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นัยน์ตายังเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ
พวกซือหม่าโยวเย่ว์กลับไปยังโรงเตี๊ยมที่พัก โอวหยางเฟยกินยาวิเศษไปแล้วจึงดีขึ้นไม่น้อย บาดแผลบนหัวไหล่ก็ตกสะเก็ดแล้ว
“วันนี้พวกเจ้าก็เหนื่อยกันหมดแล้ว ไปพักผ่อนกันเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดจบแล้วกลับไปยังห้องของตนเอง
พวกเขามองหน้ากันไปมา สุดท้ายซือหม่าโยวหลินจึงพูดกับเป่ยกงว่า “เจ้าไปดูนางหน่อยเถิด”
“อืม พวกเจ้าไปพักผ่อนกันก่อนเถิด” เป่ยกงถังพูดแล้วเดินไปยังห้องของซือหม่าโยวเย่ว์ก่อนจะเคาะประตู หลังจากได้รับเสียงขานตอบแล้วจึงผลักประตูเข้าไป
เมื่อนางเข้าไปก็เห็นซือหม่าโยวเย่ว์นั่งอยู่ข้างโต๊ะ พร้อมกับหมุนถ้วยน้ำที่ใช้ที่หอระลึกจันทร์เล่นอยู่ในมือ
…………………………………