สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 475 บอกกล่าวให้รู้
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ไปพักผ่อนเล่า”
ซือหม่าโยวเย่ว์เงยหน้าขึ้นมองเป่ยกงถังแวบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงเล่นถ้วยใบนั้นต่อ
“ข้ามาดูเจ้าสักหน่อย” เป่ยกงถังเดินเข้าไปนั่ง “วันนี้เจ้าเป็นอะไรไปหรือ”
“ไม่มีอะไรหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้า
เป่ยกงถังยื่นมือไปประคองถ้วยใบนั้นเอาไว้แล้วพูดว่า “ตอนแรกพวกเราไม่คิดจะถามเจ้าหรอกนะ คิดว่าบางทีเจ้าอาจจะบอกพวกเรา แต่สถานการณ์นี้ของเจ้ามันประหลาดเกินไปแล้ว คราวก่อนหลังจากเลื่อนระดับไปถึงระดับเทพก็ใจสลาย ความเศร้าโศกที่แผ่ออกมาจากตัวเจ้าในวันนี้ทำให้พวกเราจำเป็นต้องถามว่าที่แท้เจ้าเป็นอะไรกันแน่ มีเรื่องอันใดก็จงพูดออกมาเสีย พวกเราจะร่วมแบ่งปันความทุกข์ใจกับเจ้าเอง”
“มีบางเรื่องที่พูดออกมาแล้วไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ตอนนั้นข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่เจ้าเคยพูดว่าอะไรนะ ตอนอยู่ที่เทือกเขาผู่สั่ว เจ้าพูดกับข้าว่าไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นเช่นไร ไม่ว่าในภายภาคหน้าจะต้องเผชิญกับสิ่งใด แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ด้วยกัน พวกเราคือสหายที่เคยหันหลังชนกันร่วมต่อสู้ พวกเราคือคนที่ระวังหลังให้กันและกันได้ หากต้องการระบาย พวกเราก็อยู่ที่นี่กันตลอด ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมานานปีถึงเพียงนี้ เผชิญอะไรมาด้วยกันตั้งมากมาย พวกเราต่างทำเหมือนกันและกันเป็นดังญาติสนิท แล้วยังจะมีสิ่งใดที่พูดกับพวกเรามิได้อีกเล่า” เป่ยกงถังพูด “ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเราก็จะอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองสายตาแน่วแน่ของเป่ยกงถังแล้วเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าสองคนก็เข้ามาเถิด”
โอวหยางเฟยและซือหม่าโยวหลินเข้ามา มิได้เกิดความขัดเขินที่ถูกจับได้ว่าแอบฟัง ด้วยความช่างสังเกตของเธอ ย่อมรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาอยู่ข้างนอก
“วันนี้พวกเจ้ากำลังประหลาดใจว่าข้าใช้ชีวิตอยู่ที่ดินแดนอี้หลินมาตั้งแต่เล็ก แล้วรู้ได้อย่างไรว่าฉินโม่คือเจ้าของหอระลึกจันทร์ ใช่หรือไม่” โยวเย่ว์ถาม
“ประหลาดใจอยู่เล็กน้อย” เป่ยกงถังพูด “แต่สิ่งที่พวกเราเป็นกังวลยิ่งกว่าก็คือ เหตุใดจู่ๆ เจ้าจึงแผ่กลิ่นอายเศร้าโศกเช่นนั้นออกมาได้”
ซือหม่าโยวเย่ว์ลูบไล้ตัวอักษรที่ก้นถ้วยแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าหลังจากตายไปแล้ว วิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ได้”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเธอ พวกซือหม่าโยวหลินต่างพากันมองเธออย่างพรั่นพรึง พูดอะไรไม่ออก
“เจ้าจะบอกว่า เจ้า…”
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้าแล้วพูดว่า “อย่างที่พวกเจ้าคิดนั่นแหละ ชาติก่อนข้าเป็นคนของดินแดนโบราณ หลังจากที่ถูกคนทำร้ายจนตายแล้ววิญญาณก็เข้ามาสู่ร่างในปัจจุบันนี้ กลายเป็นซือหม่าโยวเย่ว์”
“แล้ววิญญาณเดิมเล่า”
“ตายแล้ว ปีที่นางอายุสิบสี่ปีนั้น ได้ถูกคนของมู่หรงอานทุบตีจนตายไปแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ก่อนตายนางได้ดึงตัวข้าเข้ามาในร่าง ให้ข้ากลายเป็นนาง”
“มิน่าเล่า ตอนที่พวกเรารู้จักเจ้า จึงได้ไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินคำเล่าลือมาเลย” โอวหยางเฟยรำพึง
“ชาติก่อนตอนที่ข้าตาย ดวงวิญญาณถูกทำร้าย ดังนั้นจึงได้ลืมเลือนเรื่องราวในชาติก่อนไป ตอนเลื่อนระดับไปถึงระดับเทพ วิญญาณได้รับการฟื้นฟู ทำให้ข้าฟื้นคืนความทรงจำขึ้นมาใหม่” ซือหม่าโยวเย่ว์เล่าต่อไป “คราวนั้นที่ใจสลายก็เป็นเพราะสิ่งนี้แหละ”
“ชาติก่อนเจ้าตายอย่างน่าอนาถมากเลยหรือ”
“ช่างมันเถิด แต่ปัญหาไม่ใช่เพราะตัวข้าตาย หากแต่เป็นเพราะ… เป็นเพราะ… เป็นเพราะ… ทั้งครอบครัวถูกผลาญล้างตระกูล คนในครอบครัวถูกสังหารต่อหน้าต่อตาข้า ห้องหับแต่ละห้องกลายเป็นทะเลเพลิงต่อหน้าต่อตาข้า บิดามารดาข้าถูกคนสังหารเพียงเพื่อให้ข้าและน้องชายข้าหนีไปได้ ก่อนตายท่านแม่ข้ายังพูดอย่างอ่อนโยนว่าจะไม่โทษข้าเลย ถ้าหากเอาชีวิตรอดไปได้ก็ไม่ต้องคิดจะแก้แค้น จะต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ส่วนน้องชายข้าก็ทำเพื่อข้า ให้สัตว์อสูรวิเศษพาข้าบินหนีไป ส่วนตัวเขาเองวิ่งกลับไปขัดขวางผู้บุกรุก…” ซือหม่าโยวเย่ว์หลับตา สองมือปิดหน้า น้ำตาหลั่งรินลงมาอย่างเงียบเชียบ
ตั้งแต่ฟื้นคืนความทรงจำเป็นต้นมา ทุกครั้งที่นึกถึง ก็อดที่จะหลั่งน้ำตาทุกครั้งมิได้ พวกเป่ยกงถังทั้งสามคนต่างเงียบงันกันไปหมด พวกเขาคิดไม่ถึงว่าเธอจะประสบพบเจอกับอะไรมามากมายถึงเพียงนี้ ความเสียใจและเศร้าโศกของเธอลึกล้ำเช่นนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจไปด้วย
มิน่าเล่า ตอนที่เลื่อนระดับไปถึงระดับเทพเธอจึงร้องไห้ได้อย่างใจสลายถึงเพียงนั้น มิน่าเล่าตอนที่เธอเห็นข้าวของที่หอระลึกจันทร์แล้วจึงได้รู้สึกเศร้าโศกเช่นนั้น
“ฉินโม่ผู้นี้เป็นคนที่เจ้ารู้จักในอดีตใช่หรือไม่” เป่ยกงถังถาม “หอระลึกจันทร์ หรือว่าหอสุรานี้สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเจ้าเล่า”
“ฉินโม่คือสหายที่มีความสัมพันธ์อันดียิ่งในอดีต พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ของเขามิสู้ดีนัก แต่กลับชมชอบการทำอาหารเป็นอย่างยิ่ง ในตอนแรกพวกเราก็เป็นสหายกันด้วยเหตุนี้แหละ” ซือหม่าโยวเย่ว์เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าแล้วเอ่ยว่า “วันนี้ตอนไปที่หอระลึกจันทร์ข้าก็มิได้คิดอะไรมาก แต่อาหารจานพิเศษเหล่านั้น หากมิใช่จานที่ข้าเคยสอนเขา ก็เป็นจานที่เขาเคยทำให้ข้า ปีกไก่น้ำผึ้งนั่น เพราะตอนพูดถึงมันเวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ข้าจึงเคยแค่บอกวิธีทำแก่เขาเท่านั้น แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเขาจะทำรสชาติในความทรงจำของข้าออกมา หอสุราก่อนหน้านี้ของเขามิได้ใช้ชื่อนี้ แต่ข้าไม่มีทางจำรสชาตินั่นผิดไปอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงคาดเดาว่าเขาเป็นเจ้าของ”
เขาเคยบอกกับเธอว่าความฝันของเขาก็คือการเปิดหอสุราจำนวนมากมายมหาศาล พอถึงตอนนั้นก็จะได้กินอาหารเลิศรสมากเท่าที่ตัวเองอยากกิน
เป่ยกงถังกุมมือซือหม่าโยวเย่ว์เอาไว้แล้วพูดว่า “ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาเกิดใหม่หรือไม่ เจ้าก็คือโยวเย่ว์ของพวกเราอยู่ดี”
ซือหม่าโยวเย่ว์อยากจะฝืนยิ้มค้างไว้ แต่กลับมิอาจขจัดความเศร้าโศกในแววตาออกไปได้เลย
“โยวเย่ว์ ในอดีตเจ้าชื่ออะไรหรือ”
“ซีเหมินโยวเย่ว์ นับได้ว่าเป็นตระกูลที่มิได้ใหญ่โตอะไรนักในแดนศูนย์กลาง” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยตอบ
“เช่นนั้น… ผู้ที่สังหารเจ้าเล่า”
“ตระกูลจงเจิ้ง ซึ่งพักพิงอยู่กับวังหยินหยาง ส่วนวังหยินหยางนั่นก็เป็นเพียงแค่ขุมอำนาจชั้นสองเท่านั้น เหนือกว่านั้นยังมีขุมอำนาจให้พักพิงอยู่อีก” ซือหม่าโยวเย่ว์กำหมัดแน่นแล้วพูดว่า “ตอนนั้นผู้ที่ลงมือกับพวกเราก็คือคนของตระกูลจงเจิ้งและวังหยินหยาง”
“รอให้พวกเราพัฒนาขึ้นแล้วกลับไปแก้แค้นกัน!” โอวหยางเฟยพูด
“ได้สิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
ในเมื่อเธอเลือกที่จะพูดออกมาแล้ว ก็ไม่ต้องมีข้อจำกัดกับพวกเขาอีก และเธอก็รู้ดีว่าพวกเขาไม่มีทางวางตัวอยู่เหนือปัญหาอย่างแน่นอน
และในขณะเดียวกัน บนภูเขาแห่งหนึ่งของแดนศูนย์กลาง บุรุษสวมหน้ากากผู้หนึ่งกำลังยืนตระหง่านต้านลมอยู่
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาแล้วถามว่า “เจ้าจะออกไปจริงๆ หรือ”
“อืม” บุรุษผู้นั้นน้ำเสียงแหบพร่า เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่น้ำเสียงปกติ
“แต่อีกฝ่ายมีพลังยุทธ์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น…”
“ไม่ว่าจะแข็งแกร่งสักเพียงใดข้าก็ต้องไป” บุรุษผู้นั้นกล่าว “ข้าทุ่มเทไปมากมายถึงเพียงนี้แล้ว ก็เพื่อแก้แค้นศัตรูด้วยมือตัวเอง”
“ท่านปู่บอกว่าถ้าหากเจ้าไม่ใช้พลังขุมนั้น ก็จะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้อีกหลายสิบปี”
“ถ้าหากสังหารศัตรูได้มากขึ้นอีกสักหน่อย ข้ายอมเลือกอายุสั้นลงอีกหลายสิบปีดีกว่า การดำรงชีวิตมิใช่เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของข้า การแก้แค้นต่างหากเล่าที่เป็นสิ่งที่ข้าไขว่คว้าในชีวิตนี้”
“เข่นนั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “เจ้าอยู่ในหุบเขาต่อไปเถิด”
“ไม่ได้หรอก ถ้าหากเจ้าอยู่ที่นี่ พวกเราก็จะเสาะหาหนทางด้วยกัน ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ต้องพาข้าไปด้วย” หญิงสาวดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ
“ถ้าหากเจ้ากล้าออกไปเอง ข้าจะ… ข้าจะตายอยู่ที่นี่ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”
“เจ้าเองก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีพลังยุทธ์แกร่งกล้า ข้าออกไปย่อมเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดี เหตุใดเจ้าถึงยัง…”
“เพราะว่าข้าชอบเจ้าน่ะสิ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไร ข้าก็ยังชอบเจ้าอยู่ดี จะให้ข้าดูเจ้าไปเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้นตามลำพังน่ะหรือ ข้ายอมตายเสียดีกว่า”
“ชีวิตข้าไม่ยืนยาวนะ”
“ข้าไม่สนหรอก เจ้ามีชีวิตอยู่หนึ่งวัน ข้าก็จะชอบเจ้าหนึ่งวัน ชอบเจ้าหนึ่งวัน ข้าก็จะติดตามเจ้าหนึ่งวัน ไม่ว่าเจ้าจะไปแห่งหนใด ข้าก็ติดตามเจ้าไปได้ทั้งสิ้น! ข้าได้ยินมาว่าหอเซวียนหยวนจะจัดงานประมูลอันล้ำเลิศหาใดเทียมขึ้นที่รอบนอกแดนชั้นกลางในเดือนถัดไป คนเหล่านั้นก็น่าจะไปเช่นกัน พวกเราไปสังหารคนพวกนั้นที่แดนชั้นกลางอันแสนห่างไกล คนทางนี้ไม่น่าจะรู้ระแคะระคายอะไร เป็นอย่างไรเล่า”
ชายหนุ่มมองดวงตาอันเจิดจรัสของหญิงสาวแล้วถอนหายใจ อีกครั้ง ก่อนจะมองนกที่โบยบินอยู่ไกลออกไปโดยไม่เอ่ยวาจาอีก