สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 476 เชื่อมั่นว่าเขายังมีชีวิตอยู่
ซือหม่าโยวเย่ว์และเป่ยกงถังสนทนากันอยู่ภายในห้อง คุยกันถึงเรื่องบางอย่างในอดีตโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเรื่องรอยที่เธอทิ้งเอาไว้ที่หอระลึกจันทร์นั้นได้แพร่ไปยังแดนศูนย์กลางผ่านช่องทางพิเศษเรียบร้อยแล้ว
ภายในลานบ้านของคฤหาสน์ใหญ่หลังหนึ่ง สาวใช้ผู้หนึ่งเดินเข้ามาในเรือนเล็กอันประณีตงดงามหลังหนึ่งอย่างรีบเร่ง ก่อนจะถูกยามรักษาการณ์ที่อยู่หน้าประตูสกัดเอาไว้
“นายท่านเล่า” สาวใช้ถาม
“นายท่านกำลังปลีกวิเวกอยู่ เพื่อบรรลุระดับจักรพรรดิเทพขั้นสูง” ยามรักษาการณ์ผู้หนึ่งกล่าว “ก่อนนายท่านจะปลีกวิเวกได้กำชับเอาไว้ว่าห้ามผู้ใดมารบกวนเขาเป็นอันขาด ดังนั้นหากแม่นางมู่มีธุระ ก็ต้องรอให้นายท่านออกจากการปลีกวิเวกก่อนค่อยมาใหม่”
“แม่นางมู่ หลายปีมานี้เจ้าเป็นผู้จัดการเรื่องราวต่างๆ ภายในหอสุรา น้อยครั้งนักที่จะเห็นเจ้ามาพบนายท่าน ว่าแต่มีเรื่องสำคัญอันใดเล่า” ยามรักษาการณ์อีกคนหนึ่งพูด
มู่เหวินหยิบเอาหยิบศิลาทิ้งเงาก้อนหนึ่งออกมา ก่อนจะใส่พลังวิญญาณเข้าไปภายในนั้น ศิลาทิ้งเงาเปล่งลำแสงสายหนึ่งออกมาแล้วฉายเป็นภาพวาดภาพหนึ่งกลางอากาศ
ลำแสงที่ฉายออกมานั้นไม่มีใคร มีเพียงแค่อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารที่ใช้แล้วกองหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อยามรักษาการณ์สองคนได้เห็นภาพวาดนี้แล้วกลับตัวสั่นสะท้านพร้อมกัน
“รอยน้ำนี้…” ฉินหง ยามรักษาการณ์ที่เอ่ยวาจาทีหลังผู้นั้นชี้ไปที่รอยน้ำอย่างตกใจ
“ไม่ผิดแน่ จะต้องเป็นหนึ่งในบรรดาสัญลักษณ์ทั้งหลายที่นายท่านเคยบอกพวกเรา” ฉินเหมิน ยามรักษาการณ์อีกคนหนึ่งพูด
มู่เหวินหยุดใส่พลังวิญญาณเข้าไป ภาพวาดนั้นจึงหายลับไปจากสายตา “ตอนนี้พวกเจ้าคงรู้แล้วสินะว่าเหตุใดข้าจึงได้เร่งร้อนเช่นนี้”
“แม่นางมู่ นี่เป็นข่าวมาจากที่ใดกันหรือ” ฉินเหมินถาม
“เขตรอบนอก เมืองว่านชิงแห่งแคว้นหนึ่งตอนใต้” มู่เหวินกล่าว
“หรือว่าคนผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้นแล้วจริงๆ” ฉินหงพูดอย่างเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง “หรือจะบอกว่านี่เป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้นเล่า”
“ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือไม่ นี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นึกถึงนายท่านตลอดหลายปีมานี้…สุดท้ายแล้วนี่ก็คือความหวังอยู่ดี”
“แต่ถ้าหากเป็นเพียงแค่ความบังเอิญแล้วล่ะก็ นายท่านจะไม่ยิ่งผิดหวังหรอกหรือ” ฉินหงเจ็บใจแทนเจ้านายของตนอยู่บ้าง
“พวกเจ้าลองดูข้อมูลนี้อีกทีสิ” มู่เหวินหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาให้พวกเขาดู ทั้งสองคนเห็นตัวอักษรบนนั้นแล้วก็เบิกตาโพลง
“ซือหม่าโยวเย่ว์หรือ เขาก็ชื่อโยวเย่ว์หรือ แต่เป็นบุรุษผู้หนึ่งไปได้อย่างไรกัน” ฉินหงตะโกนเสียงดัง “ชื่อโยวเย่ว์ทั้งคู่เลย นี่จะบังเอิญเกินไปแล้วนะ”
“ความจริงแล้วจะใช่หรือไม่นั้น ยังต้องให้นายท่านออกมาแล้วไปยืนยันด้วยตนเอง” มู่เหวินพูด “ทางนั้นได้ไปสืบเสาะเรื่องราวของพวกเขาแล้ว จะต้องรู้ผลอย่างรวดเร็วแน่นอน”
“ไม่รู้เลยว่าเหตุใดนายท่านจึงได้ยืนกรานเช่นนั้น คนของตระกูลซีเหมินตายกันไปหมดตั้งเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้ว ตอนนั้นพวกเราก็เห็นซากศพของซีเหมินโยวเย่ว์กับตาตนเอง เหตุใดเขาถึงได้ยืนกรานมาโดยตลอดว่าเขายังมีชีวิตอยู่เล่า ทั้งยังทุ่มเทกำลังกายและกำลังทรัพย์ตั้งมากมายในการเปิดหอสุราที่แดนศูนย์กลางและเขตรอบนอกเพื่อสืบค้นข่าวของเขา” ฉินหงไม่เข้าใจ “นายท่านย่อมมีความคิดของนายท่านเอง พวกเราเพียงแค่ทำไปตามนั้นก็พอแล้ว” มู่เหวินพูด “ไม่รู้เลยว่านายท่านจะออกมาเมื่อใด ข้าจะรออยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”
มู่เหวินพูดจบก็เดินไปนั่งที่ศาลาพักร้อนในลานบ้าน แล้วจ้องมองศิลาทิ้งเงาในมืออย่างเหม่อลอย
ก่อนหน้านี้นางติดตามฉินโม่ ทั้งยังเคยพบหน้าซีเหมินโยวเย่ว์หลายครั้ง สัญลักษณ์ที่รอยน้ำนั้นวาดออกมา ทำให้นางเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างหนึ่งขึ้นมา ไม่เหมือนกับการทิ้งรอยโดยบังเอิญ
แต่นางก็เชื่อมั่นว่าซีเหมินโยวเย่ว์ตายไปแล้ว นางยังชิงซากศพนั้นกลับมาจากมือของคนผู้นั้นอยู่เลย ไม่มีพลังชีวิตหลงเหลืออยู่อีกแล้ว นอกจากนี้นางยังได้เห็นเจ้านายของตนฝังศพของซีเหมินโยวเย่ว์กับตา เหตุใดตอนนี้จึงได้…
ข่าวที่คนของตำหนักว่านชิงถูกคนทำร้ายที่หน้าหอเซวียนหยวนแพร่ไปทั่วทั้งเมืองว่านชิงอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากต่างเตรียมตัวดูพวกโยวเย่ว์ถูกจับตัว แต่เวลาผ่านไปหลายวันแล้วกลับยังไม่มีความเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
คนของตำหนักว่านชิงจะปล่อยไปเช่นนี้น่ะหรือ
แม้กระทั่งพวกโยวเย่ว์ก็ยังประหลาดใจอยู่บ้าง ยังคิดว่าคนของตำหนักว่านชิงจะมาหาเรื่องตนอย่างรวดเร็วเสียอีก แต่กลับไม่คิดเลยว่าหลายวันนี้จะเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
และสาเหตุก็เป็นเพราะพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งถูกคุมขังเอาไว้ ไม่มีเวลาไปหาเรื่องพวกโยวเย่ว์
และเหตุผลในตอนแรกสุดเป็นเพราะเถ้าแก่ของหอระลึกจันทร์ได้พูดกับรองเจ้าตำหนักของตำหนักว่านชิงเอาไว้ว่าชนรุ่นหลังของพวกท่านก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
หลังจากที่รองเจ้าตำหนักผู้นั้นกลับไปแล้วก็ส่งคนไปสืบเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันให้กระจ่าง หลังจากได้รู้ความเป็นมาของเรื่องราวแล้วจึงได้คุมตัวผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อกลางวันเอาไว้
“รองเจ้าตำหนัก ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน พวกอิ๋งอิ๋งทำอะไรผิด ท่านถึงต้องคุมขังพวกเขา!” ชายหนวดเฟิ้มผู้หนึ่งวิ่งตรงไปยังตำหนักของรองเจ้าตำหนักผู้นั้นเพื่อซักถามในทันที
รองเจ้าตำหนักเล่าเรื่องราวให้ฟังแล้วพูดว่า “เด็กรุ่นหลังของตำหนักว่านชิงไร้มารยาทได้ถึงขนาดนี้ ทำเอาตำหนักว่านชิงมีชื่อเสียงกระฉ่อนว่าชอบวางอำนาจข่มเหงผู้คน การคุมขังนับว่าเป็นการลงโทษสถานเบาแล้ว เจ้าตำหนักเซี่ย ท่านเป็นถึงเจ้าตำหนักแห่งหนึ่ง สอนบุตรสาวไม่ได้ความ ทำให้อิ๋งอิ๋งถูกเลี้ยงมาจนมีนิสัยเช่นนี้ ไม่กลับไปทบทวนให้ดีแล้วยังมาซักไซ้ไล่เลียงข้าที่นี่ทำไมกัน”
เซี่ยจงถูกรองเจ้าตำหนักพูดเช่นนี้ใส่ สีหน้าจึงไม่น่าดูอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยังคงคิดว่าบุตรสาวของตนมิได้ทำอะไรผิดเช่นเดิม
พวกนางเป็นคนของตำหนักว่านชิง เดิมทีพวกคนชั่วช้าเหล่านั้นก็ควรจะยอมให้บุตรสาวของตนอยู่แล้ว ช่วงชิงห้องส่วนตัวของพวกนางยังไม่พอ แต่ยังทำร้ายพวกนางกลางถนน ทำให้ต้องอับอายขายหน้าผู้คนทั่วทั้งเมืองที่ได้เห็นพวกเขา
ไม่พูดไม่ได้ว่ามีบิดาเช่นไรก็ย่อมเลี้ยงบุตรสาวให้ออกมาเป็นเช่นนั้น!
เซี่ยจงกลับไปถึงตำหนักของตน เมื่อเข้าไปก็ถูกภรรยาผู้งดงามของตนดึงหูด่าว่า เพราะเขามิอาจพาตัวบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนออกมาได้ ตอนนี้ยังถูกคุมขังเอาไว้ในสถานที่อับชื้นมืดมนนั้นอยู่เลย
“ตาแก่ไร้ประโยชน์ บุตรสาวเจ้าทุกข์ยากอยู่ที่นั่นทั้งคน เจ้ายังไม่มีปัญญาพานางออกมาเลย เจ้ามันเป็นบิดาประสาอะไรกัน”
อู๋เฉียวเฉี่ยวนั้นมีรูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง อุปนิสัยหยาบกร้าน สิ่งที่รักใคร่หวงแหนที่สุดก็คือบุตรสาวผู้นี้ของตน หลังจากได้ยินข่าวว่าบุตรสาวของตนถูกคุมขังก็ให้เซี่ยจงไปหารองเจ้าตำหนัก คิดไม่ถึงว่าตนรออยู่ที่นี่มานานสองนาน ทว่ากลับมีแค่เขากลับมาที่นี่เพียงคนเดียวเท่านั้น จากนั้นจึงได้เริ่มโก่งคอส่งเสียงด่า
เดิมทีเซี่ยจงได้ภรรยาผู้งดงามเช่นนี้มาก็เห็นเป็นสมบัติล้ำค่ามาโดยตลอด นางให้กำเนิดบุตรสาวผู้เฉลียวฉลาดและงดงาม ทั้งยังมีพรสวรรค์เป็นเลิศ และยังสำเร็จเป็นนักหลอมยาอีกด้วย ได้รับการอนุมัติจากสำนัก มอบสัตว์อสูรเหนือเทพให้กับนาง ทั้งยังรักอย่างสุดหัวใจด้วย
เดิมทีช่วยบุตรสาวออกมาไม่ได้ ในใจก็ราวกับมีเพลิงสุมอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกภรรยาของตนด่าว่าอีก ในใจจึงยิ่งมีไฟลุกโชน ทวีความชิงชังที่มีต่อพวกโยวเย่ว์
“เฉียวเฉี่ยว เจ้าก็อย่าโมโหอีกเลยนะ รองเจ้าตำหนักตัดสินลงโทษไปแล้ว พวกเราก็ไม่มีทางแก้ไขได้อีกแล้ว” เซี่ยจงเกลี้ยกล่อม
“เช่นนั้นลูกเราจะทำเช่นไรเล่า”
“ยังดีที่ระยะเวลาที่รองเจ้าตำหนักลงโทษนั้นไม่นานนัก เพียงเดือนเดียวอิ๋งอิ๋งก็ออกมาได้แล้ว”
“ที่แท้แล้วนี่มันเรื่องอันใดกันแน่”
“เจ้าฟังข้าพูดนะ…”
เซี่ยจงเล่าเรื่องให้อู๋เฉียวเฉี่ยวฟังรอบหนึ่ง หลังจากอู๋เฉียวเฉี่ยวได้ฟังแล้วก็โมโหจนตบโต๊ะดังฉาด
“หอระลึกจันทร์ช่างทำงามหน้านัก อิ๋งอิ๋งของพวกเราไปกินข้าวก็นับว่าเห็นพวกเขาอยู่ในสายตาแล้ว พวกแพศยาทั้งหลายยังกล้ารวมหัวกันรังแกบุตรสาวพวกเราอีก! เจ้าพาคนไปจัดการคนพวกนั้นให้ข้าที ข้าอยากจะเห็นนักว่าตำหนักว่านชิงของเรา หรือหอระลึกจันทร์นั่นจะร้ายกาจกว่ากัน! ยังมีอีก จัดการคนพวกนั้นไปพร้อมกันเลย กล้าทำร้ายบุตรสาวข้า ก็เป็นการรนหาที่ตายชัดๆ!”
“เช่นนี้คงไม่ได้หรอก” เซี่ยจงกล่าว “รองเจ้าตำหนักบอกแล้วว่า ไม่อนุญาตให้พวกเราทำอะไรอีก”
“ข้าแต่งงานกับคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าได้อย่างไรกัน เขาไม่อนุญาตให้พวกเราทำอะไร ทางตระกูลเจ้ามิได้อยู่ภายใต้การปกครองของตำหนักว่านชิงโดยตรง เจ้าไปที่นั่นแล้วคิดหาวิธีไม่ได้เลยหรือ”
เซี่ยจงได้ฟังแล้วพูดด้วยสายตาเป็นประกายว่า “เฉียวเฉี่ยว เจ้าช่างเฉลียวฉลาดเสียจริง ข้าจะไปหาพวกเขาเพื่อปรึกษาหารือเดี๋ยวนี้เลย!”